คณะนี้เรียนอะไร!!!? มาดูกัน!!!!
บอร์ดแอดมิชชั่น > คณะนิเทศศาสตร์/วารสารศาสตร์ เลขกระทู้ 2392928 เข้าชม 754 ตอบ 1 คะแนนโหวต 1

- Name : Tangkwa'z < My.iD >
[ IP : 171.7.103.32 ] - Email / Msn: tangkwacoz(แอท)hotmail.com
- วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2555 / 21:29
คณะนี้เรียนอะไร ?
คณะนิเทศศาสตร์ จะศึกษาเกี่ยวกับศิลปะในการสื่อสาร โดยให้ความสำคัญกับทุกองค์ประกอบของการสื่อสาร ทั้งผู้ส่งสาร สาร สื่อ และผู้รับสาร คณะการสื่อสารมวลชนจะแตกต่างกับคณะนิเทศศาสตร์ตรงที่ การสื่อสารมวลชนจะมุ่งศึกษาการสื่อสารไปยังคนหมู่มาก แต่นิเทศศาสตร์จะครอบคลุมการสื่อสารทุกประเภท ทั้งแบบตัวต่อตัว การสื่อสารภายในกลุ่ม และการสื่อสารไปยังคนจำนวนมาก ส่วนคณะวารสารศาสตร์และการสื่อสารมวลชนนั้น แม้ชื่อจะออกแนวๆ สื่อสิ่งพิมพ์ แต่จริงๆ แล้วก็จะมีขอบเขตการศึกษามากมายครอบคลุมถึงสื่ออื่นๆ ด้วย ปัจจุบันแม้ทั้งสามคณะจะมีชื่อต่างกัน แต่สาขาวิชาที่เปิดสอนก็ไม่แตกต่างกันมากมาย
สาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์
สาขาภาพยนต์และวิดีทัศน์
สาขาวารสารศาสตร์
สาขาสื่อสารการตลาด
สาขาสื่อสารการแสดง
สาขามัลติมิเดีย
สาขาที่มีคนเรียนมากที่จะมีจำนวนคนเรียนมากที่สุดและทุกมหาลัยจะต้องมีคือ สาขาประชาสัมพันธ์
แต่ประเด็นหลักที่จะนำเสนอคือ เรียนนิเทศ จะตกงานจริงรึเปล่า
-- คณะนิเทศศาสตร์ในปัจจุบัน มีอัตราการเรียนของนักศึกษาทั่วประเทศที่เรียน มีจำนวนประมาณมากถึง 82000 คนต่อปีที่จบออกมา ประมาณ 20000 กว่าคนไม่ต้องการทำงานในสายอาชีพนี้ เพราะอาจจะมีงานในด้านอื่นๆเพื่อไปประกอบอาชีพ จึงเหลืออัตราคนแข่งกันกันในงานสื่อสารมวลชนประมาณ 60000 กว่าคน แต่อัตราการรับเข้าทำงานขององค์กรและบริษัทด้านงานสื่อสารมวลชลทั่วประเทศมีอัตราการรับเข้าทำงานได้เพียง ประมาณ 35000 คนต่อปีเท่านั้น
อัตราการแข่งขันในประมาณทุกปีจะอยู่ที่ประมาณ 60000/35000 คน 2/1 ในการที่จะแข่งขันเข้าทำงาน
แต่ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา คณะนิเทศศาสตร์ มีคนเรียนและสนใจน้อยลง กว่า 30 เปอเซนต์
เป็นเพราะค่านิยมที่คณะนี้ถูกมองว่าจบออกมาหางานยากมากขึ้น
ซึ่งท่ามองอีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีเพราะ อัตราการแข่งขันในการทำงานจะมีน้อยลง
สถาบันที่จบออกมาจะเป็นส่วนสำคัญรึเปล่าในการทำงาน
สถาบันที่จบออกมามีส่วนมากเลยทีเดียว ยกตัวอย่างบริษัทเวิคพ้อย ของคุณปัญญา ท่าสำรวจบุคลากรกันจริงๆกว่า 70 เปอเซ็นเป็นเด็ก จุฬา และ มธ
ส่วนบริษัทหนังค่ายใหญ่ๆต่างๆ บุคลากรส่วนใหญ่เป็นเด็กเอกชนชะเยอะ
อาจจะทั้งจากมกรุงเทพและมรังสิต เป็นต้น
แต่ยังมีบริษัทอื่นๆอีกทั้งค่ายเพลง ค่ายทีวี ค่ายวิทยุ องค์กรสื่อสารมวลชน หนังสือพิมพ์สิ่งพิมพ์ต่างๆอีกมากมาย ที่มีบุคลากรจากทุกๆมหาลัย กระจายกำลังการทำงานอยู่
ส่วนค่าตอบแทนในการเข้าทำงานโดยส่วนใหญ่โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 9000 -15000 บาท
