ความคิดเห็น

59

          ช่วงที่มีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแต่ละปีนั้น หารู้ไม่ว่าคณะที่ “เด็กรุ่นใหม่” เลือกเรียนมากสุดคือ คณะนิเทศศาสตร์ เพราะทุกคนหวังว่าเรียนจบสาขานี้ไปแล้ว อาจได้โอกาสมาร่วมงานวงการบันเทิง ทํางานทีวี-โฆษณา-ภาพยนตร์ และ “งานข่าว” ทั้งคนเบื้องหน้าและเบื้องหลัง อีกอย่าง “คณะนิเทศศาสตร์” นั้น จะเป็นสาขาที่เรียนไม่หนัก และมีโอกาสได้ทํากิจกรรมมากมาย

 

          ยิ่งสมัยนี้หลายสถาบันจะเปิด “คณะนิเทศศาสตร์” ขึ้นมาเกือบหมดแล้ว ทั้งมหาวิทยาลัยเอกชนและของ รัฐ แต่ที่มีชื่อเสียงมาก และได้รับความสนใจ คือ คณะนิเทศศาสตร์จุฬา และคณะวารสารศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ส่วนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต่างปั้นหัวกะทิสู่วงการทีวีมากมาย

 
 

          ด้านมหาวิทยาเอกชนที่นิยมมากคือ “นิเทศฯ ม.กรุงเทพฯ” สถาบันปั้นคนเก่งสู่วงการทีวี-หนังสือพิมพ์มากมาย รวมทั้งนักแสดงชื่อดัง ส่วนมหาวิทยาลัยอื่นๆได้เปิดสอนในหลักสูตรเดียวที่มีมาตรฐานทัดเทียมกันอย่างรุ่นพี่ “ม.กรุงเทพ” ที่สร้างชื่อกระหึ่ม “สรยุทธ  สุทัศนะจินดา” พิธีกรฝีปากกล้ารายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 ส่วนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มี “กระเต็น-วราภรณ์ สมพงษ์” รวมทั้งรุ่นพี่อีกมากมาย

 

          จะเห็นว่านักศึกษาที่จบการศึกษามาแต่ละปีนั้นจํานวน มากมาย หากรวมกับมหาวิทยาลับราชภัฏทั่วประเทศแล้ว แต่ที่เข้าทํางานในวงการจริงๆ ปีละไม่กี่พันเท่านั้น “นักศึกษา” ที่จบแล้วว่างงานเหล่านี้ บางคนก็ไปสอบรับราชการ เป็นอาจารย์ และ ทํางานหน่วยงานอื่นๆ มากมาย

 

          น่าดีใจมาก “คนวงการข่าว” สมัยนี้มีคลื่นลูกใหม่ เข้าร่วมสร้างสรรค์สังคมมากมาย ตามแนวทางและอุดมการณ์แต่ละคน เพราะฉะนั้น “คนรุ่นใหม่ ไฟแรง” นั้น ถือว่าเป็นพลังสําคัญทางสังคม เพราะถ้า “คนข่าว”ที่ก้าวมาสู่วิชาชีพนี้ ทํางานตามสาขาที่ร่ำเรียนมา มีจรรยาบรรณที่ดีงาม น่าจะเป็นสิ่งสวยงามมาก

 

          เพราะความคิด การมีโลกทัศน์ในยุค “ดิจิตอล” นี้ ย่อมมีความหลากหลาย และมีหลักเหตุผลที่ต่างกันไป บางคนได้รับการถ่ายทอดจาก “คนข่าวรุ่นอาวุโส” มาช่วยเติมความคิด มุมมองเข้าไป ทําให้งานออกมา   มีประสิทธิภาพ ยิ่ง “คนข่าวเลือดใหม่” เกิดขึ้นมากมายในแต่ ละวงการ “นักนิเทศศาสตร์” ถือว่าเป็นอาชีพแขนงหนึ่งที่มีเกียรติทางสังคม เพราะยุคนี้กําลังมีอิทธิพลต่อสังคมสื่อยุค “นิว มีเดีย” อย่างมาก

 

          หาก “นักศึกษา” ที่กําลังเล่าเรียนอยู่ ขอให้มีความตั้งใจ มุ่งมั่น เชื่อว่า “งานกําลังรอ” พิสูจน์ฝีมือ “คนเก่ง” อยู่ ขึ้นอยู่กับ “ขอให้รักวิชาชีพที่ร่ำเรียนมาจริง” เท่านั้น อย่าเรียนเพราะเห็นว่า “เท่ โก้ หรู ตามเพื่อน” 
 

พี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจากหนังสือพิมพ์ดาราเดลี่

ความคิดเห็น

59

ความคิดเห็นดีๆ ที่อยากให้อ่าน

59 ความคิดเห็น

  1. #1 บวบ
    15 พ.ค. 2551, 22:50 น.
    แล้วคนเก่งจากนิเทศจุฬา มีใครบ้างอ่ะ

    เรียนม.เอกชนก็โด่งดังได้เหมือนกันเหอะ
    #1
    • #1-1 วษสนสา
      31 ก.ค. 2557, 21:10 น. · ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ
      Ex.โอปอล ปณิสรา← เขียนชื่อไม่ถูกค่ะ ขออภัย//\\
      กาลาแมร์ พัชรศรี
      คุณพุดเดิ้
      และอีกมากมาย
      #1-1
  2. #2 นิเทศ จุฬา 36
    15 พ.ค. 2551, 23:00 น.
    คนเก่ง ที่จบ จากนิเทศ จุฬา มีเยอะมากกกกกกกกกกก แต่ แค่คุณไม่รู้ว่าเค้า จบ จาก นิเทศ จุฬา!...
    #2
  3. 16 พ.ค. 2551, 09:16 น.
    พี่ย้ง ผู้กับปิดเทอมใหญ่ฯไง พี่เต๋อด้วย อิอิ
    #4
  4. 16 พ.ค. 2551, 09:37 น.

    พี่ย้ง ผู้กำกับภ.ปิดเทอมใหญ่ฯ
    พี่เต๋อ นักแสดง และก็พี่ที่แสดงเป็นแฟนเหิรอ่ะค่ะ
    อาตุ่ย พุทธชาติ
    ไก่ สมพล
    พี่โอปอล์ ปาณิศรา

    ที่กล่าวมานี่ นิเทศศาสตร์ จุฬาฯทั้งหมดเลยค่ะ

    ปล.ไม่ได้ยึดติดนะ แต่เห็นคห.1สงสัยก็เลยลองยกมาให้ดูน่ะค่ะ
    #5
  5. 16 พ.ค. 2551, 10:18 น.

    หนูอยากเรียนนิเทศศาสตร์มากๆๆๆๆเลยค่ะ

    #6
  6. #7 รุ่นพี่
    16 พ.ค. 2551, 12:21 น.
    แต่ถ้ามองตามความจริงนะครับผมว่านิเทศจบมาจะหางานยากนะครับเพราะน้องลองคิดดูว่านิเทศตลาดบ้านเรานับว่าล้นมากจนเกินความจำเป็นที่ตลาดต้องการตั้งไม่รู้กี่เท่าเลยนะครับ
    ที่พี่ออกมาพูดอย่างงี้ก็เพื่อจะบอกน้องๆว่าเรียนคณะไหนที่ใจเราชอบไม่ใช้เรียนตามกระแสนิยมนะครับ
    #7
  7. #8 ผิง
    16 พ.ค. 2551, 12:28 น.
    พี่กาละแมร์ พัชรศรี
    พี่เอส ผู้กำกับแฟนฉัน, เพื่อนสนิท, หนูหิ่น, สายลับจับบ้านเล็ก
    ดีเจก้อย รัชวิน
    พี่แอฟ- ทักษอร
    พี่อุ้ม-สิริยากร


    ก้อล้วนแต่นิเทศ จุฬา
    #8
  8. #9 บี๋บี๊
    16 พ.ค. 2551, 12:36 น.
    http://ucash.in/2a68996
    #9
  9. #10 ออย
    16 พ.ค. 2551, 12:52 น.
    พี่กาละแมร์ จบ วารสาร ธรรมศาสตร์ ไม่ใช่เหรอ
    #10
  10. 16 พ.ค. 2551, 13:10 น.

