ใครอยากรู้เกี่ยวกับมหาวิหารของยุโรป(ตะวันตก)บ้างง^^
บอร์ดมีสาระ > ความรู้รอบตัว เลขกระทู้ 1019226 เข้าชม 3466 ตอบ 6 คะแนนโหวต 1


- Name : kikko9934 < My.iD >
[ IP : 124.121.91.241 ] - Email / Msn: kikkooooooooo(แอท)hotmail.com
- วันที่: 21 มกราคม 2551 / 20:21
สถาปัตยกรรมการก่อสร้างมหาวิหารในยุโรปตะวันตก
สถาปัตยกรรมการก่อสร้างมหาวิหารในยุโรปตะวันตก (ภาษาอังกฤษ: Cathedral architecture of Western Europe) กล่าวถึงลักษณะสิ่งก่อสร้างของมหาวิหารทางคริสต์ศาสนา รวมทั้งสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะใกล้เคียงกับมหาวิหาร ขนาดของสิ่งก่อสร้างที่เป็นมหาวิหารไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โต แต่อาจจะเล็กอย่าง มหาวิหารอ๊อกซฟอร์ด หรือ มหาวิหารเชอร์ ที่ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่เดิมมหาวิหารจะเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในท้องถิ่นที่มหาวิหารตั้งอยู่
มหาวิหาร คือวัดของคริสต์ศาสนาที่มีบาทหลวง (bishop) เป็นประมุข เป็นวัดที่เป็นที่นั่งของบาทหลวง (วัดประจำตำแหน่ง) ที่ใช้เป็นศูนย์กลางของสังฆมณฑล (Diocese หรือ See) ที่อยู่ใต้การปกครองของบาทหลวงที่กำหนดไว้[2] เป็นที่เป็นที่ตั้งของ อาสนะบาทหลวง (bishop's cathedra) และเป็นสถานที่ทางคริสต์ศาสนาที่ใช้ในการสักการะบูชา (โดยเฉพาะสำหรับนิกายที่มีระบบฐานันดรการปกครองเช่นนิกาย นิกายโรมันคาทอลิก นิกายออร์โธด็อกซ์ นิกายอังกลิคัน และ นิกายลูเทอรัน)
บทบาทของมหาวิหาร
เหตุผลที่ทำให้มหาวิหารมักจะเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่คือ:
- มหาวิหารเป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้า ฉนั้นจึงเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดและโอฬารที่สุดเท่าที่ฐานะและความวชาญจะอำนวย
- มหาวิหารเป็นวัดประจำตำแหน่งของบาทหลวงและเป็นที่กระทำคริสต์ศาสนพิธี หรือการบวชซึ่งเป็นพิธีที่มีผู้เข้าร่วมพิธีกันมากทั้งสังฆบุคลากรและผู้เลื่อมใสศรัทธาอื่นๆ
- มหาวิหารเป็นที่ประชุมและพบปะทั้งทางศาสนาและทางกิจกรรมของชุมชน ไม่เฉพาะแต่ชุมชนในท้องถิ่น ในบางโอกาสจะเป็นสถานที่สำหรับการพบปะหรือประชุมทั้งคริสต์มณฑล หรือการประชุมระดับชาติ
- มหาวิหารส่วนใหญ่เคยเป็นสำนักสงฆ์มาก่อน ซึ่งจะมีพระจำพรรษาอยู่ในวัดเป็นจำนวนมาก พระที่จำพรรษาจะใช้วัดเป็นที่สักการะบูชาวันละหลายครั้ง และบางครั้งก็จะสวดมนต์แยกกันไปตามคูหาสวดมนต์เล็กภายในมหาวิหาร
- มหาวิหารในบางครั้งยังใช้เป็นที่ฝังศพของผู้อุปถัมป์วัดที่ร่ำรวย ซึ่งอาจจะยกเงินถวายวัดเพื่อการขยายเพิ่มเติมหรือบูรณะปฏิสังขรณ์ มหาวิหารจึงต้องมีขนาดใหญ่เพื่อให้พอเพียงกับผู้ศรัทธา
- บางครั้งมหาวิหารจะเป็นที่เก็บวัตถุมงคลซึ่งเป็นสิ่งดึงดูดผู้มาแสวงบุญจำนวนมาก
- มหาวิหารเป็นสิ่งก่อสร้างคู่บ้านคู่เมือง แสดงถึงฐานะความมีหน้ามีตาของเมือง
บาทหลวงเริ่มมีบทบาททางการบริหารวัดเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 1 หลังจากนั้นอีกสองร้อยปีจึงได้มีการก่อสร้างมหาวิหารแรกขึ้นที่กรุงโรม หลังจากคริสต์ศาสนาเป็นที่ยอมรับตามกฏหมายเมือปี ค.ศ. 313 ของจักรวรรดิโรมันโดยพระเจ้าคอนสแตนตินที่ 1 การก่อสร้างวัดก็แพร่ขยายอย่างรวดเร็ว ที่โรมเองก็มีการสร้างมหาวิหารใหญ่ถึงห้าแห่ง วัดทั้งห้าแห่งนี้ถึงจะมีการสร้างวัดใหม่ขึ้นแทนที่วัดเดิมแต่ก็ยังเป็นวัดที่ใช้ทำพิธีทางศาสนากันมาจนถึงทุกวันนี้ รวมทั้ง มหาวิหารเซ็นต์จอห์นแลเตอร์รัน ที่วาติกันด้วย
รูปทรงของมหาวิหารก็ขึ้นอยู่กับการใช้สอยทางคริสต์ศาสนพิธีและองค์ประกอบอื่นๆ มหาวิหารก็เช่นเดียวกับวัดคริสต์เตียนอื่นๆ คือเป็นสถานที่สำหรับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เป็นที่อ่านคัมภีร์ เป็นที่ร้องเพลงสวด เป็นที่เทศนา และเป็นที่สวดมนต์ของคริสต์ศาสนิกชน ความแตกต่างของมหาวิหารจากวัดธรรมดาคือสิ่งใดที่ทำในมหาวิหารจะใหญ่กว่ามีกระบวนการมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อมีพิธีการสำคัญๆที่บาทหลวงเป็นผู้ประธาน เช่น การทำพิธีศีลกำลัง (Confirmation) หรือ การบวช (Ordination) นอกจากนั้นวัดยังเป็นสถานที่ทำพิธีที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นหรือรัฐบาลที่ไม่ใช่พิธีทางศาสนาโดยตรงเช่น แต่งตั้งนายกเทศมนตรี หรือ ทำพิธีสวมมงกุฏกษัตริย์ ซึ่งก็แล้วแต่ความเหมาะสมของมหาวิหาร
นอกจากนั้นมหาวิหารมักจะเป็นที่นักแสวงบุญพากันมาสมโภชวันสำคัญๆ ทางศาสนา หรือมาสักการะคูหาที่เป็นที่เก็บวัตถุมงคลของนักบุญองค์ใดองค์หนึ่ง ฉนั้นทางปลายด้านตะวันออกของมหาวิหารที่ขยายออกไปทางด้านหลังของแท่นบูชาเอกจึงมักใช้เป็นที่เก็บร่างหรือวัตถุมงคลของนักบุญ
สิ่งก่อสร้างที่กล่าวถึงในบทความนี้
วัดอีก 5 วัดที่มีลักษณะเช่นมหาวิหาร
- บาซิลิกาซานตามาเรียมายอเร (Basilica of Santa Maria Maggiore) โรม ประเทศอิตาลี
- บาซิลิกาซานวิทาเล (Basilica of San Vitale) ราเวนนา (Ravenna) ประเทศอิตาลี
- เซนต์มาร์คบาซิลิกา (St Mark's Basilica) เวนิส ประเทศอิตาลี
- เวสท์มินสเตอร์แอบบี (Westminster Abbey) ลอนดอน อังกฤษ
- มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ นครรัฐวาติกัน ประเทศอิตาลี
- ซากราดาแฟมมิเลีย (Sagrada Familia) บาร์เซโลนา ประเทศสเปน
ยุคสถาปัตยกรรม
การสร้างมหาวิหารเริ่มกันมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน และเผยแพร่ไปทั่วโลก สิ่งก่อสร้างจะขึ้นอยู่กับวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นและวิธีการก่อสร้างในท้องถิ่นนั้น ลักษณะของมหาวิหารจะเปลี่ยนไปตามยุคของสถาปัตยกรรม และตามการเผยแผ่ของลัทธิต่างๆ ในคริสต์ศาสนา เพราะเมื่อลัทธิเหล่านี้ขยายตัวก็ทำให้มีความจำเป็นต้องสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นเพื่อให้เป็นที่สำหรับนักบวชจำวัดและเป็นศูนย์กลางของการปกครองของบาทหลวงที่ถูกส่งไปจาก วัดแม่ (Mother church) สถาปัตยกรรมลักษณะต่างก็จะติดตามไปด้วยกับบาทหลวงและช่างแกะสลักหินผู้ติดตามบาทหลวง และเป็นผู้มีหน้าที่เป็นสถาปนิกของสำนักสงฆ์ไปด้วย[7]
ลักษณะการก่อสร้างมหาวิหารแบ่งเป็นลักษณะที่ใช้กันทั่วไปได้ดังนี้
- สถาปัตยกรรมคริสเตียนยุคแรก(Early Christian architecture) คริสต์ศตวรรษที่ 1 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 10
- สถาปัตยกรรมไบแซนไทน์ (Byzantine architecture) ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 10 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 12
- สถาปัตยกรรมโรมาเนสก์ (Romanesque architecture) ราวคริสต์ศตวรรษที่ 10 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 12
- สถาปัตยกรรมกอธิค (Gothic architecture) คริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 16
- สถาปัตยกรรมเรอเนซองส์ (Renaissance architecture) คริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17
- สถาปัตยกรรมบาโรก (Baroque architecture) คริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18
- สถาปัตยกรรมฟื้นฟูกอธิค (Gothic Revival architecture) หรีอ สถาปัตยกรรมวิคตอเรีย (Victorian architecture) ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
- สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (Modern architecture) ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา
จากลักษณะทั่วไปที่กล่าวมานี้แล้ว แต่ละท้องถิ่นก็ยังลักษณะเฉพาะตัวผสมเข้าไปด้วย ทำให้สถาปัตยกรรมบางแบบจะปรากฏเฉพาะบางประเทศหรือบางท้องที่เท่านั้น ซึ่งจะเห็นได้จากการก่อสร้างมหาวิหารที่ใช้เวลาก่อสร้างในช่วงเวลาห่างกันเป็นร้อยๆปี
ที่มาของสิ่งก่อสร้าง
โครงสร้างของมหาวิหารวิวัฒนาการมาจากสิ่งก่อสร้างโรมันโบราณซึ่งประกอบด้วย
- วัดในบ้าน (house church)
- เอเทรียม (atrium)
- บาซิลิกา (basilica)
- ยกพื้น (bema)
- ที่เก็บศพ (mausoleum)
- ผังที่เป็นกากะบาด หรือ กางเขน (Greek cross and latin cross)
วัดในบ้าน
การสร้างวัดใหญ่ๆ ทางคริสต์ศาสนาเริ่มสร้างกันที่กรุงโรมเมื่อศตวรรษที่ 4 เมื่อพระเจ้าคอนแสตนตินที่ 1ประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่ถูกต้องตามกฏหมายของจักรวรรดิโรมัน วัดใหญ่ๆที่สร้างสมัยนั้นเช่น บาซิลิกาซานตามาเรียมาจอเร มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ และ มหาวิหารเซ็นต์จอห์นแลเตอร์รัน ล้วนแต่มีรากฐานมาจากศตวรรษที่ 4 แต่ที่สำคัญที่สุดคือ มหาวิหารซานจิโอวานนี ซึ่งถือว่าเป็นมหาวิหารแห่งกรุงโรม โครงสร้างจากศตวรรษที่ 4 ของวัดนี้เหลืออยู่เพียงฐาน[9]
เอเทรียม
ชุมชนคริสต์ศาสนิกชนและชาวโรมันจะสักการะบูชาภายในที่อยู่อาศัย ต่อมาก็มีการสร้างวัดขึ้นจากบ้านที่เคยเป็นสถานสักการะ บ้านเหล่านี้ก็ยังเห็นกันอยู่บ้างในปัจจุบัน โครงสร้างเดิมไม่เหลือนอกจาก เอเทรียม หรือ ลานที่มีซุ้มรอบ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือที่บาซิลิกาซานเคลเมนท์เท (Basilica of San Clemente) ที่โรม เอเทรียมกลายมาเป็นโครงสร้างที่นิยมใช้กันต่อมาที่มาเรียกกันว่า ระเบียง (cloisters) โดยเฉพาะสำหรับสำนักสงฆ์ที่จะสร้างติดกับตัวมหาวิหารทางด้านใต้เป็นซุ้มรอบลานสี่เหลี่ยม ระเบียงที่ยังหลงเหลืออยู่บ้าง ส่วนใหญ่จะสร้างมาตั้งแต่สมัยโรมาเนสก์ แต่ที่เป็นแบบกอธิคก็มีบ้างเช่นที่ มหาวิหารซอลท์สบรี หรือ มหาวิหารกลอสเตอร์ ที่อังกฤษ
บาซิลิกา
วัดในสมัยแรกมิได้เริ่มจากวัดโรมันเพราะวัดโรมันมิใช่สถานที่สำหรับการพบกันของคนกลุ่มใหญ่ ส่วนใหญ่ภายในวัดโรมันจะไม่มีที่ว่างมากสำหรับผู้มาชุมนุมกัน สิ่งก่อสร้างที่ชาวโรมันใช้ในการประชุมหรือพบปะสำหรับคนกลุ่มใหญ่ หรือที่ใช้เป็นตลาด หรือศาลคือสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า บาซิลิกา (basilica) ซึ่งนำเอามาเป็นแบบอย่างในการสร้างวัดคริสต์ศาสนาใหญ่ๆ ซึ่งบางแห่งก็ยังคงเรียกกันว่าบาซิลิกา ทั้งบาซิลิกาและสถานที่อาบน้ำสาธารณะของโรมันจะสร้างภายใต้หลังคาโค้งสูงมีคูหารอบ ลักษณะสำคัญอีกอย่างหนึ่งของสถาปัตยกรรมบาซิลิกาโรมันคือด้านหน้าและด้านหลังจะเป็นมุขโค้งที่ยื่นเป็นครึ่งวงกลมออกมา (exedra หรือ apse) ซึ่งจะใช้เป็นที่นั่งศาล ลักษณะมุขโค้งนี้ก็เอามาใช้ในสถาปัตยกรรมการสร้างมหาวิหาร[9] โดยเฉพาะทางด้านตะวันออกหรือด้านหลังของวัด ซึ่งเป็นบริเวณที่สำคัญที่สุดของวัด
วัดใหญ่วัดแรกที่สร้างคือมหาวิหารเซ็นต์จอห์นแลเตอร์รันที่กรุงโรม ด้านหนึ่งเป็นมุขยื่นออกมาและอีกด้านหนึ่งเป็นซุ้มรอบโถงกลาง เมื่อคริสต์ศาสนพิธีวิวัฒนาการขี้น กระบวนแห่ของนักบวช นักร้องเพลงสวด หรือสิ่งประกอบพิธีเข้ามาในวัดก็เป็นส่วนหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมา จึงเกิดการทำประตูสำหรับให้ขบวนเดินเข้ามาในวัด ประตูนี้มักจะอยู่มุมใดมุมหนึ่งของวัด ในขณะที่ประตูสำหรับคริสต์ศาสนิกชนผู้เข้าร่วมทำพิธิจะอยู่กลางด้านใดด้านหนึ่งของสิ่งก่อสร้างตามกฏของการสร้างบาซิลิกา ซึ่งสถาปัตยกรรมการสร้างมหาวิหารได้ดำเนินตาม[10]
ยกพื้น
เมื่อมีนักบวชเพิ่มขึ้นความต้องการเนี้อที่ในการทำพิธีภายในวัดก็มากขึ้น มุขโค้งท้ายวัดซึ่งเป็นที่ตั้งแท่นบูชาหรือแท่นซึ่งเป็นที่วางเครื่องสำหรับทำพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์เช่นขนมปังและเหล้าองุ่นก็ใหญ่ไม่พอที่จะรับนักบวชที่ร่วมทำพิธี จึงจำเป็นต้องมีการขยายบริเวณนั้นโดยยกบริเวณพิธีให้สูงขึ้นจากระดับพื้นของวัดอย่างที่สถาปัตยกรรมแบบโรมันเรียกว่า bema ยกพื้นจึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของบริเวณพิธี เช่นที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่ยกพื้นยื่นเลยออกไปจนถึงทางขวางจนทำให้เหมือนรูปตัว T และมีมุขโค้งยื่นออกไปด้านหลัง รูปทรงของวัดจึงเริ่มกลายมาเป็นทรงกางเขน (Latin Cross) ซึ่งเป็นผังที่นิยมกันในการสร้างมหาวิหารส่วนใหญ่ทางยุโรปตะวันตก โดยที่แนวดิ่งของกางเขน หรือแนวตะวันตกตะวันออก หรือส่วนที่ยาวกว่าของกางเขนเรียกว่า ทางเดินกลาง (nave) กระหนาบด้วย ทางเดินข้าง (aisle) ส่วนที่เป็นแขนกางเขนที่ตัดกับทางเดินกลางเรียกว่า แขนกางเขน หรือ ปีกซ้ายขวา (transept)[10]
ที่บรรจุศพ
สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการสร้างมหาวิหารมากที่สุดก็เห็นจะเป็น ที่บรรจุศพ (Mausoleum) ที่บรรจุศพของผู้มีฐานะของโรมันมักจะเป็นสิ่งก่อสร้างทรงสี่เหลี่ยมหรือกลมหลังคาเป็นโดม ที่บรรจุศพใช้เป็นที่เก็บศพในโลงหิน จักรพรรดิคอนแสตนตินทรงสร้างที่บรรจุศพสำหรับพระราชธิดาคอนแสตนซา (Costanza) ซึ่งเป็นทรงกลมล้อมรอบด้วยซุ้มทางเดิน ต่อมาที่บรรจุศพของนักบุญคอนแสตนซา (Santa Costanza) กลายเป็นสถานที่สำหรับสักการะและเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาสิ่งแรกที่เป็นทรงกลมแทนที่จะเป็นแนวยาวกางเขน สิ่งก่อสร้างสำหรับการสักการะอีกสิ่งหนึ่งในกรุงโรมที่เป็นทรงกลมคือตึกแพนธิออน (Pantheon) ซึ่งมีภายในเป็นคูหารายด้วยรูปปั้น ลักษณะการวางจัดรูปปั้นในคูหาแบบนี้กลายมาเป็นลักษณะสำคัญในการสร้างคูหาสวดมนต์ (Chapel) ภายในมหาวิหาร[5][9]
ทรงกางเขน และ ทรงกากะบาด
วัดทางยุโรปตะวันตกมักจะนิยมผังแบบกางเขน (Latin Cross) ขณะที่ทางตะวันออกหรือไบแซนไทน์จะนิยมแบบกากะบาด (Greek Cross) ล้อมรอบด้วยมุขโค้งและหลังคาโดม สิ่งก่อสร้างที่สำคัญที่สุดในลักษณะนี้คือ Hagia Sophia ที่กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี หรือวัดเซ็นต์แมรีผู้ศักดิ์สิทธิ ที่เมือง เอเธนส์ ประเทศกรีซ สิ่งก่อสร้างเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่มีต่อสถาปัตยกรรมการก่อสร้างมหาวิหารต่อมาในยุโรปตะวันตก[8][9]
องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมภายนอกของมหาวิหาร
บทความหลัก: แผนผังมหาวิหาร
องค์ประกอบที่กล่าวถึงในบทความนี้เป็นองค์ประกอบที่มีในมหาวิหารส่วนใหญ่ในยุโรปตะวันตก ลักษณะหรือส่วนประกอบบางอย่างอาจจะแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น ผู้ออกแบบ เนื้อที่ที่ตั้ง หรือปัจจัยอื่น รายการนี้รวบรวมจากแบนนิสเตอร์ เฟล็ทเชอร์ (Banister Fletcher)[8]
แผนผัง
ผังมหาวิหารส่วนใหญ่ของยุโรปตะวันตกจะเป็นกางเขนโดยมีทางเดินกลางหรือทางเดินสู่แท่นบูชาขวางกับแขนกางเขน แขนกางเขนอาจจะยื่นออกไปมากอย่างมหาวิหารยอร์ค ที่อังกฤษ หรือยื่นไปไม่เกินกว่าทางเดินข้าง จนดูเหมือนตัววัดเป็นรูปเกือบสี่เหลี่ยมยกเว้นแต่มุขที่ยื่นออกไปจากด้านหลังอย่างเช่นมหาวิหารอาเมียงที่ประเทศฝรั่งเศส