แต่อีกกว่า 30 เปอเซ็น กลับมีรายได้ในการทำงานอย่างเป็นกอบเป็นกำ จากงาน Evetจัดบูทกิจกรรมบ้าง มีการทำรายได้จากหนังภาพยนต์ รายการทีวี เป็นต้น
คณะนิเทศศาสตร์จึงเป็นคณะที่นักศึกษาท่าอยากจะประสบความสำเร็จจำเป็นต้องมีความพยายามในทุกๆด้านและความคิดสร้างสรรค์
เรามาเจาะมหาลัยที่เด่นในด้านนี้กันบ้างทั้งรัฐบาลและเอกชน
1.จุฬา มธ มชแน่นอนว่าเด็กจากที่นี้ท่าจบออกมาจากรัฐบาลย่อมมีดีกรี และภาษีค่อนข้างดี อย่างแน่นอน
แต่บางทีการทำงานของเด็กรัฐบาลอาจจะสู้เด็กเอกชนในเรื่องการใช้เครื่องมือ ไม่ได้ แต่ในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ หรือ การวางแผนในเรื่องต่างๆ เด็กมรัฐบาลยังทำได้ดีเลยทีเดียว
2.มหาลัยเอกชน ในด้านนี้ ท่าพูดกันจริงๆจะมี 2 ยักษ์ใหญ่อยู่ 2 มหาลัยที่เด่นคือ มกรุงเทพ และ มรังสิต
มกรุงเทพ เป็นที่ปฏิเสษไม่ได้ว่ามหาลัยนี้เค้ามีดีจริงๆ ท่าอุปกรณ์การเรียนที่ทันสมัย และ ครบวงจรอย่างแท้จริง แต่ข้อเสียของมกรุงเทพ คือจำนวนของนักศึกษาที่เรียนบางทีอาจจะมากเกินไป ทำให้การเข้าถึงอาจารย์และการใช้อุปกรณ์อาจจะทำให้เป็นอุปสรรคบ้างเล็กน้อย
มรังสิต มหาลัยนี้จะเด่นในเรื่องของลองของลุยงานกันจริงๆ ตั้งแต่ปี1 กันเลยทีเดียว เด็กที่จบออกมาจากที่นี้จีงมีคุณภาพ ในเรื่องของการทำงานเป็นในทุกๆด้าน และอีก 1-2 ปี มหาลัยรังสิต กำลังจะมีตึกนิเทศใหม่ที่ครบวงจรและทันสมัยที่สุดมีทุนสร้างกว่า 600 ล้านบาท ข้อเสียของมหาลัยนี้คือ อุปกรณ์ในระยะหลังๆมักขะชำรุดเสียหายบ่อยจากนักศึกษารุ่นพี่ที่เคยได้ใช้กันไว้ และค่าซ่อมบำรุงมักจะมีราคาสูงมาก
คณะนิเทศศาสตร์ จะศึกษาเกี่ยวกับศิลปะในการสื่อสาร โดยให้ความสำคัญกับทุกองค์ประกอบของการสื่อสาร ทั้งผู้ส่งสาร สาร สื่อ และผู้รับสาร คณะการสื่อสารมวลชนจะแตกต่างกับคณะนิเทศศาสตร์ตรงที่ การสื่อสารมวลชนจะมุ่งศึกษาการสื่อสารไปยังคนหมู่มาก แต่นิเทศศาสตร์จะครอบคลุมการสื่อสารทุกประเภท ทั้งแบบตัวต่อตัว การสื่อสารภายในกลุ่ม และการสื่อสารไปยังคนจำนวนมาก ส่วนคณะวารสารศาสตร์และการสื่อสารมวลชนนั้น แม้ชื่อจะออกแนวๆ สื่อสิ่งพิมพ์ แต่จริงๆ แล้วก็จะมีขอบเขตการศึกษามากมายครอบคลุมถึงสื่ออื่นๆ ด้วย ปัจจุบันแม้ทั้งสามคณะจะมีชื่อต่างกัน แต่สาขาวิชาที่เปิดสอนก็ไม่แตกต่างกันมากมาย
สาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์
สาขาภาพยนต์และวิดีทัศน์
สาขาวารสารศาสตร์
สาขาสื่อสารการตลาด
สาขาสื่อสารการแสดง
สาขามัลติมิเดีย
สาขาที่มีคนเรียนมากที่จะมีจำนวนคนเรียนมากที่สุดและทุกมหาลัยจะต้องมีคือ สาขาประชาสัมพันธ์
แต่ประเด็นหลักที่จะนำเสนอคือ เรียนนิเทศ จะตกงานจริงรึเปล่า
-- คณะนิเทศศาสตร์ในปัจจุบัน มีอัตราการเรียนของนักศึกษาทั่วประเทศที่เรียน มีจำนวนประมาณมากถึง 82000 คนต่อปีที่จบออกมา ประมาณ 20000 กว่าคนไม่ต้องการทำงานในสายอาชีพนี้ เพราะอาจจะมีงานในด้านอื่นๆเพื่อไปประกอบอาชีพ จึงเหลืออัตราคนแข่งกันกันในงานสื่อสารมวลชนประมาณ 60000 กว่าคน แต่อัตราการรับเข้าทำงานขององค์กรและบริษัทด้านงานสื่อสารมวลชลทั่วประเทศมีอัตราการรับเข้าทำงานได้เพียง ประมาณ 35000 คนต่อปีเท่านั้น
