RSS
สวัสดี ผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
หน้าแรก  , เช็ค Speed อินเตอร์เน็ต  ,  My.iD  นักเขียน  , กิจกรรม   , ไลฟ์สไตล์,โพส MSN   , เกมส์,
GAT PAT , หาหอพัก , กวดวิชา   ,  ติวเตอร์   ,  การศึกษา   ,  ทุน เรียนต่อ   ,  แอดมิชชั่น   ,  แชทรูม   , 
ช้อปปิ้ง   ,ฟังวิทยุ   ,  บอร์ด Asian Star   ,  บอร์ด Af6   ,  บอร์ด The Star5   ,  เว็บเพื่อนบ้าน
  Board > 4.นักเขียน > 4.1 สัพเพเหระ • เลขที่กระทู้ 711541• เข้าชม 1768 คน • ตอบ 35 คน • คะแนนโหวต 5 คะแนน
   > ตั้งกระทู้ใหม่! |
ค้นหากระทู้ ชื่อกระทู้ ชื่อคนตั้งกระทู้

อันเนื่องมาจากกรณีพิพาท บรรณาธิการ-นักเขียน-สำนักพิมพ์

บอร์ดมีอะไรใหม่?
Name : Wodinaz < My.iD > [ IP : 124.120.4.150 ]
Email / Msn: phoenixa_wodinaz(แอท)hotmail.com
วันที่: 19 พฤศจิกายน 2549 / 07:58
  
 
Tag คือ การสรุปคำสำคัญ เพื่อบอกว่ากระทู้นี้เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง

[ เปิดใหม่ บอร์ด Asian Star สำหรับแฟนคลับ ดารานักร้อง เกาหลี ญี่ปุ่น จีน! ]


เห็นว่าน่าสนใจ เลยเอามาให้อ่านกันครับ

อันเนื่องมาจากกรณีพิพาท บรรณาธิการ-นักเขียน-สำนักพิมพ์

โดยพรชัย จันทโสก jantasok@yahoo.com
จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เซคชั่นจุดประกายวรรณกรรม ปีที่ 16 ฉบับที่ 6519
วันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 http://203.154.97.32/jud/wan/

กรณีพิพาทระหว่างสำนักพิมพ์กับนักเขียนดูเหมือนว่าจะมีการรอมชอมกันมาโดยตลอด และนักเขียนมักเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ โดยเฉพาะเรื่องของผลประโยชน์ค่าลิขสิทธิ์ที่ไม่ได้มีการทำสัญญาชัดเจน หรือเป็นการทำสัญญาที่ทางสำนักพิมพ์ได้เปรียบอยู่แล้ว โดยนักเขียนไม่มีสิทธิเรียกร้องอะไรไปได้มากกว่าการยอมจำนน และยอมรับเงื่อนไขอย่างกล้ำกลืนฝืนทนเท่านั้น

อย่างกรณีที่เกิดขึ้นล่าสุด เป็นความขัดแย้งระหว่าง ชนัฏฐ์ ศิลา-ธารา อดีตบรรณาธิการสำนักพิมพ์เนรมิตรกับเจ้าของสำนักพิมพ์หรือที่เรียกกันติดปากว่า "นายทุน" ซึ่งเป็นประเด็นที่บรรณาธิการเห็นว่า สำนักพิมพ์ไม่มีความเป็นธรรมกับนักเขียน และไม่ควรจะทำให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก

กระทั่งร้อนถึง เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย ที่พยายามจะผลักดันเรื่อง สัญญาลิขสิทธิ์ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนักเขียนและให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันเพื่อความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ต้องออกมาเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้อง หรือคนในวงการหนังสือสร้างบรรทัดฐานที่เป็นธรรมขึ้นมา

สิ่งที่บรรณาธิการกล่าวอ้างและพาดพิงถึงนายทุนหรือผู้บริหารนั้น... "จุดประกายวรรณกรรม" ได้เปิดพื้นที่เป็นสื่อกลางให้กับทั้งสองฝ่ายได้พูดความจริงกับประเด็นที่เกิดขึ้นด้วยความจริงใจ โดยไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในฐานะที่เป็นสื่อและต้องการจะให้เกิดความเข้าใจที่ดีระหว่างทั้งสองฝ่าย

แต่เนื่องจากทางด้าน กุลชัย สายทุ้ม บรรณาธิการอำนวยการสำนักพิมพ์เนรมิตร บริษัท สำนักพิมพ์สรรพศาสตร์ (2004) จำกัด ได้ปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่องนี้โดยให้เหตุผลสั้นๆ ว่า "เหมือนเป็นการแก้แค้นกันเสียมากกว่าเพราะมันไม่เป็นความจริง" และนักเขียนยินดีรับเงื่อนไขทุกอย่างที่ทางสำนักพิมพ์เสนอให้

ดังนั้นไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร..."จุดประกายวรรณกรรม" ไม่อยู่ในฐานะที่จะตัดสิน แต่ยินดีจะเป็นสื่อกลางให้ทุกคนได้พูดความจริงด้วยความจริงใจและซื่อสัตย์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย เพื่อจะได้ช่วยกันพัฒนาแวดวงหนังสือ สำนักพิมพ์ และนักเขียนไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ ก่อให้เกิดความสมานฉันท์ต่อกัน

และต่อไปนี้จึงเป็นการเปิดเผยความจริงใจด้านหนึ่งของ ชนัฏฐ์ ศิลา-ธารา ซึ่งจะพูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่กลายเป็นประเด็นร้อนดังกล่าว

0 กรณีนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรและเมื่อไร?

เริ่มตั้งแต่ตอนที่ผมเข้าไปทำงานแรกๆ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งยังไม่ครบปี ผมระบุว่าถ้าให้ผมเข้าไปบริหารค่าลิขสิทธิ์ นักเขียนจะต้องได้ค่าลิขสิทธิ์ 10% จากยอดพิมพ์ และพิมพ์เท่าไรจ่ายเท่านั้น แต่ว่าสำนักพิมพ์มีการเบี้ยวขึ้นมา สมมติว่าพิมพ์ 3,000 เล่ม แต่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้นักเขียนแค่ 2,500 เล่ม ซึ่ง 500 เล่มที่ตัดไปนั้นผมคิดว่ามันก็เยอะสำหรับนักเขียนที่ดำรงชีพโดยการเขียน โดยอ้างว่า 500 เล่มนี้เป็นงบสำหรับพีอาร์หรือประชาสัมพันธ์ ซึ่งจริงๆ แล้วผมเป็นคนเซ็นงบนี้ด้วยตัวเอง...ที่จริงงบพีอาร์แค่ 100-150 เล่มเอง ส่วนที่หายไปก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน สันนิษฐานว่าน่าจะเอาไปขายตามงานสัปดาห์ หรือมหกรรมหนังสือ และการขายสู่สมาชิก ในฐานะบรรณาธิการก็ต้องพูดความจริงกับนักเขียน ต้องบอกความจริง เพราะมันเป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญา

เริ่มตั้งแต่ตอนที่ผมเข้าไปทำงานแรกๆ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งยังไม่ครบปี ผมระบุว่าถ้าให้ผมเข้าไปบริหารค่าลิขสิทธิ์ นักเขียนจะต้องได้ค่าลิขสิทธิ์ 10% จากยอดพิมพ์ และพิมพ์เท่าไรจ่ายเท่านั้น แต่ว่าสำนักพิมพ์มีการเบี้ยวขึ้นมา สมมติว่าพิมพ์ 3,000 เล่ม แต่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้นักเขียนแค่ 2,500 เล่ม ซึ่ง 500 เล่มที่ตัดไปนั้นผมคิดว่ามันก็เยอะสำหรับนักเขียนที่ดำรงชีพโดยการเขียน โดยอ้างว่า 500 เล่มนี้เป็นงบสำหรับพีอาร์หรือประชาสัมพันธ์ ซึ่งจริงๆ แล้วผมเป็นคนเซ็นงบนี้ด้วยตัวเอง...ที่จริงงบพีอาร์แค่ 100-150 เล่มเอง ส่วนที่หายไปก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน สันนิษฐานว่าน่าจะเอาไปขายตามงานสัปดาห์ หรือมหกรรมหนังสือ และการขายสู่สมาชิก ในฐานะบรรณาธิการก็ต้องพูดความจริงกับนักเขียน ต้องบอกความจริง เพราะมันเป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญา

ส่วนประเด็นที่สองก็เป็นกรณีสมมติว่าผมเอางานเล่มนี้มาพิมพ์ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ 10% จากยอดพิมพ์ ซึ่งไม่เยอะเลย มันเป็นมาตรฐานมาก ถ้าเป็นค่ายใหญ่เขาอาจจะให้เยอะกว่านี้ด้วยซ้ำ อันนี้นายทุนตกลงเสร็จ แต่พอเวลาหนังสือทำอาร์ตเวิร์คเสร็จพร้อมส่งโรงพิมพ์ นายทุนบอกว่าจะให้แค่ 7% ถ้ารับไม่ได้ก็คือไม่พิมพ์เลย ทำให้เกิดกรณีไม่ตรงไปตรงมา และยอดจ่ายจาก 3,000 เล่ม ลดเหลือ 2,500 เล่มด้วย โดยบอกว่าเป็นค่าโปรโมชั่น ซึ่งความเป็นจริงนั้นไม่ว่าโรงพิมพ์ที่ไหนเขาต้องพิมพ์เกินออกมาจำนวนเป็นร้อยเล่มอยู่แล้ว

และประเด็นที่สามคือเบี้ยวค่าผลิต เพราะหนังสือทั้ง 5 เล่มนั้นเสร็จพร้อมพิมพ์ ค่าอาร์ตเวิร์ค และค่าภาพประกอบเกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่ยอมจ่าย

0 ปัญหาใหญ่ของเรื่องนี้คือไม่เป็นธรรมกับนักเขียน?

คนทั่วไปอาจคิดว่าเป็นเงินที่น้อยมาก เรื่องการลดหรือว่าเรื่องการพิมพ์เกิน แต่บางทีเราในฐานะที่เป็นคนเอางานเขามา กรณีนี้นายทุนบอกว่าเราเป็นลูกจ้าง ทำไมไม่รักษาผลประโยชน์ให้กับบริษัท ทำไมต้องไปดูแลนักเขียน ซึ่งบางทีบรรณาธิการกับนักเขียนมันมีความเป็นพี่เป็นน้องกันอยู่ และปัญหาล่าสุด คือมีงานอยู่ 5 เล่มที่จัดอาร์ตเวิร์คเสร็จแล้วพร้อมพิมพ์ได้เลย แต่ทางสำนักพิมพ์เนรมิตรไม่ยอมพิมพ์

คนทั่วไปอาจคิดว่าเป็นเงินที่น้อยมาก เรื่องการลดหรือว่าเรื่องการพิมพ์เกิน แต่บางทีเราในฐานะที่เป็นคนเอางานเขามา กรณีนี้นายทุนบอกว่าเราเป็นลูกจ้าง ทำไมไม่รักษาผลประโยชน์ให้กับบริษัท ทำไมต้องไปดูแลนักเขียน ซึ่งบางทีบรรณาธิการกับนักเขียนมันมีความเป็นพี่เป็นน้องกันอยู่ และปัญหาล่าสุด คือมีงานอยู่ 5 เล่มที่จัดอาร์ตเวิร์คเสร็จแล้วพร้อมพิมพ์ได้เลย แต่ทางสำนักพิมพ์เนรมิตรไม่ยอมพิมพ์

ตอนแรกเขาจะพิมพ์แต่ผมบอกว่าให้พิมพ์ได้ แต่ผมขอทำสัญญา 4-5 ข้อ คือ การตกลงเซ็นสัญญาพิมพ์แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ถ้าจะพิมพ์ซ้ำต้องเซ็นสัญญากันใหม่ และพิมพ์เท่าไรก็ต้องจ่ายเท่านั้น ผมก็ไม่รู้หรอกว่าสมมติว่าพิมพ์ 3,000 เล่ม ถ้าสำหรับพีอาร์ 100 เล่ม ผมขอจ่าย 2,900 เล่ม ไม่ใช่แค่ 2,500 เล่ม และตกลงกันเลยว่าจะต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เท่าไร จะชำระให้ภายในกี่เดือน จะเป็นสัญญาพวกนี้ ห้ามมีการพิมพ์เกิน ถ้ามีการพิมพ์เกินนักเขียนเช็คได้ก็จะมีผลทางกฎหมาย ตรงนี้เลยเป็นสาเหตุที่ทางสำนักพิมพ์เนรมิตรไม่ยอมทำสัญญาและไม่ยอมพิมพ์ และก็ดึงงานเอาไว้ไม่ยอมปล่อยออกมา

0 ก่อนหน้านี้ทางสำนักพิมพ์ได้มีการทำสัญญากับนักเขียนบ้างไหม?