ตำแหน่ง
การวางตัววัดส่วนใหญ่จะวางไปทางตะวันออก/ตะวันตกโดยเน้นด้านหน้าของวัดทางด้านตะวันตกที่เรียกกันว่า West front ภายในจะเน้นด้านตะวันออกที่เป็นที่ประกอบพิธีที่เรียกว่า East end แต่ไม่ทุกวัดที่ตั้งได้เช่นนี้ แม้วัดจะไม่ตั้งไปทางตะวันออก/ตะวันตกจริงก็ยังใช้คำว่า West front สำหรับเรียกด้านหน้าของวัด และ East end สำหรับเรียกด้านตรงข้ามที่ทำพิธี หรือ ด้านหลังของวัด
เน้นความสูง
มหาวิหารจะเน้นเรื่องความสูงโดยใช้องค์ประกอบภายนอกที่พุ่งขึ้นไปซึ่งอาจจะเป็นโดม หรือหอกลางตรงจุดที่ทางเดินกลางกับแขนกางเขนตัดกัน หรือหอสองหอทางด้านตะวันตก หรือหอทั้งหัว และท้ายวัด เช่นที่มหาวิหารเวิมส์ ที่ประเทศเยอรมันีซึ่งมีห้าหอ สองหอด้านหน้า สองหอด้านหลัง และหอกลาง บนหออาจจะมียอดแหลมข้างบน หรือไม่มียอดก็ได้ เช่นที่มหาวิหารวินเชสเตอร์ หรือ เป็นโดมเล็กๆ
ด้านหน้ามหาวิหาร
ด้านหน้าของวัดที่เรียกว่า West front จะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดภายนอกของวัดและจะมีการตกแต่งมากที่สุด ส่วนใหญ่จะมีประตูหลักสามประตูและมักจะตกแต่งด้วยรูปแกะสลัก หินอ่อน และหินที่แกะสลักอย่างวิจิตร ด้านหน้ามักจะมีหน้าต่างใหญ่หรือบางทีก็จะมีหน้าต่างกุหลาบ (rose window) หรือรูปปั้นที่เด่นสง่า นอกจากนั้นมักจะมีหอคอยสองหอขนาบเช่นที่มหาวิหารโนเตรอดามที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส
ทางเดินกลาง และ ทางเดินข้าง
มหาวิหารส่วนใหญ่จะมีทางเดินกลาง (Nave) หรือ ทางเดินสู่แท่นบูชา ที่ทั้งสูงและกว้าง ส่วนทางเดินข้าง (aisle) ที่ประกบทางเดินกลางมักจะเตี้ยกว่าและแยกจากทางเดินกลางด้วยซุ้มตรงหรือโค้งเป็นแนวตลอดสองข้าง บางครั้งถ้าทางเดินข้างสูงเท่ากับทางเดินกลางก็จะเป็นทรงที่เรียกว่า Hallenkirche หรือ Hall church ซึ่งเป็นที่นิยมกันในสมัยการก่อสร้างแบบกอธิคที่ประเทศเยอรมันนี ซึ่งมองแล้วเหมือนโถงกว้าง มหาวิหารบางแห่งจะมีทางเดินประกบข้างข้างละสองทางเช่นที่มหาวิหารเซ็นสตีเฟน ที่เมืองบอร์ก (Cathédrale Saint-Étienne de Bourges) ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น
แขนกางเขน
แขนกางเขน หรือ ปีกซ้ายขวา คือส่วนขวางของทางเดินกลาง มหาวิหารในประเทศอังกฤษบางมหาวิหารที่เคยเป็นสำนักสงฆ์มาก่อนจะมีแขนซ้อนกันสองชั้นเช่นที่มหาวิหารซอลท์สบรี ตรงที่แขนกางเขนตัดกับทางเดินกลางเรียกกันว่าจุดตัด (crossing) เหนือจุดตัดมักจะเป็นหอหรือยอดแหลมที่เรียกว่า fleche ที่อาจจะทำด้วยไม้ หิน หรือโลหะก็ได้ เช่นที่มหาวิหารออทุง (Autun Cathedral) ประเทศฝรั่งเศส หรือยอดแหลมที่ทำด้วยหินที่มหาวิหารซอลท์สบรี หรืออาจจะเป็นโดม หรือเป็นหอเฉยๆไม่มียอดก็ได้เช่นที่มหาวิหารวินเชสเตอร์ ที่อังกฤษ
ด้านหลังวัด
ด้านหลังวัด หรือ East end ซึ่งเป็นที่ตั้งของแท่นบูชาเอก จะเป็นบริเวณที่แตกต่างจากกันมากที่สุดทางรูปทรงสถาปัตยกรรมจากวัดหนึ่งไปวัดหนึ่ง
- โรมาเนสก์แบบอิตาลีและเยอรมันนี มุขด้านนี้จะโค้งและอาจจะเป็นส่วนที่เตี้ยกว่าที่ยื่นออกมาจากตัววัดสี่เหลี่ยม ถ้าเป็นกอธิคแบบอิตาลีมุขหลังวัดก็มักจะสูงโดยไม่มีจรมุข หรือทางเดินรอบมุข (Ambulatory) ก็ได้
- กอธิคแบบฝรั่งเศส เสปน และเยอรมันนี ด้านหลังวัดจะยาวและยื่นไปสู่มุขโค้งที่มีหลังคาโค้งสูง (Vault) เหนือทางเดินรอบมุข นอกจากนั้นอาจจะมีคูหาสวดมนต์กระจายออกมาจากมุข ที่เรียกว่า Chevet
- แบบอังกฤษ ด้านหลังจะมีหลายลักษณะเช่นที่มหาวิหารนอริช ซึ่งมีมุขและจรมุข หรือมหาวิหารยอร์คที่เป็นสี่เหลี่ยม
มหาวิหารหลายแห่งจะมีคูหาสวดมนต์ยื่นออกไปด้านหลังหลายรูปหลายทรง แต่ไม่มีมหาวิหารใดในอังกฤษที่สร้างก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่มีคูหาสวดมนต์ Chevet อย่างเต็มที่ บางแห่งเช่นที่มหาวิหารลิงคอล์น ด้านหลังจะเป็นสี่เหลี่ยมคล้ายผาแต่มี Lady Chapel มาช่วยทำให้ลักษณะสิ่งก่อสร้างหายแข็งไปบ้าง บางมหาวิหารที่มีจรมุขต่ำรอบด้านหลังที่เป็นสี่เหลี่ยม
หมายเหตุ: ส่วนนี้เก็บความมาจาก แบนนิสเตอร์ เฟล็ทเชอร์ [8] วิม สวอน (Wim Swaan)[3] ลารูส (Larousse)[11]
องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมภายในของมหาวิหาร
ทางเดินกลาง และ ทางเดินข้าง
ทางเดินกลาง เป็นเนื้อที่หลักของตัวมหาวิหารจะเป็นส่วนที่ยาวกว่าแขนกางเขนขวาง เป็นที่ชุมนุมของคริสต์ศาสนิกชนมาเข้าร่วมพิธีศาสนา คำว่า nave มาจาก ภาษาละตินที่แปลว่าเรือ มหาวิหารก็เปรียบเหมือนเรือสำหรับบรรทุกผู้ศรัทธาในพระเจ้าฝ่าอุปสรรคต่างๆในชีวิตเพื่อจะนำไปสู่พระองค์ นอกจากนั้นเพดานไม้ของวัดใหญ่ๆจะมีลักษณะเหมือนท้องเรือ[12]
ทางเดินกลาง จะประกบสองข้างด้วย ทางเดินข้าง ที่ส่วนใหญ่จะมีระดับต่ำกว่าแยกด้วยแนวเสา ประโยชน์ของ ทางเดินข้าง คือช่วยแบ่งเบาการจราจรจาก ทางเดินกลาง โดยเฉพาะเมื่อวัดแน่นไปด้วยผู้เข้าร่วมพิธี นอกจากนั้นยังช่วยทำให้สิ่งก่อสร้างแข็งแรงขึ้นเพราะจะใช้เป็นผนังค้ำยันไปในตัวทำให้สามารถรับน้ำหนักกดดันจากหลังคาและกำแพงได้
อ่างล้างบาป แท่นอ่านคัมภีร์ไบเบิล และ ธรรมาสน์
ภายในบริเวณโถงกลางส่วนใหญ่จะเป็นที่ตั้งของอ่างล้างบาป แท่นอ่านคัมภีร์ไบเบิล และ ธรรมาสน์ อ่างล้างบาปใช้ในการทำพิธีศีลจุ่มมักจะตั้งอยู่ทางด้านหน้าวัดใกล้ประตูทางเข้าเพื่อเป็นสัญลักษณ์การยอมรับเข้าสู่คริสต์จักร แท่นอ่านคัมภีร์จะอยู่ไม่ไกลจากแท่นบูชาจะเป็นที่ใช้อ่านคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ แท่นนี้บางครั้งก็จะเป็นรูปเหยี่ยวกางปีกรองรับหนังสือเพราะเหยี่ยวเป็นสัญลักษณ์ของจอห์นอีแวนเจลลิส (John the Evangelist) ผู้เป็นหนึ่งในผู้เขียนพระคัมภีร์ สิ่งที่สามที่ตั้งอยู่ที่ทางเดินกลางคือธรรมาสน์ซึ่งอาจจะทำด้วยไม้ หิน หินอ่อนแกะสลักอย่างงดงาม หรือปูนปั้น บางธรรมาสน์จะตกแต่งด้วยเทวดา เหยี่ยว วัว และ สิงห์โตมีปีกเพราะทั้งสี่อย่างเป็นสัญลักษณ์ของอีแวนเจลลิสสี่องค์ซึ่งเป็นผู้เขียนพระคัมภีร์คือ จอห์น ลุค มาร์ค และ แมทธิว
ทางเดินกลาง and ทางเดินข้าง ที่มหาวิหารฟลอเรนซ์ (Florence Cathedral) ฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี | แท่นอ่านคัมภีร์รูปเหยี่ยวที่วัดมาดอนนาเดลลากราซี (Chiesa Madonna delle Grazie) พิสโตเอีย ประเทศอิตาลี | อ่างล้างบาปที่มหาวิหารเวิมส์ ประเทศเยอรมันี |
บริเวณร้องเพลงสวด
บริเวณที่สองภายในมหาวิหารคือบริเวณที่เรียกว่า Choir หรือ Quire เป็นบริเวณที่ใช้สวดมนต์และร้องเพลงสวด บริเวณนี้บางครั้งอาจจะแยกจากทางเดินกลางด้วยฉาก ซึ่งอาจจะทำด้วยไม้ฉลุอย่างละเอียด หรือหินแกะสลัก นอกจากที่นั่งแล้วบริเวณนี้ก็จะมีออร์แกนอยู่ด้วย ที่นั่งภายในบริเวณนี้เรียกว่า Choir stall หรือที่นั่ง บางมหาวิหารที่นั่งในบริเวณนี้จะสลักเสลาอย่างงดงาม บางครั้งอาสนะหรือบัลลังก์ของบาทหลวงก็อาจจะตั้งอยู่ในบริเวณนี้ด้วย
บริเวณศักดิ์สิทธิ์
จากบริเวณทำพิธีและบริเวณร้องเพลงสวดไปก็เป็น บริเวณศักดิ์สิทธิ์ Sanctuary ซึ่งเป็นวางสิ่งของสำหรับพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ บนแท่นบูชาสำหรับพิธีศีลมหาสนิท คำว่า Sanctuary แปลว่าสถานที่ศักดิ์สิทธิ แต่ในภาษาอังกฤษปัจจุบันความหมายมาเปลี่ยนไปใช้สำหรับสถานที่นักโทษสามารถเข้ามาอาศัยโดยไม่ต้องถูกจับจึงเท่ากับเป็นการให้ เขตปลอดภัย ของวัด
