ความคิดเห็น

6

“เข้าใจว่า สทศ.อยากให้นักเรียนมีความรู้ในหลายๆ ด้าน จึงจะจัดสอบ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ แต่สำหรับเด็ก ม.ปลาย มองว่าหนักเกินไป อย่างเด็กในสายวิทย์ ที่สอบโอเน็ตเพียง 5 กลุ่มสาระวิชา แต่วิชาวิทยาศาสตร์ ที่รวมเอาฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เด็กก็ต้องอ่านถึง 8 วิชาแล้ว แต่ละวิชาก็เนื้อเยอะมาก ถ้าสอบแบบนี้คงต้องเครียดมากขึ้น สอบเพียง 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้อย่างเดิมดีแล้ว อีกอย่างวิชาสุขศึกษา พลศึกษา และการงานอาชีพ ไม่จำเป็นต้องสอบก็ได้ เรียนเพื่อจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างเดียวก็พอ”

 
 

ความคิดเห็นของ น.ส.ศรีสุลักษณ์ คะชา นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ที่ต้องสอบการทดสอบทางการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งชาติ หรือโอเน็ต ในปีการศึกษา 2550 ย้ำว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้จัดสอบโอเน็ต 8 กลุ่มสาระวิชาการเรียนรู้ จาก 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ที่ทำเพื่อเป็นการวัดความรู้พื้นฐานของเด็ก ปรับปรุง และพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียนต่อไป แต่ความคิดที่ยกขึ้นมานั้น เป็นเพียงความคิดของผู้ใหญ่เพียงกลุ่มหนึ่ง แล้วผู้ใหญ่ในกลุ่มอื่นละ จะคิดแบบไหนกัน

 

อธิการบดีคนเก่งของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ศ.ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ บอกว่า คงต้องทำความเข้าใจพื้นฐานก่อนว่าสอบเพื่อวัดมาตรฐานความรู้ของเด็ก โรงเรียน เพื่อให้อยู่ในระดับเดียวกันหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น นักเรียนทุกคนคงต้องทำความเข้าใจ และเข้าร่วมสอบ ถึงแม้เด็กต้องเหนื่อยหน่อย แต่เด็กทุกคนจำเป็นต้องสอบ เพราะในตอนนี้การวัดระดับคุณภาพของโรงเรียนไม่สม่ำเสมอ ไม่อยู่ในระดับเดียวกัน และไม่สามารถวัดมาตรฐานได้ ถ้าด้วยเหตุผลนี้ ถือว่าควรทำ

 
 

"แต่อาจมองได้ว่าเป็นการสร้างความเครียดให้เด็กมากขึ้นตรงจุดนี้ทาง กระทรวงศึกษาธิการและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต้องคิดว่าทำอย่างไรให้การสอบปลายปี และการสอบโอเน็ต ไม่สร้างความเครียดให้เด็ก สามารถวัดมาตรฐานความรู้ คุณภาพของโรงเรียนได้" ศ.ดร.วิรุณ กล่าว

 

อธิการบดี มศว เสนอว่า เพื่อไม่ให้เด็กเครียด โรงเรียนควรยกเลิกการสอบปลายภาค แต่ให้เด็กมาสอบโอเน็ตแทน เพราะการสอบที่ดีที่สุดต้องไม่สร้างความเครียดให้เด็ก ไม่ให้เด็กหันไปเรียนกวดวิชา และเด็กไม่ต้องท่องจำ อีกทั้งข้อสอบที่ดีไม่ควรที่จะมีการท่องจำมากนัก ให้เด็กได้ใช้ความรู้ ความคิด ความเข้าใจเป็นหลัก

 
 