ไม่เคยเลย เพราะนักเขียนเขาจะเชื่อใจผมไงครับ เมื่อผมเป็นบรรณาธิการก็น่าจะดูแลและซื่อสัตย์พอ แต่ตอนหลังผมรู้สึกว่าดูแลผลประโยชน์ให้นักเขียนไม่ไหวแล้ว แต่ก็พยายามเคลียร์งานทั้ง 5 เล่มนี้ให้จบ นั่นคืองานของคุณ แพร จารุ, สร้อยแก้ว คำมาลา, ฮ.นิกฮูกี้, ตินกานต์ และไพรินทร์ เจนเกียรติ แต่ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ ผมว่าจ้างทั้งค่าภาพประกอบและอาร์ตเวิร์คโดยใช้เอาท์ซอร์ส หรือจ้างคนนอกหมดเลยในนามของสำนักพิมพ์เนรมิตร

ไม่เคยเลย เพราะนักเขียนเขาจะเชื่อใจผมไงครับ เมื่อผมเป็นบรรณาธิการก็น่าจะดูแลและซื่อสัตย์พอ แต่ตอนหลังผมรู้สึกว่าดูแลผลประโยชน์ให้นักเขียนไม่ไหวแล้ว แต่ก็พยายามเคลียร์งานทั้ง 5 เล่มนี้ให้จบ นั่นคืองานของคุณ แพร จารุ, สร้อยแก้ว คำมาลา, ฮ.นิกฮูกี้, ตินกานต์ และไพรินทร์ เจนเกียรติ แต่ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ ผมว่าจ้างทั้งค่าภาพประกอบและอาร์ตเวิร์คโดยใช้เอาท์ซอร์ส หรือจ้างคนนอกหมดเลยในนามของสำนักพิมพ์เนรมิตร

 แต่ปัญหาตอนนี้คือทางเนรมิตรไม่ยอมจ่าย เขาบอกว่าเมื่อผมเป็นบรรณาธิการต้องเคลียร์เงินเอง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นผมต้องจ่าย เพราะบรรณาธิการเป็นคนว่าจ้าง แต่ขณะที่ว่าจ้างนั้นผมยังอยู่ในตำแหน่งบรรณาธิการและเป็นพนักงานของสำนักพิมพ์เนรมิตร ตอนนี้ยังคาราคาซังอยู่ ปัญหายังไม่ได้เคลียร์ คือทางสำนักพิมพ์เขาไม่รับผิดชอบอะไรเลย 5 เล่มนี้ไม่ยอมพิมพ์ ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่ยอมทำสัญญาตามที่ผมเสนอไป

0 แสดงว่านักเขียนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจเรื่องทำสัญญากันอยู่แล้ว?

บางทีคนที่เป็นนักเขียนเขาจะไม่ค่อยคิดเรื่องเงิน เขาจะไม่คิดเรื่องสัญญา เขามีหน้าที่เขียนก็จบแล้ว แต่ว่าในฐานะบรรณาธิการควรจะดูแลให้นักเขียน ควรจะจัดการทุกอย่างให้เคลียร์ที่สุด ให้สำนักพิมพ์พอใจ ให้นักเขียนพอใจ แต่ตอนนี้ทั้ง 5 เล่มทำอาร์ตเวิร์คเสร็จหมดพร้อมพิมพ์ได้เลย และค่าใช้จ่ายก็เกิดขึ้นแล้ว คนทำฟรีแลนซ์ตามความจริงเขาต้องได้รับเงิน สำนักพิมพ์จะพิมพ์หรือไม่พิมพ์ หรือมีปัญหากับนักเขียน แต่เขาต้องได้เงินเพราะเขาทำงานเสร็จแล้ว แต่ปรากฏว่าทุกวันนี้ยังไม่มีใครได้เงินเลยสักบาท และในชุดแรกที่ผมทำประมาณ 7-8 เล่มก็มีปัญหาเรื่องนี้เหมือนกัน คนทำแทนที่จะได้เงินก็ไม่ได้ ถูกโกงบ้าง หรืออะไรบ้าง

บางทีคนที่เป็นนักเขียนเขาจะไม่ค่อยคิดเรื่องเงิน เขาจะไม่คิดเรื่องสัญญา เขามีหน้าที่เขียนก็จบแล้ว แต่ว่าในฐานะบรรณาธิการควรจะดูแลให้นักเขียน ควรจะจัดการทุกอย่างให้เคลียร์ที่สุด ให้สำนักพิมพ์พอใจ ให้นักเขียนพอใจ แต่ตอนนี้ทั้ง 5 เล่มทำอาร์ตเวิร์คเสร็จหมดพร้อมพิมพ์ได้เลย และค่าใช้จ่ายก็เกิดขึ้นแล้ว คนทำฟรีแลนซ์ตามความจริงเขาต้องได้รับเงิน สำนักพิมพ์จะพิมพ์หรือไม่พิมพ์ หรือมีปัญหากับนักเขียน แต่เขาต้องได้เงินเพราะเขาทำงานเสร็จแล้ว แต่ปรากฏว่าทุกวันนี้ยังไม่มีใครได้เงินเลยสักบาท และในชุดแรกที่ผมทำประมาณ 7-8 เล่มก็มีปัญหาเรื่องนี้เหมือนกัน คนทำแทนที่จะได้เงินก็ไม่ได้ ถูกโกงบ้าง หรืออะไรบ้าง

0 ในฐานะบรรณาธิการคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับวงการนักเขียนควรแก้ไขอย่างไร?

คิดว่าแก้ยาก สังเกตช่วงหลังสำนักพิมพ์เกิดขึ้นเยอะมาก แต่มันเกิดด้วยคนที่เป็นนักธุรกิจเป็นนักลงทุนมาทำหนังสือ คือหนังสือมันเป็นงานศิลปะ เป็นงานสติปัญญา แต่ว่าเขาเข้ามาเพื่อหวังขายหนังสือให้ได้เยอะๆ กอบโกยกำไรให้ได้เร็วๆ เท่าไรยิ่งดี มันเลยขัดแย้งกัน มันเลยพูดถึงจุดขายหรือจุดไม่ขาย คือทำงานอะไรออกไปก็ได้ จะเป็นงานแฉหรืองานอะไรก็ได้ ขอให้ขายได้อย่างเดียว คือพวกนายทุนจะไม่เข้าใจระบบการทำหนังสือ ทำเพื่อกอบโกยอย่างเดียว นี่คือปัญหาล่ะ เขาจะเป็นคนที่ไร้รากของการเป็นคนทำหนังสือ ขายอย่างเดียว ผมว่ามันมีผลกระทบไปถึงผู้อ่านอีกนะ ทำให้คนอ่านเกิดช่องโหว่ขึ้นมาว่าหนังสือที่เขาอยากอ่าน หนังสือที่เสริมสร้างสติปัญญาอยู่ที่ไหน

คิดว่าแก้ยาก สังเกตช่วงหลังสำนักพิมพ์เกิดขึ้นเยอะมาก แต่มันเกิดด้วยคนที่เป็นนักธุรกิจเป็นนักลงทุนมาทำหนังสือ คือหนังสือมันเป็นงานศิลปะ เป็นงานสติปัญญา แต่ว่าเขาเข้ามาเพื่อหวังขายหนังสือให้ได้เยอะๆ กอบโกยกำไรให้ได้เร็วๆ เท่าไรยิ่งดี มันเลยขัดแย้งกัน มันเลยพูดถึงจุดขายหรือจุดไม่ขาย คือทำงานอะไรออกไปก็ได้ จะเป็นงานแฉหรืองานอะไรก็ได้ ขอให้ขายได้อย่างเดียว คือพวกนายทุนจะไม่เข้าใจระบบการทำหนังสือ ทำเพื่อกอบโกยอย่างเดียว นี่คือปัญหาล่ะ เขาจะเป็นคนที่ไร้รากของการเป็นคนทำหนังสือ ขายอย่างเดียว ผมว่ามันมีผลกระทบไปถึงผู้อ่านอีกนะ ทำให้คนอ่านเกิดช่องโหว่ขึ้นมาว่าหนังสือที่เขาอยากอ่าน หนังสือที่เสริมสร้างสติปัญญาอยู่ที่ไหน

0 มองว่าที่ผ่านมานักเขียนมักถูกสำนักพิมพ์เอาเปรียบ?

ผมคิดว่าควรจะมีความเป็นกลางมากกว่านี้ ผมเห็นสัญญาหลายที่มักจะผูกมัดนักเขียนมากเกินไป และก็น้ำหนักจะมาที่สำนักพิมพ์ 70% ที่ได้เปรียบ ส่วน 30% ที่เหลือเป็นความได้เปรียบของนักเขียนซึ่งน้อยมาก เรื่องของสัญญาน่าจะเป็นกลาง และน่าจะมีหน่วยงานที่เข้ามาควบคุมกัน ใครก็ได้ที่จะเข้ามาเป็นนายทุนทำสำนักพิมพ์ควรจะใช้สัญญาฉบับที่เป็นกลางที่สุด มันต้องมีการดูแล ใครอยากทำก็เอาสัญญาฉบับนี้มาให้เซ็น ถ้าไม่เซ็นก็ไม่ทำ

ผมคิดว่าควรจะมีความเป็นกลางมากกว่านี้ ผมเห็นสัญญาหลายที่มักจะผูกมัดนักเขียนมากเกินไป และก็น้ำหนักจะมาที่สำนักพิมพ์ 70% ที่ได้เปรียบ ส่วน 30% ที่เหลือเป็นความได้เปรียบของนักเขียนซึ่งน้อยมาก เรื่องของสัญญาน่าจะเป็นกลาง และน่าจะมีหน่วยงานที่เข้ามาควบคุมกัน ใครก็ได้ที่จะเข้ามาเป็นนายทุนทำสำนักพิมพ์ควรจะใช้สัญญาฉบับที่เป็นกลางที่สุด มันต้องมีการดูแล ใครอยากทำก็เอาสัญญาฉบับนี้มาให้เซ็น ถ้าไม่เซ็นก็ไม่ทำ

0 ถ้าดูจากอดีตจะเห็นว่านักเขียนกับสำนักพิมพ์จะมีสัญญาใจโดยไม่จำเป็นต้องมีสัญญาผูกมัดทางกฎหมายก็ได้?

