แนวทางการเรียน การเตรียมตัว สอบ นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ Part 2
บอร์ดแอดมิชชั่น > คณะนิติศาสตร์ เลขกระทู้ 2528289 เข้าชม 1247 ตอบ 4 คะแนนโหวต 1
Part 2 นักศึกษา นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์
เมื่อสอบได้เข้ามาเป็นนักศึกษาคณะนิติ มธ.แล้ว ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก่อนดีกว่านะครับ เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย กับมุมฮาๆบางมุมของ ธรรมศาสตร์ ;D แนะนำ search คำว่า "แนะนำ ธรรมศาสตร์" ใน google เข้าไปในเวป unigang เป็นบทความที่พี่อ่านเมื่อเกือบ 4 ปีที่แล้วช่วงก่อนสอบเข้าแล้วทำให้อยากเข้าธรรมศาสตร์ จำได้ว่านั่งอ่านเป็นชั่วโมงเลย ในเวป dek-dนี่แหละมีคนมาโพสไว้ ตอนนี้หลายอย่างก็เปลี่ยนไปบ้างแล้วจากที่เขียนไว้ ไม่ว่าจะสถานที่ หรือ ร้านต่างๆ เพราะทุ่งรังสิตเราก็เริ่มมีการพัฒนาขึ้นบ้างน่ะครับ 55 แต่ก็คล้ายๆเดิมอยู่บ้าง ก็ลองอ่านดูละกันครับ อาจทำให้น้องๆบางคนอยากเข้าธรรมศาสตร์มากขึ้น
ต่อมาก็ขอเข้าเนื้อหาเลยละกันนะครับ สำหรับน้องๆที่อยากจะเรียน นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ก็ควรอ่านไว้เพื่อเอาไว้ประกอบการตัดสินใจและรู้แนวทางการเรียนการสอนของคณะนี้ก่อน ดังนี้ ครับ
1.คณะนิติศาสตร์ ปี 1 จะเรียนวิชาทั่วไปรวมกับคณะอื่นโดยแบ่งเป็นวิชาบังคับเลือก เช่นพวกวิชา TU ต่างๆ (ปรัชญา ศาสนา ประวัติศาสตร์ตะวันตก ตะวันออก จิตวิทยา...) วิชาเลือกเสรี วิชาภาษาอังกฤษ วิชาภาษาไทย และวิชากฎหมาย 1 ตัวคือกฎหมายแพ่งหลักทั่วไป ประมาณนี้ โดยเทอม 1 จะเรียนประมาณ 6 ตัว เทอม 2 ก็เช่นกัน และเรียนกฎหมายอีก 1 ตัวคือ นิติกรรม กับวิชาทั่วไปอื่นๆคล้ายเทอม1 โดยวิชาบังคับเลือก เลือกเสรี ไทย อังกฤษนั้นต้องเข้าเรียนเพราะมีทั้งงานในคาบ และ quiz ตามโอกาสต่างๆเป็นคะแนนเก็บ มีมิดเทอมตามปกติ คิดคะแนนเป็นเกรด A-F แต่สำหรับวิชากฎหมายแล้วจะเข้าเรียนหรือไม่ก็ได้เพราะไม่มีการเช็คชื่อไม่มีคะแนนเก็บ ไม่มีการสอบมิดเทอม สอบปลายภาคทีเดียว 100 คะแนนเต็ม แบ่งเป็น 5 ข้อ ข้อละ 20 คะแนน คิดคะแนนเป็น% ไม่ใช่เกรด และถ้าคะแนนต่ำกว่า 60 คะแนนคือสอบตก เป็นข้อสอบบรรยายทั้งหมดและวิชากฎหมายจะเป็นลักษณะนี้ทุกวิชาจนถึงปี 4(แนะนำให้เข้าเรียนด้วย)
ถ้าสอบตก สอบตกวิชาเลือกทั่วไปก็ต้องลงใหม่เลยปีหน้าหรือเทอมหน้าแล้วแต่ว่าจะเปิดเซคปีละครั้งหรือ เทอมละครั้ง / สอบตกวิชากฎหมายช่วงปิดเทอมใหญ่ summer จะมีการเปิดให้ลงทะเบียนซ่อมได้โดยไม่ต้องมีการเรียนการสอนคือ สอบซ่อมช่วงเดือนพฤษภาคมก่อนเปิดเทอมได้เลยและใช้เกณฑ์เดียวกันกับการสอบปกติ คือ คะแนนเต็ม 100 เท่ากัน ดังนั้นคนที่ตกตอนสอบในภาคเรียนปกติพอซ่อมแล้วก็มีโอกาสเท่ากัน คือ อาจจะได้เพิ่มขึ้นหรือมากกว่าคนสอบผ่านในภาคปกติได้ด้วยไม่มีการหักคะแนนใดๆทั้งสิ้น และข้อสอบในภาคสอบซ่อมก็ไม่ได้ง่ายกว่าข้อสอบภาคปกติแต่อย่างใด(อาจมีบ้างเล็กน้อยในบางวิชา) และถ้าสอบตกในการสอบซ่อมอีกก็ต้องลงใหม่ในเทอมหน้าเลย