ด้าน รศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ อดีตอาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่า กระบวนการเรียนการสอน และการสอบในขณะนี้ยังสับสนอยู่มาก โดยเฉพาะการสอบโอเน็ต 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้นั้น ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมาก เพราะไม่มีความชัดเจนว่าเป้าหมายของการสอบเพื่ออะไรกันแน่ ใช้เพื่อประเมินคุณภาพว่าเด็กเรียนได้อย่างไร หรือเพื่อใช้เป็นคะแนนในการสอบแอดมิชชั่นส์ อีกทั้ง 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เด็กต้องสอบเพิ่มนั้น จะทำให้เด็กต้องอ่านหนังสือสอบมากเกินไป เป็นภาระของเด็กมากขึ้นอีกด้วย ฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรทำความชัดเจนในเรื่องเหล่านี้

 

รศ.ดร.ไพฑูรย์ บอกอีกว่า การสอบ 3 วิชาเพิ่ม ที่เน้นให้เด็กปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่ จะทำให้เด็กเครียดมากขึ้นแน่ เพราะปัจจุบันการเรียนการสอนก็เครียดอยู่แล้ว ยิ่งเอาคะแนนโอเน็ตไปรวมกับจีพีเอเอ็กซ์ จีพีเอ เด็กต้องสอบหลายครั้ง ยิ่งทำให้เด็กเครียดมากขึ้น จึงไม่เห็นด้วย เพราะตอกย้ำให้เห็นว่า การศึกษาไทยให้ความสำคัญกับการสอบภายนอกโรงเรียนมากกว่าการสอบของโรงเรียน ซึ่งทางที่ดีน่าให้มหาวิทยาลัยเลือกเองว่าต้องการรายวิชาอะไรก็ให้เด็กสอบวิชานั้น

 
 

มุมมองอีกมุมหนึ่งของนักวิชาการ ที่ชี้ให้เห็นถึงแนวคิดด้านหนึ่ง แล้วฝั่งนักวิจัยทั้งหลายจะมีมุมมองความคิดแตกต่างหรือพ้องกัน

 

“ถ้ามองในเรื่องมาตรฐานของโรงเรียน จะทำให้ทราบถึงผลสัมฤทธิ์การเรียนของเด็ก และคุณภาพมาตรฐานการศึกษาของโรงเรียนได้ อย่ามองเพียงว่าการสอบโอเน็ตปีการศึกษา 2550 สอบเพิ่มขึ้นจากปีการศึกษา 2549 มา 3 วิชานั้น เป็นการสอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว ควรมองไปถึงผลที่จะเกิดขึ้นต่อระบบการศึกษาด้วย” ความคิดเห็นของ รศ.ดร.ศิริชัย กาญจนวาสี ผอ.ศูนย์ทดสอบและประเมินเพื่อพัฒนาการศึกษาและวิชาชีพ คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ

 

ผอ.ศูนย์ทดสอบฯ ยังบอกอีกว่า การที่ สทศ. ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานเพื่อทดสอบการศึกษาระดับชาติ ได้กระจายอำนาจไปยังสถานศึกษา โดยการจัดการสอบ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้นั้น สามารถเป็นการวัดประเมินคุณภาพมาตรฐานของโรงเรียนทั่วประเทศให้อยู่ในระดับเดียวกันได้ ซึ่งปกติการศึกษา เรื่องการเรียนการสอบเป็นเรื่องปกติที่ทำให้เด็กเครียด เพราะไม่ว่าจะทำงานหรืออยู่องค์กรไหน ทำอะไร ที่ต้องมีการแข่งขัน ต่างทำให้เกิดความเครียดขึ้นได้ทั้งนั้น

 
 

หรือ นายชาญวิทย์ เทียบบุญประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบการศึกษาและจิตวิทยา มศว เล่าว่า เห็นด้วยกับการสอบโอเน็ต 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เพราะเมื่อโรงเรียนสอน 8 กลุ่มสาระ ก็ควรสอบวัดทั้ง 8 กลุ่มสาระเช่นกัน ซึ่งตรงนี้ทำให้ทราบผลสัมฤทธิ์ เพื่อนำไปพัฒนาโรงเรียนและยกระดับมาตรฐานโรงเรียน อีกทั้งอย่าลืมว่า ทุกวันนี้เด็กไม่สนใจวิชาศีลธรรม สุขศึกษา ศิลปะ หรือแม้แต่การงานพื้นฐานอาชีพ