เมื่อก่อนเขาจะเรียกวงการสิ่งพิมพ์ว่า "มิตรน้ำหมึก" ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีใครเรียกอย่างนี้แล้วนะ มีแต่คนเรียกว่า "ธุรกิจสิ่งพิมพ์" มันต่างกันเลย ทำหนังสือมันคือการทำธุรกิจมันก็ถูก แต่ว่าควรจะเอาธุรกิจให้น้อยหน่อย หนังสือมันคือปัญญา เสริมสร้างรากฐานของชีวิต แต่ถ้าคุณทำเพื่อหวังเงิน ปัญญากับรากฐานมันจะเกิดได้อย่างไร อย่างแต่ก่อนเหมือนสำนักพิมพ์ต้องเข้าไปดูแลนักเขียน ไปเอางานมาทำให้ ซึ่งทุกสำนักพิมพ์ควรจะดูแลนักเขียนให้เท่ากันทุกระดับอย่างนั้น

เมื่อก่อนเขาจะเรียกวงการสิ่งพิมพ์ว่า "มิตรน้ำหมึก" ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีใครเรียกอย่างนี้แล้วนะ มีแต่คนเรียกว่า "ธุรกิจสิ่งพิมพ์" มันต่างกันเลย ทำหนังสือมันคือการทำธุรกิจมันก็ถูก แต่ว่าควรจะเอาธุรกิจให้น้อยหน่อย หนังสือมันคือปัญญา เสริมสร้างรากฐานของชีวิต แต่ถ้าคุณทำเพื่อหวังเงิน ปัญญากับรากฐานมันจะเกิดได้อย่างไร อย่างแต่ก่อนเหมือนสำนักพิมพ์ต้องเข้าไปดูแลนักเขียน ไปเอางานมาทำให้ ซึ่งทุกสำนักพิมพ์ควรจะดูแลนักเขียนให้เท่ากันทุกระดับอย่างนั้น

การทำหนังสือนั้นนักเขียนสำคัญเป็นอันดับแรก เพราะถ้าไม่มีนักเขียนก็ไม่มีงานพิมพ์ แต่ถ้าเทียบตัวเงิน สายส่งได้ 40% และสำนักพิมพ์ได้กำไรตั้งเท่าไร แต่นักเขียนได้ 10% ถือว่าน้อยมากเลย และมันก็เกิดการต่อรองเหลือ 5 หรือ 7% ได้ไหม เหมาจ่ายได้ไหม ขอหมื่นสองหมื่นได้ไหม คือมันไม่มีบรรทัดฐานในวงการสิ่งพิมพ์ของไทย เราควรดูแลนักเขียนให้เท่าเทียมกัน และก็ทุกอย่างควรจะยุติธรรมด้วย

0 คิดว่าสำนักพิมพ์อื่นๆ ประสบปัญหาอย่างนี้บ้างหรือเปล่า?

มีเยอะเหมือนกัน สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ก็มีบ้าง ปัญหาใหญ่ๆ ไม่มีใครเข้ามาควบคุม การทำหนังสือไม่มีใครมาควบคุมว่าสัญญาฉบับนี้มันต้องทำอย่างนี้ ค่าลิขสิทธิ์ควรจะได้เท่านี้ พิมพ์แล้วจ่ายเท่าไร ไม่มีใครเข้ามาควบคุม ทุกอย่างเกิดจากการตามใจหมด ศิลปินก็อยากจะทำงานเขียนสงบๆ น้อยมากที่นักเขียนจะเข้ามาตามว่าตกลงได้กี่เปอร์เซ็นต์ ตกลงว่าพิมพ์เท่าไร สัญญาอยู่ไหน ไม่มีใครตามหรอก เขารู้สึกว่าเขาเขียนอย่างเดียวดีกว่า

มีเยอะเหมือนกัน สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ก็มีบ้าง ปัญหาใหญ่ๆ ไม่มีใครเข้ามาควบคุม การทำหนังสือไม่มีใครมาควบคุมว่าสัญญาฉบับนี้มันต้องทำอย่างนี้ ค่าลิขสิทธิ์ควรจะได้เท่านี้ พิมพ์แล้วจ่ายเท่าไร ไม่มีใครเข้ามาควบคุม ทุกอย่างเกิดจากการตามใจหมด ศิลปินก็อยากจะทำงานเขียนสงบๆ น้อยมากที่นักเขียนจะเข้ามาตามว่าตกลงได้กี่เปอร์เซ็นต์ ตกลงว่าพิมพ์เท่าไร สัญญาอยู่ไหน ไม่มีใครตามหรอก เขารู้สึกว่าเขาเขียนอย่างเดียวดีกว่า

เมืองนอกเขามีทุกอย่างทั้งเรื่องสัญญาหรือมีสมาคมเข้ามาดูแล แต่บ้านเรายังมีช่องโหว่เยอะมาก จริงๆ ถ้าสังเกตสำนักพิมพ์บ้านเราไม่ควรจะเกิดเยอะขนาดนี้ คือใครมีเงินหน่อยอยากทำหนังสือก็มาทำได้ ควรจะมีอะไรที่เป็นบรรทัดฐานว่าการที่คุณจะมาเปิดสำนักพิมพ์ควรจะมีหนึ่งถึงสิบข้ออะไรบ้างถึงจะทำได้ ทุกวันนี้ใครอยากเปิดก็เปิด แต่หนังสือที่ออกมาคืออะไร จริงๆ สำนักพิมพ์ต้องรีเสิร์ช ก่อนว่าคนอ่านอยากอ่านอะไร ไม่ใช่ว่าเอางานมายัดเยียดคนอ่าน จริงๆ การอ่านสำคัญมาก ถ้าสำนักพิมพ์ทำหนังสือเละเทอะ แล้วสติปัญญาจะเกิดขึ้นจากตรงไหน ถ้าเราทำหนังสือดีๆ ให้คนอ่าน การอ่านมันคือการพัฒนาสติปัญญา และควรจะเจริญขึ้น แต่ทุกวันนี้มีแต่อะไรก็ไม่รู้ มันต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ

0 ต่อไปนี้นักเขียนควรมีสิทธิจะรู้เกี่ยวกับอะไรบ้าง?

นักเขียนควรจะรู้และมีการแจ้งยอดเลยว่าหนังสือของเขาจะพิมพ์เท่าไร ถ้าทุกอย่างตรงไปตรงมามันจะไม่มีอะไรปิดบัง หรือแม้กระทั่งสายส่งนักเขียนควรจะเช็คกับสายส่งได้ ซึ่งสำนักพิมพ์เท่านั้นที่จะรู้ได้ ถ้าเป็นนักเขียนโทรเข้าไปถามเขาจะไม่บอก ถ้ามันเป็นความจริง ความจริงมันจะไม่ใช่ความลับเลย จะกลัวทำไม ใครโกหก เอาความจริงมาคุยกัน ปัญหาจะไม่เกิดเลยถ้าทุกคนเซ็นสัญญา ถามว่าผมผิดอะไร ผิดเพราะไม่รักษาผลประโยชน์ของบริษัท แล้วผลประโยชน์นั้นเอาเปรียบหรือเปล่าล่ะ

นักเขียนควรจะรู้และมีการแจ้งยอดเลยว่าหนังสือของเขาจะพิมพ์เท่าไร ถ้าทุกอย่างตรงไปตรงมามันจะไม่มีอะไรปิดบัง หรือแม้กระทั่งสายส่งนักเขียนควรจะเช็คกับสายส่งได้ ซึ่งสำนักพิมพ์เท่านั้นที่จะรู้ได้ ถ้าเป็นนักเขียนโทรเข้าไปถามเขาจะไม่บอก ถ้ามันเป็นความจริง ความจริงมันจะไม่ใช่ความลับเลย จะกลัวทำไม ใครโกหก เอาความจริงมาคุยกัน ปัญหาจะไม่เกิดเลยถ้าทุกคนเซ็นสัญญา ถามว่าผมผิดอะไร ผิดเพราะไม่รักษาผลประโยชน์ของบริษัท แล้วผลประโยชน์นั้นเอาเปรียบหรือเปล่าล่ะ

ผมไม่บอกใครเลยว่าออกมาจากสำนักพิมพ์ แต่ทางสำนักพิมพ์เป็นคนโทรไปบอกนักเขียนเองว่าผมออกไปแล้ว และให้นักเขียนไปเคลียร์งานกับผม ซึ่งนักเขียนเลยโทรมาหาผมว่าถ้าผมไม่อยู่แล้วขอถอนงานออกได้ไหม มันเลยเกิดเรื่องขึ้นมา ผมเป็นแค่ บก.จะมีสิทธิไปถอนงานได้ยังไง ผมเลยบอกตรงๆ ว่า บก.ไม่มีสิทธิหรอก เพราะบก.ไม่ใช่คนเขียน แต่เมื่อนักเขียนให้ผมมาเมื่อนักเขียนจะถอนผมก็ต้องโทรบอกนายทุนว่านักเขียนขอถอน สำนักพิมพ์ก็ไม่ยอมให้ถอน เมื่อให้มาแล้วก็ต้องให้เลยไม่มีสิทธิถอนออก เลยเกิดกรณีพิพาทเยอะมาก ประเด็นหลักที่พูดมาทั้งหมดคือเรื่องความไม่ซื่อสัตย์เท่านั้นเอง ถ้าซื่อสัตย์ปัญหาพวกนี้จะไม่เกิดเลย

0 ตอนนี้มาเปิดสำนักพิมพ์เองเสียเลย?

ช่วยๆ กันทำสำนักพิมพ์ขึ้นมา อยากให้พวกนายทุนรู้ว่าถ้าซื่อสัตย์ตรงไปตรงไปมา ที่เขามองว่ามันไม่ขาย แต่เป็นงานที่ดีเนี่ย เราจะทำให้ดูว่ามันไปได้ไหม ชื่อสำนักพิมพ์ "สำนึกพิมพ์ปีดี By อารีมิตร" มีความหมายว่า เรามีปีที่ดี มีวันที่ดี ด้วยเหล่าอารีมิตร และทำขึ้นมาโดยที่ไม่มีเงินทุนเลยแม้สักบาท คือช่วยๆ กันไป ซึ่งมีสโลแกนเลยว่า "สำนึกใหญ่ๆ : สำนักเล็กๆ" เพราะคิดว่าควรจะทำด้วยรากฐานของคนที่มีจิตวิญญาณของคนทำหนังสือ และควรจะทำหนังสือด้วยการมีจิตสำนึก ทำด้วยความซื่อสัตย์ หนังสือชุดแรกที่ออกมามีของ ญามิลา และอีแร้ง ที่เกิดจากการบิดพลิ้วมานั่นแหละ พวกพี่เขาก็ไม่สบายใจเลยอยากให้คนที่ทำงานจริงๆ ออกมารวมตัวกันดีกว่า ส่วน 5 เล่มนั้นยังคาราคาซังอยู่ ที่ทิ้งไว้ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะได้พิมพ์เมื่อไร จะเคลียร์กันอย่างไร

ช่วยๆ กันทำสำนักพิมพ์ขึ้นมา อยากให้พวกนายทุนรู้ว่าถ้าซื่อสัตย์ตรงไปตรงไปมา ที่เขามองว่ามันไม่ขาย แต่เป็นงานที่ดีเนี่ย เราจะทำให้ดูว่ามันไปได้ไหม ชื่อสำนักพิมพ์ "สำนึกพิมพ์ปีดี By อารีมิตร" มีความหมายว่า เรามีปีที่ดี มีวันที่ดี ด้วยเหล่าอารีมิตร และทำขึ้นมาโดยที่ไม่มีเงินทุนเลยแม้สักบาท คือช่วยๆ กันไป ซึ่งมีสโลแกนเลยว่า "สำนึกใหญ่ๆ : สำนักเล็กๆ" เพราะคิดว่าควรจะทำด้วยรากฐานของคนที่มีจิตวิญญาณของคนทำหนังสือ และควรจะทำหนังสือด้วยการมีจิตสำนึก ทำด้วยความซื่อสัตย์ หนังสือชุดแรกที่ออกมามีของ ญามิลา และอีแร้ง ที่เกิดจากการบิดพลิ้วมานั่นแหละ พวกพี่เขาก็ไม่สบายใจเลยอยากให้คนที่ทำงานจริงๆ ออกมารวมตัวกันดีกว่า ส่วน 5 เล่มนั้นยังคาราคาซังอยู่ ที่ทิ้งไว้ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะได้พิมพ์เมื่อไร จะเคลียร์กันอย่างไร

0 ถึงเวลานี้ได้วางแนวทางของสำนักพิมพ์ไว้อย่างไรบ้าง?