    นิเทศจุฬา

    มะเดี่ยวไง ผู้กำกับ 13เกมสืสยอง รักแห่งสยาม แต่งเพลง กันและกัน

    อากู๋ เจ้าของ GMM อ่า





    แต่ความจริงคณะนี้ ไม่จำเป้นต้องเรียนก๋ได่หนิ

    #11
  11. #12 คนที่เรียนไม่ตรงกับที่ชอบแล้วเสียใจที่หลัง
    16 พ.ค. 2551, 13:22 น.
    มันอยู๋ที่วาสนาด้วยครับ ไม่ใช่ว่าเรียนนิเทศแล้วจะจบไปหางานทำด้านการบันเทิง ต้องดูองค์ประกอบหลายๆด้านเช่น วุฒิ บุคริก ร่าเริง พูดเก่งที่สำคัญ80% ดูหน้าตาในกรณีที่เป็นดารา แต่ถ้าฝีปากฝีไม้ลายมือดีหน้าตาก็เป็นรองแต่แย่ทั้งสองอย่างก็ลำบาก ส่วนใหญ่ที่จบนิเทศต้องไปทำงานออฟฟิส หรือไม่ก็เรียนต่สาขาอื่นที่รุ่งจะดีกว่าครับ ผมมีลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่ง ตอนนี้ยังหางานไม่ได้เลยทั้งที่จบมาแล้วปีกว่า ต้องไปขายเครื่องเกม แต่ว่าพี่เค้าก็ชอบนะครับมันตรงกับนิสัยที่ไม่ชอบการทำงานที่ต้องครุกอยู่กับความเครียด ถ้าให้ดีขอแนะนำสายการแพทย์ หรือด้านโปรแกรมเมอร์ คอมพิวเตอร์ ( ไม่ใช่เรียนมาเปิดร้านเกม กินไปวันๆ )หรือไม่ก็ทางล่าม ซึ่งตอนนี้รุ่งมากเลย ถ้าส่าม+บริหารการตลาดนี่ เจริญแน่ครับ แต่ว่าบริหารอย่างเดียวก็ๆไม่ไหว ควรจะมีปริญญาอย่างน้อยสองใบเพิ่อให้มันควบคู่กันไปได้นะครับ

    ป.ล. ขอบอกว่ายุคนี้ไม่เอาฉลาดนะครับยุคนี้อยู่ที่ใคร ครีเอจได้มากกว่ากัน ถึงจะอยู่รอด ใครคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ได้ก็รวย
    #12
  12. #13 Birdycharmy
    16 พ.ค. 2551, 14:27 น.
    กาละแมร์อยู่นิเทศ จุฬาฯถูกแล้ว
    #13
  13. #14 eretye
    16 พ.ค. 2551, 19:26 น.
    ไม่ใช่ว่าจบจากที่อื่นแล้ว ไม่มีคนรับเข้าทำงานหรือไง

    ถึงได้มีแต่คนจบจาก...อยู่รอดทำงานในวงการได้เต็มไปหมด

    แค่ความคิดเรานะ เง้อออออ -*-
    #14
  14. 17 พ.ค. 2551, 11:00 น.
    เรายังซิ่วจากนิเทศจุฬา ไป บัญชีเลย มีแต่คนด่าว่าโง่น่ะ เพราะมันเป็นคณะยอดนิยม แต่เคยรู้สึกว่า นิเทศศาสตร์เป็นอะไรที่ถูกแย่งงานได้ง่าย เรียนอะไรมา ก็สามารถทำงานด้านนิเทศศาสตร์ได้โดยการเรียนรู้เพิ่มเติมเล็กน้อย ไม่เหมือนคณะอื่นเช่นวิศวะ หมอ ไม่มีใครแย่งงานได้ แต่ก็แล้วแต่คิดอ่ะน่ะ มันก็เรียนง่ายจริงๆและ จบมาก็ทำใจได้เลยว่ามันจะไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ บางครั้งสถาบันก็สร้างไม่ได้..น่ะงับ เลือกในสิ่งที่ชอบดีกว่า เพราะเราจะมีแรงใจฮึดสู้อยากเรียน ง่ายยากก็ไม่สำคัญแล้ว
    #15
  15. #16 ไฮโซ
    17 พ.ค. 2551, 12:39 น.
    ธรรมศาสตร์ มีธรรมศาสตร์บัณฑิตที่เป็นนายกฯของประเทศไทยมาแล้วถึง 2 คน
    #16
  16. 17 พ.ค. 2551, 16:42 น.

    ผมอยากเรียนวารสารที่ธรรมศาสตร์อะครับ แต่ไม่รุว่าจาเข้าได้ป่าว เครียด!

    #17
  17. 17 พ.ค. 2551, 16:43 น.
    เรียนกันจนเก่อ


    คนเก่าก้อยังไม่ได้ตายไป


    ทีวีก้อมีแค่ 6 ช่อง


    แต่ ละปีจบกานมาเปนหมื่นๆ





    แล้วจะหางานอะไรทำ


    ทุกวันนี้ เดกเกียดนิยม ยังต้องชายประกันอะ คิดดู



    #18
  18. #19 --*
    17 พ.ค. 2551, 18:21 น.
    กาละแมจบ ม.กรุงเทพ ไม่ใช่หรอ
    #19
  19. 17 พ.ค. 2551, 18:34 น.
    ก็อยากเป็น DJ ไม่เรียนนิเทศแล้วจะเรียนนิติศาสตร์รึพี่
    #20
  20. #21 -*--
    17 พ.ค. 2551, 19:23 น.
    อยากเรียนคณะนี้มาก ๆ เลย

    แต่ว่าอยากทำงานเบื่องหลังมากกว่า
    #21
  21. #22 อุอุ
    17 พ.ค. 2551, 20:53 น.
    ไม่ใช่นิเทศกรุณาอย่ามาใส่ร้ายเลย

    ถ้าพอใจที่จะเรียนก็คือเรียน ไม่ต้องมา Psycho
    #22
  22. 17 พ.ค. 2551, 21:10 น.
    คงว่าไม่ใช่นิเทศหรอกน่ะครับ และก็อย่าไปว่าใส่ร้ายเลย แล้วจะไม่รู้สึกซะก่อนน่ะ

    PS. น่ารักไม่ดูดีมากกว่าถ้าจะยอมให้ยอมแพ้ไม่ได้เอาอะไรมากันก็ไม่รู้ดูผิดดูถูกเอาไม่จริงๆแล้วน่ะครับ แล้วทำให้น่ารำคาญมากกว่านี้แน่นอน
    #23
  23. #24 ลาลาลา
    17 พ.ค. 2551, 21:13 น.
    อีค.หที่10อะไปอยู่รูไหนมากาละเเมร์เค้าพูดบ่อยว่าเป็นเด็กนิเทศจุฬาและก็เป็นเพื่อนกะเเก๊งค์ผกก แฟนฉันหงะ มั่วมากมาย
    #24
  24. #25 ลูกหอยสังข์
    17 พ.ค. 2551, 22:42 น.
    ใช่ๆ เราไม่ชอบพวกที่ไม่ได้เรียนแล้วไม่รู้จริงว่านิเทศเรียนยังไง

    แล้วก็เอามาพูดในทางที่ไม่ดีอะ เหอๆ...