คูหาสวดมนต์
บางมหาวิหารจะมีบริเวณต่อไปที่เรียกว่า บริเวณสงฆ์ (Presbytery) ซึ่งใช้เป็นที่ที่นักบวชสามารถทำการสวดมนต์ส่วนตัวแยกจากสวดมนต์ร่วมกับนักบวชอื่นๆ และมักจะมีคูหาสวดมนต์ยื่นออกไปจากบริเวณนี้ทางหลังวัด คูหาสวดมนต์ตรงกลางตรงกับแท่นบูชาทางตะวันออกสุดของวัดมักจะเป็นคูหาสวดมนต์ที่อุทิศให้พระแม่มารี ที่เรียกว่า Lady Chapel เช่นที่มหาวิหารกลอสเตอร์ หรือ มหาวิหารอาเมียง
บางมหาวิหารในอังกฤษจะที่มีแขนกางเขนสองชั้น ชั้นหนึ่งที่สั้นกว่ามักจะใช้เป็นคูหาสวดมนต์[14]
เผยแพร่คำสอน
ไม่ว่าสถาปัตยกรรมของมหาวิหารจะเป็นรูปแบบใด ความประสงค์ของการการสร้างมหาวิหารคือเป็นที่สร้างความประทับใจ ความทึ่ง ให้แก่ผู้เห็น และทำให้ผู้เห็นรู้สึกเกรงขาม เป็นที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจแก่ผู้ศรัทธา และเป็นที่เผยแพร่คำสอนของคริสต์ศาสนา ความประสงค์อันหลังนี้เป็นความประสงค์สำคัญที่สุดของคริสต์ศาสนาสถาน ไม่ว่าจะเป็นมหาวิหารหรือวัดประจำท้องถิ่น
การตกแต่งเพื่อการเผยแพร่คำสอนจะเริ่มมาจากด้านนอกที่มีรูปปั้นหรือกลุ่มรูปปั้นซึ่งอาจจะเป็นฉากจากชีวิตของพระเยซู นักบุญ หรือคนสำคัญๆ ในคริสต์ศาสนา เรื่อยเข้าไปภายในโดยเริ่มจากทางเข้าด้านตะวันตกไปจนถึงแท่นบูชา ซึ่งอาจจะเป็นในรูปของ จิตรกรรมฝาผนัง จิตรกรรม หรือ ประติมากรรม ไม่ว่าจะเป็นบนผนังวัด หรือ ในคูหาสวดมนต์ ด้านข้างและด้านหลังแท่นบูชา หรือหน้าต่างประดับกระจกสีรอบวัด เรื่องราวที่แสดงก็อาจจะเป็นฉากชีวิตของนักบุญเช่นที่ชั้นบนของ บาซิลิกาเซ็นต์ฟรานซิสแห่งอาซิซิ (Basilica of St. Francis of Assisi) ที่เมืองอาซิซิ ประเทศอิตาลี ที่ผนังด้านบนทั้งวัดจะเขียนเป็นภาพชีวิตของนักบุญฟรานซิสโดย จอตโต ดี บอนโดเน จิตรกรผู้มีชื่อเสียงของอิตาลี หรือ ภาพเขียนในคูหาสวดมนต์ทางด้านข้างของมหาวิหารโวลเทอร์รา (Volterra Cathedral) ประเทศอิตาลี ที่แสดงให้เห็นนักบุญเซบาสเตียนถูกยิงด้วยธนู ศิลปะเหล่านี้ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับเพิ่มความเข้าใจและความศรัทธาให้แก่ผู้เลื่อมใสรวมทั้งผู้มีการศึกษาน้อย จนบางครั้งเรียกกัน พระคัมภีร์คนยาก (Poor Man's Bible)
การตกแต่งประตูทางเข้า
มหาวิหารแบบโรมาเนสก์และกอธิคมักจะมีรูปสลักหิน พระเยซูผู้ทรงเดชานุภาพ (Christ in Majesty) บนหน้าบันเหนีอประตูกลาง รูปนี้จะพบเหนือประตูมหาวิหารหลายแห่งในประเทศฝรั่งเศสเช่นที่ มหาวิหารชาร์ทร (Chartres Cathedral) และ มหาวิหารอองเจ (Angers Cathedral) อีกรูปหนึ่งที่นิยมกันคือ การตัดสินครั้งสุดท้าย (Last Judgement) และ การชั่งวิญญาณ เช่นที่มหาวิหารอาเมียง จุดประสงค์คือทำให้ผู้มีศรัทธารู้สึกสำนึกตัวและเตรียมตัวก่อนที่พระเยซูจะเสด็จกลับมาเป็นครั้งที่สอง เมื่อถึงวัดนั้นผู้ที่ทำความดีก็จะได้เลือกขึ้นสวรรค์ ผู้ที่ทำความชั่วก็จะถูกส่งลงนรก ภาพที่เห็นกันบ่อยอีกภาพหนึ่งคือรูปหญิงพรหมจารีดีและไม่ดี 10 คน (The Ten Virgins) ที่เป็นเรื่องที่เตือนให้รู้จักเตรียมตัวล่วงหน้าต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
รอบรูปสลักใหญ่เหนือประตูก็จะเป็นซุ้มโค้งที่มีรูปแกะสลักเล็กลงของศาสดาจากในคัมภีร์ นักบุญต่าง หรือ ผู้ที่ทำความดีต่อศาสนา มหาวิหารที่อังกฤษหลายแห่งจะมีรูปแกะสลักจำนวนมากและขนาดใหญ่ด้านหน้าวัดเช่น มหาวิหารลิงคอล์น มหาวิหารซอลท์สบรี มหาวิหารเอ็กซีเตอร์ หรือ มหาวิหารเวลส์ แต่รูปสลักเหล่านี้ถูกทำลายหรือถูกกัดกร่อนเพราะสภาวะอากาศไปมากจนเกือบไม่เหลือรูปทรงเดิม[11][15] มหาวิหารที่ฝรั่งเศสก็เช่นกันจะมีประตูใหญ่ที่มีรูปสลักมากมาย เช่นที่ มหาวิหารอาเมียง หรือ มหาวิหารรีมส์
พระคัมภีร์คนยาก
พระคัมภีร์คนยาก (Poor Man's Bible) คือการใช้วัดเป็นที่สอนศาสนาสำหรับผู้ที่ไม่มีการศึกษาหรือไม่มีเงินพอที่จะซื้อพระคัมภีร์เป็นของตนเองได้ คนเหล่านี้ก็สามารถจะเรียนรู้เรื่องราวทางคริสต์ศาสนาได้โดยดูจากทัศนศิลป์ที่ใช้ตกแต่งภายในวัด หัวเรื่องมักจะเป็นเรื่องราวที่เอามาจากพันธสัญญาเดิม พันธสัญญาใหม่ กิจการของอัครสาวก (Acts of the Apostles) หรือบางครั้งก็เป็นประวัติของนักบุญ บางครั้งก็จัดเรื่องที่มีคำสอนคล้ายคลึงกันเช่นเอาภาพตอนที่เอาร่างพระเยซูลงจากกางเขน (Deposition) มาคู่กับรูปโจเซฟถูกจับโยนลงไปในบ่อ หรือ เอารูปพระเยซูฟื้นชีพตั้งคู่กับปลาโลมาขย้อนโจนาห์ (Jonah) ออกมาจากท้อง ศิลปะที่ใช้อาจจะเป็นงานโมเสก จิตรกรรมฝาผนัง รูปสลักแผ่น หรือ หน้าต่างประดับกระจกสี ศิลปะเหล่านี้อาจจะทำบนกำแพงโดยตรง บนผนัง บนเพดาน บนฉากรอบบริเวณพิธี ในคูหาสวดมนต์ และ สถานศักดิ์สิทธิ์หลังแท่นบูชา หน้าต่างกระจกสีที่เด่นก็มีหลายแห่งโดยเฉพาะในอังกฤษและฝรั่งเศสเช่นที่ มหาวิหารแคนเตอร์บรี หรือ มหาวิหารบอรจ (Cathédrale Saint-Étienne de Bourges) [16]
สัญญลักษณ์และฤดู
ส่วนหนึ่งของการตกแต่งมักจะมาจากการแสดงความมีเดชานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นผู้สร้างจักรวาล พร้อมกับที่แสดงให้เห็นการที่พระองค์ทรงก่อสร้างโลกตามที่ทรงกำหนดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยใช้ภาพจักรราศี และ แรงงานสิบสองเดือนซึ่งเป็นหัวข้อที่เหมาะมากกับการตกแต่งหน้าต่างกุหลาบ[3][11] .
การตกแต่งด้วยสิงสาราสัตว์และยุวเทพ
นอกจากตกแต่งด้วยเรื่องราวทางศาสนาแล้ว มหาวิหารก็ยังตกแต่งด้วย สิงสาราสัตว์ตามจินตนาการหรือมนุษย์กึ่งสัตว์ ซึ่งบางทีก็ไม่เกี่ยวข้องกับคริสต์ศาสนา สิงสาราสัตว์เหล่านี้มักจะเป็นสัญญลักษณ์ความควรความไม่ควร หรือ ความดีและความชั่ว (vice or virtue) และเป็นการให้คติแก่ผู้มีศรัทธา ที่ใช้กันบ่อยคือรูปนกพิลลิแกนจิกอกตนเองเพื่อเลี้ยงลูก การกระทำของนกพิลลิแกนเป็นความเสียสละอันใหญ่หลวงที่เป็นสัญญลักษณ์ของความรักพระเยซูผู้มีต่อคริสต์ศาสนิกชนพอที่พระองค์เองยอมพลีชีพเพื่อไถ่บาปให้มวลมนุษย์ได้
สัตว์อื่นๆที่ใช้ตกแต่งก็มี กระต่าย ห่าน ลิง หมาจิ้งจอก สิงห์โต อูฐ กริฟฟิน หรือสัตว์ในตำนาน ยูนิคอร์น ผึ้ง และนกตะกรุม การแกะหรือปั้นก็จะทำตามหัวเสา แกะนูนบนกำแพง รอบซุ้มโค้ง เพดาน หรือ บนปุ่มหิน หรือการตกแต่งตามขอบคัน สิ่งตกแต่งเช่นปนาลีที่มหาวิหารโนเตรอดามมีชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป หรือสัตว์อื่นเช่น Blemyah และ คนป่า (Green Man) ทีมหาวิหารริพพอน (Ripon Cathedral) ที่อังกฤษจะยื่นหน้าออกมาใต้ม้านั่งพับที่ใช้กันในบริเวณที่ร้องเพลงสวดมนต์ที่เรียกว่า misericords
กางเขนเอก
กางเขนเอก มาจากคำว่า Rood ซึ่งมาจากคำว่า roda ในภาษาแซ็กซอนเก่าหมายถึงกางเขนขนาดใหญ่ที่ตั้งเด่นภายในวัด กางเขนเอกจะเป็นกางเขนที่มักจะห้อยลงมาจากเพดานเหนือบริเวณที่ทำพิธีหรืออยู่บนฉากที่ใช้แยกระหว่างบริเวณที่ทำพิธีและบริเวณทางเดินกลาง กางเขนเอกอาจจะแกะจากไม้แล้วทาสีหรือเป็นภาพเขียนบนกางเขน ในอังกฤษจะเหลืออยู่แต่ฉากที่เคยเป็นที่ตั้งของกางเขนเอก ตัวกางเขนเอกส่วนใหญ่จะถูกทำลายไป กางเขนเอกมักจะประกบด้วยพระแม่มารีและจอห์นอีแวนเจลลิส หรือจอห์นแบพทิสต์ถือป้ายมีอักษรว่านี่คือพระเยซูผู้เป็นสาวกของพระเจ้า (Behold, the Lamb of God) กางเขนเอกที่ประเทศอิตาลีบางทีที่สร้างโดยจิตกรคนสำคัญๆ ก็มี จอตโต ดี บอนโดเน ที่ สเปลโล (spello) ฟีลิปโป บรูเนลเลสกี และ โดนาเทลโล.