ผมไม่ได้มองจุดขายหรือจุดไม่ขาย นายทุนมองอย่างนี้เลยว่าขายหรือไม่ขาย นายทุนจะไม่อ่านเลยว่าดีหรือไม่ดี ทุกเล่มที่ผมทำให้สำนักพิมพ์เนรมิตรหน้าเครดิตจะมีชื่อเขาว่าตำแหน่งบรรณาธิการอำนวยการ แต่ถามว่าบรรณาธิการอำนวยการเคยอ่านหนังสือบ้างหรือเปล่าว่าเล่มที่มีชื่อเขาอยู่ หนังสือมันเกี่ยวกับอะไร สำนักพิมพ์ของผมจึงไม่สนใจจุดขายหรือไม่ขาย ขอให้ดีหรือไม่ดีแค่นั้นพอ และพยายามทำงานที่นอกกระแส เชื่อว่าคนไทย 60 ล้านคน เราพิมพ์แค่ 3,000 เล่ม ถ้าจะขายไม่ได้หรือเจ๊งก็ให้มันรู้ไป

ผมไม่ได้มองจุดขายหรือจุดไม่ขาย นายทุนมองอย่างนี้เลยว่าขายหรือไม่ขาย นายทุนจะไม่อ่านเลยว่าดีหรือไม่ดี ทุกเล่มที่ผมทำให้สำนักพิมพ์เนรมิตรหน้าเครดิตจะมีชื่อเขาว่าตำแหน่งบรรณาธิการอำนวยการ แต่ถามว่าบรรณาธิการอำนวยการเคยอ่านหนังสือบ้างหรือเปล่าว่าเล่มที่มีชื่อเขาอยู่ หนังสือมันเกี่ยวกับอะไร สำนักพิมพ์ของผมจึงไม่สนใจจุดขายหรือไม่ขาย ขอให้ดีหรือไม่ดีแค่นั้นพอ และพยายามทำงานที่นอกกระแส เชื่อว่าคนไทย 60 ล้านคน เราพิมพ์แค่ 3,000 เล่ม ถ้าจะขายไม่ได้หรือเจ๊งก็ให้มันรู้ไป

ผมทำงานด้วยจิตสำนึกมากกว่าทำเพื่อหวังขายอย่างเดียว 0

----------------------------------------------------------------------

ชาติวุฒิ บุณยรักษ์

คณะกรรมการเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย

"ผมอยากจะเน้นย้ำว่าปัญหาเหล่านี้มันเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงเวลาหรือยังที่แวดวงวรรณกรรมไทยควรจะยกระดับสู่ความเป็นมืออาชีพ ตลอดเวลาเกือบร้อยปีตั้งแต่เริ่มมีนักเขียนมา ทุกองคาพยพในแวดวงการวรรณกรรมมีสิทธิถามความเป็นมืออาชีพจากนักเขียน แต่ทางกลับกันนักเขียนไม่มีสิทธิทวงถามความเป็นมืออาชีพกับใครได้เลย ทั้งๆ ที่สำนักพิมพ์กับนักเขียนมีความสำคัญที่สุด ถามว่า ณ ปัจจจุบันมีกี่สำนักพิมพ์ในประเทศไทยที่มีการเซ็นสัญญาระหว่างนักเขียนกับสำนักพิมพ์ ต่อให้เป็นสำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ตาม กล้าพูดได้เลยว่ามีไม่กี่ที่หรอกที่เซ็นสัญญากัน แต่ที่ผ่านมาสำนักพิมพ์ใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้เพราะเขามีเงิน

----------------------------------------------------------------------

ชาติวุฒิ บุณยรักษ์

คณะกรรมการเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย

"ผมอยากจะเน้นย้ำว่าปัญหาเหล่านี้มันเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงเวลาหรือยังที่แวดวงวรรณกรรมไทยควรจะยกระดับสู่ความเป็นมืออาชีพ ตลอดเวลาเกือบร้อยปีตั้งแต่เริ่มมีนักเขียนมา ทุกองคาพยพในแวดวงการวรรณกรรมมีสิทธิถามความเป็นมืออาชีพจากนักเขียน แต่ทางกลับกันนักเขียนไม่มีสิทธิทวงถามความเป็นมืออาชีพกับใครได้เลย ทั้งๆ ที่สำนักพิมพ์กับนักเขียนมีความสำคัญที่สุด ถามว่า ณ ปัจจจุบันมีกี่สำนักพิมพ์ในประเทศไทยที่มีการเซ็นสัญญาระหว่างนักเขียนกับสำนักพิมพ์ ต่อให้เป็นสำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ตาม กล้าพูดได้เลยว่ามีไม่กี่ที่หรอกที่เซ็นสัญญากัน แต่ที่ผ่านมาสำนักพิมพ์ใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้เพราะเขามีเงิน

----------------------------------------------------------------------

ชาติวุฒิ บุณยรักษ์

คณะกรรมการเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย

"ผมอยากจะเน้นย้ำว่าปัญหาเหล่านี้มันเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงเวลาหรือยังที่แวดวงวรรณกรรมไทยควรจะยกระดับสู่ความเป็นมืออาชีพ ตลอดเวลาเกือบร้อยปีตั้งแต่เริ่มมีนักเขียนมา ทุกองคาพยพในแวดวงการวรรณกรรมมีสิทธิถามความเป็นมืออาชีพจากนักเขียน แต่ทางกลับกันนักเขียนไม่มีสิทธิทวงถามความเป็นมืออาชีพกับใครได้เลย ทั้งๆ ที่สำนักพิมพ์กับนักเขียนมีความสำคัญที่สุด ถามว่า ณ ปัจจจุบันมีกี่สำนักพิมพ์ในประเทศไทยที่มีการเซ็นสัญญาระหว่างนักเขียนกับสำนักพิมพ์ ต่อให้เป็นสำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ตาม กล้าพูดได้เลยว่ามีไม่กี่ที่หรอกที่เซ็นสัญญากัน แต่ที่ผ่านมาสำนักพิมพ์ใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้เพราะเขามีเงิน

แต่ในความเป็นจริงการไม่มีสัญญาจะทำให้เกิดข้อพิพาทหรือความไม่สบายใจเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างนักเขียนกับสำนักพิมพ์หลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่นมีสำนักพิมพ์หนึ่งพิมพ์งานให้ผม คุณไม่ได้เซ็นสัญญา คุณก็พูดปากเปล่าว่าให้เช่าค่าลิขสิทธิ์สองปีสามปี แต่ประเด็นคือสมมติว่าผมเป็นนักเขียนแล้วเดินเข้าร้านหนังสือ ผมไม่เห็นหนังสือตัวเองเลย และมันก็พ้นระยะเวลาลิขสิทธิ์ไปด้วย ผมบอกว่าอยากพิมพ์ใหม่ สำนักพิมพ์บอกว่ายังพิมพ์ไม่ได้เพราะเพิ่งพิมพ์ใหม่ออกมา แต่ไม่มีหลักฐานว่าพิมพ์ใหม่ ไม่ได้แจ้ง เราไม่สามารถตรวจเช็คได้เลยว่าพิมพ์ใหม่เมื่อไร ปัญหาที่พูดนี้มาจากปากของนักเขียนหลายคน ตอนนี้ผมกำลังหาแนวร่วมที่จะมาแก้ปัญหาทั้งระบบ เพราะปัญหาตรงนี้เยอะ

ในฐานะคณะทำงานเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย อยากจะพูดแค่ว่าถึงเวลาหรือยังที่แวดวงของเราจะหันมาทำงานเป็นมืออาชีพ นักเขียนเมืองนอกพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่ง จริงๆ สัญญาหนามาก ครอบคลุมทุกอย่าง ทุกมิติ ละเอียดยิบ และไม่มีใครบิดพลิ้วได้ ผมพิมพ์หนังสือของตัวเองสองเล่ม สัญญาผมร่างด้วยตัวเอง ไปขอเอาต้นฉบับเขามา ไปเอาของประพันธ์สาส์นมาเทียบ ไปเอาจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา และเอาสัญญามาแก้ไขให้เหมาะกับสถานการณ์ของเรา ซึ่งทุกอย่างต้องมีรายละเอียดครอบคลุมทั้งหมด

ถ้าทุกสำนักพิมพ์ในประเทศไทยทำสัญญากับนักเขียนปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น อย่างตอนนี้เครือข่ายได้คุยกับทางสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เพื่อเอาสัญญาเก่าของสมาคมที่เคยร่างเอาไว้มาแก้ใหม่ ทำเป็นสองสามชุดให้เลือก สัญญานี้จะเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีในเวบไซต์ของเครือข่ายและเวบไซต์ของสมาคมถ้ามี ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเขียนที่ไหนก็ตาม คุณเป็นเด็กใหม่ คุณเอาสัญญานี้เข้าไปคุยกับสำนักพิมพ์เลย เพราะรับรองโดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยและเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย

พอร่างสัญญาเสร็จก็ถ่ายเอกสารสักร้อยชุดส่งไปทางสำนักพิมพ์ต่างๆ มีใบปะหน้าจากสมาคมและเครือข่ายขอความร่วมมือ เราทำได้แค่นี้แหละ ที่เหลือจะใช้หรือไม่ใช้คงไปบังคับใครไม่ได้ แต่สิ่งที่ผมตั้งคำถามคือว่ามันไม่มีดีกว่าเหรอที่คุณจะเริ่มระบบการเซ็นสัญญา ถ้าสัญญาที่ดีไม่มีใครเสียเปรียบและยุติธรรมทั้งสองฝ่าย ตัวสัญญาก็จะระบุหลายข้อเลยที่ผูกมัดนักเขียนให้ไปทำอะไรที่เอาเปรียบสำนักพิมพ์ไม่ได้ ถ้าสัญญาที่ดีจะเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย เป็นธรรมกับสำนักพิมพ์ นักเขียนเอาเปรียบสำนักพิมพ์ไม่ได้ ทางกลับกันสำนักพิมพ์ก็เอาเปรียบนักเขียนไม่ได้เช่นกัน

อยากจะเน้นในฐานะคณะทำงานเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทยว่าทุกปัญหาที่เกิดขึ้นจะหายไป ถ้าทุกคนเซ็นสัญญากัน ไม่ใช่นักเขียนเรื่องมาก แต่ที่ผ่านมานักเขียนจะโดนข่มและยอมมาโดยตลอด"

-------------------------------------------

วิรัตน์ โตอารีย์มิตร (ปลาอ้วน-ญามิลา)