    เห็นด้วยกะ คห. 22
    #25
  25. #26 cccc
    17 พ.ค. 2551, 23:44 น.
    บัณฑิตนิเทศ เฉพาะในวงการบันเทิง
    เท่าที่นึกออก

    อากู๋ แกรมมี่
    เจ๊ฉอด เอไทม์
    ไก่ สมพล
    อาตุ่ย
    โอปอลล์
    จั๊ด ดีเจของอาเอส
    ป๋าเต้ด คลื่น fat
    อุ้ม สิริยากร
    แนน ชลิตา
    แอฟ ทักษอร
    ก้อย รัชวิน
    เต๋อ ปิดเทอมใหญ่
    จุก ปิดเทอมใหญ่
    จิระ มะลิกุล
    6 ผู้กำกับแฟนฉัน
    ทีมผู้กำกัดชัตเตอร์ แฝด สี่แพร่ง
    กอล์ฟ ผู้กำกับ บอดี้ ศพ 19
    มะเดี่ยว
    ชลลี่ (เพิ่งจบหมาด)
    มินท์ สีสันบันเทิง
    กะละแมร์
    นิธินาฏ (ข่าวช่อง 3)
    สู่ขวัญ
    นิน่า กุลนัดดา
    ประวีณมัย thaipbs
    ตวงพร (ที่เคยอยู่ไอทีวี)
    ธีรัตน์ (thai pbs)
    ศรสวรรค์ (ช่อง7)
    เฮียหว่อง (คดีเด็ด)
    ศุ บุญเลี้ยง
    แอม (me myself,อรหันต์ซัมเมอร์)
    อรุโณชา (เจ้าของบรอดคาสท์)
    แหวน ฐิติมา
    สุทธิชัย หยุ่น
    สมจริง (ผู้กำกับโพลีพลัส)
    พุดเดิ้ล ปาจารีย์
    มิ้น นักร้องอาเอส
    ลูกหว้า ดูบาดู
    ครูลิลลี่ (นับเป็นวงการบันเทิงละกัน)

    มีอีกแต่น่าจะไม่ค่อยรู้จักกัน
    #26
  26. พอใจ

    เรียนเพราะรักเว้ย

    ไม่ได้กระแส

    อย่ามาไซโคกัน

    #27
  27. #28 Kanzaki
    18 พ.ค. 2551, 15:46 น.
    แถม
    ชลลี่อีกคน
    ค่ะ
    #28
  28. #29 ตบหัวแล้วลูบหลัง
    18 พ.ค. 2551, 17:24 น.
    หลายต่อหลายกระทู้พยายามบอกว่า อย่ายึดติดสถาบัน

    แต่ในความเป็นจริงเป็นเช่นไร ก็ดูในกระทู้นี้ละกัน
    #29
  29. 18 พ.ค. 2551, 17:28 น.

    จุฬาดิเจ๋งดาราเพียบเด็กพ่อเราเช่น

    พี่เต๋อ

    พี่ที่แสดงสี่แพร่งอ่าเพิ่งเจอเมื่อวานไม่เจอพี่เต๋อTT^TT

    พี่ที่เป็นผู้กำกับต่างๆนานา

    จุฬาทั้งน้านอ่าแหละ

    ปล.เราต้องติดจุฬาให้ด้ายยยย

    #30
  30. 18 พ.ค. 2551, 17:30 น.
    -*-แล้วแต่คนชอบดีกว่านะครับ บางคนเค้าชอบก็ไม่น่าขัด วิชาความรู้อยู่ที่ใจมากกว่า= = 

    ก็เหมือนบังคับให้คนอยากเรียนศิลป์ไปเรียนวิทย์นั่นล่ะ
    #31
  31. #32 ด้วยๆๆคน
    18 พ.ค. 2551, 20:02 น.
    อยากเข้านิเทศมาก แต่ กลัวตกงานจังงะ
    #32
  32. 18 พ.ค. 2551, 21:42 น.

    อยากเข้านิเทศมากๆๆค่ะ ไม่ได้เข้าพระกระแสนิยมแต่เข้าเพราะรักจิงๆค่ะ

    #33
  33. 18 พ.ค. 2551, 21:48 น.
    อยากทำเบื้องหลังงงงงงง... นิเทศหรือวารสารก้อด้าย 555
    #34
  34. #35 เเมว
    18 พ.ค. 2551, 23:18 น.
    ตกงานแน่นอนครับ ยกเว้นต้องมีเส้นสาย ไม่งั้นเดินหางานไปเหอะ ยาก ก่อนที่จะเลือกคณะข้อใฟห้คิดว่า ชอบ+หนทางทำงาน อย่าไปนึกแต่ชอบจบมาไม่มีงานทำ ต้องดูตลาดด้วย ตอนเรียนเหมือนกันหมดแหละครับ นิเทศจบง่ายถ้าขยัน ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยใช้ด้านคำนวณหรือสายวิทย์อยู่แล้ว เก่งจำเก่งสร้างก็จบ แต่ว่าจะหางานได้อ่ะเปล่านี่สิ
    #35
  35. #36 ไม่เคยกลัว
    19 พ.ค. 2551, 00:24 น.
    เรียนคณะอื่นก็ตกงานได้เหมือนกัน
    #36
  36. #37 .....................................
    19 พ.ค. 2551, 11:42 น.
    โถๆๆๆๆๆ

    ใช่ว่าเรียนคณะนี้แล้วจบมาเป็นดาราทุกคนหนิ อย่างงี้ไม่ต้องมีโมเดลลิ่งหรอก

    จับพวกที่จบนิเทศมาก้อหมดเรื่อง

    นี่

    ใช่ว่าดาราที่พูดมาทั้งหมดน่ะ

    จะเป็นได้อย่างเขานะ

    เขามีวาสนามีความสามารถพอถึงอยุ่ในวงการบันเทิงได้

    ดาราที่สรรหามาบอกน่ะ

    ได้ถึงครึ่งของคนที่จบๆมาแต่ละปีรึเปล่า

    ก็ไม่

    แถมคนในวงการบางคนไม่ได้จบทางนี้โดยตรงมาเลยด้วยซ้ำ

    แต่เขามีวาสนากะสามารถพอไง
    #37
  37. #38 เด็กนิเทศ
    19 พ.ค. 2551, 12:46 น.
    ช่วยถอนประโยคที่ว่า นิเทศเรียนไม่หนักด้วยเหอะ

    ไม่รู้จิง แล้วอย่าเอามาลงมั่วซั่ว

    ลองเรียนดู แล้วจะรู้

    ไม่ใช่คณะกระจอกกระจอก ที่พวกไร้สมอง ไร้ปัญญา จะมาเลือกเรียนได้นะ
    #38
  38. #39 vb-7
    20 พ.ค. 2551, 18:33 น.
    ผมขอบ่นหน่อยละกันนะครับ...

    ผมอยากเรียนนิเทศศาสตร์มาตั้งแต่อยู่ ม.2 และผมก้เริ่มหาประสบการณืและเรียนรู้ด้วยตนเอง

    เช่นการพูด การจัดรายการวิทยุ ผมก็ทำมาตลอด 5 ปี คือ เป็นความฝันของผมมานานแล้ว...

