คำตอบของทุกคำถามที่คนอยากเรียนสถาปัตย์อยากรู้ (เห็นถามกันบ่อยมาก นี่คือความสัจจริง ที่ควรรู้)
บอร์ดแอดมิชชั่น > คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เลขกระทู้ 2674345 เข้าชม 502 ตอบ 7 คะแนนโหวต 3
เอามาลง(ซ้ำ)เผื่อเป็นตัวช่วยให้น้องๆตัดสินใจอนาคตได้ง่ายขึ้น ไม่ได้เขียนเองนะจ๊ะ แต่เห็นด้วยทุกประการจากประสบการณ์ตรงของพี่เอง
ถ้าคิดว่าตัวเองสนใจจริง ๆ ก็ควรอ่านให้จบ ถ้าอ่านไม่จบก็อย่ามาเรียนเลยดีกว่าน๊ะจ๊ะ
ด้วยความปราถนาดี ^^ สู้ ๆ ทุกคนที่มีความมุ่งมั่นเต็มที่
ภาค1 ปรับทัศนคติ อิ อิ อิ
.
.
ก่อนอื่นทำแบบทดสอบกันก่อนดีกว่า
ให้ตอบว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ เท่านั้นนะคะ
.1 คุณอยากเรียนถาปัดเพราะมันเท่ค่อดๆ สาวมองหนุ่มเหลียว
2 คุณคิดว่าการเขียนแบบไม่น่าจะมีอะไร เรียนๆ ไปเดี๋ยวก็ทำได้เอง
3 คุณคิดว่าถาปัดจบมาแล้วรวย
4 คุณว่าเรียนถาปัดแล้วมีสิทธิ์เข้าวงการบันเทิง
5 สถาปนิกทำงานสบายๆ นั่งในห้องแอร์ แต่งตัวบูติค
6 สถาปนิกจบใหม่ ไฟแรง อาคารเก๋ๆ สวยๆ ไฮโซ เป็นฝีมือเค้าล่ะ
7 คุณคิดว่าหน้าที่ออกแบบอาคารเป็นของสถาปนิก ให้สวยเท่เก๋ โชว์เก๋า น้ำ ไฟ แอร์ โครงสร้าง ก็โยนให้วิศวกรเค้าไปสิ
8 คุณคิดว่าลางสังหรณืของคุณแม่นโคตรๆ ถ้าอยากให้อาคารหน้าตาแบบไหน รับรอง รุ่งแหงแซะ
..ถ้าคำตอบส่วนใหญ่ของคุณคือ.... ใช่
เว้นแต่คุณจะปรับทัศนคติ....เพราะข้าพเจ้ากำลังจะเผยไต๋สถาปนิก ณ บัดเดี๋ยวนี้..เชิดดดดด
.
.
1 คุณอยากเรียนถาปัดเพราะมันเท่ค่อดๆ สาวมองหนุ่มเหลียว
ข้อเท็จจริง : ข้อนี้ก้ำกึ่งทั้งจริงและไม่จริงค่ะ เพราะถ้าได้เข้าโรงเรียนถาปัดแล้ว คุณจะพูดอย่างภาคภูมิใจว่า "กรูเรียนถาปัดเว่ยยยยยยย" นอกจากพ่อแม่จะยืดอกภูมิใจในตัวลูกแล้ว กิ๊หรือแฟน ก็พร้อมจะเดินควงเราไปอวดกับชาวบ้านว่า "แฟนชั้นเรียนถาปัด" แล้วก็จะตามมาด้วย "อู้ววว ว๊าววววว เก่งจังลยยยย......เท่มั่กมากกกก" เราก็แจกยิ้มปายยยย ถึงปากจะบอกว่า เราไม่เก่งเท่าไหร่..แต่ใจก็ออกหลงตัวเอง (มั่งล่ะน่า)
แต่คุณไม่รู้ใช่มั้ยคะ เคยมีคนพูดว่า "เด็กถาปัด เข้าเรียนปีหนึ่งเป็นเด็ก จบออกมาเป็นลุง" เพราะ มันงานหนักสิ้นดี .... นอนก็ไม่ได้นอน ... โด๊ปกาแฟ ลิโพ แล้วแต่ถนัด ...ซัดเหล้า เมาบุหรี แล้วแต่ชอบ.... วันๆ ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง..... จนหลายเป็นหมีแพนด้าตัวอ้วนบวมเบียร์.......คุณอาจจะสงสัยว่า เรียนตั้ง 5 ปี มันจะหนักอะไรนักหนาวะ? .....