"เรทค่าลิขสิทธิ์สำหรับนักเขียน 10% ถือเป็นมาตรฐานที่มีกันมานานแล้ว นอกจากว่าเป็นนักเขียนใหม่ที่อยากแจ้งเกิดอาจจะเป็น 5% หรือ 7% ก็ได้ ที่ผ่านมางานผมก็ไม่ได้มีการเซ็นสัญญาและไม่เคยเจอเรื่องต่อรองค่าลิขสิทธิ์ โดยปกติก็เป็น 10% อยู่แล้ว ผมคิดว่านายทุนไม่ควรมาต่อรองนักเขียนเพราะกว่านักเขียนจะเขียนเรื่องสั้นรวมเล่มได้สักเรื่องหนึ่งต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้พิมพ์ และยังขายยากอีก คุณภาพชีวิตของนักเขียนไม่ดีอยู่แล้ว ฝ่ายนายทุนไม่น่าจะเอาเปรียบ บรรณาธิการ เขาทำถูกต้องแล้วที่ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของนักเขียน สำนักพิมพ์ไม่ควรใช้บทบาทของนายทุนมาหักคอนักเขียน ควรจะให้ความจริงใจและให้เกียรติกับนักเขียน ไม่ใช่หลอกเขา เพราะนักเขียนส่วนใหญ่ก็ซื่อๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องธุรกิจ นักเขียนก็ไม่ควรยอมให้สำนักพิมพ์กดเหลือ 7 หรือ 5%"

"เรทค่าลิขสิทธิ์สำหรับนักเขียน 10% ถือเป็นมาตรฐานที่มีกันมานานแล้ว นอกจากว่าเป็นนักเขียนใหม่ที่อยากแจ้งเกิดอาจจะเป็น 5% หรือ 7% ก็ได้ ที่ผ่านมางานผมก็ไม่ได้มีการเซ็นสัญญาและไม่เคยเจอเรื่องต่อรองค่าลิขสิทธิ์ โดยปกติก็เป็น 10% อยู่แล้ว ผมคิดว่านายทุนไม่ควรมาต่อรองนักเขียนเพราะกว่านักเขียนจะเขียนเรื่องสั้นรวมเล่มได้สักเรื่องหนึ่งต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้พิมพ์ และยังขายยากอีก คุณภาพชีวิตของนักเขียนไม่ดีอยู่แล้ว ฝ่ายนายทุนไม่น่าจะเอาเปรียบ บรรณาธิการ เขาทำถูกต้องแล้วที่ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของนักเขียน สำนักพิมพ์ไม่ควรใช้บทบาทของนายทุนมาหักคอนักเขียน ควรจะให้ความจริงใจและให้เกียรติกับนักเขียน ไม่ใช่หลอกเขา เพราะนักเขียนส่วนใหญ่ก็ซื่อๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องธุรกิจ นักเขียนก็ไม่ควรยอมให้สำนักพิมพ์กดเหลือ 7 หรือ 5%"

 

-----------------------------------

ยิ่งศักดิ์ โควสุรัตน์ (อีแร้ง)

"กรณีนี้เป็นเรื่องธรรมดาเพราะมันเกิดขึ้นตลอดเวลา สมมติตกลงพิมพ์ 3,000 เล่ม สำนักพิมพ์อาจจะพิมพ์ 4-5 พัน ตรงนี้ตรวจสอบทางโรงพิมพ์ไม่ยาก แต่สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ เขาไม่ทำกัน เพราะถ้าจับได้เขาเสียชื่อเสียง มีแต่สำนักพิมพ์เล็กๆ ที่เห็นแก่ได้เล็กๆ น้อยๆ ต้องพยายามเปิดใจ นายทุนพูดน่าเกลียดมากว่า "นักเขียนเหมือนเสือนอนกิน" ตัวผมเองเป็นเสือนอนกินที่ไหน เวลาเจ็บป่วยไม่สบายก็ต้องใช้จ่ายเอง ผมหมั่นไส้มากเลยที่ดาราคนดังมาเขียนหนังสือเพื่อการกุศล ทุกวันนี้นักเขียนตัวจริงหายาก ยังโดนเอาเปรียบอีก

"กรณีนี้เป็นเรื่องธรรมดาเพราะมันเกิดขึ้นตลอดเวลา สมมติตกลงพิมพ์ 3,000 เล่ม สำนักพิมพ์อาจจะพิมพ์ 4-5 พัน ตรงนี้ตรวจสอบทางโรงพิมพ์ไม่ยาก แต่สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ เขาไม่ทำกัน เพราะถ้าจับได้เขาเสียชื่อเสียง มีแต่สำนักพิมพ์เล็กๆ ที่เห็นแก่ได้เล็กๆ น้อยๆ ต้องพยายามเปิดใจ นายทุนพูดน่าเกลียดมากว่า "นักเขียนเหมือนเสือนอนกิน" ตัวผมเองเป็นเสือนอนกินที่ไหน เวลาเจ็บป่วยไม่สบายก็ต้องใช้จ่ายเอง ผมหมั่นไส้มากเลยที่ดาราคนดังมาเขียนหนังสือเพื่อการกุศล ทุกวันนี้นักเขียนตัวจริงหายาก ยังโดนเอาเปรียบอีก

ผมเห็นว่าทางบรรณาธิการเขาทำถูก เขาทำงานของเขาดีๆ สวยๆ แล้ว แต่ทางสำนักพิมพ์ทำไม่ถูก ทำอย่างไรจะเห็นหลายๆ สำนักพิมพ์เอาเรื่องดีๆ มาพิมพ์ จริงๆ บรรณาธิการต้องผูกใจนักเขียน สำนักพิมพ์ทั่วโลกเขาทำกันอย่างนี้หมด เพื่อที่จะให้นักเขียนผลิตงานดีๆ ออกให้เป็นสิบปี ผมเห็นว่าเด็กกลุ่มนี้เขาทำงานดีมีฝีมือ จิตใจดี ผมพร้อมจะตายกับเด็กกลุ่มนี้เลยเพื่อที่จะให้พวกเขาโตไปกับอุดมคติของเขา พวกมันไม่มีอะไร มีแต่อุดมคติกับจิตใจที่ดี ทำเพื่ออุดมคติจริงๆ แต่ไม่ใช่พอโตแล้วก็เลวยิ่งกว่านายทุนพวกนี้อีก"





แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 19 พฤศจิกายน 2549 / 08:01



หรือ ช่วยกันโปรโมต 3 วิธีง่ายๆ
1 ป่าวประกาศ Voice
ประกาศให้เพื่อนใน List ของคุณรู้ ว่าคุณชอบกระทู้นี้
2 บอกต่อๆ กัน
คัดลอกข้อความไปส่งต่อใน Messenger
หรือในอีเมล์สิ!
URL\Link สำหรับเข้ามาอ่านหน้านี้
Embed Code สำหรับนำหน้านี้ไปแปะ
3 ส่งหรือเก็บบทความ ผ่านช่องทางอื่นๆ
แค่คลิกเดียวก็โปรโมตผลงานคุณยิงตรงถึง Social Network
ที่คุณใช้บ่อยๆ

 

เรื่องอื่นๆที่มี Tag ใกล้เคียง
   
 
 
ยังไม่มีบทความที่ใกล้เคียง กรุณาเพิ่ม Tag ให้กระทู้
 
 


PS.  ...Now I will close my heart and sleep a while. Bless my dream with gentle darkness. Until I could have my strength to wait for the light maybe tomorrow...

TAG เด็ดวันนี้
โจ , หมี , เคโอติก , โพล , ไข้หวัด2009 , เรื่องย่อ , ติว , บุหรี่ , โค๊ด , การเดินทาง , SKIN , พิช , ฤดู , เม้า , ทำไม , ความจำ , เรื่องตลก , ปลา , ดอกมะลิ , แคร์ , อดีต , wonder girls , น้อย , The star 5 , เรื่องดีๆ


ความเห็น Top 5
ชอบ Comment ไหน คลิก "เห็นด้วย"  ช่วยกัน Vote ให้ Comment ดีๆได้เกิด!

หน้าที่ | 1 - 50 |


ความคิดเห็นที่ 1
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
บรรณธิการน่ายกย่องมากเลยค่ะ เห็นด้วยเรื่องที่ว่านายทุนเอารัดเอาเปรียบนักเขียนมากเกินไป  X เรื่องที่ว่าเสือนอนกินเหมือนกัน คนมันก็ต้องใช้เงินนะคุณ แล้วกว่าจะได้หนังสือสักเล่มคนแต่งนี่เค้นสมองแทบตายเชียวนะ สนพ.ก็ได้กำไรมากอยู่แล้วยังจะมาเอารัดเอาเปรียบกันอีกหรือ?

PS.  ทำไมมันถึงได้น่าเบื่อขนาดนี้นะ...
Name : Hypertonic < My.iD > [ IP : 61.47.108.132 ]
Email / Msn: the_lunatic_writer(แอท)yahoo.com
วันที่: 19 พฤศจิกายน 2549 / 08:58

ความคิดเห็นที่ 2
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0

เห้อ ทำงี้กันเลยหรอ.... สังคมในปัจจุบันตอนนี้แย่จริงๆแฮะ ให้แค่ 10% แล้วยังมีหน้ามาโกง....ไม่อยากจะเซดคำหยาบเล๊ย!

 
แต่เมื่อไหร่เราจะมีหนังสือออกมาเป็นตัวเป็นตน กะเขาซักทีเนี่ย ToT


PS.  ....สำหรับเว็บเด็กดีเว็บนี้ เราก็เป็นเพียงแค่เด็กแรกเกิดคนหนึ่งเท่านั้น....
Name : WR.PN-TH < My.iD > [ IP : 203.113.76.8 ]
Email / Msn: bookcartoon(แอท)hotmail/thaimail.com
วันที่: 19 พฤศจิกายน 2549 / 09:02

ความคิดเห็นที่ 3
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
มันขนาดนี้กันแล้วหรือ? เฮ้อ จิตใจมนุษย์



ปล. คนอ่านกระทู้นี้จะมีอยู่2ประเภท

1. อ่านตั้งแต่ต้นจนจบแล้วมาคอมเม้น
2. อ่านคอมเม้นของคนอื่นแล้วเขียนแนวเดียวกัน

PS.  หมูน้อยอ้วนพีกลิ้งไปมา.. เที่ยวเล่นแสนโสภาและตกท่อน้ำตาย.. วิญญาณลอยขึ้นปีกงอกออกมา... รวมกันแล้วพาให้เกิดหมูน้อยบินได้เอย...
Name : Fairy of Death < My.iD > [ IP : 124.120.145.79 ]
Email / Msn: killer_fairy_piggy(แอท)hotmail.com
วันที่: 19 พฤศจิกายน 2549 / 09:32

ความคิดเห็นที่ 4
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0

= =* มันก็จริง ที่ว่าพิมพ์ 3000 แต่จริงๆ แล้วพิมพ์เกินหรือไม่ นักเขียนไม่มีทางรู้ มีวิธีไหนที่จะรู้ได้บ้างหรือเปล่า แบบว่า น่าจะมีลิสรายการส่งให้กับภาษีมาให้นักเขียนดูเฉพาะเรื่องของเรานะ พลักดันเรื่องนี้มั่งจิ


PS.  [LUV]...หากไม่ได้อยู่ใกล้ไฟ จะรู้ได้อย่างไรว่าไฟอุ่น หากไม่รู้จักหรือรักคุณ จะรู้ได้อย่างไรว่ามีคุณแล้วอุ่นใจ..๐(^w^)O yoonho4ever O(^w^)๐...[LUV]
Name : Peachgal < My.iD > [ IP : 58.9.43.21 ]
Email / Msn: domonman112(แอท)hotmail.com
วันที่: 19 พฤศจิกายน 2549 / 10:14

ความคิดเห็นที่ 5
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
สูบสาระกันไปเต็มๆ เพิ่งรู้ว่ามันมีการโกงกันวึ่งๆ หน้าอย่างนี้ด้วย

ถ้าเรื่องนี้ไม่ใช่การโปรโมทสำนักพิมพ์ใหม่ (ของเขา) ถือว่า...บรรณาธิการท่านนี้เปี่ยมไปด้วยจรรยาบรรณ

PS.  ...จุดเชื่อมต่อของการเวลา...ได้ดึงเธอกลับไปพบกับประวัติศาสตร์แห่งความรักในอดีต...และเมื่อเธอได้พบกับเขา...เธอจะตัดสินใจทอดทิ้งหัวใจตัวเองหรือเลือกที่จะทอดทิ้งทุกอย่างที่จากมา...จาก "พันธนาการแห่งรัก"
Name : hideko_chan < My.iD > [ IP : 58.8.138.134 ]
Email / Msn: Hideko_aki(แอท)hotmail.com
วันที่: 19 พฤศจิกายน 2549 / 11:01

ความคิดเห็นที่ 6
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0

มันคือเรื่องธรรมดาของชีวิตมนุษย์คนเรา...