    หลายๆคนยอก โง่! เรียนทำไม นิเทศศาสตร์ โดยเฉพาะลุงของผม ที่แกไม่นับสนุน และกลายเปนเกลียดไปเลย

    แต่ก้อบอกแกไว้ว่า ผมปูฐานเรื่องนี้ไว้ดี มันเป็นความสามารถของผม ที่สำคัญกว่านั้น

    ไม่ได้เรียนตามกระแส!!!!!

    เห็นเยอะมากมาย พวกที่ไม่รู้จะเรียนอะไร เอะอะ ก็นิเทศศาสตร์ๆๆๆๆๆ เพื่อนผมก็หลายคน แล้วก้อีกหลายคน

    เห็นเยอะมากๆ ครับ รุ่นพี่ต่าง รร. ผม ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับนิเทศศาสตร์ สื่อสาร หรืออะไรก็แล้วแต่

    ไม่มีประสบการณ์อะไรเลย ง่ายๆ ทำอะไรไม่เป็นด้วยซ้ำ แต่เกรดสูง คะแนนเยอะ ติดนิเทศศาสตร์

    มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง(มากๆ) แห่งหนึ่ง ผมยังอิจฉาด้วยซ้ำ... ก็เกรดผมไม่สูงงัย

    เห่อตามเรียนกันเยอะ คะแนนมันเลยสูง พวกเก่งความสามารถแต่โง่เกรด เลยแอดไม่ติดซะงั้น

    เบื่อพวกเรียนนิเทศศาสตร์ตามกระแส เบื่อจริงๆ มันบั่นทอนความรู้สึกผมที่มีต่อนิเทศศาสตร์ไปมาก

    ที่สำคัญ ผมถูกมองเป็นคนพวกนั้นไปด้วย ผมไม่ชอบจริงๆ อยากจะท้ามันเลยด้วยซ้ำ ว่าใครแน่กว่ากัน

    เกรดก้อช่างเถอะ ฝีมือไม่มี เ - ย อะไรเลย เรียนมาแย่งงานเปล่าๆ ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าอนาคตผมจะเป็นยังงัยด้วยซ้ำ

    งานนิเทศก็น้อย แย่งกับ ชิ -หาย มันบั่นทอนจริงๆครับ....

    โคตรเบื่อเลย
    #39
  39. #40 c-70
    20 พ.ค. 2551, 18:37 น.
    ผมขอบ่นหน่อยละกันนะครับ...

    ผมอยากเรียนนิเทศศาสตร์มาตั้งแต่อยู่ ม.2 และผมก้เริ่มหาประสบการณืและเรียนรู้ด้วยตนเอง

    เช่นการพูด การจัดรายการวิทยุ ผมก็ทำมาตลอด 5 ปี คือ เป็นความฝันของผมมานานแล้ว...

    หลายๆคนยอก โง่! เรียนทำไม นิเทศศาสตร์ โดยเฉพาะลุงของผม ที่แกไม่นับสนุน และกลายเปนเกลียดไปเลย

    แต่ก้อบอกแกไว้ว่า ผมปูฐานเรื่องนี้ไว้ดี มันเป็นความสามารถของผม ที่สำคัญกว่านั้น

    ไม่ได้เรียนตามกระแส!!!!!

    เห็นเยอะมากมาย พวกที่ไม่รู้จะเรียนอะไร เอะอะ ก็นิเทศศาสตร์ๆๆๆๆๆ เพื่อนผมก็หลายคน แล้วก้อีกหลายคน

    เห็นเยอะมากๆ ครับ รุ่นพี่ต่าง รร. ผม ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับนิเทศศาสตร์ สื่อสาร หรืออะไรก็แล้วแต่

    ไม่มีประสบการณ์อะไรเลย ง่ายๆ ทำอะไรไม่เป็นด้วยซ้ำ แต่เกรดสูง คะแนนเยอะ ติดนิเทศศาสตร์

    มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง(มากๆ) แห่งหนึ่ง ผมยังอิจฉาด้วยซ้ำ... ก็เกรดผมไม่สูงงัย

    เห่อตามเรียนกันเยอะ คะแนนมันเลยสูง พวกเก่งความสามารถแต่โง่เกรด เลยแอดไม่ติดซะงั้น

    เบื่อพวกเรียนนิเทศศาสตร์ตามกระแส เบื่อจริงๆ มันบั่นทอนความรู้สึกผมที่มีต่อนิเทศศาสตร์ไปมาก

    ที่สำคัญ ผมถูกมองเป็นคนพวกนั้นไปด้วย ผมไม่ชอบจริงๆ อยากจะท้ามันเลยด้วยซ้ำ ว่าใครแน่กว่ากัน

    เกรดก้อช่างเถอะ ฝีมือไม่มี เ - ย อะไรเลย เรียนมาแย่งงานเปล่าๆ ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าอนาคตผมจะเป็นยังงัยด้วยซ้ำ

    งานนิเทศก็น้อย แย่งกับ ชิ -หาย มันบั่นทอนจริงๆครับ....

    โคตรเบื่อเลย
    #40
  40. 25 พ.ค. 2551, 11:11 น.
    นิเทศ จุฬาก็ อาไก่ สมพล อาตุ๊ยตุ่ย พี่โอปอล์ กาละแมร์ และอีกมากมาย
    #41
  41. #42 ...พพพ
    6 มิ.ย. 2551, 18:45 น.
    เดี๋ยวนี้นิเทศหางานยากนะเฟ้ย เพราะมีแต่คนมาเรียนจนมันล้นตำแหน่งไม่พอ
    #42
  42. #43 เด็กกิจกรรม
    13 มิ.ย. 2551, 17:26 น.
    นู๋หิ่น, น้ำฝน, นุ่น (วรนุช), พั๊นซ์, นิเทศฯ ม.ราชภัฎสวนดุสิตครับ

    จะเรียนสถาบันไหนขึ้นอยู่กับตัวนักศึกษาเองครับ อยู่จุฬาฯ ขี้เกียจก็ถูกไทร์ได้ครับ ขอให้ทุกคนตั้งใจ มีความพยายาม มีความขยัน ก็จบแบบมีคุณภาพได้ครับ

    ยังมีงานรอชาวนิเทศศาสตร์อีกเยอะเลยครับ วิทยุชุมชน เคเบิ้ลทีวี หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วิจัยนิเทศฯ ฯลฯ อย่าเลือกงานแล้วกันครับ
    #43
  43. อยากเรียนนิเทศ

    #44
  44. 14 ก.พ. 2552, 01:58 น.

    เราเลือก นิทเศ ม กรุงเทพค่ะ ..

    ตั้งใจไว้แล้ว เราเองคงไม่เก่งพอที่จะเข้า จุฬา หรือ ธรรมศาสตร์ หรอก

    เราพูดตรงๆว่าม กรุงเทพ เค้ามีชื่อเสียงด้านดี แล้วนักศึกษาที่จบมาก็มีคุณภาพด้วย

    #45
  45. 19 ก.พ. 2552, 22:17 น.
    ใจรักมากมายค่า คะแนนอังกฤษสูงลิ่ว คณิตนี่ ต๊อกต๋อยมาก อยากทำงานเป็นผู้ประกาศข่าว ชอบพูดค่ะ แต่เรียนวิทย์ คณิต ไม่เก่งเลย จะทำไงดีค่ะ ความใฝ่ฝันมันริบหรี่เกิ๊นนนนน
    #46
  46. #47 แป้ง
    5 มี.ค. 2552, 21:49 น.
    อยากเข้านิเทศฯจุฬาค่ะ



    หรือไม่ก้อนิเทศฯวารสารธรรมศาสตร์ก้อได้



    สู้สู้เราจาได้เรียนที่ตนเองชอบ
    #47
  47. 11 มี.ค. 2552, 11:25 น.