แท่นบูชา
แท่นบูชาที่มหาวิหารวูสเตอร์ |
สิ่งที่เป็นหลักและที่สำคัญที่ทาง ตะวันออก ของมหาวิหารคือ บริเวณศักดิ์สิทธิ และ แท่นบูชาเอก (High altar) ความหมายสำคัญก็จะเป็นเช่นเดียวกันคือการไถ่บาปของมนุษย์โดยพระเยซู แต่วิธีแสดงออกจะแตกต่างกันหลายแบบ ในประเทศอิตาลีทางด้านนี้อาจจะตกแต่งด้วยโมเสกทองเป็นประกายภายใต้มุขโค้งเหนือแท่นบูชาเช่นที่มหาวิหารปิซา (Pisa duomo) หรือที่ประเทศเยอรมันนีและสเปนอาจจะเป็นการตกแต่งแท่นบูชาแบบบาโรกอย่างหรูหราเช่นที่เรียกกันว่า Transparente ที่มหาวิหารโทลีโด (Toledo cathedral) เป็นต้น [18]
ฉากแท่นบูชาที่แกะด้วยไม้ทำด้วยปูนปั้นใช้กันมากในประเทศเยอรมันนีและฝรั่งเศสและบางมหาวิหารในอังกฤษ บางครั้งที่อังกฤษจะใช้หน้าต่างประดับกระจกสีขนาดใหญ่หลังแท่นบูชาเป็นฉากแท่นบูชาเช่นที่มหาวิหารยอร์ค ที่เป็นเรื่องราวของไฟล้างโลก (Apocalypse)
หมายเหตุ: ส่วนนี้เก็บความมาจาก อเลค คลิฟตัน-เทย์เลอร์ (Clifton-Taylor)[19] Pevsner.[18]
ลักษณะสถาปัตยกรรมของมหาวิหารในยุโรปตะวันตก
สถาปัตยกรรมคริสเตียนยุคแรก
ลักษณะสถาปัตยกรรมคริสเตียนยุคแรกในการก่อสร้างมหาวิหารจะเห็นได้จาก มหาวิหารซานตามาเรียมายอเร (Santa Maria Maggiore) ที่โรม ภายในมหาวิหารนี้ยังรักษารูปทรงเดิมตั้งแต่มหาวิหารสร้างครั้งแรก โถงกลางภายในจะกว้างใหญ่อย่างบาซิลิกาทางท้ายวัดเป็นมุขยิ่นออกไปอย่างง่ายๆ ทางเดินกลางประกบสองข้างด้วยเสาเป็นเส้นตรงรับด้วยบัวคอร์นิซแทนที่จะเป็นซุ้มโค้ง และตกแต่งด้วยโมเสกสมัยต้น อีกสองมหาวิหารที่โรมที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะสถาปัตยกรรมคริสเตียนยุคแรกเช่นกันก็คือซานตาซาบินา (Santa Sabina) และ มหาวิหารอควิลเลีย (Cathedral of Aquileia) ที่จะเห็นได้จากสิ่งก่อสร้างแบบบาซิลิกาซึ่งจะตกแต่งอย่างเรียบง่ายซึ่งเป็นลักษณะของการสร้างมหาวิหารยุคแรก[8][5][9]
[แก้] สถาปัตยกรรมไบแซนไทน์
บทความหลัก: สถาปัตยกรรมไบแซนไทน์
เมืองราเวนนา (Ravenna) ทางตะวันออกของอิตาลีเต็มไปด้วยวัดและมหาวิหารที่สร้างแบบบาซิลิกาที่สร้างมาตั้งแต่สมัยจักรพรรดิจุสติเนียน (Emperor Justinian) เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 6 ผังของมหาวิหารซานอพอลลินาเรนูโอโว (San Apollinare Nuovo) ก็คล้ายกับมหาวิหารซานตามาเรียมายอเรที่โรมแต่รายละเอียดการแกะสลักจะไม่เป็นลักษณะแบบโรม การตกแต่งด้วยโมเสกยังอยู่ในสภาพที่ดีมาก
อีกมหาวิหารหนึ่งในราเวนนาที่สร้างในสมัยเดียวกันคือมหาวิหารซานวิทาลเล (Basilica of San Vitale) ผังของมหาวิหารนี้เป็นแบบศูนย์กลางที่มีโดมตรงกลาง มีเนื้อที่ภายในด้วยกันทั้งหมด 25 ตารางเมตร โดมกลางล้อมรอบด้วยคูหาโค้ง 8 คูหาแยกกระจายออกจากโถงกลาง แต่ละคูหาคลุมด้วยโดมครึ่งวงกลมทำให้ผังดูเหมือนรูปดอกไม้ การตกแต่งก็เริ่มซับซ้อนขึ้นโดยการเล่นซุ้มโค้งซ้อนกันหลายชั้นซึ่งไม่มีสิ่งก่อสร้างใดที่จะเปรียบได้จนมาถึงวัดบาโรกซานตามาเรียเดลลาซาลูเท (Santa Maria della Salute) ใกล้เมืองเวนิสที่สร้างราวพันปีต่อมา มหาวิหารที่พยายามสร้างเลียนแบบมหาวิหารซานวิทาลเลก็ได้แก่มหาวิหารอาเคินที่ประเทศเยอรมันี
มหาวิหารสำคัญที่สุดวัดหนึ่งของสถาปัตยกรรมแบบไบแซนไทน์คือมหาวิหารซานมาร์โค (St. Marco Basilica) อยู่ที่เมืองเวนิส ที่เรียกว่าบาซิลิกามิใช่เพราะลักษณะการก่อสร้างเป็นแบบบาซิลิกาแต่เพราะได้รับแต่งตั้งจากพระสันตะปาปาให้เป็นบาซิลิกา ถึงแม้ว่าจะมีการต่อเติมเปลี่ยนแปลงมาตลอดแต่โครงสร้างตัววัดโดยทั่วไปรักษาทรงเดิมไว้ คือเป็นผังแบบศูนย์กลางแบบไบแซนไทน์เป็นทรงกากะบาด เหนือโถงกลางเป็นโดมใหญ่ล้อมด้วยโดมเล็กกว่าอีกสี่โดม การตกแต่งทั้งภายนอกและภายในเป็นลักษณะศิลปะไบแซนไทน์ แท้โดยตกแต่งด้วยโมเสกอย่างวิจิตรและหินอ่อนฝังแบบหน้าไม้หลากสี[8][11]
สถาปัตยกรรมโรมาเนสก์
บทความหลัก: สถาปัตยกรรมโรมาเนสก์
หลังจากที่จักรวรรดิโรมันเสื่อมอำนาจลงเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 5 การสร้างวัดใหญ่ๆ ในยุโรปตะวันตกก็เริ่มแพร่หลายกันมากขึ้นตามการขยายตัวของสำนักสงฆ์เช่น ลัทธิออกัสติเนียน หรือ ลัทธิเบ็นนาดิคติน ภายใต้การนำของนักบุญเบ็นเนดิคและลัทธิอื่นๆ สำนักสงฆ์ขนาดใหญ่อย่างสำนักสงฆ์คลูนี (Cluny Abbey) ที่ปัจจุบันเหลือสิ่งก่อสร้างอยู่เพียงไม่กี่อย่างก็สร้างในสมัยนี้ ลักษณะของวัดคลูนีเป็นแบบโรมัน เสาอ้วนหนา กำแพงหนา หน้าต่างแคบเล็ก และซุ้มโค้ง
สถาปัตยกรรมโรมาเนสก์เผยแพร่ไปตามการเผยแพร่ของสำนักสงฆ์ลัทธิต่างๆ ไปทั่วยุโรป วิธีการสร้างสิ่งก่อสร้างที่มีหลังคาโค้งสูงก็เริ่มมาฟื้นฟูขึ้นอีก แต่การตกแต่งจะหันกลับไปหาการตกแต่งจากสมัยก่อนคริสต์ศาสนาจากศิลปะท้องถิ่นเช่นการใช้ลวดลายหยักซิกแซก ลายม้วนก้นหอย หรือรูปสลักหัวสัตว์หรือสัตว์/มนุษย์ในจินตนาการที่หน้าตาน่าเกรงขาม ผนังจะทาสีแบบจิตรกรรมฝาผนังแต่ฝีมือจะยังค่อนข้างหยาบ สถาปัตยกรรมโรมาเนสก์เผยแพร่มาถึงอังกฤษ เมื่อพระเจ้าวิลเลียมที่ 1ได้รับชัยชนะต่ออังกฤษเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 11
มหาวิหารที่เป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ก็ได้แก่แอบเบย์โอกสซอม (Abbaye aux Hommes) ที่เมืองแคน (Caen) ประเทศฝรั่งเศส มหาวิหารเวิมส์ ที่เยอรมันี มหาวิหารปิซา (Pisa Cathedral) และ มหาวิหารพาร์มา (Parma Cathedral) ที่ประเทศอิตาลี และ มหาวิหารเดอแรม ที่อังกฤษ[15][8][11]
สถาปัตยกรรมกอธิค
บทความหลัก: สถาปัตยกรรมกอธิค
พอมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 12 มหาวิหารและสำนักสงฆ์ใหญ่ๆ ก็สร้างกันเสร็จ ความชำนาญของสถาปนิกในการก่อสร้างสิ่งก่อสร้างใหญ่โตเช่นมหาวิหารที่ประกอบด้วยโค้งสูง หลังคาหิน หอคอยสูงเป็นต้นก็เพิ่มมากขึ้น ลักษณะการก่อสร้างจึงวิวัฒนาการขึ้นทำให้สิ่งก่อสร้างเริ่มลดความเทอะทะลง หน้าต่างก็เริ่มกว้างมากขึ้น เพดานโค้งสูงที่รับน้ำหนักก็มีลักษณะเบาขึ้น เพดานที่เคยเป็นโค้งครึ่งวงกลมเริ่มแหลมขึ้น เพดานโค้งแหลมกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของเพดานกอธิกที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ เมื่อกำแพงบางขึ้น หน้าต่างกว้างขึ้น และการใช้เพดานโค้งแหลมก็ทำให้ต้องใช้กำแพงค้ำยันแบบปีก (flying buttresses) ที่กางออกไปจากตัวอาคารเพื่อช่วยรับน้ำหนักความกดดันของหลังคาและกำแพงของสิ่งก่อสร้าง หน้าต่างก็จะตกแต่งด้วยหินแบ่งเป็นช่องด้วยหินที่สลักเป็นลวดลายคล้ายลูกไม้แล้วตกแต่งด้วยกระจกสีเป็นเรื่องราวจากพระคัมภีร์ ประวัตินักบุญ ประวัตินักบวชที่มีบทบาทในการสร้างมหาวิหาร พระเจ้าแผ่นดิน หรือบุคคลสำคัญในท้องถิ่น
ตัวอย่างของมหาวิหารสำคัญๆ ที่แสดงให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมกอธิคก็ได้แก่
- ฝรั่งเศส มหาวิหารโนเตรอดามแห่งปารีส มหาวิหารชาร์ทร มหาวิหารรูออง (Rouen Cathedral) และมหาวิหารสตราสเบิร์ก (Strasbourg Cathedral)
- เบลเยียม -- มหาวิหารอันเวิร์พ (Antwerp Cathedral)
- เยอรมนี มหาวิหารโคโลญ (Cologne Cathedral)
- ออสเตรีย -- มหาวิหารเซนต์สตีเฟน (St Stephen's Cathedral) กรุงเวียนนา
- อิตาลี -- มหาวิหารเซียนนา (Siena Cathedral) และมหาวิหารมิลาน (Milan Cathedral)
- สเปน -- มหาวิหารเบอร์โกส และ มหาวิหารโทลีโด (Toledo Cathedral)
- อังกฤษ -- มหาวิหารแคนเตอร์บรี มหาวิหารซอลท์สบรี และ มหาวิหารกลอสเตอร์[3][8][11][19]
สถาปัตยกรรมเรอเนซองส์