ยังไง...ก็เห็นแก่ตัว


PS.  มีชีวิตอยู่ท่ามกลางความโกหก เสแสร้ง ตอแหล ก้าวเดินอยู่บนคำด่าทอและการหลอกลวง...โลกนี้...ยังหาความจริงใจได้อีกงั้นหรือ...? ในเมื่อทุกคนในวันนี้...ก็ใส่หน้ากากเข้าหากันทั้งนั้น....
Name : Merfae < My.iD > [ IP : 58.8.135.237 ]
Email / Msn: memory_fullmoon (แอท) hotmail.com
วันที่: 19 พฤศจิกายน 2549 / 11:28

ความคิดเห็นที่ 7
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0

อืม จริงๆ


PS.  รัก L จัง ไม่น่าตายเลยง่า
Name : รัชเชอร์ < My.iD > [ IP : 58.8.44.103 ]
Email / Msn: Rusher_kyo(แอท)thaimail.com
วันที่: 19 พฤศจิกายน 2549 / 12:17

ความคิดเห็นที่ 8
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0

นักเขียนมีสิทธิ์ที่จะรู้ถึงความได้เปรียบและเสียเปรียบของตัวเอง

แต่นักเขียนเกือบส่วนใหญ่ โดยเฉพาะมือใหม่ ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับจุดนี้


PS.  การแสดงออกในอินเตอร์เน็ต คือจิตใต้สำนึกและสันดานที่แท้จริงของมนุษย์
Name : KennyHass < My.iD > [ IP : 61.47.64.163 ]
Email / Msn: kennyhass2005(แอท)yahoo.com
วันที่: 19 พฤศจิกายน 2549 / 12:35

ความคิดเห็นที่ 9
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
สาระดีมากค่ะ เอาไป 1 จึ๊ก เป็นความรู้และข้อคิดสำหรับคนที่กำลังจะพิมพ์งานกับสนพ.ได้อีกหลายๆ คนเลยล่ะ
Name : g_maru < My.iD > [ IP : 58.9.67.213 ]
Email / Msn: yoshino_g(แอท)hotmail.com
วันที่: 19 พฤศจิกายน 2549 / 12:44

ความคิดเห็นที่ 10
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าไม่ค่อยทำสัญญากัน ไม่อยากคิดในแง่ร้ายแต่สมัยนี้สัญญาปากเปล่าเชื่อได้ที่ไหน

สนับสนุนให้มีสัญญามาตราฐานอีกหนึ่งคน นี่มันเข้าข่ายเอาเปรียบนักเขียนแล้ว (โดยเฉพาะพวกซื้อขาดเหมาไปเนี่ย)

PS.  Justice delayed is justice denied : ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือการปฎิเสธความยุติธรรม ตัวแทนแห่งโลกันตร์จะลงทัณธ์แกเอง!
Name : นายชา < My.iD > [ IP : 125.24.31.141 ]
Email / Msn: soryusai(แอท)hotmail.com
วันที่: 19 พฤศจิกายน 2549 / 14:17

ความคิดเห็นที่ 11
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0

โหวตให้เลยงับ >.<


PS.  __=====*//อย่าเสียน้ำตาให้ความรัก!!! เพราะมันไม่ทำให้อะไรดีขึ้น!!!!\\*=====__ //// กีซซซ~มกรานี้ ฮี่ๆๆๆ
Name : ยัยตะเกียบ < My.iD > [ IP : 203.156.1.81 ]
Email / Msn: karn_yk(แอท)hotmail.com
วันที่: 19 พฤศจิกายน 2549 / 18:52

ความคิดเห็นที่ 12
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0

ก็บอกแล้ว

ว่าลิ้นมันพลิกได้

เป็นเช่นนี้มานานแล้ว

ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างนี้ต่อไปเกิดหนา

เหอะๆ


PS.  เพียง ลิ้น พลิกฟ้า กลืนสวรรค์ เกี่ยว กระหวัด ฉุดท่าน สู่นรก อเวจี
Name : Abyss of hell < My.iD > [ IP : 61.7.151.75 ]
Email / Msn: lamda_maria(แอท)hotmail.com
วันที่: 19 พฤศจิกายน 2549 / 19:23

ความคิดเห็นที่ 13
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
ยาวเหยียดเลย แต่ได้ความรู้ดีค่ะ เป็นประโยชน์มากสำหรับนักเขียนที่คิดจะตีพิมพ์ผลงาน (ว่าแต่ เราจะมีโอกาสนั้นรึเปล่าหว่า)

โหวตให้นะคะ

PS.  http://my.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=170740 อย่าลืมแวะเข้ามาเยี่ยมชมบ้างนะคะ (แฟนตาซี+ผจญภัยค่ะ) ^O^
Name : A.T.Ruby < My.iD > [ IP : 124.121.73.221 ]
Email / Msn: a_t_ruby(แอท)hotmail.com
วันที่: 19 พฤศจิกายน 2549 / 20:26

ความคิดเห็นที่ 14
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
คิดว่าก่อนพิมพ์ทุกครั้งต้องเซ็นสัญญากันเป็นที่เรียบร้อยก่อนซะอีก

เบื้องหลังแหวะอย่างนี้นี่เอง...

คงต้องบอกให้คนอื่นๆไปหาสัญญาของสมาคมนักเขียนฯมาไว้บ้างแล้วละมั้ง

ปล.เมื่อก่อนชอบแอบอ่านจุดประกายวรรณกรรมที่มากับนสพ.ที่บริษัท(จะบอกทำไม- -")

PS.  อย่ามองที่ตัวตน...จงสนที่"ความดี"
Name : #Petora.beaU# < My.iD > [ IP : 75.72.6.108 ]
Email / Msn: beauthpacl(แอท)yahoo.com
วันที่: 19 พฤศจิกายน 2549 / 21:54

ความคิดเห็นที่ 15
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
สนับสนุนสัญญามาตรฐานสำหรับนักเขียนเช่นเดียวกันค่ะ ทำให้มันเหมือนกันไปเลยจะได้ไม่ต้องมีกรณีพิพาทกันบ่อยๆ (คนอ่านเสียอารมณ์ เซ็งจิตค่ะ)

ความยุติธรรมไม่มีในโลก จริงอย่างนั้นหรือ...........

PS.  ~ หากชีพท่านไร้ซึ่งความหวัง กายท่านนั้นจะคงอยู่เพื่อสิ่งใด ~
Name : So_lonely_(- ____ - #) < My.iD > [ IP : 210.4.139.129 ]
Email / Msn: pui_skul(แอท)hotmail.com
วันที่: 19 พฤศจิกายน 2549 / 22:54

ความคิดเห็นที่ 16
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0

น่ากลัวจังเลย นักเขียนเสียเปรียบทุกประตู
 ตรวจสอบไม่ได้ หือไม่ได้
แล้วจะแก้ไขกันได้ยังไงล่ะคะ


PS.   \(^-^)/ ตำนานรักต่างชนชั้นระหว่างเจ้าชายรูปงามกับแม่หัวขโมยสาวกลับมาแล้วนะจ้ะ
Name : mallika < My.iD > [ IP : 203.154.185.3 ]
Email / Msn: lue9999(แอท)hotmail.com
วันที่: 20 พฤศจิกายน 2549 / 13:29

ความคิดเห็นที่ 17
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
เป็นประโยชน์ดีนะท่าน

นักเขียนเสียเปรียบราบคาบ..

PS.  " ช่วงเวลาลาจาก เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ทำให้รู้ว่า การที่เราได้อยู่ด้วยกันคือความสุขอย่างที่สุด จริงมั๊ยคะ..? " ประโยคจากนิยายเรื่องโปรดขอรับ ^^
Name : K0|\|GRU < My.iD > [ IP : 202.142.208.180 ]
Email / Msn: kOnGrU_cHaNgKlA(แอท)mthai.com
วันที่: 22 พฤศจิกายน 2549 / 11:15

ความคิดเห็นที่ 18
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0

เฮ้อ ถ้าไม่น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ไม่มีนักเขียนโรงพิมก็เจ๊ง


PS.  May de Force B With U *v*
Name : S_H_M_I_L_Y < My.iD > [ IP : 202.44.8.100 ]
Email / Msn: sassy_net(แอท)hotmail.com
วันที่: 22 พฤศจิกายน 2549 / 13:51

ความคิดเห็นที่ 19
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0

เห็นด้วยค่ะ เคยโดยดองมาแล้วด้วย เมื่อ 3-4 ปีก่อนกับสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ซึ่งเค้าไม่แจ้งเหตุผลที่ชัดเจน ลักษณะเหมือนโบ้ยกันไปโบ้ยกันมามากกว่า ทั้งที่ทำอะไรทุกอย่างเสร็จสรรพ์เรียบร้อยหมดแล้ว แต่ไม่ส่งโรงพิมพ์ พอเราโทรไปถามก็บอกว่าบก.ใหญ่อยากให้แก้เลยขอเอากลับมาแก้แล้วส่งไปใหม่ก็เงียบอีก พอโทรไปถามก็บอกว่าตอนนี้สนพ.พักเรื่องแนวนี้ไว้ก่อน แล้วคิดดูสิคะว่าดิฉันใช้เวลาเขียนเป็นปีๆ อ่ะ เซ็งมาเลยค่ะ

Name : ingen < My.iD > [ IP : 203.153.166.116 ]
Email / Msn: nobunaka2524(แอท)hotmail.com
วันที่: 22 พฤศจิกายน 2549 / 16:07

ความคิดเห็นที่ 20
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
10% ก็ไม่ได้เยอะ แมร่งยังโกง อีก
ขอให้มันล่มจมๆๆๆๆๆ
+1ไปเลย
Name : _full_moon_ < My.iD > [ IP : 203.114.125.127 ]
Email / Msn: mamihirika(แอท)hotmail.com
วันที่: 22 พฤศจิกายน 2549 / 17:07

ความคิดเห็นที่ 21
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0


อืมๆ...
มีประโยชน์ดีแท้!!!