เพราะ"สถาปัตยกรรมศาสตร์" เป็นศาสตร์ ที่ไม่เชิง "ศิลป์" และไม่เชิง "วิทย์" ..... คุณอยากจะติสท์แตกแบบอาจารย์เฉลิมชัย ไม่มีอารมณ์ไม่ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ทำ ไม่ได้....นอกจากนั้นทุกเส้นที่เราเขียน ทุกจุดที่เราจรดปากกา ทุกสิ่งที่เราออกแบบ ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ ทั้งในเรื่องทุนทรัพย์ วัสดุ เทคโนโลยี กฎหมาย และ ความพอใจของเจ้าของงาน
ดังนั้นกว่าจะปั้น "วุ้น" ให้เป็น "สถาปนิก" (ที่ เกือบจะทำงานได้) 1 คน .... ต้องค่อยๆ เอามือตะล่อมๆ ให้เข้าที่เข้าทางและต้องไม่ขวางความคิดสร้างสรรค์......... พึงระลึกไว้เสมอว่า สถาปนิกและวิศวกรโยธา.... ขาข้างหนึ่งก้าวเข้าไปอยุ่ในตารางแล้วเสมอ
.
2 คุณคิดว่าการเขียนแบบไม่น่าจะมีอะไร เรียนๆ ไปเดี๋ยวก็ทำได้เอง
ข้อเท็จจริง : ถ้า ทำได้ง่ายขนาดนั้น คงไม่ต้องใช้เวลาร่ำเรียนถึง 5 ปี ... การเขียนแบบเขียนได้โดยสายวิชาชีพ (ปวช, ปวส) ก็จริง แต่ความงามของแบบ เป็นหน้าที่โดยตรงของสถาปนิก ...
ก่อนจะได้แบบ 1 เล่ม ที่ไปขออนุญาตที่สำนักงานเขต หรือเทศบาลนั้น ... มันเริ่มจากไม่มีอะไรเลย แล้วค่อยๆ บรรจุความจริงด้านต่างๆ ... ได้แก่ ความต้องการของเจ้าของบ้าน กฎหมายและความเป็นไปได้ โครงสร้าง การเลือก ระบุ วัสดุ .... ทั้งสี กระเบื้อง ไม้ หลังคา .... การออกแบบงานระบบสุขาภิบาล ไฟฟ้า .... รายละเอียดรูปแบบประตูหน้าต่าง ราวกันตก บัวผนัง บัวพื้น ฝ้าเพดาน....
เยอะขนาดนี้......... วันหลังให้คนที่พูดว่า "เขี่ยๆ ก็ได้ แป๊บเดียวเอง" ลองทำดูนะคะ..... แล้วจะแซ่บไปถึงถุงน้ำดีเลยทีเดียว
.
3 คุณคิดว่าถาปัดจบมาแล้วรวย
ข้อเท็จจริง : สำหรับ โครงการใหญ่ๆ หรืออยู่ในสำนักงานสถาปนิกใหญ่ๆ ก็คงรวยล่ะค่ะ ... แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าจะทำได้สักกี่คนกัน ยิ่งสถาปนิกจบใหม่เดี๋ยวนี้ความอดทนน้อย อยากเป็นเจ้าของออฟฟิศเอง... ขอบอกว่ายิ่งยาก
ถ้าคุณเป็นสถาปนิกโนเนม ไม่มีคอนเน็คชั่น ไม่มีคนหางานเก่งๆ ... คุณจะได้งานแบบ "เอาไว้ก่อน" นั่นหมายถึง อะไรก็ได้ เงินน้อย งานจุกจิก เจ้าของจู้จี้ และเราต้องเป็นทุกอย่าง....
ค่าบริการที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่าก่อสร้างนั้น เหมือนจะเยอะ แต่รู้ไหมคะ มันต้องเจียดไปทำอะไรบ้าง
ค่าคนเขียนแบบ (ถ้าไม่ได้เขียนเอง) ,ค่าปรินต์แบบ (ก่อนจะขออนุญาตนี่ ปรินต์ไปตรวจกับลูกค้าไม่รู้กี่ครั้ง) , ค่าวิศวกร (โยธา ไฟฟ้า สุขาภิบาล) , ค่างาน presentation เช่น พวก 3D ..... กันเองๆ ก็รูปละ 3000 เข้าไปแล้ว....ไหนจะต้องบริการลูกค้า เลี้ยงเหล้ายาปลาปิ้งทุกครั้งที่เจอกันข้างนอก ... หรือค่าเดินทางไปไซต์ ไปพบลูกค้า ...