บทความหลัก: สถาปัตยกรรมเรอเนซองส์
เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 ได้มีการประกวดการออกแบบหอกลางเหนือตรงจุดตัดระหว่างแขนกางเขนและทางเดินกลางสำหรับมหาวิหารฟลอเรนซ์ สถาปนิกที่ชนะการประกวดคือฟีลิปโป บรูเนลเลสกี ผู้ได้รับแรงบันดาลใจจากโดมที่ได้ไปเห็นมาระหว่างการท่องเที่ยวเช่นที่มหาวิหารซานวิทาลเลที่ราเวนนา หรือตึกแพนธิออนที่โรม บรูเนลเลสกีจึงออกแบบโดมใหญ่แบบโรมันและมีหลังคาอย่างแพนธิออน สิ่งก่อสร้างนี้ถือว่าเป็นสิ่งก่อสร้างชิ้นแรกของสมัยเรอเนซองส์ หรือ ฟื้นฟูศิลปวิทยา แต่จริงแล้วลักษณะหลังคาโค้งของบรูเนลเลสกีไม่ใช้หลังคาโดมครึ่งวงกลมแต่เป็นหลังคาโค้งแหลมแบบมีสัน (ribbed vault) ซึ่งเป็นลักษณะกอธิคโดยแท้ สถาปัตยกรรมฟื้นฟูศิลปวิทยาจึงเป็นการมองย้อนไปถึงเทคนิคโครงสร้างแบบโรมัน
บรูเนลเลสกีและสถาปนิกคนอื่นๆ มีแรงบันดาลใจที่จะปรับปรุงรูปแบบสถาปัตยกรรมโรมัน ซึ่งรูปทรงและการตกแต่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์การวางส่วนซึ่งสถาปนิกสมัยก่อนหน้าสถาปัตยกรรมฟื้นฟูศิลปวิทยาได้ละทิ้งไป สถาปนิกกลุ่มนี้จึงพยายามเอากฏเหล่านี้กลับมาปฏิบัติ สมัยนี้จึงเป็นสมัยที่มีการตั้งสมมติฐานทางทฤษฎีทางสถาปัตยกรรมและการทดลองทฤษฎีต่างๆ บรูเนลเลสกีเองก็สร้างวัดใหญ่ๆสองวัด --วัดซานลอเรนโซและวัดซานโตสปิริตโต (San Lorenzos and Santo Spirito)--ในเมืองฟลอเรนซ์เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าสมมติฐานทางทฤษฎีที่เขาตั้งขึ้นสามารถนำไปปฏิบัติได้ วัดนี้คือทฤษฎีศิลปะคลาสสิคที่ประกอบด้วยแนวเสากลม หัวเสาโครินเธียน (Corinthian) ส่วนที่อยู่ระหว่างเสาและหลังคา (entablatures) โค้งครึ่งวงกลม และคูหาสวดมนต์
มหาวิหารที่เป็นตัวอย่างที่ดีของสถาปัตยกรรมแบบฟื้นฟูศิลปวิทยาก็คือมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่โรมซึ่งเป็นผลงานของ โดนาโต ดันเจโล บรามันเต, ราฟาเอล, จูลิอาโน ดา ซานกาลโล, คาร์โล มาเดอร์โน และ มิเกลันเจโล บัวนาร์โรติ ซึ่งเป็นผู้สร้างโดมที่สูงและแคบกว่าโดมของบรูเนลเลสกีหนึ่งฟุตที่สร้างก่อนหน้านั้นร้อยปีที่ฟลอเรนซ์ โดมเป็นจุดสนใจทั้งภายนอกและภายใน โดมของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์จะอยู่เหนือบริเวณพิธีมณฑล (chancel) และแขนกางเขน ทำให้เป็นผังของวัดเป็นทรงกากะบาด (Greek Cross) แบบไบแซนไทน์ ทางเดินกลางที่เห็นยาวความจริงแล้วเป็นส่วนต่อเติมที่ทำให้ผังกลายมาเป็นกางเขน (Latin Cross)
สมเด็จพระสันตะปาปาจูเลียสที่ 2 ทรงมีอำนาจพอที่จะเรียกศิลปินคนไหนมาออกแบบมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ก็ได้ สมัยนั้นยังมิได้มีการแยกระหว่างสถาปนิก ประติมากร หรือช่างก่อสร้าง ผลก็คือมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ที่มาจากผู้มีความสามารถดีเด่นที่สุดในสมัยนั้นซึ่งมีทั้งความใหญ่โต ความน่าประทับใจ และมีความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสิ่งก่อสร้าง
สถาปัตยกรรมบาโรก
เมื่อมหาวิหารเซนต์พอลสร้างเสร็จก็แสดงให้เห็นลักษณะสถาปัตยกรรมที่เป็นผลจากการที่สถาปนิกได้เรียนรู้หลักเกณฑ์ต่างๆ ของการก่อสร้างแต่จงใจที่จะละเลย ผลก็คือสถาปัตยกรรมที่มีไดนามิค (dynamic) ซึ่งรูปทรงของสิ่งก่อสร้างเหมือนจะมีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเอง ราวกับว่าจะเคลื่อนไหวได้ดังเช่นคำว่าบาโรก (baroque) ที่หมายถึงรูปทรงที่บิดเบือนอย่างหอยมุก (mis-shapen pearl)
สมัยบาโรกมีการสร้างวัดใหญ่ๆ มากแต่มหาวิหารที่สร้างแบบบาโรกมีเพียงไม่กี่แห่ง ที่เด่นที่สุดก็คือมหาวิหารเซนต์พอลที่ลอนดอนที่กล่าวถึงข้างบนและ มหาวิหารเซ็นต์กอล (St Gall Cathedral) ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มหาวิหารบางแห่งอาจจะมีองค์ประกอบบางส่วนที่มาต่อเติมภายหลังเป็นแบบบาโรกเช่นฉากหลังแท่นบูชา การตกแต่งด้านหน้าวัด หรือคูหาสวดมนต์ อย่างเช่นด้านหน้าของมหาวิหารซานติเอโกเดอคอมโพสเตลลา (Santiago de Compostela) หรือ มหาวิหารวัลลาโดลิด (Valladolid Cathedral) ที่ประเทศสเปน ซึ่งมาต่อเติมเป็นแบบบาโรกภายหลัง แต่ที่จะเห็นเป็นมหาวิหารแบบบาโรกทั้งหลังค่อนข้างจะหายาก
มหาวิหารเซนต์พอลน่าสนใจตรงที่เป็นมหาวิหารที่ออกแบบโดยสถาปนิกคนเดียวและสร้างเสร็จในระยะสั้น สถาปนิกที่กล่าวถึงคือเซอร์คริสโตเฟอร์ เร็น (Sir Christopher Wren) ซึ่งเป็นสถาปนิกคนสำคัญของอังกฤษ ตัวมหาวิหารสร้างแทนมหาวิหารเดิมที่ถูกไฟใหม้ระหว่างที่เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในลอนดอน เมื่อ ค.ศ. 1666 สถาปัตยกรรมของมหาวิหารเป็นแบบบาโรกแต่เป็นบาโรกแบบอังกฤษที่ค่อนข้างจะรัดตัวไม่เช่นบาโรกแบบทางใต้ของประเทศเยอรมันีซึ่งจะเต็มไปด้วยชีวิตชีวา สีสันและการมีลูกเล่น แต่ผลของสิ่งก่อสร้างของเร็นคือสิ่งก่อสร้างที่แสดงความสง่าภูมิฐานโดยเฉพาะการใช้โดมอย่างเช่นการใช้โดมของบรูเนลเลสกีที่ฟลอเรนซ์ ซึ่งไม่แต่จะคลุมแต่เฉพาะทางเดินกลางวัดแต่เลยออกไปถึงทางเดินข้างทำให้มีความรู้สึกว่าพื้นที่กลางวัดกว้างกว่าที่เป็นจริงและโล่ง[19][22][18]
สถาปัตยกรรมฟื้นฟู
สถาปัตยกรรมฟื้นฟู เป็นสมัยที่สถาปนิกหันไปฟื้นฟูการก่อสร้างเลียนแบบสถาปัตยกรรมยุคเดิมเช่น ไบแซนไทน์ กอธิค หรือ เรอเนซองส์ ถ้าเลียนแบบกอธิคก็จะเรียกว่า สถาปัตยกรรมกอธิคฟื้นฟู หรือ ถ้าเลียนแบบเรอเนซองส์ ก็เรียกว่า สถาปัตยกรรมเรอเนซองส์ฟื้นฟู เป็นต้น
ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึง 19 เป็นช่วงเวลาของการขยายอาณานิคมโดยประเทศในทวีปยุโรปตะวันตกขณะเดียวกับเกิดการฟื้นฟูความสนใจทางคริสต์ศาสนาโดยเฉพาะในประเทศอังกฤษที่หันกลับไปมีความสนใจในนิกายโรมันคาทอลิกมากขึ้น นอกจากนั้นความเจริญเติบโตทางอุตสากรรมทำให้เกิดการขยายตัวของชุมชน ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดมีความต้องการในสิ่งก่อสร้างทางศาสนาเพิ่มมากขึ้น ลักษณะสถาปัตยกรรมกอธิคเป็นลักษณะที่สถาปนิกสมัยฟื้นฟูเชื่อกันว่าเป็นลักษณะที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างมหาวิหารทั้งในทวีปยุโรปเองและในประเทศที่อยู่ในเครืออาณานิคมที่ปกครอง
ตัวอย่างของมหาวิหารแบบกอธิคฟื้นฟูก็ได้แก่ มหาวิหารลิเวอร์พูล (Liverpool Cathedral) ที่อังกฤษ มหาวิหารเซ็นต์จอห์นดิไวน์ (Cathedral of Saint John the Divine) ที่นิวยอร์ก และมหาวิหารเซ็นต์แพททริค (St Patrick's Cathedral) ที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย
สถาปัตยกรรมสมัยนี้มิได้เป็นการฟื้นฟูสถาปัตยกรรมกอธิคไปทั้งหมด เช่น มหาวิหารเวสท์มินสเตอร์ (Westminster Cathedral) ที่กรุงลอนดอนซึ่งเป็นมหาวิหารของนิกายโรมันคาทอลิกที่มีอาร์ชบิชอบเวสท์มินสเตอร์เป็นประมุข มหาวิหารเวสท์มินสเตอร์เป็นสถาปัตยกรรมลักษณะลูกผสม ที่ส่วนใหญ่จะเป็นสถาปัตยกรรแบบไบแซนไทน์โดยมีการตกแต่งด้วยกำแพงหลากสี โดม และมีหอระฆังสูงแบบอิตาลี สถาปัตยกรรมของมหาวิหาร Mary, Queen of the World ที่ประเทศแคนาดา เป็นสถาปัตยกรรมแบบเรอเนซองส์ฟื้นฟูที่สร้างเลียนแบบมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่กรุงโรม
สถาปัตยกรรมสมัยใหม่
ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 สิ่งก่อสร้างทางคริสต์ศาสนายังเลียนแบบสถาปัตยกรรมยุคกลางแต่ ปอก รายละเอียดออกจนมีลักษณะเกลี้ยงและมักจะใช้อิฐเป็นวัสดุก่อสร้างแทนที่จะเป็นหินอย่างที่เคยทำกันมา ตัวอย่างคือมหาวิหารกิลฟอร์ด (Guildford Cathedral) ที่อังกฤษ หรือ มหาวิหารอาร์มิเดล (Armidale Cathedral) ที่ประเทศออสเตรเลีย