PS.  ~เจ้าชายสายลม~ ผู้ที่ยอมถูกลืม!!!
Name : Rainjo < My.iD > [ IP : 203.113.81.138 ]
Email / Msn: Rewkung_wijac(แอท)hotmail.com
วันที่: 22 พฤศจิกายน 2549 / 18:50

ความคิดเห็นที่ 22
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
นายทุนฉลาดนะนี่ ทำหากินบนหลังคนอื่น จ้างคนมานิดๆหน่อย แค่ สองคนกับหนังสือหนึ่งเล่มอีกคนพิจารณาต้นฉบับ อีกคนติดต่อประสานงาน 20,000 บาทต่อเดือนเป็นค่าจ้าง

3000 เล่นกับคน 60 ล้านคน จะขาดทุนไหมนี่

ไม่ต้องใช้สมองให้มาก แต่นักเขียนนี่ น่าสงสารออก ต้องนั่งเทียนเขียนตีบตันแทบตาย

สำนักพิมพ์ได้ไป 90 % --- หักอะไรต่อมิ กำไรก็น่าจะเกิน 30% คนเขียนได้ไปแค่ต่ำกว่า 10 %

คิดดูแล้ว นักเขียนควรจะได้เปรียบมากกว่าด้วยซ้ำไป เหอะๆๆๆๆ ยอมให้เค้าข่มอยู่ได้

 X คนเสียเปรียบที่สุดนะ ไม่ใช่นักเขียนที่ไหนหรอก ก็พวกบริโภคนี่แหละ -..-"

เล่มบ๊างบาง ราคาแจ๊คพ็อตแตก
Name : Resy [ IP : 58.9.150.31 ]
Email / Msn: -
วันที่: 22 พฤศจิกายน 2549 / 20:47

ความคิดเห็นที่ 23
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
---------- จอมข่านเสด็จ!!!!
---------- เอาเรื่องที่เราคุยกันวันกระโน่นมาเปิดเผยโต้งๆฉะนี้เลยเรอะ =_+ แน่มากๆ
Name : ติมูร์ข่าน < My.iD > [ IP : 203.188.5.197 ]
Email / Msn: Andronicus_II(แอท)hotmail.com
วันที่: 23 พฤศจิกายน 2549 / 12:00

ความคิดเห็นที่ 24
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0

ท่านข่าน การสนทนาระหว่างเราในวันนั้นมันหาเกี่ยวข้องด้วยไม่ ข้าพเจ้าเพียงเห็นแค่ว่าบทความข้างต้นน่าสนใจ และอาจเป็นประโยชน์ต่อเหล่านักเขียนทั้งหลายในเว็บเด็กดี ไม่มากก็น้อย

PS.  ...Now I will close my heart and sleep a while. Bless my dream with gentle darkness. Until I could have my strength to wait for the light maybe tomorrow...
Name : Wodinaz < My.iD > [ IP : 124.120.160.185 ]
Email / Msn: phoenixa_wodinaz(แอท)hotmail.com
วันที่: 23 พฤศจิกายน 2549 / 15:29

ความคิดเห็นที่ 25
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
ถ้าเรื่องราวทั้งหมดเป็นความจริง ก็นับว่าสำนักพิมพ์เอาเปรียบเป็นอย่างมาก และถ้าผู้อ่านทุกคนได้รู้ถึงประวัติการทำงานของผู้ให้สัมภาษณ์ ก็คงไม่แสดงความเห็นเช่นนี้ พูดให้เป็นกลางคือ   "การฟังความข้างเดียว แล้วตัดสินผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายผิด ถือว่าไม่ยุติธรรม"

   มีใครได้ทราบประวัติความเป็นมาของผู้ให้สัมภาษณ์หรือไม่ เท่าที่เพื่อนในสำนักพิมพ์ DMG ของคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย เคยเล่าให้ฟังถึงนิสัยส่วนตัวบางอย่างของผู้ให้สัมภาษณ์ รวมถึงปัญหาต่างๆที่มีกับองค์กรนี้ และอีกหลายๆแห่งที่ผ่านมาของผู้ให้สัมภาษณ์ จึงมองว่าเป็นการกระทำเพื่อโปรโมทสำนักพิมพ์ของตนเอง และใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงข้ามเสียมากกว่า โดยอ้างถึงความมีจรรยาบรรณจอมปลอม  

   เราผู้อ่าน ควรอ่านอย่างมีวิจารณญาน ก่อนที่จะเชื่อตามที่ผู้สื่อต้องการให้เป็น
Name : hiro [ IP : 202.12.118.36 ]
Email / Msn: boogeemaa(แอท)hotmail.com
วันที่: 27 พฤศจิกายน 2549 / 16:10

ความคิดเห็นที่ 26
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
3000 ก็น่าเสียวอยู่นา...ขายออกไม่น้อข่อย 555+
Name : DevilEvil < My.iD > [ IP : 61.91.35.241 ]
Email / Msn: kanteeya(แอท)yahoo.com
วันที่: 30 พฤศจิกายน 2549 / 10:19

ความคิดเห็นที่ 27
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
ไม่ใช่แค่ สนพ.เนรมิตร  กุลชัยยังมี สนพ.ยูเรก้า ที่ทำร่วมกับ แบรนด์เอจ ก้อโกงนักเขียนแบบนี้เหมือนกัน  ขอให้นักเขียนที่ทำงานให้ แบรนด์เอจ และยูเรก้าระวังให้ดี  เราก้อโดนโกง แต่ในฐานะพนักงานของบริษัท ยูเรก้า ที่กุลชัยเป็นเจ้าของร่วมกับเจ้าของแบรนด์เอจ   คอมมิชชั่นไม่จ่าย 3-4 เดือนแล้ว จนพนักงานขายออกหมดแล้ว  ใครจะอยู่ทำงานไม่ได้เงิน แล้วจะเอาอะไรกินกัน  ไม่ได้รวยอย่างเค้านี่  ถ้าภายในปีใหม่นี้ เรายังไม่ได้เงินที่ค้างอยู่ เราจะไปร้องเรียนที่กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม  ถึงมันจะเป็นเงินจำนวนไม่มากมายนัก  แต่ก็มีค่าสำหรับคนที่ต้องใช้แรงงานอย่างพวกเรา  บริหารที่ไหนก็เจ๊งที่นั่น  คุณพิชัยไม่น่าไว้ใจเลย
Name : ฟารีดา [ IP : 58.10.90.17 ]
Email / Msn: -
วันที่: 30 พฤศจิกายน 2549 / 11:39

ความคิดเห็นที่ 28
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
ลองอ่านข้างล่างนี่ดู จะได้หูตาสว่างขึ้น



จุดประกาย วรรณกรรม

ปีที่ 16 ฉบับที่ 6533

วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549

เบื้องหลังโต๊ะบก

คำชี้แจงจาก "กุลชัย สายทุ้ม"



อันเนื่องมาจากกรณีพิพาทกับบรรณาธิการบริหาร



-----------------------------



เนื่องจาก "จุดประกายวรรณกรรม" ฉบับวันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน 2549 ได้นำเสนอบทสัมภาษณ์ของ ชนัฏฐ์ ทับทอง (ศิลา-ธารา) อดีตบรรณาธิการสำนักพิมพ์เนรมิตรเรื่อง "อันเนื่องมาจากกรณีพิพาท บรรณาธิการ-นักเขียน-สำนักพิมพ์" และดูเหมือนว่า กุลชัย สายทุ้ม บรรณาธิการอำนวยการสำนักพิมพ์เนรมิตร ได้ตกเป็นจำเลยโดยที่ยังไม่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงของต้นเหตุที่เกิดขึ้น ดังนั้น "จุดประกายวรรณกรรม" ฉบับนี้จึงเปิดพื้นที่ให้ กุลชัย สายทุ้ม ได้ชี้แจงกรณีพิพาทต่างๆ ดังกล่าว เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างบทบาทหน้าที่บรรณาธิการและสำนักพิมพ์ต่อไป ยิ่งไปกว่านั้นยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านจะได้พิจารณาและตัดสินตามมุมมองของท่านเอง



-----------------------------------------------



โดยปกติแล้วบทบาทของบรรณาธิการบริหารคือ "ตัวแทน" ของสำนักพิมพ์ที่มีหน้าที่ติดต่อกับนักเขียนเพื่อนำต้นฉบับมาพิจารณาพิมพ์ ประนีประนอมข้อตกลงต่างๆ และรักษาสัมพันธภาพระหว่างนักเขียนกับสำนักพิมพ์ ดังนั้นบรรณาธิการบริหารต้องมีจรรยาบรรณ ความซื่อสัตย์ และความจริงใจในการสื่อสารให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน



อีกบทบาทหนึ่งของบรรณาธิการบริหารคือ "ผู้ดูแล" และจัดการงานภายในของสำนักพิมพ์ให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย ตั้งแต่การคัดสรรต้นฉบับที่ดี การบริหารต้นทุน การดูแลการผลิต การทำแผนการตลาดและประชาสัมพันธ์ การนำผลจากยอดขายเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีในการพิจารณาต้นฉบับต่อๆ ไป จนถึงการดูแลความเป็นอยู่และพัฒนาความสามารถของลูกน้องในแผนก



ดังนั้น บรรณาธิการบริหารไม่ใช่ "นายหน้าค้าต้นฉบับ" ที่นำต้นฉบับมาเสนอสำนักพิมพ์ เมื่อพิมพ์งานเสร็จ รับเงินแล้วกลับไปดูแลนักเขียนซึ่งเปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของนายหน้า



ทางสำนักพิมพ์เชื่อมั่นว่าพนักงานทุกคนมีจรรยาบรรณในการทำงานให้กับบริษัท จึงมีนโยบายให้พนักงานทุกคนจะรับทราบข้อมูลภายในของบริษัท ตั้งแต่ยอดสั่งพิมพ์ ยอดประชาสัมพันธ์ ยอดส่งจัดจำหน่าย แม้กระทั่งรายงานการขายของหนังสือแต่ละเล่ม แม้กระทั่งว่าหนังสือแต่ละปกต้องขายได้กี่เล่มถึงจะพ้นสภาพขาดทุน เหล่านี้คือหน้าที่ของตำแหน่ง "บรรณาธิการบริหาร"



จากการที่สำนักพิมพ์มีนโยบายการทำงานอย่างโปร่งใส ผมจึงเชื่อในสัญญาฉบับไทยๆ ที่มักเรียกกันติดปากว่า "สัญญาทางใจ" โดยไม่คาดคิดว่าความเชื่อนั้นจะกลายเป็นหอกทิ่มแทงตนเอง



ปกติตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา งานเขียนเป็นกรรมสิทธิ์ของนักเขียนอยู่แล้ว และโดยทางมารยาทสำนักพิมพ์ต้องขออนุญาตนักเขียนผู้เป็นเจ้าของเรื่องก่อนการตีพิมพ์ซ้ำ อีกทั้งการพิมพ์ซ้ำสามารถตรวจสอบได้โดยตรงจากโรงพิมพ์และผู้จัดจำหน่าย วงการวรรณกรรมนั้นแคบ ใครทำอะไรก็รู้กันหมด เหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นกับสำนักพิมพ์เนรมิตร "ผมขอย้ำว่าผมไม่เคยกล่าวกับคู่กรณีว่าการทำสัญญาเป็นการไม่รักษาผลประโยชน์ให้กับบริษัท"



ตามที่คู่กรณีบอกว่าตอนที่จะเข้ามาทำงานเป็นบรรณาธิการบริหาร เขาระบุว่านักเขียนจะต้องได้ 10% แต่จริงๆ แล้วที่ได้คุยกันในเบื้องต้นในแง่ของหลักการเรื่องค่าตอบแทน เนื่องจากเขาเคยทำงานที่อื่นมาก่อน เลยได้มาคุยแลกเปลี่ยนความคิดกันว่าที่เก่าเขาให้ยังไง และเราให้ยังไง และรู้สึกว่ามันไม่มีความเป็นธรรมเกิดขึ้นตรงไหนบ้าง คุยกันว่านักเขียนควรจะได้เปอร์เซ็นต์เท่าไร อย่างไร หรือว่าเปอร์เซ็นต์เรื่องค่าตอบแทนควรจะคำนวณตามยอดพิมพ์จริงหรือว่ายอดที่ส่งจัดจำหน่าย ตรงนี้ได้คุยกันตั้งแต่เบื้องต้นแล้ว ซึ่งข้อตกลงตรงนี้สุดท้ายเขาเห็นด้วยหมดเลย ถึงได้ทำงานร่วมกับทางเรา และกรณีว่านักเขียนบางคนได้ 10% หรือบางคนได้ 7% นั้นมีเพียงคุณโอ๋-ธนาคมคนเดียวเท่านั้นที่ได้ 7% นอกนั้นจะได้เป็น 10% หมดเลย