บางงานก็เกือบจะควักเนื้อ.... แถมกว่าจะได้เงินมาแต่ละงวด.....ทำงานก็ใช้เวลา พอเสร็จก็ต้องทวงลูกค้า ทวงแล้ว ทวงอีก
ยังคิดว่าจะรวยอีกมั้ยคะ?
.
4 คุณว่าเรียนถาปัดแล้วมีสิทธิ์เข้าวงการบันเทิง
ข้อเท็จจริง : อันนี้คุณต้องมีอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 คุณสมบัตินี้ค่ะ
ข้อหนึ่ง คุณต้องหน้าตาดีโคตรแบบพ่อแม่ให้มา ข้อสอง คุณต้องแปลกประหลาดอย่างเหลือล้น ...แบบที่แปลกออกมาจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ ไม่ใช่เสแสร้ง หรือ ข้อสาม..... คุณ ต้องมีคนรู้จักเป็นเจ้าพ่อวงการบันเทิง (จะให้ดีต้องจบถาปัด เช่น เสียตา ณ เวิร์คพอยน์... เสี่ยดู๋ ... พี่ดี้)...... ทำตัวเด่นๆ เข้าไป เจ้าพ่อพวกนี้จะเรียกใช้บริการคุณเอง
แต่ถ้าคุณไม่มี....... ทำใจไว้เถอะค่ะ...................
และถึงกระนั้น คุณก็ไม่เห็นต้องเรียนถาปัดให้ยุ่งยาก....เพราะเดี๋ยวนี้มีช่องทางสายอื่น อีกมากมาย เช่น อคาเดมี่ แฝ่นเท๊เชีย, เดอะ สตาร์, บิ๊กบราเต้อร์
.
5 สถาปนิกทำงานสบายๆ นั่งในห้องแอร์ แต่งตัวบูติค
ข้อเท็จจริง : หลาย คนมีภาพติดตาว่าเป็นเช่นนั้น แต่ความเป็นจริงจะเป็นเฉพาะช่วงพัฒนาแบบค่ะ แถมในระหว่างนั้น คุณยังมีหน้าที่ต้องพาลูกค้าไปเลือกวัสดุ ไปเทคแคร์ สุดแล้วแต่
และถึงแม้ว่าคุณจะไม่ใช่สถาปนิกคุมงานในสัญญา (หน้าที่สถาปนิกมี 2 แบบค่ะ คือ ออกแบบ และคุมงาน) ถ้าคุณคิดว่าออกแบบแล้วก็จบ... คุณก็คิดผิดอีก.... เพราะคุณจะต้องลงพื้นที่ก่อสร้างเพื่อคุมงานด้วยตัวเองในช่วงต้น หรือช่วงรายละเอียดเอง แม้ว่าจะไม่ได้เงิน หรือไมใด้ระบุในสัญญา เพราะ... คุณคงไม่อยากให้งานออกแบบของคุณที่คิดจนหัวแตก ถูกเปลี่ยนไปจนกลายเป็นอาคาร เพียงเพราะ คุณไม่เจียดเวลาลงไปกำกับงานก่อสร้างเลย...
(อันนี้ประสบการณ์ตรงค่ะ.... อาคารหลังนั้น ข้าพเจ้าไม่เคยใส่ลงใน portfolio ของตัวเองเลย...อายจัง)
แน่นอน.... ถึงไม่เหนื่อยมาก ..... แต่สภาพคงไม่ใช่เสื้อเรียบกริ๊บ ใส่น้ำหอมฟุ้ง นั่งไขว่ห้างบนชุดเฟอร์นิเจอร์เก๋ๆ ในออฟฟิศแอร์เย็นฉ่ำหรอกค่ะ
.