2.เมื่อขึ้นปี 2 มา จะเป็นการเรียนกฎหมายล้วนๆทุกตัว โดยปี2 มีเรียนกฎหมาย(วิชาคณะ) ทั้งหมด ประมาณ 5 ตัว ในแต่ละเทอม ดังนั้นเมื่อขึ้นปี 2 มาแล้วจะ นศ.นิติ มธ.จะไม่มีการสอบมิดเทอมอีกต่อไป เว้นแต่ลงวิชาเลือกเสรี ดังนั้นระหว่างเทอมจึงสบายกว่านักศึกษาคณะอื่นมหาลัยอื่นมากๆๆๆๆๆๆ เพราะจะได้เที่ยวนู่นไปนี่ออกค่ายบ้าง ทำกิจกรรมที่สนใจได้ตลอดโดยไม่ต้องพะวงถึงเรื่องการเข้าเรียนหรือเช็คชื่อเลย แถมไม่มีมิดเทอมอีก ดังนั้นช่วง มิถุนายนถึงประมาณกันยายน จะเป็นช่วงเวลาที่มีอิสรภาพสูงสุดเลยก็ว่าได้ 55 แต่ปี 2 เทอม1เป็นช่วงที่สำคัญเพราะต้องปรับตัวจากการเรียนแบบทั่วไปเข้าสู่การเขียนตอบกฎหมายทุกวิชาไม่มีข้อสอบช้อยหรือเติมคำแล้ว ต้องอ่านหนังสืออย่างจริงจัง และต้องจำหลักของมาตรากฎหมายต่างๆให้ได้และปรับใช้ให้เป็น(อ.บางท่านแนะนำว่าควรจะจำมาตราได้ด้วยในตอนสอบ) จะมาอ่านหนังสือก่อนสอบ 2-3 วันเหมือนสมัยมัธยมแน่นอนว่าคงรอดยาก ยิ่งถ้าไม่ได้เข้าเรียนด้วยแล้วก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสอบผ่าน
3.ปี 3 สำหรับพี่คิดว่าเป็นปีที่เรียนหนักที่สุดของทุกปีเลยก็ว่าได้(ถึงแม้ตอนนี้ยังไม่ได้เริ่มเรียนปี4 อย่างจริงจัง 55) เพราะ ด้วยเนื้อหาวิชาที่ยากขึ้นแล้วจำนวนวิชาของปี 3 เทอม 2 ยังมากกว่าเทอมอื่นๆอีก 1 ตัวด้วย ทำให้มีวิชาคณะถึง 6 ตัวในเทอมเดียว ถ้าผ่านปี 3 ไปได้ด้วยดีรุ่นพี่บางคนก็บอกว่าแทบจะเรียกได้ว่า ปี 4 ก็สบายๆแล้ว
4.ตอนนี้พี่ก็กำลังขึ้นปี 4 โดยวิชาของปีนี้จะน้อยกว่าปีอื่นๆมาก เพราะ “ทั้งปี” คือ 2 เทอมรวมกันมีวิชาเรียนแค่ 6 ตัว(แม้จะมีวิชาโหดๆรวมอยู่ 1-2ตัวก็เหอะ - -**) ดังนั้น นักศึกษาบางคนก็อาจจะจบใน 3 ปีครึ่งได้โดยเอาวิชาของทั้งเทอม1และเทอม2 มาลงในเทอมแรกเทอมเดียว(ทำได้เฉพาะวิชาปี 4 ) โดยรับปริญญาพร้อมกันแต่ก็จะมีเวลาไปทำอย่างอื่นก่อนเช่น หางาน เรียนภาษาเพิ่มเติม สมัครสอบหรืออ่านหนังสือสอบเนได้ด้วย แต่ถ้าใครที่สอบตกจากปีก่อนๆมาแล้วซ่อมไม่ผ่านก็จะสามารถเอามาลงในปี 4 ได้ เพราะยังเหลือหน่วยกิตว่างอีกเยอะเลยสำหรับแต่ละเทอม
เกียรตินิยม เกียรตินิยมของนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ นั้นมีหลักเกณฑ์ คือ ใน 4 ปี ห้ามสอบตกวิชาใดเลยไม่ว่าจะเป็นวิชาเลือกหรือวิชาคณะ วิชาเลือกคือห้ามได้ F วิชากฎหมายคือ ห้ามมีตัวไหนคะแนนต่ำกว่า 60 แม้แต่วิชาเดียว ถ้าใครตกไปแล้วก็จะอดได้เกียรตินิยมทันที!