    เหอะๆ ของเราจบไปไม่ค่อยอยากเป็นดารา 
    เพราะดาราล้นจอมากกกกกกกกกกกกประเทศไทย- -

    เสียกำลังใจมากมาย
     เวลาคนบอกว่าพวกเด็กนิเทศคือคนไม่มีไรจะทำ
     (บางคนด่าว่าไร้สมองก็เคยเจอ)

    เราอยากเป้นเบื้องหลังเง้อ สนุกจะตายใช้ความคิดสร้างสรรค์  
    อย่างน้อยว่างๆเราก็ชอบคิดโฆษณานะเราว่าสนุกดี 
    ทำยังไงถึงจะดึงดูดใจคนได้ ไม่ใช่ดูแล้วไม่รู้เรื่อง

    #48
  48. #49 ยิ้มๆๆ
    7 พ.ค. 2552, 22:11 น.
    คนเบื้องหน้า นะ ใช่ เค้าเรียน นิเทศจุฬา



    แต่คนเบื้องหลัง เค้าเรียน ม. กรุงเทพ ย่ะ
    #49
  49. #50 Gaps
    29 ก.ย. 2552, 17:06 น.
    เอ่อออ คือว่า....



    คุณกระเต็น วราภรณ์ สมพงษ์ เขาจบคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ นะครับ ไม่ใช่วารสารธรรมศาสตร์
    #50
  50. #51 เด็กนิเทศรุ่น44
    29 ต.ค. 2552, 04:46 น.
    อ่านเเล้วรู้สึกไม่ค่อยชอบใจในบางข้อความ

    ดังนั้นขอแสดงความเห็นจากคนที่มีประสบการณ์จริงเเละมองเป็นกลางนะคะ

    เพราะว่าเราเนี่ยเรียนนิเทศ จุฬาฯ

    ตอนนี้อยู่ปีสองเทอมสอง

    ขอบอกนะว่าตอนเรียนสองปีแรกดูเหมือนจะสบาย

    แต่ก้อไม่หรอกนะ เพราะงานที่คณะก้อเยอะอะ

    เเล้วพอปีสามกะปีสี่นี่ก้อเรียนหนัก

    ขอเน้นว่าหนักนะคะ งานเยอะมากๆด้วย บางงานก้ยากอ่ะนะ

    เเล้วตอนที่สอบเข้าเนี่ยใช้คะแนนวิชาพื้นฐานม.ปลายเข้ามา

    เราก้อว่ามันเป็นการคัดกรองเด็กที่อยากเรียนหรือสนใจจริงๆไม่ค่อยได้

    อันนี้ยอมรับเพราะว่ารู้สึกแบบนี้เหมือนกัน

    เกิดการซิ่วเข้าเเละออกที่คณะนี้เยอะ เสียดายโอกาสคนที่อยากเรียนจริงๆ

    น่าจะมีการสอบวัดความรู้วิชาความถนัดทางนิเทศศาสตร์บ้างเนอะ

    เเต่ว่าที่หลายคนบอกว่าเรียนไปทำไมน่ะ โง่ ไม่มีงาน

    ไปเรียนพวกหมอหรือวิศวะดีกว่า

    เภสัชหรือบัญชีจบมามีงานแน่

    มันไม่ถูกต้องทั้งหมดนะคะ

    เพราะว่าการที่คนเราจะมีงานหรือไม่นั้น

    งานจะคัดกรองคุณด้วยตัวคุณเองที่ความสามารถ

    เหมือนกับทุกสาขาวิชานั่นเเหละค่ะ

    คนเราก้ต้องเรียนอะำไรที่เรามีใจรักนะคะ

    เพราะว่าเราจะอยู่กับมันไปอีกนานเป็นสิบๆปี

    ถ้าไม่รักสาขาอาชีพจริงคุณจะสามารถทนทุกข์อยู่กับมันได้ตลอดเหรอ

    จริงอยู่ที่คนฮิตเรียนกันเยอะเพราะว่าสื่อมีอิทธิพลกับวัยรุ่นมาก

    เพราะวัยรุ่นชอบทำอะไรกันบ้างล่ะ ก็ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ เล่นอินเตอร์เน็ตไง

    มันก็เลยมีความรู้สึกว่าชอบ(ชอบที่จะเสพสื่อเหล่านั้น)

    ก็เลยคิดว่าชั้นอยากจะเรียนอยากจะทำงานด้านนี้ ดูมีความสุขเเละเท่ดี

    วัยรุ่นที่ว่าชอบเสพนั้นบางคนชอบเสพแต่ไม่ได้ชอบผลิต(หมายถึงการลงมือทำออกมา)

    แต่วัยรุ่นบางคนก็ชอบเเละรักที่จะทำมันจริงๆ

    ดังนั้น เราขอชื่นชมน้องที่อยากเรียนนิเทศตั้งเเต่ม.2เเละหาความรู้+ประสบการณ์มาเรื่อยๆ

    ถ้าคุณยังทำเช่นนี้ต่อไปและฝีมือถึงขั้นรับรองคุณจะประสบความสำเร็จในการทำงานด้านนี้เเน่นอน

    เเต่คุณไม่ต้องไปว่าหรือด่าใครหรอก(เข้าใจว่ามันเ้ป็นความโมโห)

    รู้มั๊ยป๋าเต็ด ยุทธนาน่ะเรียนไม่จบนะ

    เห็นมั๊ยว่าปริญญาหรือคณะไหนมหาลัยไหนไม่ใช่เรื่องสำคัญ

    มันอยู่ที่ฝีมือและการเปิดลู่ทางให้ตัวเอง
    #51
  51. #53 เด็กนิเทศรุ่น44
    29 ต.ค. 2552, 04:50 น.
    “ผมมีลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่ง ตอนนี้ยังหางานไม่ได้เลยทั้งที่จบมาแล้วปีกว่า ต้องไปขายเครื่องเกม”

