ความแตกต่างระหว่างการเรียนสายสามัญและสายอาชีพ
บอร์ดมีสาระ > ความรู้รอบตัว เลขกระทู้ 2677836 เข้าชม 336 ตอบ 3 คะแนนโหวต 1


- Name : MookToon [ IP : 171.98.62.6 ]
- Email / Msn: Nookka_naja(แอท)hotmail.com
- วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2556 / 21:09
วิชา Is โรงเรียนบางกะปิ ปีการศึกษา2555
เสนอ ครูสมนึก กำลังเดช
เรื่อง ความแตกต่างระหว่างการเรียนสายสามัญและสายอาชีพ
สมมติฐาน 1.หลักสูตรและจุดเด่นของสายสามัญและสายอาชีพ
2.ปัจจัยของนักเรียนที่เลือกเรียนสายสามัญและสายอาชีพ
3.ความเสมอภาคในการเรียนต่อระดับอุดมศึกษา
เหตุผลที่ทำเรื่องนี้ เพราะการศึกษาในปัจจุบันมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วทั้งสายสามัญและสายอาชีพแต่ละสายก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันประเด็นนี้น่าสนใจและน่าศึกษาฉันและเพื่อนจึงอยากศึกษาความแตกต่างระหว่างการเรียนสายสามัญและสายอาชีวศึกษา
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เป็นหลักสูตรแกนกลางของประเทศ เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก
นอกจากนั้นยังได้มีการปรับกระบวนการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่เน้นการกระจายอำนาจทางการศึกษาให้ท้องถิ่นและสถานศึกษาที่มีส่วนร่วมและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของตนเอง ผลการวิจัยและประเมินผลการใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
ในช่วงระยะเวลา 6ปีที่ผ่านมา พบว่า มีจุดดีหลายประการ คือ ส่งเสริมการกระจายอำนาจทางการศึกษาให้ท้องถิ่นและสถานศึกษามีส่วนร่วม เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น และส่งเสริมการพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม อย่างไรก็ตามพบว่าหลักสูตรบางส่วนยังมีปัญหาและความไม่ชัดเจนบางประการที่ทำให้การนำหลักสูตรสู่การปฏิบัติที่ไม่สะท้อนมาตรฐานการเรียนรู้
ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงได้พัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เพื่อให้การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และการนำหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติในระดับเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา มีความชัดเจน เหมาะสม และสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ การจัดการศึกษามีสามรูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย คือ
(1) การศึกษาในระบบ เป็นการศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและการประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน
(2) การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบวิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จการศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม
(3) การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม หรือแหล่งความรู้อื่นๆ
สถานศึกษาอาจจัดการศึกษาในรูปใดรูปแบบหนึ่งหรือทั้งสามรูปแบบก็ได้ให้มีการเทียบโอนผลการเรียนที่ผู้เรียนสะสมไว้ในระหว่างรูปแบบเดียวกันหรือต่างรูปแบบได้ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียนจากสถานศึกษาเดียวกันหรือไม่ก็ตาม รวมทั้งจากการเรียนรู้นอกระบบตามอัธยาศัย การฝึกอาชีพ หรือจากประสบการณ์การทำงานการสอน และจะส่งเสริมให้สถานศึกษาจัดได้ทั้ง 3 รูปแบบ
การศึกษาในระบบมีสองระดับคือ การศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาระดับอุดมศึกษา
1. การศึกษาขั้นพื้นฐานประกอบด้วย การศึกษาซึ่งจัดไม่น้อยกว่าสิบสองปีก่อนระดับอุดมศึกษา การแบ่งระดับและประเภทของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง การแบ่งระดับหรือการเทียบระดับการศึกษานอกระบบหรือการศึกษาตามอัธยาศัยให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
การศึกษาในระบบที่เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานแบ่งเป็นสามระดับ
1.1 การศึกษาก่อนระดับประถมศึกษา เป็นการจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่มีอายุ 3 – 6 ปี