6 สถาปนิกจบใหม่ ไฟแรง อาคารเก๋ๆ สวยๆ ไฮโซ เป็นฝีมือเค้าล่ะ
ข้อเท็จจริง : สถาปนิก จบใหม่ ต่อให้ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ก็ยังทำงานจริงไม่ได้ค่ะ ... จนกว่าคุณจะมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม หรือเรียกสั้นๆ ว่า "ใบ กอ สอ" (ของวิศวกรเรียก "ใบ กอ วอ" ค่ะ) ซึ่งต้องสอบเอา 6 วิชา และระดับแรกที่จะได้เป็นคือ "ภาคีสถาปนิก" มี ข้อจำกัดเรื่องขนาด ความสูง และประเภทของอาคาร เช่น สูงไม่เกิน 15 เมตร พื้นที่รวมกันไม่เกิน 1000 ตารางเมตร ระดับภาคีฯ จึงจะสามารถออกแบบได้
และถึงแม้ว่าคุณจะมีใบ ก.ส. แล้ว .. ใช่ว่าคุณจะมีโอกาสได้ออบแบบอาคาร 1000 ตารางเมตรอย่างที่ว่า... โดยเฉพาะถ้าคุณเข้าไปอยู่ในองค์กรสถาปนิกใหญ่ๆ ... คุณอาจจะได้ทำแค่ ออกแบบห้องน้ำขนาด 2 x 3 ตารางเมตร ... ลองวางลายหระเบื้องในห้องน้ำ ลองออกแบบทางเดินในสวนขนาดเล็ก
อยู่เป็นปีๆ.......
คุณมีพลังใจที่หนักแน่นและอดทนได้ขนาดนั้นหรือเปล่าคะ?
.
7 คุณคิดว่าหน้าที่ออกแบบอาคารเป็นของสถาปนิก ให้สวยเท่เก๋ โชว์เก๋า น้ำ ไฟ แอร์ โครงสร้าง ก็โยนให้วิศวกรเค้าไปสิ
ข้อเท็จจริง : ถูกส่วนหนึ่งค่ะ เพราะ"สถาปนิก" ไม่ใช่ "เทพเจ้า" .... ไม่อย่างนั้นจะมีอาชีพวิศวกรที่ต้องเรียนตั้งสาขาละ 4 ปี ไว้ทำไม?
แต่เป็นสิ่งที่สถาปนิกไม่สามารถละทิ้งได้ค่ะ
งานระบบทุกชนิด ต้องการพื้นที่ในการติดตั้ง จัดวาง ไม่ใช่ว่าเราออกแบบอะไรไป วิศวกรเค้าทำได้ทุกอย่าง... ของอย่างนี้น้ำพึงเรือ เสือพึ่งป่าค่ะ.... คุณต้องคิดว่า .... พื้นที่ตรงนี้ใช้วางแอร์นะ..... ห้องนี้ใส่ปั๊มน้ำ ..... ตรงนี้ใช้ซ่อนท่อ.....
ซึ่งถ้าคุณไม่สนใจ ไม่เตรียมพื้นที่ประเภทนี้ไว้... อาคารของคุณจะไม่ต่างอะไรกับผู้ป่วยโคม่าในห้องไอซียู... จะมีสิ่งไม่พึงปรารถนาติดตั้งระโยงระยางในตึกของคุณเต็มไปหมด เพื่อให้สามารถเข้าไปใช้งานได้จริง....
ดังนั้น ถึงจะไม่เข้าใจในรายละเอียด แต่สถาปนิกต้องรู้จักทุกระบบในเบื้องต้น โดยเฉพาะในแง่ของการเตรียมพื้นที่ไว้รองรับ.... ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยค่ะ.... มิเช่นนั้น..... อาคารของคุณคงดูไม่จืดเลยล่ะ
.
8 คุณคิดว่าลางสังหรณ์ของคุณแม่นโคตรๆ ถ้าอยากให้อาคารหน้าตาแบบไหน รับรอง รุ่งแหงแซะ
ข้อเท็จจริง : ฟู่วววว์...ข้อสุดท้ายล่ะ...
สิ่งที่เจอจั๋งๆ เวลาที่เด็กๆนักเรียนพรีเซนต์ คิอคำว่า "หนูอยากให้" "หนูคิดว่า" "หนูช๊อบชอบ".................
พึงระลึกไว้ค่ะ เราไม่ใช่เจ้าของเงิน .... เราเป็นลูกจ้าง
และสิ่งที่ต้องคำนึงยิ่งกว่า "เงินและนายจ้าง" คือ...
"ผู้ใช้อาคาร"ค่ะ...... ถ้าตึกสวย ดูดี แต่ไม่มีคนใช้... จะถือว่าสถาปัตยกรรมชิ้นนั้น "ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า" เผลอๆ อาจกลายเป็นอาคารอาถรรพ์ไปเลยก็ได้ ... ทุกสิ่งอย่าง มันเริ่มตั้งแต่ทำเลที่ตั้ง การวางตำแหน่งอาคาร กิจกรรมที่จะเกิดขึ้น วิถีชีวิตของผุ้ใช้อาคาร....