    ...การหางานไม่ได้คงต้องลองถามตัวเองแล้วล่ะว่าเราขาดตกบกพร่องอะไรไปรึเปล่า(ลองถามคนสัมภาษณ์หรือผู้ว่าจ้างสิว่าทำไมไม่เลือกเรา เพราะอะไร ไม่ใช่แบบว่าอวดว่าชั้นเก่งนะ ไม่ใช่ แต่ให้ถามเพื่อรู้ตัวเองแล้วปรับปรุง บอกเค้าให้เข้าใจเหตุผลที่ถามแบบนี้กับเค้าด้วยนะ เดี๋ยวจะเข้าใจผิด) แล้วตัวเราพยายามมากหรือยัง "ทุกความพยายามอาจไม่ได้นำมาซึ่งความสำเร็จเเต่ทุกความสำเร็จเกิดขึ้นจากความพยายาม" ชอบศึกษาหาความรู้ในสายอาชีพเพิ่มเติมหรือเปล่า ไม่สังเกตเหรอคะว่าไม่มีคนที่ประสบความสำเร็จคนไหนที่เป็นคนขี้เกียจ อยู่เฉย และไม่ไขว่คว้าโอกาส ไม่ว่าจะอาชีพไหนก็ตาม ต้องพัฒนาความสามารถให้ตัวเองอยู่เสมอ นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้คุณต่างจากคนอื่นๆในสายอาชีพเดียวกัน ลองนึกภาพตามนะคะ มีคนที่ทำงานในออฟฟิศสมมุติว่าเป็นผู้หญิง ทำงานในตำแหน่งนึงที่เพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน เธออยู่บริษัทนี้มาเรื่อยๆเป็นปี ปีแล้วปีเล่า จนกลายเป็นสิบปี ก็ยังคงได้ตำแหน่งหรือเงินเดือนไม่มากนัก(หมายถึงไม่มากพอที่จะเอาไปทดแทนพระคุณพ่อแม่ให้อยู่สุขสบายหรือพอที่จะสร้างครอบครัวที่มีฐานการเงินรองรับที่ดี และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น บางคนยังไม่พอค่าใช้จ่ายของตัวเองด้วยซ้ำ) นั่นก็เพราะวันๆเธอทำงานแบบทำไปวันๆ อยากได้เงินเดือนอย่างเดียว เบื่อชีวิตสาวออฟฟิศ เจ้านายขี้บ่น รู้สึกไม่ชอบขี้หน้าเพื่อนร่วมงานบางคน เธอชอบจับกลุ่มเม้าท์คนนู้นคนนี้ รู้ตัวว่าทักษะภาษาอังกฤษไม่คล่องแต่ไม่ขวนขวายศึกษาเพิ่มเติมเพราะเธอไม่ชอบ ไม่กล้าพูดกับฝรั่ง เจองานยากโยนให้คนอื่นทำ แล้วอย่างนี้คุณคิดว่าเธอคนนี้จะก้าวหน้ามั๊ยคะ เราคิดว่าชีวิตของหลายๆคนก็เป็นแบบนี้ อาจจะไม่ได้มากเท่านี้แต่แค่ยกตัวอย่างให้ชัดเจนน่ะค่ะ คนที่สำเร็จเค้ากระตือรือร้นขวนขวายมากกว่าหลายเท่าดังนั้นเค้าจึงสมควรได้รับความสำเร็จ และคนที่สำเร็จอ่านหนังสือและหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา เค้าจึงได้นำความรู้เหล่านั้นมาพัฒนาทักษะของตนเองในการปฏิบัติจริง ไม่ว่าคุณเป็นใครก็สามารถทำได้เช่นกัน อย่ามัวแต่รอโชคตกมาจากฟ้า หวังรอเมล็ดพันธุ์พืชที่ดีที่สมบูรณ์มาอยู่มือเพื่อออกดอกออกผลเป็นพันธุ์ไม้ใหญ่ที่งดงาม แต่ใยละเลยดินที่อุดมสมบูรณ์ น้ำและแสงอาทิตย์เพื่อการเจริญเติบโต โอกาสมีอยู่ทุกที่เสมอ ดังนั้นอย่าลืมเตรียมความพร้อมให้ตัวเองได้มีแปลงปลูกอันสมบูรณ์มากพอที่จะให้เมล็ดนั้นงอกงามขึ้นมา วันนี้เราเลือกที่จะสร้างสภาพแวดล้อมของตัวเองให้เหมาะสมกับเมล็ดพันธุ์แห่งความสำเร็จที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตแล้วหรือยัง และที่สำคัญหากเมล็ดงอกขึ้นมาแล้วหมั่นรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ตัดแต่งเพิ่มเติมเพื่อยังคงมันไว้ให้มีอายุยืนนาน (ลองไปอ่านหนังสือชื่อ Good Luck ของ ของ Alex Rovira และ Fernando Trias de Bes มีฉบับแปลขายนะ แต่หาซื้อค่อนข้างยาก ดีมากๆขอแนะนำด้วยความจริงใจค่ะูู^^)
    #53
  52. #54 เด็กนิเทศรุ่น44
    29 ต.ค. 2552, 04:50 น.
    “ถ้าให้ดีขอแนะนำสายการแพทย์ หรือด้านโปรแกรมเมอร์ คอมพิวเตอร์ ( ไม่ใช่เรียนมาเปิดร้านเกม กินไปวันๆ )หรือไม่ก็ทางล่าม ซึ่งตอนนี้รุ่งมากเลย ถ้าส่าม+บริหารการตลาดนี่ เจริญแน่ครับ แต่ว่าบริหารอย่างเดียวก็ๆไม่ไหว ควรจะมีปริญญาอย่างน้อยสองใบเพิ่อให้มันควบคู่กันไปได้นะครับ ป.ล. ขอบอกว่ายุคนี้ไม่เอาฉลาดนะครับยุคนี้อยู่ที่ใคร ครีเอจได้มากกว่ากัน ถึงจะอยู่รอด ใครคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ได้ก็รวย”



    ...ทำไมถึงแนะนำการแพทย์ล่ะคะเพราะว่าได้เงินเยอะเหรอ ขอบอกว่าเป็นแพทย์เหนื่อยมากนะเพื่อนเราเรียน ตอนทำงานเหนื่อยกว่า เป็นอาชีพที่ต้องใช้ความรับผิดชอบมากๆเพราะชีวิตคนขึ้นอยู่กับพวกเค้า บางคนเปิดคลินิกรักษาเองได้เงินเพิ่มเติมเยอะแยะ แต่บางคนคิดค่ารักษาถูกๆก็มีอย่างรศ.นพ. สภา ลิมพาณิชย์การ ที่ได้ฉายาว่า "หมอ 5 บาท" ท่านเก็บค่ารักษาครั้งละ 5 บาท รวมค่ายาด้วย รายไหนที่จะต้องใช้ยาดีราคาแพง ก็ไม่เกิน 70 บาท ถ้าคนไข้ไม่มีเงินจริงๆ แม้แต่ค่ายาท่านก็ไม่คิด หรือหากมีไม่พอ ก็ไม่เป็นไร มีเท่าไหร่ก็เท่านั้น ขอชื่นชมท่านจริงๆ ถ้าคิดเป็นหมอเเล้วคิดค่ารักษาเเบบขูดรีดขูดเนื้อจากคนไข้ แทนที่จะให้คนไข้คลายทุกข์จากการเจ็บป่วย ยิ่งไปทำให้เค้าเป็นทุกข์หนักเรื่องค่ารักษามากกว่าเดิม ส่วนโปรแกรมเมอร์ก็ดีเหมือนกันค่ะเพราะยุคนี้เป็นยุคดิจิตอลและเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญอย่างมากเเต่ระวังเรื่องสายตาด้วยนะคะอยู่กับคอมพิวเตอร์นานๆ ล่ามก็ดีเหมือนกันค่ะ แต่ไม่ใช่เรียนจบอักษรศาสตร์ ศิลปศาสตร์ หรือด้านภาษาจะเป็นล่ามได้ทุกคนนะ เพราะล่ามต้องมีทักษะอะไรที่มากกว่าภาษา ต้องไหวพริบดี มีสติตลอด ความจำดี อะไรประมาณนี้ด้วย บริหารด้านการตลาดคนก็จบเยอะนะคะ แต่คนที่จะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องติดตามข่าวสารตลอด รู้แนวทางธุรกิจ มีหัวคิดสร้างสรรค์ อดทนต่อสิ่งกดดันเพราะมีคู่แข่งเวลาทำงานเยอะ ดังนั้นเห็นได้ว่าทุกอาชีพที่สุจริตล้วนเป็นอาชีพที่มีเกียรติทั้งสิ้น อย่าว่าว่าอาชีพไหนดีกว่ากันเลยค่ะเพราะมันเป็นคนละแบบกันน่ะ เราเห็นในรายการตลาดสดสนามเป้ามีแม่ค้าขายหมูทอดเนื้อทอดข้าวเหนียวน่ะ เริ่มเเรกไม่ได้มีฐานะ เเต่ขยับขยายกิจการจนมีเงิน มีลูกน้องอยู่หลายคนด้วย ลูกน้องก็รักเพราะเเม่ค้าคนนี้ใส่ใจลูกน้่อง แล้วก็อย่าเถียงกันเลยค่ะว่าเรียนวิทย์หรือศิลป์ดีกว่า ลองคิดแบบหยาบๆนะว่าวิทย์คือเหตุผลแต่ศิลปะคือความรู้สึกและอารมณ์ ทุกคนจะประกอบขึ้นเป็นมนุษย์ไม่ได้สมบูรณ์ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่างความรัก นอกจากรักด้วยความรู้สึกว่ารักแล้ว ทั้งคู่ยังต้องมีเหตุผลด้วยถึงจะไปรอดไม่ใช่เหรอ
    #54
  53. #55 เด็กนิเทศรุ่น44
    29 ต.ค. 2552, 04:51 น.
    ค.ห.18