1.2 การศึกษาระดับประถมศึกษา โดยปกติใช้เวลาเรียน 6 ปี
1.3 การศึกษาระดับมัธยมศึกษา แบ่งเป็นสองระดับ ดังนี้
- การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยปกติใช้เวลาเรียน 3 ปี
- การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยปกติใช้เวลาเรียน 3 ปี แบ่งเป็นสองประเภท ดังนี้
1) ประเภทสามัญศึกษา เป็นการจัดการศึกษาเพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
2) ประเภทอาชีวศึกษา เป็นการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพ หรือ ศึกษาต่อในระดับอาชีพชั้นสูงต่อไป
2. การศึกษาระดับอุดมศึกษาแบ่งเป็นสองระดับ คือ ระดับต่ำกว่าปริญญาและระดับปริญญา การใช้คำว่า "อุดมศึกษา" แทนคำว่า "การศึกษาระดับมหาวิทยาลัย" ก็เพื่อจะให้ครอบคลุมการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรหรืออนุปริญญา ที่เรียนภายหลังที่จบการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว
ทั้งนี้การศึกษาภาคบังคับจำนวนเก้าปีโดยให้เด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ดเข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจนอายุย่างเข้าปีที่สิบหก เว้นแต่สอบได้ชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับหลักเกณฑ์และวิธีการนับอายุให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
การศึกษาภาคบังคับนั้นต่างจากการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่บังคับให้ประชาชนต้องเข้าเรียนแต่เป็นสิทธิ์ของคนไทย ส่วนการศึกษาภาคบังคับเป็นการบังคับให้เข้าเรียนถือเป็นหน้าที่ของพลเมืองตามมาตรา 69 ของรัฐธรรมนูญ
ถ้าเปรียบเทียบหลักสูตรและจุดเด่นระหว่างสายสามัญและสายอาชีพ จะเห็นได้ว่าสายสามัญและสายอาชีพมีความแตกต่างกันอยู่หลายอย่าง การเรียนสายสามัญ คือ การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกระทรวงศึกษาธิการกำหนด โดยให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนการสอน 8 กลุ่มสาระ และสาระเพิ่มเติม เช่น กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมแนะแนว เป็นต้น
โดยการจัดการศึกษาสายสามัญ แบ่งออกเป็น
ระดับประถมศึกษาตอนต้น
ระดับประถมศึกษาตอนปลาย
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถทุกด้าน ตามลำดับขั้นและหลักสูตรของสถานศึกษา และหลักสูตรของกระทวงศึกษากำหนดไว้ ว่าแต่ละระดับควรพัฒนาด้านใดบ้าง และเพิ่มเติมความรู้ ความสามารถในด้านใด
สำหรับสายสามัญในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจะมีการแบ่งชั้นเรียน เป็น
-สายวิทย์คณิต บางโรงเรียนก็จะมี วิทย์ปิโตรเลียม,วิทย์แพทย์,วิทย์-สถาปัตย,วิทย์ทั่วไป
-สายศิลป์คำนวณ
-สายศิลป์ภาษา เช่น อังกฤษจีน, อังกฤษฝรั่งเศส,อังกฤษเยอรมัน, อังกฤษญี่ปุ่น,อังกฤษสเปน
-สายศิลป์-ทั่วไป
สำหรับแบ่งผู้เรียน เพื่อนำไปเป็นเกณฑ์คัดเลือกนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาต่อไป เนื่องจากในบางสาขาวิชาของมหาวิทยาลัยมีการกำหนดไว้ชัดเจนว่าให้สายการศึกษา สายใดเข้าศึกษาได้แต่สายอาชีพจะเป็นการศึกษาเฉพาะทางโดยเน้นให้ผู้เรียนที่จบการศึกษาสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพ หรือสมัครงานตามสาขานั้น ๆ ได้ ซึ่งถือว่าผู้ที่เรียนจบสาขาวิชานั้น ๆ เป็นผู้มีความรู้พื้นฐานสำหรับประกอบอาชีพนั้น ๆ ได้ เช่น
หลักสูตร ปวช. คือ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ เป็นระดับการฝึกวิชาชีพระดับพื้นฐานในงานสายอาชีพนั้น ๆ ซึ่งมีรู้สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ตามความรู้ที่เรียน
หลักสูตร ปวส. คือ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงเป็นระดับความรู้ที่สูงขึ้นจาก ปวช. โดยเน้นความรู้เฉพาะมากขึ้นมีความรู้ความชำนาญพิเศษมากขึ้น
สำหรับหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพและหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูงแบ่งการเรียนเป็นสาขา ดังนี้
- สาขาวิชาอุตสาหกรรม
- สาขาวิชาพณิชยกรรม/บริหารธุรกิจ
- สาขาวิชาศิลปกรรม
- สาขาวิชาประมง
- สาขาวิขาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
- สาขาวิชาอุตสาหกรรมสิ่งทอ
- สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
การศึกษาระดับสายอาชีพสามารถศึกษาต่อได้ถึงระดับสูงสุดเท่ากับการศึกษาสายสามัญ คือ ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ซึ่งเป็นการพัฒนาการศึกษาตามลำดับขั้นสำหรับผู้สนใจศึกษาต่อระดับสูงขึ้นไปเพื่อยกระดับความรู้ความสามารถ นักเรียนที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สามารถเลือกเรียนได้ทั้งสายสามัญและสายอาชีพปัจจัยที่ทำให้นักเรียน
เลือกเรียนระหว่างสายสามัญและสายอาชีพ คือ 1.ด้านสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ขนาดของครอบครัว การศึกษาสูงสุดของคนในครอบครัวและจำนวนพี่น้องร่วมบิดามารดา
2.ด้านสถานภาพทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัว มีตัวแปรที่สำคัญคือ รายได้ของครอบครัว ระดับการศึกษาของบิดามารดาและปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย
3.ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
นักเรียนสายสามัญเมื่อเรียนจบส่วนใหญ่ก็คิดที่อยากเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาทั้งนั้นแต่นักเรียนสาอาชีพบางคนก็อยากเรียนต่อปวส.แต่บางคนก็อาจจะอยากเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา จากการศึกษาความคาดหวังและโอกาสทางการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา พบว่า ผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและได้ต่อระดับอุดมศึกษามีร้อยละ 85.4 เพศหญิงได้ศึกษาต่อมากกว่าเพศชายเล็กน้อย หลักสูตรสายสามัญได้ศึกษาต่อมากกว่าสายอาชีพ แผนการเรียนในหลักสูตรสายสามัญ แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ ได้ศึกษาต่อมากที่สุด รองลงมาคือ แผนการเรียนศิลป์-ภาษา ศิลป์-คำนวณและแผนการเรียนทั่วไป
ส่วนประเภทวิชาในหลักสูตรสายอาชีพ ประเภทวิชาพาณิชย-กรรม/บริหารธุรกิจ ได้ศึกษาต่อมากที่สุด รองลงมาคือประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรม ศิลปหัตถกรรม/ศิลปกรรมและคหกรรม/คหกรรมศาสตร์ ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรสายสามัญจะได้ศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาสังกัดทบวงมหาวิยาลัยเป็นส่วนใหญ่และผู้สำเร็จการศึกษาสายอาชีพจะได้ศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นส่วนใหญ่
นอกจากนี้ผู้สำเร็จการศึกษาส่วนมากจะได้ศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในภูมิภาคหรือที่ตั้งสถานศึกษาของตน ในการศึกษาแต่ละประเภทต่างก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป
สายสามัญ
ข้อดี1.ความรู้พื้นฐานทั่วไป จะได้มากกว่าสายอาชีพ
2.เลือกเรียนในมหาวิทยาลัยได้ทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเอกชนหรือรัฐ
3.มีโอกาสเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ต่างประเทศหรือกิจกรรมอื่นๆได้มากกว่า(อยุ่ที่ตัวเองและการสนับสนุนของโรงเรียน)
4.สังคมแวดวงเพื่อน จะดีกว่า สายอาชีพ (โดยส่วนใหญ่นะ)
5.อื่นๆ ที่ยังคิดไม่ออก
ข้อเสีย
1.ความรู้เฉพาะด้านอาจไม่แน่นเท่าสายอาชีพ(ในบางกรณี)
2.จบม.6 ถ้าไม่ต่อป.ตรี จะไม่มีความหมายเลย***เน้นๆ
3.สายสามัญส่วนใหญ่จะไม่เจอวิชาชีวิต(ประสบการณ์ต่างๆ การเอาตัวรอด พบเจออะไรแย่ๆ)
เท่าสายอาชีพ(โดยส่วนใหญ่)
4.อื่นๆแล้วแต่จะคิดออก
สายอาชีพ
ข้อดี
1.ความรุ้เฉพาะด้านแน่น ถ้าคนที่เลือกเรียนต่อในสาขาที่เรียนมา
จะได้เปรียบกว่าสายสามัญ เมื่อเข้าไปเรียนในมหาลัย
2.ถ้าไม่เรียนต่อ ก้อไม่เปนไร ยังทำงานได้ ไปสอบราชการก้อได้
ข้อเสีย
1.มีข้อจำกัดในการต่อมหาลัย เพราะมหาลัยรัฐหลายที่หลายคณะที่เขาไม่รับเดกสายอาชีพ
ถ้าเปนเอกชนก็แล้วไป
2.สังคมสายอาชีพไม่ค่อยดี เดกเก เสียส่วนใหญ่
*** ในขณะนี้มีพระราชบัญญัติการศึกษาอาชีวศึกษาออกมาแล้วว่าให้สายอาชีพมีการเรียนการสอนถึงระดับปริญญาตรี ทำให้สายอาชีพมีความรู้และความสามารถลึกซึ้งกว่าสายสามัญ
ไม่ว่าจะเรียนประเภทไหนหากผู้เรียนไม่สนใจเรียนก็อาจทำให้ผลการเรียนไม่ดี เรียนไม่จบแต่ถ้าหากผู้เรียนตั้งใจเรียนไม่ว่าจะเรียนในสถาบันไหนก็เรียนจบและยังมีงานดีๆที่เราสามารถเลือกทำได้มากมาย
Gift Store
Book Store




