ไดโนเสาร์....สัตว์ที่เคยครองโลก
บอร์ดมีสาระ > ความรู้รอบตัว เลขกระทู้ 2679174 เข้าชม 825 ตอบ 3 คะแนนโหวต 4

- Name : kvhann < My.iD >
[ IP : 118.173.158.151 ] - Email / Msn: tree412(แอท)hotmail.com
- วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2556 / 22:26
ไดโนเสาร์...สัตว์ที่เคยครองโลก
ไดโนเสาร์เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์อายุเก่าแก่เป็นล้านๆปี ซึ่งมนุษย์ในสมัยนี้สนใจเป็นอย่างมาก โดยศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากทุกๆสิ่งที่ค้นหามาได้โดยจะมีปริศนามากมาย ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์สนใจเป็นอย่างมาก รวมไปถึงนักชีววิทยา นักสัตว์ศาสตร์ นักโบราณคดี หรือนักประวัติศาสตร์หลายท่าน ซากฟอสซิล หรือชิ้นส่วนกระดูกของไดโนเสาร์สามารถนำมาหาคำตอบในสิ่งต่างๆได้ เช่น ทราบยุคสมัยต่างๆในอดีต การกำเนิดของไดโนเสาร์ หรือทราบสภาพภูมิศาสตร์ในสมัยโบราณได้เป็นอย่างดี ซากของไดโนเสาร์แสดงให้เห็นถึงความใหญ่โต แข็งแรง ดุร้าย และความมโหฬารของร่างกาย จึงเป็นสงวนสนเท่ห์ของมนุษย์ในปัจจุบันว่า ในสมัยโบราณที่สัตว์เหล่านี้มีชีวิตอยู่ สภาพแวดล้อมจะเป็นอย่างไร ทำไมจึงเกิดขึ้นได้และจบลงเพราะเหตุใด จากข้อสงสัยเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้มนุษย์ที่อยากรู้สิ่งเหลือเชื่อเกิดจินตนาการ ความคิดที่แปลกใหม่ที่เป็นรูปแบบต่างๆ ทั้งการอ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์และการมโนภาพขึ้นมา โดยอาศัยเทคโนโลยีใหม่ๆ ก่อให้เกิดความจริงที่ปรากฏให้เห็นตามสื่อต่างๆมากมาย
ยุคต่างๆของไดโนเสาร์
ยุคไทรแอสสิก เป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของสิ่งมีชีวิต มีสัตว์พวกใหม่ๆ ปรากฏตัวขึ้นมากมาย ทั้งบนบกและในทะเล บนผืนแผ่นดินมีสภาวะที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชมากมายนัก จนกระทั่งปลายยุคมีต้นปรง และเฟิร์น เจริญเติบโตดี สัตว์มีขาเป็นปล้อง พวกครัสเทเชียนหลายชนิดปรับตัวอาศัยอยู่ในสระน้ำ เช่น พวกหมัดที่เรียกว่า แอสเธอเรีย (Estheria) พวกแมลงป่อง พบในทะเลทรายและแมลงต่าง ๆ พบในชั้นถ่านหิน ส่วนสัตว์มีกระดูกสันหลังที่อาศัยอยู่บนบก มีพวกปลามีปอด (Ceratodus) ปลาพวกนี้มุดตัวอยู่ในโคลน และยังคงมีชีวิตอยู่ได้แม้น้ำในแม่น้ำหรือทะเลสาบแห้งขอดลง สัตว์เลื้อยคลานมีทั้งชนิดและจำนวนเพิ่มมากขึ้น