ถ้าคุณไม่สนใจ... ไม่เข้าใจ .... และ "ยัดเยียด" สิ่งที่คุณคิด ชอบ อยากให้เป็นลงไป........จงเรียกตัวเองใหม่ว่า "เผด็จการ"ค่ะ...อย่าเสนอหน้าเรียกว่า "สถาปนิก" โดยเด็ดขาด........
.
.
.
พอจะจูนทัศนคติเบื้องต้นได้หรือยังคะ.... อย่างน้อยคงคลายสงสัยไปได้บ้างว่าคณะนี้เรียนไปมากมายทำไมตั้ง 5 ปีฟระ?
ถ้าใครคิดว่า.... ชั้นยังไม่เปลี่ยนใจ..... ยังไงก็จะเป็นสถาปนิก.... และเริ่มสงสัยว่า จะเตรียมตัวอย่างไร คนที่จะเรียนถาปัดได้อย่างประสบความสำเร็จ ต้องเป็นคนแบบไหน
...........................................................................................................................................................
ตอนต่อไป จะเป็นภาคที่ 2 : เตรียมกายและใจให้พร้อม
สำหรับผู้ที่ต้องการเรียน เป็น สถาปนิก นั้น..... ควรต้องฝึกตนให้มีนิสัยเหล่านี้ (บางข้ออาจไม่ใช่การฝึกตน แต่ถือว่าเป็นการเตรียมตัวเตรียมใจไว้ละกันนะคะ ว่าต้องรับมือกับอะไรบ้าง
.
.
1 เรียนถาปัด ต้องอัฐเยอะ!
อัฐ ในที่นี้ คือ เงิน ค่ะ ..... ทรัพย์สฤงคาร ที่สามารถใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนได้เป็นสากล
เพราะถึงไม่อยากพูดเกินความจริง แต่จำเป็นต้องให้รับทราบกันไว้ก่อนว่า การเรียนถาปัด หรือ วิชาทางศิลปะด้านอื่นๆ ต้องใช้เงินมากจริงๆ โดยเฉพาะ การต้องซื้อพวกอุปกรณ์ต่างๆ
พูดเป็นเล่นไป ... นักเรียนของข้าพเจ้าหลายคนต้องจบช้า หรืออาจจะไม่จบ เพราะปัญหาด้านการเงินของทางบ้าน ครั้นจะหางานพิเศษทำเพื่อแบ่งเบาภาระ ก็ไม่มีเวลาอีก เพราะไอ่คณะนี้มันก็สั่งงานจั๊ง...... เวลาว่างที่เหลือจากทำงานแทบจะมีไว้นอนยังไม่พอเลย
อันนี้ซีเรียสนะคะ เพื่อนรุ่นเดียวกับข้าพเจ้าหลายคนซิ่วมาจากคณะถาปัดมหาวิทยาลัยเอกชน เอนทรานซ์ใหม่เพื่อให้เข้ามหาวิทยาลัยรัฐให้ได้ ลดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะ แต่ก็ยังแพงอยู่ดี เพราะในจะมีค่าธรรมเนียมวิชาพิเศษอยู่ ซึ่งถ้าเรียนพวก ครุศาสตร์ คงไม่มีมั้ง... ตลอดไปจนถึงอุปกรณ์ต่างๆ ... เช่น เทปกาวที่ติดกระดาษ ปาเข้าไปม้วนละเกือบ 35 .. สีน้ำคุณภาพดี หลอดละ 40-60 บาท.... สารพัดเครื่องมือเขียนแบบ ... อุปกรณ์ตัดโมเดล (ที่ต้องซื้อเพิ่มเติมทุกโปรเจกต์) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เดี๋ยวนี้ชอบทำแบบในคอม แล้วเอาไปอัดเป็นรูป.... ขนาด A0 ก็ตกรูปละ 300 ถ้าเป็น plot ด้วยกระดาษธรรมดา (แต่เป็นสี) ก็แผ่นละ 500
(บ้าที่สุด....ทำไมไม่พล๊อตเป็นขาวดำแล้วพรีเซนต์มือวะ)
ดังนั้น.... คนที่ไม่มั่นใจในเรื่องฐานะการเงิน... ลองหาวิธีช่วยเหลือตัวเองไว้แต่เนิ่นๆ เช่น กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือทำงานพิเศษที่ไม่เบียดเบียนเวลาเรียน เช่น การเป็น TA (Teacher Assistant : ผู้ช่วยอาจารย์) เป็นต้น
.