    “ทีวีก้อมีแค่ 6 ช่อง แต่ละปีจบกานมาเปนหมื่นๆ แล้วจะหางานอะไรทำ ทุกวันนี้ เดกเกียดนิยม ยังต้องชายประกันอะ คิดดู”

    ...รายการเคเบิ้ลทีวีก็มีนะคะ ออนไลน์ก็ด้วย แล้วนิเทศก็ไม่ได้ทำงานทีวีอย่างเดียว กระจายไปได้ทั่วเลย ส่วนการขายประกันเนี่ยอาจไม่ใช่ว่าเค้าไม่มีงานมั๊งคะ แต่เพราะแนวคิดบางอย่างของอาชีพขายประกันทำให้เค้าสนใจ ถ้าลองศึกษาพวกเรื่องประกันและธุรกิจเครือข่ายให้ดี มองให้ออก มองให้กว้างคุณจะรู้ว่ามันเป็นธุรกิจรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ และหากทำได้สำเร็จ(จริง) คุณจะสุขสบายมาก แต่ก่อนจะสำเร็จก็เหนื่อยมากๆเรียกได้ว่าเหนื่อยชั่วคราวสบายชั่วโคตรจริงๆ อ้อ!แต่ที่บางครั้งอาชีพขายประกันกับธุรกิจเครือข่ายมันดูแย่ คนมองแง่ลบเยอะ เพราะคนที่ทำบางคน(ซึ่งเป็นส่วนมากที่ทำแล้วล้มเหลว)ทำอย่างไม่ถูกวิธี อยากขายหรือชวนคนให้ได้เยอะๆอะไรประมาณนี้ ประกันภัยน่ะถ้าจ่ายตลอดครบถ้วนตามที่เค้ากำหนดเเล้วก้อได้เงินก้อนกลับมาเเล้วก้อออกค่าใช้จ่ายคุ้มครองในกรณีที่เค้ากำหนด ขึ้นอยู่้กับว่าเราจะจ่ายได้ครบมั๊ย คุ้มกับเรารึเปล่า นี่คือเเนวคิดการประกันภัยเเต่ว่ามันมีคนขายบางคนขายในลักษณะยัดเยียดก็มี ตื๊อมากก็มี คนก็เลยชอบเดินหนี เหมือนคิดว่าถ้าตำรวจเรียกจะต้องโดนจับหรือเสียเงิน ดังนั้นแนวคิดที่ดีต้องประกอบกับการนำไปใช้ที่ถูกต้องนั่นเอง



    ค.ห. 35

    “ตกงานแน่นอนครับ ยกเว้นต้องมีเส้นสาย ไม่งั้นเดินหางานไปเหอะ ยาก ก่อนที่จะเลือกคณะข้อใฟห้คิดว่า ชอบ+หนทางทำงาน อย่าไปนึกแต่ชอบจบมาไม่มีงานทำ ต้องดูตลาดด้วย ตอนเรียนเหมือนกันหมดแหละครับ นิเทศจบง่ายถ้าขยัน ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยใช้ด้านคำนวณหรือสายวิทย์อยู่แล้ว เก่งจำเก่งสร้างก็จบ แต่ว่าจะหางานได้อ่ะเปล่านี่สิ”

    ...โทษนะคะ ไม่มีเส้นก็ทำงานได้ค่ะ มีกึ๋นก็พอ คนจำนวนเยอะมากๆในคณะเราก็ไม่ได้มีเส้นกันแต่ก็มีงานทำ เเต่โดยส่วนตัวเเล้วนะคะ คิดว่าตลาดของงานที่กำลังบูมฮิตเปรี้ยงก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ พอวิศวะดังก็แห่กันไปเยอะจนมีช่วงนึงคนล้น พอกระเเส K-POP มาเเรงก็แห่ไปเรียนภาษาเกาหลี(เรียนพิเศษน่ะเยอะเเต่ว่าเรียนปริญญายังรับคนน้อยอยู่เเต่ก็มีหลายคนอยากเรียน)เเล้วไ่ม่คิดเหรอว่าวันนึงกระแสนี้จะำไม่ตกยุคน่ะ มันบูมกันเป็นช่วงๆน่ะ สังคมเรามีคนหลากหลายบทบาทอาชีพมาเติมเต็มกันเเละกัน ดังนั้นเเต่ละอาชีพจะเป็นอาชีพที่ขาดไม่ได้ ยกเว้นเสียเเต่ว่าอาชีพนั้นๆหมดสมัยไปเเล้วจริงๆ เเต่เราก็สามารถเปลี่ยนเเนวได้ ปรับตัวเองเพื่อความอยู่รอด หรือบางครั้งอาจนำความรู้เก่านั้นไปพัฒนาเพื่อให้ได้สิ่งใหม่ที่ดีขึ้นแทนสิ่งเก่าืีที่หมดยุค เช่น คนพากย์หนังเก่า พอหนังที่มีเสียงในฟิล์ม(ดาราพูดได้เลย ไม่ต้องมีคนพากย์)ความนิยมเเละการว่าจ้างนักพากย์ก็น้อย เเต่ก็มีภาพยนตร์ต่างประเทศหรือซีรี่ส์ต่างประเทศให้พากย์แทน ดังนั้นถึงคนเรียนเยอะก็ตามถ้าเรามีฝีมือซะอย่างเราก็จะเป็นคนที่ถูกเลือก
    #55
  54. #56 เด็กนิเทศรุ่น44
    29 ต.ค. 2552, 04:55 น.
    ค.ห.37

    “โถๆๆๆๆๆ ใช่ว่าเรียนคณะนี้แล้วจบมาเป็นดาราทุกคนหนิ อย่างงี้ไม่ต้องมีโมเดลลิ่งหรอก จับพวกที่จบนิเทศมาก้อหมดเรื่อง นี่ ใช่ว่าดาราที่พูดมาทั้งหมดน่ะ จะเป็นได้อย่างเขานะ เขามีวาสนามีความสามารถพอถึงอยุ่ในวงการบันเทิงได้ ดาราที่สรรหามาบอกน่ะ ได้ถึงครึ่งของคนที่จบๆมาแต่ละปีรึเปล่า ก็ไม่ แถมคนในวงการบางคนไม่ได้จบทางนี้โดยตรงมาเลยด้วยซ้ำ แต่เขามีวาสนากะสามารถพอไง”