- เกียรตินิยมอันดับ 1 ต้องได้คะแนนเฉลี่ยวิชากฎหมายรวมแล้ว 4 ปี ไม่ต่ำกว่า 85 คะแนน และไม่เคยสอบตกหรือได้ Fเลย
- เกียรตินิยมอันดับ 2 ได้คะแนนเฉลี่ยวิชากฎหมายรวมแล้ว 4 ปี ไม่ต่ำกว่า 75คะแนน และไม่เคยสอบตกหรือได้ Fเลย
ดังนั้นใครที่ได้เกียรตินิยมจากนิติ มธ. จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย จาก 600 คนในแต่ละปีจะมีเกียรตินิยมอันดับ2ประมาณ 100 กว่าคน ส่วนเกียรตินิยมอันดับ 1 มี 10 คนก็ถือว่าเยอะแล้วครับ
**ลืมบอกไปว่า ใน 4 ปี จะต้องลงเรียนวิชาเลือกเสรีไม่ว่าจะในคณะหรือนอกคณะอย่างน้อย 24 หน่วยกิต ประมาณ 8 ตัว ด้วยไม่งั้นไม่จบ ดังนั้น อาจจะลงในภาคเรียนปกติหรือลงตอน summer ก็ได้ แนะนำให้ลงตั้งแต่ซัมเมอร์ปี 1 เพราะ ในภาคเรียนปีหลังๆค่อนข้างโหดนิดนึง
**การรีไทร์ของคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์นั้นจะมีตอนปี 1 ถ้าตกวิชาเลือกทั่วไปเยอะจำไม่ได้ว่าตัดกันที่เท่าไรแต่ต้องเฉลี่ยต่ำมากๆจริงๆคือ ได้ f หรือ d เยอะพอตัวถ้าตกไม่มากขนาดนั้นก็จะมีการWarnก่อน ตอนจบปี 3ถ้าได้คะแนนวิชากฎหมายของปี1+ปี2 รวมกันแล้วเฉลี่ยไม่ถึง 60% จะถูกรีไทร์ทันทีโดยไม่มีWarn (คณะนี้ถ้าไม่ถูกไทร์ตอนปี 3สามารถเรียนได้ยาวสุดคือ 7 ปี โดยถ้าจบช้ากว่าปี 4 แล้วจะมีการตัดไทร์ตอนปี 5 อีกรอบ)
ข้อดีของการเรียนนิติศาสตร์
สมัยนี้ในทุกองค์กรต้องมีนักกฎหมาย และ กฎหมายเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนควรรู้อยู่แล้วในชีวิตประจำวันเพราะเป็นสิทธิหน้าที่ของประชาชนที่มีอยู่แล้ว ทำให้เราสามารถรู้ถึงสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดของตนเองที่มีอยู่ได้โดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบและยังสามารถใช้ช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนได้อีกด้วยจึงเป็นสายวิชาชีพสายหนึ่ง นอกจากนี้นิติศาสตร์เมื่อจบมาแล้วแม้มีหลายท่านเห็นว่า ปีปีหนึ่งจะมีนศ.จบนิติศาสตร์ตั้งมากมาย จะตกงานหรือไม่ ? แต่ก็อย่าลืมว่าจบกฎหมายออกมาสามารถสมัครงานได้ทุกองค์กรไม่ว่าจะภาครัฐ หรือภาคเอกชนไม่ว่าจะไปเป็นทนาย อัยการ ผู้พิพากษา นิติกรของหน่วยงานรัฐ ตำรวจ(พนักงานสืบสวนสอบสวน) DSI สอบปลัดอำเภอ อาจารย์มหาวิทยาลัย Lawfirm(บริษัทที่ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายโดยเฉพาะ) หรือ แม้แต่ในตามบริษัทต่างๆในทุกๆธุรกิจย่อมต้องมีฝ่ายกฎหมาย และอีกมากมายจริงๆ ดังนั้น จึงเป็นสายอาชีพที่เราสามารถเลือกเส้นทางต่อไปได้อีกโดยไม่ถูกจำกัดอยู่กับสายงานใดสายงานหนึ่ง ถ้าอยากได้ความมั่งคงมีเงินเดือน สวัสดิการดีๆก็ควรเข้าสายราชการ สายอัยการ ผู้พิพากษานั้นเป็นสายราชการที่เงินเดือนอยู่ในอัตราที่สูงกว่าข้าราชการปกติและเงินเดือนก็ขึ้นเร็วกว่าข้าราชการปกติด้วย แต่ถ้าอยากเน้นที่เงินก็ควรเข้าสายเอกชนทำงานบริษัท(โดยเฉพาะ law firmเงินจะดีมากๆๆๆ แต่ต้องเก่งพอตัวเช่นกัน) หรือถ้าอยากทำงานอิสระจะเป็นทนายความก็ได้ อย่างไรก็ตามแต่ละสายก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไปแล้วแต่จะชอบสายไหน
แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 28 มิถุนายน 2555 / 00:48
Gift Store
Book Store






อยากเรียนและจะสอบเข้าให้ได้