.
2 อยากเรียนเต็ก (ควร)ต้องเป็นเด็ก"ติว"
เมื่อก่อนไม่ค่อยเชื่อค่ะ ว่าอะไรก๊าน...... ทุกอย่างมันสอนกันตอนเรียนนี่นา ไม่เห็นต้องไปติวให้ยุ่งยากเลย
แต่พอมาเป็นครูถึงได้รู้ว่า การ "ติว" นั้น เป็นการสร้างฐานให้แข็งแรงได้เร็วขึ้นทางหนึ่ง แม้ว่าผลจากการติวเราอาจจะทิ้งมันตั้งแต่สอบความถนัดทางถาปัดเสร็จไปแล้ว แล้วพอเรียนจริงๆ แทบจะต้องทิ้งความคิดแบบเด็กติวไปเลยก็ตาม
สาระสำคัญของการติวคือ ติวเพื่อสอบความถนัดค่ะ ถึงส่วนนี้จะแบ่งเป็นไม่กี่ส่วนใหญ่ๆ
ส่วนแรกคือ หัดเขียนมุมมองทัศนียภาพ เพื่อ เตรียมพร้อมในการทดสอบการสื่อความหมายในรูปแบบต่างๆ ให้ถูกต้อง เช่น มุมมองคนธรรมดา มุมมองหมา มุมมองหนอน มุมมองนก ... ส่วนใหญ่ข้อสอบก็จะเป็นพวกตีความจากข้อความออกมาเป็นภาพ .... ส่วนนี้ถ้าน้องเริ่มติวแต่เนิ่นๆ เท่าไหร่ ก็จะได้ฝึกลายเส้น ฝึกการเขียนรูปให้สัมพันธ์กับสายตาและความคิดได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ... ข้อเสียเปรียบสำหรับน้องที่ไม่เคยฝึกแบบนี้คือ ไม่สามารถเขียนภาพที่แสดงความคิดเราออกมาได้...แม้ว่าภาพที่เรานึกออกจะสม บูรณ์เพอร์เฟค นั่นคือประเด็นค่ะ
ส่วนที่สอง ไอโซเมตริก (Isometric drawing) จะ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ การให้ทายรูปภาพระหว่าง ด้านบน ด้านข้าง ด้านหน้า ให้สัมพันธ์กัน กับ การคลี่กล่องออกมาแผ่ หรือการประกอบกล่องแผ่ให้เป็นรูปร่าง ... อันนี้จะเป็นการฝึกการมองชิ้นงานให้เป็นสามมิติ การติวคือการได้ลองมองภาพเหล่านี้ดู เหมือนเราต่อตัวต่อละคะ ... ต่อแบบนี้แล้วจะออกมาเป็นอย่างไร ... ถ้าได้ลองฝึก ลองทดสอบ ก็จะมีเซนส์เรื่องนี้ได้ไวขึ้น... อ้อ... ข้อสอบไอโซนี่มีอยู่ในข้อสอบความถนัดทางวิศวกรรมด้วยเช่นกันนะคะ
ส่วนที่สาม Sketch Design ชื่อ ก็บอกอยุ่แล้วว่าคือการออกแบบร่าง โดยฝึกทำให้สามารถสื่อแนวความคิดออกมาเป็นรูปธรรมให้ได้มากที่สุด ในระยะเวลาที่จำกัด โดยข้อสอบก็อาจจะไม่ใช่อาคารเสมอไป ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์อะไรซักอย่าง... ข้อนี้เวลาตัดสินดูที่ไอเดียบรรเจิดค่ะ ... ดังนั้น ไม่ต้องการความเนี้ยบ แต่ต้องการความสมบูรณ์ของไอเดียมากกว่า
ที่เล่ามาทั้งหมดก็เป็นแนวทางของข้อสอบความถนัดทางสถาปัตยกรรม 3 ส่วนหลัก ซึ่งมันก็จะมีย่อยๆ อย่างอื่นอีก แต่จะไม่พูดถึงนะคะ ...โดย การตัดสินของกรรมการให้คะแนนเค้าจะทำแบบนี้ค่ะ คือ เอางานข้อเดียวกันทุกชิ้นมาวางเรียงๆ กัน... อันไหนเด่น สะดุดตา ก็จะดึงออกเข้ารอบไปก่อน ดังนั้น ขอแนะว่า ต้องเด่นโดนใจ (แต่ไม่ใช่โอเวอร์นะคะ) ซึ่งถ้าน้องติวได้เวลาพอสมควร พี่ติวอาจให้น้องลองฝึกลงสีด้วย เพื่อให้งานสมบูรณ์ขึ้นได้