หลัง สงครามโลกครั้งที่สอง สถาปนิกก็ละทิ้งรูปทรงสถาปัตยกรรมแบบที่เคยทำกันมาเมื่อสร้างมหาวิหารโคเวนทรี (Coventry Cathedral) ใหม่แทนมหาวิหารเดิมที่ถูกลูกระเบิดทำลายไป มหาวิหารเดิมเคยเป็นวัดประจำท้องถิ่นมาก่อนที่จะได้เลื่อนขึ้นเป็นมหาวิหาร สิ่งที่มิได้ถูกทำลายคือยอดแหลม มหาวิหารโคเวนทรีใหม่เป็นแผงอิฐสลับกับหน้าต่างประดับกระจกสีเพื่อให้สิ่งก่อสร้างใหม่เป็นสัญญลักษณ์ของความเชื่อมต่อกับมหาวิหารเก่าโดยมิได้ลอกเลียนของเดิม
มหาวิหารลิเวอร์พูล (Liverpool Metropolitan Cathedral) ออกแบบโดยเซอร์เฟรดเดอริค กิบเบิร์ด (Sir Frederick Gibberd) ที่สร้างในศตวรรษที่ 20 เป็นสิ่งก่อสร้างกลมใหญ่เป็นผังแบบศูนย์กลางเป็นและมีบริเวณศักดิ์สิทธิ อยู่กลางวัดแทนที่จะอยู่ท้ายวัดทางบริเวณพิธีตามที่ทำกันมา โครงสร้างนี้เป็นผลโดยตรงจากปรัชญาที่มาจากการประชุมสภาวาติกันครั้งที่สองเมื่อปี ค.ศ. 1962 (Second Vatican Council) ที่เน้นให้ผู้เข้าร่วมพิธีเป็นส่วนหนึ่งของคริสต์ศาสนพิธีมิใช่เพียงแต่เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์อย่างที่เคยทำกันมา
มหาวิหารที่เป็นตัวอย่างสำคัญของสถาปัตยกรรมในบางลักษณะในบางประเทศ
ความประสงค์ของตัวอย่างข้างล่างก็เพื่อแสดงลักษณะสถาปัตยกรรมการก่อสร้างหรือการออกแบบของมหาวิหารบางแห่งที่มีลักษณะเด่นและน่าสนใจของแต่ละสมัยและของบางประเทศ มิใช่เป็นการบรรยายรายละเอียดของมหาวิหารทุกแห่งทุกประเทศ มหาวิหารแต่ละแห่งที่บรรยายจะกล่าวถึง ผัง ด้านตะวันตกหรือด้านหน้า ด้านตะวันออกหรือด้านท้ายวัด หอเหนือจุดตัดระหว่างแขนกางเขนกับทางเดินกลาง ทัศนศิลป์ที่ใช้เป็นการสอนเรื่องราวในคริสต์ศาสนา และ สิ่งที่แตกต่างไปจากมหาวิหารอื่นเช่นแสง เงา การตกแต่ง และรายละเอียด และสาเหตุที่สิ่งก่อสร้างนั้นแตกต่างจากสิ่งก่อสร้างอื่นในท้องถิ่นเดียวกัน
ข้อควรระวังคือลักษณะของแต่ละมหาวิหารที่กล่าวถึงมักจะไม่เป็นสถาปัตยกรรมลักษณะใดลักษณะหนึ่งล้วนๆ เพราะมหาวิหารส่วนใหญ่จะใช้เวลาสร้าง หรือขยายต่อเติมเป็นเวลาหลายร้อยๆ ปี ซึ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลงมากบ้างน้อยบ้างไปตามสมัยของสถาปัตยกรรม
การเปรียบเทียบลักษณะมหาวิหารที่กล่าวถึงข้างล่างใช้คำบรรยายจาก ลักษณะสถาปัตยกรรม ของแบนนิสเตอร์ เฟล็ทเชอร์เป็นหลัก
ประเทศอิตาลี
มหาวิหารปิซา (ภาษาอังกฤษ: Cathedral of Pisa) เป็นสิ่งก่อสร้างที่ซับซ้อนและเป็นส่วนหนึ่งของ จตุรัสปาฏิหาริย์ (ภาษาอังกฤษ: Campo dei Miracoli) ถือว่าเป็นสัญญลักษณ์ของมหาวิหารอิตาลีที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบโรมันเนสก์อย่างแท้จริง มหาวิหารสร้างระหว่างปี ค.ศ. 1063 ถึงปี ค.ศ. 1092 โดยมีการเพิ่มเติมลักษณะกอธิคเข้าไปบ้าง ลักษณะต่างที่ใช้สร้างมหาวิหารปิซายังคงใช้ในการสร้างสิ่งก่อสร้างในอิตาลีมาจนถึงสมัยบาโรก แบนนิสเตอร์ เฟล็ทเชอร์บรรยายถึงมหาวิหารนี้ว่าเป็น มหาวิหารที่สวยที่สุดในลักษณะโรมันเนสก์ ที่มี เอกลักษณ์ที่เด่น และมี ความสวยและความละเอียดอ่อนของสิ่งตกแต่ง
สรุปลักษณะสำคัญของมหาวิหารปิซา
- ผังเป็นแบบกางเขนอย่างชัดเจน
- ทางท้ายวัดเป็นมุขโค้งครึ่งวงกลมโดยไม่มีจรมุขหรือทางเดินล้อมรอบมุข
- เหนือจุดตัดระหว่างทางเดินกลางและแขนกางเขนเป็นโดมรูปไข่แทนที่จะกลม ซึ่งเป็นลักษณะแปลกและสามารถทำให้ผสมกับศิลปะบาโรกได้อย่างกลมกลืน
- แต่ละองค์ประกอบแต่ละส่วนจะแยกจากกันออกมาอย่างชัดเจนโดยใช้วิธียื่นและถอยและเส้นตัด สิ่งตกแต่งใช้เป็นเครื่องแยกองค์ประกอบแต่ละส่วนแทนที่จะพยายามทำให้แต่ละส่วนกลืนเข้าด้วยกัน แนงดิ่งจะถูกแยกโดยใช้แนวขวาง คูหาภายในแยกจากหน้าต่างชั้นบนโดยใช้บัวคอร์นิช
- การใช้สอยต่างๆ ภายในวัดจะแยกจากกันโดยการแยกสิ่งก่อสร้าง เช่นหอระฆัง (Campanile) ที่แยกออกมาต่างหาก หอล้างบาป (Baptistry) ก็สร้างเป็นสิ่งก่อสร้างอิสระใหญ่โตจากตัวมหาวิหาร ทั้งนี้เป็นเพราะดินในประเทศอิตาลีบางครั้งจะทรุดและบางครั้งก็มีภัยจากแผ่นดินไหวมากกว่าประเทศอื่นในยุโรป ถ้ารวมสิ่งก่อสร้างเข้าด้วยกันเมื่อมีเหตุการณ์ร้ายอย่างน้อยก็อาจจะมีอะไรเหลืออยู่บ้าง
- ซุ้มโค้งเป็นสิ่งตกแต่งที่เด่นมาก เป็นแถบสองสีแนวนอนตัดกันรอบมหาวิหาร หอระฆัง และหอล้างบาป โดยเฉพาะหอระฆังที่ใช้แถบแยกชั้นเป็นแปดชั้นจากกัน การตกแต่งลายขวางสลับสีกลายมาเป็นแบบที่เรียกว่า ลักษณะปิซา ซึ่งเป็นลักษณะที่เห็นในการก่อสร้างวัดบางวัดในบริเวณทัสเคนี
- ลักษณะสถาปัตยกรรมได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะโรมันซึ่งประกอบด้วยเสาโครินเธียน
- การตกแต่งด้วยสีสรรค์ ที่เป็นแถบตัดกันระหว่างหินอ่อนสีเขียวเข้ม เทา และ แดงทำให้สิ่งก่อสร้างดูสวยงามขึ้น
- ทัศนศิลป์ที่ใช้ก็สื่อเรื่องราวทางคริสต์ศาสนาก็มีโมเสกเหนือมุข รูปปั้นในแผ่นกรอบสี่เหลี่ยม เช่นรูปปั้นรอบธรรมมาสน์แปดเหลี่ยม หรือช่องแผ่นบนบานประตูสัมฤทธิ์
เนื้อหาส่วนนี้ย่อมาจาก: แบนนิสเตอร์ เฟล็ทเชอร์และ ลารูส
ตัวอย่างมหาวิหารอื่นๆ ในประเทศอิตาลี:
ประเทศฝรั่งเศส
มหาวิหารอาเมียง (ภาษาอังกฤษ: Amiens Cathedral) เป็นมหาวิหารแบบกอธิคที่สร้างระหว่างปี ค.ศ. 1220 และปี ค.ศ. 1288 เป็นมหาวิหารที่เป็นตัวอย่างของลักษณะโดยทั่วไปของมหาวิหารทางภาคเหนือของฝรั่งเศส วิม สวอนกล่าวว่า ที่ทางเดินกลางของอาเมียง, โครงสร้างกอธิคและการใช้ศิลปะคลาสสิค, (ที่ใช้)ยกพื้นสามชั้นที่ทำที่มหาวิหารชาร์ทร, ทำให้(สิ่งก่อสร้างมีลักษณะ)สมบูรณ์แบบ
ด้านหลังรายด้วยกำแพงค้ำยันแบบปีกรอบจรมุขที่ยื่นออกมาทางตะวันออก เหนือจุดตัดเป็นยอดแหลมปรุที่เรียกว่า fleche |
สรุปลักษณะสำคัญของมหาวิหารอาเมียง
- ผังแบบกางเขนแต่แขนขวางไม่ยาวไปกว่าตัววัดทำให้มีลักษณะตัน
- ด้านหลังมีมุขโค้งล้อมรอบด้วยคูหาสวดมนต์กระจายออกมาจากมุขที่เรียกว่า chevet
- เน้นความสูง มีกำแพงค้ำยันแบบปีก (flying buttresses) ด้านข้างและด้านหลังรอบ chevet ที่รับน้ำหนักกำแพงและเพดานโค้งแบบกอธิค
- เหนือจุดตัดระหว่างทางเดินกลางและแขนกางเขนเป็นยอดแหลมแบบเปิดที่เรียกว่า fleche
- ส่วนต่างๆ ของสิ่งก่อสร้างกลมกลืนต่อเนื่องกันโดยใช้องค์ประกอบของสถาปัตยกรรมเป็นตัวเชื่อม เส้นที่ใช้จะแล่นส่งต่อกันไปเช่นเสาที่เริ่มจากพื้นต่อตรงขึ้นไปถึงซุ้มโค้ง หน้าต่างชั้นบน และเรื่อยเลยขึ้นไปถึงสันภายใต้เพดานโค้ง
- ด้านหน้ามีประตูขนาดใหญ่สามประตูที่ตกแต่งด้วยกลุ่มรูปปั้นขนาบข้างและล้อมรอบ มีหอใหญ่สองหอเหนือประตูซ้ายและขวา และหน้าต่างกุหลาบตรงกลาง
- ด้านหน้าแบ่งตามนอนและตามขวางเป็นช่องๆทำให้เกิดเงาที่สาดลงไปทั้งดิ่งและขวางพร้อมกัน
- การตกแต่งที่เด่นก็ได้แก่การแกะสลักหินละเอียดจนเหมือนลูกไม้ด้านหน้า และ บนกำแพงค้ำยันแบบปีกที่ล้อมรอบมหาวิหาร
- ทัศนศิลป์ที่ใช้ก็สื่อเรื่องราวก็มี หน้าต่างประดับกระจกสี รูปปั้นบนและรอบประตูหน้าวัด รูปปั้นบนด้านหน้าของวัด และรูปปั้นนูนภายในวัดเป็นฉากๆ รอบและใกล้บริเวณคริสต์ศาสนพิธีที่เป็นประวัติของนักบุญ เช่นเรื่องของจอห์น แบ็พทิสต์
เนื้อหาส่วนนี้ย่อมาจาก: แบนนิสเตอร์ เฟล็ทเชอร์ลารูสและ สวอน
ตัวอย่างมหาวิหารอื่นๆ ในประเทศฝรั่งเศส:
ประเทศอังกฤษ