 

ผอ.สำนักงานทดสอบฯ มศว เล่าต่อว่า เด็กมักให้ความสำคัญเพียงผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ เพื่อนำไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว จึงทำให้มีแต่เด็กเก่ง แต่ขาดจริยธรรม คุณธรรม ทำอะไรด้วยตัวเองไม่เป็น หรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ การสอบ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เหลือ จะได้เป็นการวัดเด็กที่ไม่ใช่เพียงวัดแค่วิชาการ

 
 

            หลากฝ่ายหลายมุมมอง ก็ย่อมมีความคิดที่แตกต่างกันออกไป แต่ไม่ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ทุกๆ ฝ่ายย่อมทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษา แต่จะมีใครมองความคิดของกลุ่มเด็กที่เป็นผู้ปฏิบัติบ้างหรือเปล่าว่า พวกเขาต้องการการสอบแบบไหนกันแน่

ดูหมวดนี้ต่อได้ใน Admission > อัพเดทข่าวแอดมิชชั่น
ความคิดเห็น

6

ความคิดเห็นดีๆ ที่อยากให้อ่าน

6 ความคิดเห็น

  1. #1 จริงไหม
    16 ส.ค. 2550, 14:13 น.

    ถูก

    #1
  2. #2 นานา
    16 ส.ค. 2550, 21:22 น.
    เครียดมากๆๆๆๆๆๆใครคิดให้สอบไม่เข้าใจเด็กกันบ้าง
    #2
  3. #3 lgitkyikg
    17 ส.ค. 2550, 14:36 น.
    ช่างมัน จะให้สอบอะไรก็บอกมาจะสอบให้(เบื่อโว๊ย)
    #3
  4. 19 ส.ค. 2550, 15:51 น.
    แล้วจะได้ซักกี่คะแนนล่ะเนี่ย (3วิชาที่เพิ่มมาอ่ะ) เครียดอีก....
    #4
  5. #5 ตั๊กกี้
    21 ส.ค. 2550, 14:49 น.
    ไม่ต้องเครียดหรอกจ้า น้องๆ พี่ก็เป็นเด็กรุ่นแรก อ่ะน่ะ ตกใจเหมือนกัน ถ้าเครียดกับมัน เราจะเกลียดมัน แล้วจะต้องอยู่กับมันอย่างเบื่อหน่ายน่ะ สู้เจอสิ่งแปลกใหม่สนุกไปวันๆ กะเพื่อนของเรา แล้วก็รักสิ่งที่เราทำซ่ะ เราก็ทำให้อนาคต ของเราหน่ะน่ะ ".....ไม่แน่พอเวลาผ่านไปแล้ว น้องๆ อาจจะยังเสียดาย จุดนี้แล้วอยาก กลับมาหามันอีกเล่าใครจะไปรู้เนอะ อิอิ..."ยังไงก็สู้ๆน่ะ พี่เป็นกำลังใจให้ดวงโตโต เลยแหละ น่ะ
    #5
  6. #6 nnn
    22 พ.ย. 2550, 04:19 น.
    ถ้าเพิ่มอีก3วิชามาจิง เด็กสายวิทย์คงตายแน่
    #6

แสดงความคิดเห็น

อยู่ในปาร์ตี้ร้อนอย่างกะไฟร์เออร์, ช่วยด้วย ไฟไหม้! เอาอะไรดับไฟดี? (ตอบให้ถูกนะ ตอบผิดอดโพสต์!)

เด็กดีภูมิใจเสนอ

บทความรูปแบบใหม่!!

หรือถ้าไม่สนใจ กดลิงค์ข้างล่างเพื่อข้ามขั้นตอนนี้

ไม่ล่ะขอบคุณ
L o a d i n g . . .