ข้อนี้ยังไม่จบค่ะ ... จะบอกเสริมอีกว่า 3 ส่วนดังกล่าว ยังมีเรียนในชั้นปีที่ 1 ... ซึ่งถ้าน้องๆ ไม่มีพื้นฐานมาเลย จะทำให้เรียนได้ช้า และพาลจะรู้สึกว่าไม่สนุก (เพราะจะมีเพื่อนบางส่วนที่ติวมาแล้ว และไปได้เร็วกว่า) ดังนั้น... ถ้าไม่ลำบากเกินไปนัก น้องๆ ควรติวถาปัดก่อนนะคะ เพื่อฝึกมือให้ชิน...หรืออย่างน้อย ... ยืมหนังสือติวของเพื่อน หรือตามห้องสมุด มาหัดก่อนก็ได้ค่ะ .... ดีกว่าไปเริ่มนับหนึ่งตอนเข้าเรียนได้แล้ว มันอาจจะไม่ทันการณ์
.
.
3 หมั่นมองทุกอย่างเป็น 3 มิติ
นี่คือปัญหาหลักเหมือนกัน ของนักเรียนถาปัดสมัยนี้ คือ การคืดอะไรเป็นก้อนๆ แยกกัน ... แล้วพอรวมกันออกมาแย่ ....
หลายคนเวลาคิดแบบ ชอบคิดเป็นอย่างๆ เช่น แปลน.... ก็ คิด... คิ๊ดดดดดด คิดวนแต่แปลนอยู่นั่นแหละ ว่าจะเวิร์คหรือเปล่า ... โดยที่ไม่เคยคิดว่า ถ้าวางเฟอร์นิเจอร์แบบนี้ ช่องหน้าต่างเป็นแบบไหน เสาจะอยู่อย่างไร รับหลังคาแบบไหนได้
คนที่ทำงานแบบที่กล่าวข้างต้นเนี่ย ส่วนใหญ่จะไม่มีเวลาในการแก้รูปด้าน รูปตัด หรือแม้กระทั่งเวลาในการออกแบบหลังคา ซึ่งสุดท้ายก็จะออกมาเป็นหลังคาคอนกรีต แบนๆ .... (แล้วพวกแม่งก็ชอบหลอกตัวเองว่า เป็นหลังคายอดนิยม ใครๆ ก็ทำอย่างงี้ทั้งนั้น .... แต่จริงๆ แล้ว คือไม่ได้ออกแบบ หลังคาสแลบแบนๆ แบบนั้นวางอย่างไรก็ได้) หรือแม้แต่ช่องเปิด ที่ไม่เคยเห็นจนเป็นโมเดล.... แล้วใช้น้อง ใช้มือปืนตัด.... ออกมาหน้าต่างเรียงๆๆ กันอย่างกะโรงเรียนประชาบาลกันทุกคน...ฮ่วย
วิธีการฝึกสำหรับน้องๆ ก่อนเข้าเรียนคือ Isometric (ไอโซเมตริก) ค่ะ .... ถ้าน้องที่เคยติวความถนัด จะรู้ว่าคืออะไร
มันคือการฝึกการดู top (Plan) , front, side คือ ด้านบน ด้านหน้าและด้านข้าง วิธีนี้จะฝึกให้น้องมองภาพออกเป็น 3 มิติ รู้ว่าถ้าเจาะแบบนี้ ด้านหน้าเป็นอย่างไร ด้านข้างจะเป็นอย่างไน มีผลต่อแปลนอย่างไร

เครติดภาพจากhttp://www.bbc.co.uk/schools/gcsebitesize/design/graphics/drawingformalrev2.shtml ค่ะ
..........................................................................................................................................................
PS. กำลังจะกลับมาเล่น เด็กดีอีกครั้ง
Gift Store
Book Store





กระจ่างเลยทีเดียวค่ะ...^^