และในตอนปลายยุค สัตว์เลื้อยคลายคล้ายพวกเลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งมีมากในต้นยุค จะถูกแทนที่ด้วยพวกไดโนเสาร์ นอกจากนี้ยังพบเต่า จระเข้ และริงโคเซฟาเลียน (rhynchocephalian) ก่อนสิ้นยุคไทรแอสสิก นี้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเริ่มปรากฏตัว ในท้องทะเล หอยตะเกียงและไครนอยด์ (Encrinus) ยังพบมากพอควร ปะการัง มีพวกใหม่ ที่เรียกว่า ปะการังหกเหลี่ยม (Hexacorals) ซึ่งยังพบอยู่ในปัจจุบัน หอยสองฝาและหอยโข่ง เริ่มพบมากขึ้นในทะเลน้ำตื้น ส่วนเซฟาโลพอด มีพวกเซอราไททิส (Ceratites) มาก (เป็นแอมโมนอยด์ที่มี Ceratitic suture-line) พวกสัตว์มีขาเป็นปล้องเริ่มมีครัสเทเชียนตัวคล้ายกุ้ง ส่วนสัตว์มีกระดูกสันหลัง พบพวกต้นตระกูลปลากระดูกแข็ง (bony fishes) รวมทั้งปลาที่บินได้จำนวนมาก แต่ปลาฉลามมีน้อยลง เริ่มพบสัตว์เลื้อยคลานกินเนื้อรูปร่างคล้ายปลา (icthyosaurs)
ยุคจูแรสสิก ลักษณะภูมิประเทศในยุคจูแรสซิก เป็นเนินเตี้ย ๆ มีทะเลน้ำตื้นคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ บนผืน แผ่นดินมีพืชมากมาย หลายชนิดเช่น ต้นสน ปรง เฟิร์น และต้นกิงโก (Ginkgo) ยุคนี้บางทีก็เรียกว่าเป็นยุคของต้นปรง พืชดอกที่แท้จริงยังไม่ปรากฏ พวกแมลงมีพวกแมลงปอ ตั๊กแตน แมลงปีกแข็ง และปลวก เป็นต้น พวกหอยโข่ง (Viviparus) มีมากในสระหรือทะเลสาบบางแห่ง ส่วนพวกสัตว์มีกระดูกสันหลังนั้น เริ่มมีพวกกบและอึ่งอ่าง สัตว์เลื้อยคลานเจริญสูงสุดและมีจำนวนมาก เช่น ไดโนเสาร์ เทอโรซอร์ที่บินได้ จระเข้และเต่า นกตัวแรก (Archaeopteryx) ได้พัฒนามาจากสัตว์เลื้อยคลานในยุคนี้ สัตว์เลื้อยคลานคล้ายพวกเลี้ยงลูกด้วยนม มีแต่ตัวขนาดเล็ก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีตัวขนาดเล็กเช่นกันและมีจำนวนน้อย
ในท้องทะเลพบพวกพืชมีสาหร่ายทะเลเนื้อปูน(สาหร่ายสีแดง)มากในทะเลน้ำตื้นที่ใสและ อุ่น สัตว์จำพวกสัตว์ไร้กระดูกสันหลังพวกปะการังหกเหลี่ยมมีมากและมักเกิดเป็นเทือกปะการัง และมีสัตว์จำพวกหอย ไบรโอซัว และฟองน้ำเนื้อปูน เกิดร่วมด้วย หอยตะเกียงที่พบมากมีอยู่ 2 พวก ได้แก่ ทีเรบราทูลิด (terebratulids) พวกมีฝาเรียบ และ ริงโคเนลลิด (rhynchonellids) พวกที่ฝามีซี่ หอยสองฝาที่เป็นพวกใหม่ได้แก่ หอยพวกไทรโกเนีย (trigonias) และหอยนางรม
แอมโมไนท์ในยุคจูแรสสิกนี้พบแพร่หลายมาก มีวิวัฒนาการที่รวดเร็วจึงใช้เป็นตัวบ่งอายุของหินในที่ต่าง ๆ กันได้ แอมโมไนท์บางชนิดอาศัยคืบคลานอยู่ตามพื้นทะเล บางชนิดก็ว่ายไปมาอยู่ใกล้ผิวน้ำ พวกเบเล็มไนท์ (จำพวกปลาหมึก) ก็พบมากเหมือนกันในยุคนี้ สัตว์พวกไดรนอยด์และเอคินอยด์พบมากพอสมควรในทะเลน้ำตื้น ส่วนพวกโอฟิอูรอยด์พบมากเป็นบางแห่ง ปูพบเป็นครั้งแรกในยุคนี้นอกจากนี้ ครัสเทเชียน ตัวคล้ายกุ้งก็พบมาก สัตว์มีกระดูกสันหลังที่อาศัยอยู่ในทะเล ส่วนใหญ่เป็นพวกสัตว์เลื้อยคลานที่สำคัญมีพวกอิคไธโอซอร์ (Ichthyosaurs) และเพลซิโอซอร์ (Plesiosaurs) นอกจากนั้นก็มีพวกปลาที่พบมากเป็นปลากระดูกแข็งโบราณ ปลาฉลาม และปลากระเบน เป็นต้น