อัตราการแข่งขันในประมาณทุกปีจะอยู่ที่ประมาณ 60000/35000 คน 2/1 ในการที่จะแข่งขันเข้าทำงาน
แต่ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา คณะนิเทศศาสตร์ มีคนเรียนและสนใจน้อยลง กว่า 30 เปอเซนต์
เป็นเพราะค่านิยมที่คณะนี้ถูกมองว่าจบออกมาหางานยากมากขึ้น
ซึ่งท่ามองอีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีเพราะ อัตราการแข่งขันในการทำงานจะมีน้อยลง
สถาบันที่จบออกมาจะเป็นส่วนสำคัญรึเปล่าในการทำงาน
สถาบันที่จบออกมามีส่วนมากเลยทีเดียว ยกตัวอย่างบริษัทเวิคพ้อย ของคุณปัญญา ท่าสำรวจบุคลากรกันจริงๆกว่า 70 เปอเซ็นเป็นเด็ก จุฬา และ มธ
ส่วนบริษัทหนังค่ายใหญ่ๆต่างๆ บุคลากรส่วนใหญ่เป็นเด็กเอกชนชะเยอะ
อาจจะทั้งจากมกรุงเทพและมรังสิต เป็นต้น
แต่ยังมีบริษัทอื่นๆอีกทั้งค่ายเพลง ค่ายทีวี ค่ายวิทยุ องค์กรสื่อสารมวลชน หนังสือพิมพ์สิ่งพิมพ์ต่างๆอีกมากมาย ที่มีบุคลากรจากทุกๆมหาลัย กระจายกำลังการทำงานอยู่
ส่วนค่าตอบแทนในการเข้าทำงานโดยส่วนใหญ่โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 9000 -15000 บาท
แต่อีกกว่า 30 เปอเซ็น กลับมีรายได้ในการทำงานอย่างเป็นกอบเป็นกำ จากงาน Evetจัดบูทกิจกรรมบ้าง มีการทำรายได้จากหนังภาพยนต์ รายการทีวี เป็นต้น
คณะนิเทศศาสตร์จึงเป็นคณะที่นักศึกษาท่าอยากจะประสบความสำเร็จจำเป็นต้องมีความพยายามในทุกๆด้านและความคิดสร้างสรรค์
เรามาเจาะมหาลัยที่เด่นในด้านนี้กันบ้างทั้งรัฐบาลและเอกชน
1.จุฬา มธ มชแน่นอนว่าเด็กจากที่นี้ท่าจบออกมาจากรัฐบาลย่อมมีดีกรี และภาษีค่อนข้างดี อย่างแน่นอน
แต่บางทีการทำงานของเด็กรัฐบาลอาจจะสู้เด็กเอกชนในเรื่องการใช้เครื่องมือ ไม่ได้ แต่ในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ หรือ การวางแผนในเรื่องต่างๆ เด็กมรัฐบาลยังทำได้ดีเลยทีเดียว
2.มหาลัยเอกชน ในด้านนี้ ท่าพูดกันจริงๆจะมี 2 ยักษ์ใหญ่อยู่ 2 มหาลัยที่เด่นคือ มกรุงเทพ และ มรังสิต
มกรุงเทพ เป็นที่ปฏิเสษไม่ได้ว่ามหาลัยนี้เค้ามีดีจริงๆ ท่าอุปกรณ์การเรียนที่ทันสมัย และ ครบวงจรอย่างแท้จริง แต่ข้อเสียของมกรุงเทพ คือจำนวนของนักศึกษาที่เรียนบางทีอาจจะมากเกินไป ทำให้การเข้าถึงอาจารย์และการใช้อุปกรณ์อาจจะทำให้เป็นอุปสรรคบ้างเล็กน้อย
มรังสิต มหาลัยนี้จะเด่นในเรื่องของลองของลุยงานกันจริงๆ ตั้งแต่ปี1 กันเลยทีเดียว เด็กที่จบออกมาจากที่นี้จีงมีคุณภาพ ในเรื่องของการทำงานเป็นในทุกๆด้าน และอีก 1-2 ปี มหาลัยรังสิต กำลังจะมีตึกนิเทศใหม่ที่ครบวงจรและทันสมัยที่สุดมีทุนสร้างกว่า 600 ล้านบาท ข้อเสียของมหาลัยนี้คือ อุปกรณ์ในระยะหลังๆมักขะชำรุดเสียหายบ่อยจากนักศึกษารุ่นพี่ที่เคยได้ใช้กันไว้ และค่าซ่อมบำรุงมักจะมีราคาสูงมาก
Gift Store
Book Store