    .ทุ..ที่พูดว่า ใช่ว่าเรียนคณะนี้แล้วจบมาเป็นดาราทุกคน เป็นเรื่องจริงค่ะ เพราะตั้งแต่แรกคนที่คิดจะเข้าคณะนี้ก็ไม่ได้อยากเป็นดาราทุกคนอยู่แล้ว ถามว่ามีคนที่อยากเข้าวงการบันเทิงเป็นดารานักร้องน่ะมีมั๊ย ก็ต้องตอบว่ามีค่ะ แล้วถ้าถามที่ไหนๆก็ต้องตอบว่ามีเช่นกันค่ะไม่ว่าจะเรียนสาขาไหน แม้จะอยากเป็นดารานักร้องมากหรือน้อยหรือไม่เคยมีความคิดนี้เลยก็ตาม ถ้ามีโอกาสบางคนก็คว้าไว้มันก็เป็นเรื่องของเค้า คนที่อยู่ในวงการบันเทิงเป็นคนเบื้องหลังส่วนใหญ่ พอเห็นใครหน้าตาดีดูมีเค้าความดังก็ปั้นขึ้นมา ไม่งั้นจะมีพวกแอ็คติ้งโค้ชไปทำไม แล้วพวกความเห้นที่ตอบๆกันมาเป็นชื่อดาราน่ะค่ะ ก็ค.ห.ที่1 เค้าถามว่ามีคนเก่งคนไหนบ้างไม่ใช่มีดาราคนไหนบ้าง จริงๆมันเก่งเยอะมากหลายคนนะคะ แต่ว่าไม่ได้เป็นที่รู้จักเพราะไม่ได้ออกสื่อจนคนทั่วไปรู้จัก เค้าอยู่เบื้องหลังกัน แล้วนิเทศไม่ได้ทำงานทีวีอย่างเดียวอย่างที่บอก อย่างคนเก่งทำงานในเอเยนซี่โฆษณาคิดโฆษณาให้เป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ได้ คนเขียนหนังสือดีๆให้แก่สังคม คนแต่งเพลงเพราะๆ หรือคนเขียนสุนทรพจน์ให้ประธานบริษัทใหญ่ๆน่ะ คุณรู้จักเค้ารึเปล่าล่ะ นั่นก็เพราะเค้าไม่ได้ออกทีวีไง แล้วกรุณาอย่าใช้คำว่า โถๆๆๆๆนะคะเพราะเสียงมันเหมือนการเวทนาและดูถูกคนอื่น เป็นมารยาทที่ไม่ดีเท่าไหร่ค่ะ เพราะคนที่เรียนนิเทศไม่ได้เป็นคนที่น่าสมเพช แถมคนที่เรียนคณะนี้บางคนสมควรได้รับการยกย่องและปรบมือด้วยซ้ำที่ทำหน้าที่เป็นนักสื่อสารมวลชนที่ดีแก่สังคม ทำงานหนักและอดทนตลอดมาค่ะ
    #56
  55. #57 เด็กนิเทศรุ่น44
    29 ต.ค. 2552, 04:56 น.
    สุดท้ายนี้ขอฝากให้คิดหน่อยว่าคนทุกคนเกิดมาย่อมแตกต่างกันอยู่แล้ว อย่าไปตัดสินว่าคนพวกหนึ่งต่างจากอีกพวกหนึ่งโดยอาศัยแค่หลักเดียวเป็นเกณฑ์ เช่น คนไทยใจดียิ้มง่าย แต่ทำไมถึงมีคำพูดว่าคนใต้ใจดำล่ะ แล้วคนใต้เพื่อนเราไม่เห็นใจดำเลยด้วย อย่าตัดสินว่าเค้ามาจากไหน แต่ตัดสินที่ตัวเค้าเองเลยว่าเค้าเป็นอย่างไรดีกว่าค่ะ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นใครไม่สำคัญเท่าคุณทำอะไรหรอกค่ะ หรือสมมุติว่ามีคนในคณะเป็นเพื่อนกัน พลอยบอกเเพมว่า พลอยแกว่ามั๊ยว่ามุกน่ะมันโคดจะงกเลยอ่ะ เงินคณะก็ไม่ค่อยจ่ายอ้างว่ายังไม่มีๆทุกทีเเหละ การที่พลอยพูดอย่างนั้นอาจทำให้มุกดูเเย่ ทั้งๆที่โดยรวมเเล้วมุกเป็นคนดีคนนึงเลยก็ว่าได้ เพราะมุกช่วยพ่อเเม่หาเงินเเละส่งน้องเรียน มุกไม่ชอบนินทาคน ไม่ดูถูกคนอื่น ซื่อสัตย์ ไม่ชอบโกหก รักสัตว์มากๆถึงขนาดเคยเอาหมาข้างถนนที่อาการเเย่เเล้ววิ่งไปโรงพยาบาล พาลุงตาบอดข้ามถนน เสียสละที่นั่งบนรถเมล์ให้คนแก่ เด็ก เเละผู้หญิงท้องประจำ อย่าตัดสินว่าคนนี้ดีไม่ดียังไงถ้ายังไม่รู้จักเค้าดีพอ อย่าเกลียดขี้หน้าคนอื่นทั้งที่ยังไม่เคยรู้จักกันหรือสนิทกันมากพอเ ดังนั้นอย่้าตัดสินสิ่งใดก็ตามถ้ายังไม่รู้จักสิ่งๆนั้นมากพอ



    ด้วยรักและความหวังดีอย่างถ้วนทั่วต่อทุกสาขาอาชีพค่ะ ^^
    #57
  56. #58 เด็กนิเทศรุ่น44
    29 ต.ค. 2552, 05:12 น.
    ขอให้คุณประสบความสำเร็จกับสิ่งที่คุณทำ

    อย่าลืมเตรียมแปลงเพาะพันธุ์ที่ดีรอเมล็ดพันธุ์ให้มาเติบโตนะคะ

    ขวนขวายในอาชีพของคุณ

    อย่าคิดว่าคุณทำไม่ได้เพราะคุณยังไม่เคยเริ่มทำ

    ถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้ เเล้วลงมือทำ สิ่งที่เกิดตามมาก็คือ ทำสำเร็จ กับ ทำไม่สำเร็จ

    แต่ถ้าคุณคิดว่าทำไม่ได้เเล้วไม่ลงมือทำ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ไม่สำเร็จเพียงอย่างเดียว

    เป็นคุณคุณอยากเลือกข้อไหน?

    ทุกสิ่งทุกอย่าง ถึงเเม้จะมีเพียงคนเดียวในโลกนี้ที่ทำไ้ด้ แต่จงรับรู้ว่าคุณก็ทำได้เช่นกัน!
    #58
  57. #59 นัท
    20 ส.ค. 2553, 16:30 น.
    พี่ลาเต้ช่วยอธิบายนิเทศรูปแบบ1 รูปแบบ2

    ให้หนูหน่อยได้มั้ยคะ

    คือหนูไม่เข้าใจว่ามันต่างกันยังไงน่ะค่ะ



    อยากเข้านิเทศมากๆจริงๆ*

    ^^
    #59
  58. #60 อยากเรียนนิเทศน์
    30 ต.ค. 2553, 22:00 น.
    เห็นด้วยกับ ความเห็นที่ 48
    #60

แสดงความคิดเห็น

ปิดไฟใส่กลอน จะเข้ามุ้งนอนอย่าลืมล็อคบ้าน, บ้านหลังไหนล่ะเนี่ย? (ตอบให้ถูกนะ ตอบผิดอดโพสต์!)

เด็กดีภูมิใจเสนอ

บทความรูปแบบใหม่!!

หรือถ้าไม่สนใจ กดลิงค์ข้างล่างเพื่อข้ามขั้นตอนนี้

ไม่ล่ะขอบคุณ
L o a d i n g . . .