ยุคครีเตเชียส ชีวิตบนผืนแผ่นดิน ตอนต้นยุคพืชยังคงคล้ายคลึงกับพวกที่พบในยุคจูแรสสิก คือมีพวก ปรง สน และเฟิร์น เป็นต้น กลางยุคเริ่มมีพืชดอก (แองกิโอสเปิร์ม) และในช่วงปลายยุคมีพืชกลุ่มปัจจุบันปกคลุมอยู่ทั่วไป พวกสัตว์มีกระดูกสันหลัง ไดโนเสาร์ยังคงมีความสำคัญอยู่
แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยังมีจำนวนน้อย
ชีวิตในท้องทะเลในยุคครีเทเซียส มีมากมายหลายจำพวก ฟองน้ำพบทั่วไปในบริเวณน้ำตื้น ส่วนใหญ่เป็นเนื้อปูน ส่วนพวกซิลิเซียสอยู่ในน้ำลึกกว่า ไบรโอซัวพบมากเป็นบางแห่งในเขตน้ำตื้นเหมือนกัน หอยตะเกียงพบมากพอสมควรส่วนใหญ่ยังคงเป็นพวกเทรีบราทูลิดและ
ริงโคเนลลิด หอยสองฝายังคงพบมากอยู่ ส่วนแอมโมไนท์พบน้อยลงและสูญพันธุ์ไปในปลายยุค
เบเล็มไนท์ก็พบน้อยลงเช่นกัน และสูญหายไปเกือบหมดเมื่อสิ้นยุคนี้ อาร์โทรพอดมีพวกกุ้งซึ่งพบอยู่ทั่วไป มีพวกเอไคนอยด์ ไครนอยด์และปลาดาวอยู่มาก แต่ปะการังมีความสำคัญน้อยลง
พวกสัตว์เซลเดียว มีฟอแรมมินิเฟอราและราดิโอลาเรียอยู่แพร่หลาย ส่วนสัตว์มีกระดูกสันหลัง พบปลาจำพวกฉลามและกระเบนที่คล้ายคลึงกับชนิดปัจจุบัน อยู่ทั่วไป
การค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ในประเทศไทย
ไดโนเสาร์เคยมีชีวิตอยู่ในประเทศไทยในสมัยตอนปลายยุคจูราสสิค หรือเมื่อ 200 ล้านปีที่แล้วบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ซึ่งเคยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยหนอง บึง ทะเลทราย ต้นไม้นานาพันธ์ที่เหมาะแก่การอยู่อาศัยของไดโนเสาร์อย่างยิ่ง ไดโนเสาร์ปรากฏกายให้คนไทยได้รู้จักเป็นครั้งแรกเมื่อนักธรณีวิทยาได้พบกระดูกท่อนขาของไดโนเสาร์ต่อมาก็พบซากโครงกระดูกฟันเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันไดโนเสาร์ที่พบในเมืองไทยที่ได้รับการยืนยันชนิดและสกุลแล้วมี 2 พันธุ์ คือไซแอมซอรุส สุธีธรณี และ ซิดดาโคซอรัส สัตตายารักกิ
-ไซแอมโมซอรัส สุธีธรณี เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดเล็กปราดเปรียวว่องไว มีฟันที่
แหลมคมมีชีวิตอยู่เมื่อ 150 ล้านปีที่แล้ว ตัวยาวประมาณ 0.45 เมตร หนักประมาณ 2 กิโลกรัม
จักว่าเป็นไดโนเสาร์สกุลใหญ่และชนิดใหม่ชื่อ กลุศ หมายถึง สัตว์เคลื่อนคลานจากสยามชื่อชนิดจากชื่อ คุณวราวุธ สุธีธร ผู้ค้นพบซากฟันที่ อ. ภูเวียง จ. ขอนแก่น
-ซิดตาโคซอรัส สัตยารักกิ เป็นไดโนเสาร์กินพืชที่มีจะงอยปากเหมือนนกแก้ว มีชีวิตอยู่เมื่อ 144-65 ล้านปีที่แล้ว ตัวยาวประมาณ 2 เมตร เดินด้วย 2 ขา ได้ชื่อตามชื่อของคุณนเรศ สัตรารักษ์ ผู้ค้นพบที่ จ. ชัยภูมิ