มหาวิหารลิงคอล์น (ภาษาอังกฤษ: Lincoln Cathedral) เริ่มสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1074 และมาเสร็จราวปี ค.ศ. 1540 เป็นมหาวิหารแบบอังกฤษทั้งรูปแบบและความหลากหลายของสถาปัตยกรรม อเลค คลิฟตัน-เทย์เลอร์บรรยายว่า เมื่อพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว (มหาวิหารลิงคอล์น)ก็เป็นมหาวิหารที่เลิศมากที่สุดในอังกฤษ
หน้าต่างกุหลาบทางด้านแขนกางเขน |
สรุปลักษณะสำคัญของมหาวิหารลิงคอล์น
- ผังเป็นกางเขนสองชั้น (double cross) แขนกางเขนแรกกางยื่นออกไป แขนกางเขนสองใกล้บริเวณพิธีมีมุขชาเปล ระเบียงสร้างอิสระจากตัววัด และหอประชุมสงฆ์เป็นสิบเหลี่ยมหนุนด้วยกำแพงค้ำยันแบบปีกขนาดใหญ่
- ด้านหลังวัดเป็นสี่เหลี่ยมตกแต่งด้วยหน้าต่างประดับกระจกสีขนาดใหญ่เป็นลวดลายเรขาคณิต
- ภายในเน้นความยาวและแนวนอน เส้นดิ่งของคูหาโค้ง คูหาชั้นบนเหนือทางเดินกลาง (triforium) และหน้าต่างชั้นบน (clerestorey) ทำให้เด่นด้วยเส้นขวางตลอดแนว บนเพดานโค้งแหลมมีสันนูนแล่นตลอดแนวทำให้ดึงสายตาตามแนวเพดานไป
- เหนือจุดตัดระหว่างทางเดินกลางและแขนกางเขนเป็นหอใหญ่สูง 270 ฟุตซึ่งรองรับยอดมาร่วมสามร้อยปีแล้ว
- ด้านหน้าให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่แต่ไม่คล้องจองกัน จั่วและหอสูงสองหอที่พุ่งขึ้นมาเป็นการก่อสร้างคนละสมัย -- นอร์มัน (โรมาเนสก์) และกอธิค -- อยู่หลังฉากกอธิคมหึมาที่เต็มไปด้วยรูปปั้นที่ประกบด้วยหอแหลมสองหอทางตอนปลายที่ใหญ่พอที่จะทำเป็นหอหลักได้ ตรงกลางเป็นโค้งใหญ่สามโค้งรอบหน้าต่าง และมีประตูแบบนอร์มัน
- หอเน้นความสูงมีกำแพงค้ำยันหลายเหลี่ยมค้ำทำให้เกิดเงาดิ่งเวลาพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก ซุ้มโค้งที่เว้าลึกเข้าไปก็ทำให้เกิดเงาเช่นเดียวกันขณะที่ความใหญ่ของฉากรูปปั้นด้านหน้าทำให้ลดความรู้สึกว่าสูงลง
- การตกแต่งที่เด่นภายในคือความตัดกันของบัวหินอ่อนสีมืดและสันตัดกับหินสีอ่อนของตัววัด การย้ำการใช้ซุ้มโค้งไม่เฉพาะแต่ซุ้มโค้งสองข้างทางเดินกลางแต่คูหาโค้งเล็กตลอดแนวผนังสองข้างด้วย และ การใช้เพดานโค้งแหลมแบบสัน (rib vault) ซ้อนกัน การย้ำรูปทรงง่ายๆ นี้จะเห็นได้จากการตกแต่งฉากหน้าวัดและการจัดหน้าต่างด้วย
- ทัศนศิลป์ที่ใช้ก็สื่อเรื่องราวก็มี หน้าต่างประดับกระจกสี และรูปแกะสลัก แต่ส่วนใหญ่ถูกทำลายไปมากระหว่างสมัยยุบอาราม ในรัชสมัยของพระเจ้าเฮนรีที่ 8
เนื้อหาส่วนนี้ย่อมาจาก: แบนนิสเตอร์ เฟล็ทเชอร์ลารูสและ คลิฟตัน-เทย์เลอร์
ตัวอย่างมหาวิหารอื่นๆ ในประเทศอังกฤษ:
มหาวิหารเดอแรม - มหาวิหารโรมาเนสก์มองจากระเบียง จะเห็นหอที่ดูหนักและ เทอะทะ ตกแต่งด้วยซุ้มโค้งมน | มหาวิหารยอร์ค - หน้าต่างกุหลาบบนจั่ว | มหาวิหารกลอสเตอร์ - คูหาสวดมนต์ Lady chapel ด้านตะวันออกที่ล้อมรอบด้วยหน้าต่างจนเหมือนห้องกระจก | มหาวิหารวูสเตอร์ - จากธรรมาสน์มองผ่านฉากที่กั้นระหว่างบริเวณสงฆ์ไปสู่แท่นบูชาภายใน |
ประเทศเยอรมนี
มหาวิหารเวิมส์ (ภาษาอังกฤษ: Worms Cathedral) เป็นมหาวิหารแบบโรมาเนสก์ที่สร้างระหว่างปี ค.ศ. 1110 ถึงปี ค.ศ. 1181 มหาวิหารเวิมส์ มหาวิหารสเปเยอร์ (Cathedrals of Speyer) และมหาวิหารไมซ์ (Cathedrals of Mainz) ถือกันว่าเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมโรมาเนสก์ยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของเยอรมนีและมีเอกลักษณ์พิเศษที่แบนนิสเตอร์ เฟล็ทเชอร์บรรยายว่าเป็น ลักษณะที่สวยเหมือนรูป ลักษณะนี้ต่อมาสถาปัตยกรรมแบบบาโรกนำเอาไปเป็นแบบอย่างในการสร้างวัดแบบบาโรก
ทางสู่กางเขนรายสองข้างทางเดินข้าง |
สรุปลักษณะสำคัญของมหาวิหารเวิรมส์
- ผังเป็นกางเขนแปลง แขนกางเขนยื่นออกไปเล็กน้อย ทางเข้าแทนที่จะอยู่ด้านตะวันตกไปอยู่ทางใต้
- ด้านตะวันออกมีมุขโค้งแต่ไม่มีจรมุข (ambulatory) และทางตะวันตกมีมุขเตี้ยซึ่งเป็นลักษณะโดยเฉพาะของโรมาเนสก์แบบเยอรมัน ซึ่งอาจจะมีอิทธิพลมาจากการสร้างหอศีลจุ่มที่ี่เป็นอิสระจากตัววัด
- เหนือจุดตัดระหว่างทางเดินกลางและแขนกางเขนเป็นหอเตี้ยแปดเหลี่ยม ตัววัดมีหอใหญ่สองหอด้านหน้าและอีกสองหอด้านหลัง แต่ละหอก็มียอดแหลมเป็นโคนและแปดเหลี่ยม
- ส่วนประกอบต่างๆ ของมหาวิหารจะใหญ่หนักแต่ละส่วนจะชัดเจนแต่เมื่อมองรวมกันจะคล้องจองกัน การจัดกลุ่มจะเน้นทรงเรขาคณิตและความเป็นสามมิติ
- ทางเข้าเป็นแบบกอธิคที่ตกแต่งอย่างสวยงามประกบสองข้างด้วยคูหาสวดมนต์ซึ่งเป็นการเน้นความสำคัญของสิ่งก่อสร้าง เพราะวัดไม่มีด้านหน้าจึงไม่มีการตกแต่งด้านหน้าอย่างวัดอื่น เป็นการเน้นการมองสิ่งก่อสร้างทั้งชิ้นรวมอย่างกันอย่างอ็อบเจกต์สามมิติ
- แสงอาทิตย์สามารถส่องลงมาบนกำแพงวัดโดยไม่มีสิ่งตกแต่งกีดขวางเป็นการเน้นตัวสิ่งก่อสร้างมากกว่าเครื่องตกแต่ง
- ภายนอกตกแต่งอย่างง่ายๆ ด้วยเสาอิง และซุ้มบอด (blind arcading) เช่นเดียวกับการตกแต่งของมหาวิหารปิซาที่ประเทศอิตาลี
- การตกแต่งภายในเน้นช่องว่างและความโปร่งมากกว่าจะใช้สิ่งตกแต่งที่รุงรัง ยกเว้นแท่นบูชา
- ทัศนศิลป์ที่ใช้ก็สื่อเรื่องราวก็แท่นบูชาแบบบาโรกซึ่ง ระเบิด ออกมาจากมุขด้านตะวันออกยั้วเยี้ยไปด้วยด้วยรูปปั้นและยุวเทพ
เนื้อหาส่วนนี้ย่อมาจาก: แบนนิสเตอร์ เฟล็ทเชอร์ลารูส และ โทมาน (Toman)
ตัวอย่างมหาวิหารอื่นๆ ในประเทศเยอรมนี:
มหาวิหารอาเคิน |
ประเทศสเปน
มหาวิหารเบอร์โกส (ภาษาอังกฤษ: Burgos Cathedral) เริ่มสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1221 เป็นสถาปัตยกรรมหลายแบบตามที่แบนนิสเตอร์ เฟล็ทเชอร์บรรยายว่าเป็น มหาวิหารของเสปนที่มีอรรถรสที่สุด (the most poetic of Spanish cathedrals)
มองขึ้นไปบนโดมแปดเหลี่ยมลักษณะการตกแต่งแบบมัวร์ |
สรุปลักษณะสำคัญของมหาวิหารเบอร์โกส
- ผังเป็นกางเขนที่มีทางเดินกลางค่อนข้างกว้าง ผังภายในจะสลับซับซ้อนด้วยคูหาสวดมนต์ที่ผนวกกับตัววัดไปทั่วไปทุกมุมแต่ไม่เห็นชัดจากภายนอกเพราะมีวังของบาทหลวงสร้างติดด้านใต้ของวัดบัง
- ด้านหลังมีมุขโค้งล้อมรอบด้วยคูหาสวดมนต์กระจายออกมาจากมุขที่เรียกว่า chevet แบบฝรั่งเศส คูหาสวดมนต์ใหญ่ในบริเวณนี้ที่ควรจะกล่าวถึงคือ Capilla del Condestable
- ภายในที่น่าสนใจที่สุดคือทางเดินที่กว้างและโครงสร้างมีลักษณะโปร่ง
- การจัดแต่งภายในเป็นลักษณะของมหาวิหารสเปนที่จะเอาคริสต์พิธีมณฑล (Choir) ไว้ทางด้านตะวันตกของแขนกางเขนแทนที่จะเป็นทางตะวันออกเช่นประเทศอื่น
- เหนือจุดตัดระหว่างทางเดินกลางและแขนกางเขนเป็น หอโคมไฟ (lantern tower)
- ภายนอกไม่สามารถมองสิ่งก่อสร้างทั้งหมดพร้อมกันทีเดียวได้นอกจากจะมองจากไกลๆ ซึ่งจะเห็นหอมหึมาสองหอและหอโคมไฟและยอดแหลมของ Capilla del Condestable ซึ่งเป็นโครงร่างที่น่าดู
- ด้านหน้าสร้างแบบทางเหนือของฝรั่งเศสแต่จะเห็นความแตกต่างระหว่างบริเวณที่มีการตกแต่งกับบริเวณที่เรียบของพื้นผิวของสิ่งก่อสร้าง
- หอใหญ่โตสองหอมียอดแหลมตกแต่งด้วยลายฉลุแบบเยอรมันี
- นอกจาก facade ด้านหน้าวัดแล้วก็ยังมีอีกสอง facade ที่ปลายสองข้างของแขนกางเขน แต่ละ facade ก็มีประตูที่แกะสลักอย่างวิจิตร
- การตกแต่งมีความหลากหลายรวมทั้งกอธิคแบบเยอรมันีและฝรั่งเศสพร้อมด้วยโค้งครึ่งวงกลมจากโรมานเนสก์ ลวดลายแบบมัวร์ และที่ประตูกลางเป็นมีจั่วแบบเรอเนสซองซ์ สิ่งที่น่าสนใจคือฉากใหญ่สองฉากที่ดูคล้ายหน้าต่างฉลุ
- ทัศนศิลป์ที่ใช้ก็สื่อเรื่องราวก็มี รูปปั้น หน้าต่างประดับกระจกสี และภาพเขียน
เนื้อหาส่วนนี้ย่อมาจาก: แบนนิสเตอร์ เฟล็ทเชอร์และ ลารูส
ตัวอย่างมหาวิหารอื่นๆ ในประเทศสเปน:
บาซิลิกาซากราดาแฟมมิเลีย (Sagrada Família) ที่ บาร์เซโลนา |
เครดิต www.wikipedia.com
Gift Store
Book Store