สาเหตุที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์
สาเหตุของการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ดีมีการนำเสนอกันมาหลายปีแล้วจากทฤษฎีที่มีผู้เสนอจำนวนมากมีคนนับได้ถึง 95 ทฤษฎี ตั้งแต่ความคิดที่ว่าพระเจ้ากลับมาโลกแล้วทำลายแต่ปัจจุบันนี้ได้ยอมรับความคิดของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายรวมกันเหลือ 2 ทฤษฎี คือ
ทฤษฎีแรก เมื่อ 15 ปีที่ผ่านมามี นักฟิสิกส์ Luis alvarez และ Walter นักธรณีวิทยาได้เสนอทฤษฎีที่ว่า มีบางอย่างจากนอกโลกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของชีวิตบนโลก เมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว มีสิ่งที่กล่าวขวัญกันถึงมากเป็นพิเศษคือ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยอุกกาบาตขนาดใหญ่ตกลงมายังโลก ซึ่งผลของการตกทำให้โลกเกิดความเสียหายส่งผลให้เกิดฝุ่นและไอน้ำจำนวนมากกระจายขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศบดบังแสงอาทิตย์เป็นเวลาแรมเดือนหรือแรมปี ยังส่งผลให้เกิด เย็นลงและมืดที่เป็นสาเหตุที่ฆ่าสัตว์และพืชรวมทั้งไดโนเสาร์จนสูญพันธ์
ทฤษฎีที่สอง (Gerta Keller) นักธรณีวิทยาได้กล่าวว่า ทวีปต่างๆบนโลกมีการเคลื่อนไหวจากกระบวนการที่รู้จักกันในนาม ทวีปจร และเกิดเนื่องจากทวีปต่างๆอยู่บนผิวเปลือกโลกบาง ซึ่งห่อหุ้มภายในโลกที่เป็นของเหลวร้อนเหมือนลาวาที่ไหลจากภูเขาไฟในขณะที่หินเหลวภายในโลกเคลื่อนไหวก็จะดึงเปลือกโลกให้เคลื่อนตัว ในช่วงเวลาที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่บนโลกค่อนข้างอบอุ่นเหมาะกับสัตว์เลื้อยคลานขนาดยักษ์ จนกระทั้งปลายสมัยของยุคไดโนเสาร์ เราจะพบพืชค่อยๆเปลี่ยนเป็นพวกที่ชอบอากาศเย็นขึ้น ซึ่งสันนิษฐานได้ว่า สภาพอากาศของโลกได้เปลี่ยนไปอย่างช้าๆ และเป็นสิ่งที่ไดโนเสาร์ไม่ชอบ คำอธิบายนี้ก็คือ ทวีปได้เคลื่อนไปมากในช่วงเวลา 140 ล้านปี ที่ซึ่งไดโนเสาร์อยู่อาศัยและอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์
จากทฤษฎีที่ได้รวบรวมข้อมูลามาในหลายๆด้าน ทฤษฎีที่สองมีความน่าเชื่อถือที่สุด จากข้อมูล หลักฐาน การคำนวณในสิ่งต่างๆ จนได้ข้อมูลที่ชัดเจนกว่าทฤษฎีอื่นๆที่ได้วิเคราะห์ขึ้นมาเพื่อที่จะนำมาอธิบายเรื่องของไดโนเสาร์
บรรณานุกรม
http://www.baanjomyut.com/library_2/fossil/. 2555.
http://writer.dek-d.com/dektung/story/viewlongc.php?id=138880&chapter=2. 2555.
http://web.nrru.ac.th/web/ancient/dino/dino401.htm. 2555.
http://www.everykid.com/worldnews2/dino/index.html .
Gift Store
Book Store





hahaha