กรณีเรื่องยอดพิมพ์และยอดประชาสัมพันธ์ จริงๆ ผมตั้งใจจะใช้พีอาร์แค่ 350 แต่เนื่องจากว่าสำนักพิมพ์เพิ่งตั้งมาใหม่ จึงต้องการจะให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ปีแรกๆ ผมจะวางกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์เยอะ พิมพ์ 3,000 เล่ม แต่ใช้ประมาณ 350 เล่ม นี่คือข้อตกลงเบื้องต้น สำหรับสำนักพิมพ์น้องใหม่อย่างเนรมิตร ผมมักจะมอบหนังสือแทนนามบัตรในการแนะนำตัวกับบุคคลต่างๆ หรือบุคคลจะทำงานร่วมกับสำนักพิมพ์ บางเล่มอาจมีการเปิดตัวหนังสือ



ดังนั้นแผนการประชาสัมพันธ์ของสำนักพิมพ์ในปีแรกๆ จะสำรองหนังสือไว้มากกว่าปกติ ในเบื้องต้นผมตั้งใจกันไว้เพียง 350 เล่ม แต่คู่กรณีเสนอ 400-500 เล่ม ซึ่งเป็นเลขที่ลงตัว ผมให้อำนาจแก่คู่กรณีในการเซ็นเอกสารนำเสนอและจัดสรรหนังสือทั้งหมดด้วยตนเอง ฉะนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่ทางสำนักพิมพ์จะจ่ายค่าลิขสิทธิ์ไม่ตรงกับที่ส่งจัดจำหน่ายโดยที่คู่กรณีไม่ทราบ เอกสารทุกอย่างเขาจะรู้หมดว่าให้ผู้บริหารเท่าไร แจกประชาสัมพันธ์เท่าไร ทำอะไรต่างๆ เท่าไร สุดท้ายมันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเอาไปใช้อะไร มันก็แจกไปเรื่อยๆ ตอนนี้ก็กองอยู่ที่ตรงสำนักพิมพ์นั้นแหละ



ตรงนี้ผมพยายามจะให้คู่กรณีซึ่งเป็นตัวแทนสำนักพิมพ์บอกกับนักเขียนว่าไม่ได้คิดค่าลิขสิทธิ์ที่ยอดจัดจำหน่าย และก็อยากให้บอกกับนักเขียนโดยตรงว่ากักไว้เท่าไร ไม่ได้ปกปิดอะไรนักเขียนเลย เพียงแต่ว่าผมไม่แน่ใจว่าการสื่อสารระหว่างเขากับนักเขียนมันครบถ้วนตามที่ผมต้องการหรือเปล่า ซึ่งอย่างที่บอกคือผมไม่ได้ติดต่อกับนักเขียนคนไหนเลย ผมเลยไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างระหว่างตรงนั้น



ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการสื่อสารผ่านคนกลางถือเป็นเรื่องปกติ ตลอดระยะเวลาเจ็ดเดือนที่คู่กรณีเป็นบรรณาธิการบริหาร ทั้งผมและพนักงานคนอื่นไม่เคยได้พบปะหรือติดต่อกับนักเขียนเลย ไม่มีแม้กระทั่งเบอร์ติดต่อ จะมีเพียงนักเขียนสองท่านเท่านั้นที่ผมต้องเข้าไปพบปะเพื่อชี้แจงแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง และปัญหานั้นก็เป็นปัญหาของการสื่อสารที่ไม่ครบถ้วน



ผมย้ำกับคู่กรณีเสมอว่าเราไม่ได้ทำสัญญา ฉะนั้นนักเขียนต้องทราบยอดพิมพ์จริง และแจ้งว่าค่าลิขสิทธิ์ต้องคิดจากจำนวนที่จัดจำหน่ายเท่านั้น ดังนั้นถ้านักเขียนไม่เห็นด้วยก็สามารถขอปรับเปลี่ยนได้ แต่ถ้าแจ้งว่าค่าลิขสิทธิ์คิดจากยอดพิมพ์จริง ปัญหาคือกลายเป็นว่าทางสำนักพิมพ์โกหกนักเขียน



ค่าตอบแทนนักเขียนเป็นเรื่องของการยินยอมของทั้งตัวผู้เขียนและสำนักพิมพ์ งานเขียนเป็นกรรมสิทธิ์ของนักเขียน ฉะนั้นสำนักพิมพ์ไม่สามารถบังคับนักเขียนได้ ถ้านักเขียนไม่ยินดีตามเงื่อนไขก็สามารถถอนงานออกไปได้โดยอิสระ ส่วนสำนักพิมพ์เองก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธการพิมพ์ได้โดยไม่น่าจะมีความผิดเช่นกัน ถ้าไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้



ค่าลิขสิทธิ์นักเขียนของหนังสือแปดเล่มแรกของทางสำนักพิมพ์มีการจ่ายไปหมดนานแล้ว จึงไม่เป็นความจริงตามข้อกล่าวหาจากบทสัมภาษณ์ที่ผ่านมา



นอกเหนือจากหนังสือแปดปกที่พิมพ์ออกมาแล้วในช่วงเจ็ดเดือนที่ผ่านมา ความจริงยังมีต้นฉบับทั้งหมดเจ็ดเรื่องที่ค้างอยู่และมีกำหนดจะพิมพ์ออกมาในช่วงระหว่างปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม หนึ่งในนั้นมีกำหนดการเสวนาบนเวทีในงานมหกรรมหนังสือที่ผ่านมา แต่คู่กรณียืนยันที่จะลาออกสิ้นเดือนกันยายนทั้งๆ ที่ผมขอให้อยู่จนจบงานมหกรรม สุดท้ายจึงขอให้จัดการงานทั้งหมดที่ยังคงค้างอยู่ในความรับผิดชอบแม้ว่าจะออกไปแล้วก็ตาม แต่ในเดือนกันยายนทั้งเดือนคู่กรณีแทบไม่เข้ามาจัดการงานที่ค้างอยู่ที่สำนักพิมพ์เลย



กำหนดการผลิตหนังสือทั้งเจ็ดเล่มเลื่อนออกไปทุกครั้งที่มีการประชุมเนื่องจากปัญหาความล่าช้าบางส่วน จนสุดท้ายมีการพยายามดึงต้นฉบับบางชิ้นออกไปเพื่อพิมพ์เองโดยไม่รับความยินยอมจากทางสำนักพิมพ์ ทั้งๆ ที่งานนั้นอยู่ในขั้นสุดท้ายของกระบวนการผลิตแล้ว ผมพยายามเข้าไปแก้ไขปัญหาทั้งหมดเพื่อผลิตหนังสือให้เสร็จตามคำมั่นสัญญากับนักเขียน และให้ทันช่วงสุดท้ายของงานมหกรรมหนังสือ



แต่คู่กรณีส่งข้อความผ่านโทรศัพท์ติดตามตัวมาถึงผมในช่วงปลายเดือนตุลาคม มีข้อความเกี่ยวกับต้นฉบับทั้งห้าที่เป็นของนักเขียนซึ่งมี คุณแพร จารุ, คุณสร้อยแก้ว คำมาลา, คุณ ฮ.นิกฮูกี้, คุณไพลิน เจนเกียรติ และคุณจันทร์เจ้า ขอถอนงาน ถ้ามีการพิมพ์เกิดขึ้นจะถูกฟ้องร้อง (ซึ่งในข้อความไม่มีคุณตินกานต์เข้ามาเกี่ยวข้อง) และเนื่องจากทางสำนักพิมพ์เองไม่เคยติดต่อกับนักเขียนเลยและไม่มีเบอร์ที่จะติดต่อได้ จึงไม่สามารถสอบถามได้ในทันทีว่าเหล่านักเขียนประสงค์ที่จะถอนงานเองหรือถูกแอบอ้างสิทธิ



ดังนั้นทางสำนักพิมพ์เนรมิตรต้องหยุดกระบวนการทำงานทั้งหมดเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายไปมากกว่านี้ รวมถึงยกเลิกรายการเสวนาที่จะเกิดขึ้นด้วย จากวันนั้นจนถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบสามสิบวันแล้วทางสำนักพิมพ์ยังไม่สามารถติดต่อคู่กรณีได้เลย



การกล้าถอนงานครั้งนี้ทำให้ผมเข้าใจว่า นักเขียนรับทราบและอนุญาตคู่กรณีแล้ว และน่าจะหาสำนักพิมพ์ใหม่เพื่อรองรับงานพิมพ์ต้นฉบับนี้และจ่ายค่าจ้างทำต่างๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะต้นฉบับทั้งหมดไม่ได้อยู่ในมือสำนักพิมพ์เลย แต่หลังจากติดต่อนักเขียนที่ถูกกล่าวอ้างสิทธิเกือบทั้งหมดได้ ปรากฏว่าท่านทั้งหลายไม่รู้เรื่องและยังคิดว่าหนังสือกำลังจะออกแล้ว ในขณะนี้ทางสำนักพิมพ์ติดต่อนักเขียนได้เกือบหมดแล้ว และนักเขียนยินดีส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์พิจารณาใหม่อีกครั้ง ส่วนผู้รับจ้างการจัดหน้าและภาพประกอบนั้น พนักงานของสำนักพิมพ์ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้รับทำงาน ทำให้ไม่สามารถติดต่อเพื่ออธิบายปัญหาได้



หลังจากนั้นผมก็พยายามทยอยหาเบอร์นักเขียนทั้ง 5 ท่านจากคนโน้นคนนี้ และค่อยๆ โทรไล่ทีละคนๆ ทุกวันนี้ได้ครบหมดแล้ว พอได้คุยกับนักเขียน นักเขียนไม่มีใครรู้เรื่อง และนักเขียนแต่ละคนก็ถูกเขาโกหกมาโดยตลอด ใกล้ๆ งานมหกรรมหนังสือ นักเขียนยังโทรไปถามว่าหนังสือเขาใกล้ออกหรือยัง คู่กรณีก็บอกไปว่าใกล้จะเสร็จแล้ว เหลืออีกสองสามวัน อันนี้ผมคุยกับนักเขียนเองนะ ทั้งๆ ที่นักเขียนไม่รู้เรื่อง เขาเป็นคนดึงเรื่องให้ช้า แต่กลับไปบอกนักเขียนว่านายทุนไม่ยอมพิมพ์



ต่อไปนี้งานทั้ง 5 เล่มที่ค้างอยู่คงต้องเริ่มตั้งแต่ขอต้นฉบับดิบมาจากนักเขียนใหม่ทั้งหมดเลย และหาบรรณาธิการคนใหม่ เพราะได้คุยกับนักเขียนแล้ว นักเขียนก็ยินดีส่งต้นฉบับมาโดยตรงที่สำนักพิมพ์ และตอนนี้ผมก็หาบรรณาธิการมาดูแลตรงนี้ จริงๆ มีบรรณาธิการได้ แต่ต้องทำความรู้จักกับเจ้าของสำนักพิมพ์ก่อน เหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว เป็นเพราะผมไว้วางใจเกินไป



ณ ตอนนี้ ผมยังไม่เห็นประเด็นหลักในการมาร้องเรียนในครั้งนี้ อีกทั้งสิ่งที่ร้องเรียนที่อ้างว่าเป็นปัญหาทั้งหมดก็อยู่ในความรับรู้และร่วมตัดสินใจของคู่กรณีในฐานะบรรณาธิการบริหารของสำนักพิมพ์เนรมิตรมาโดยตลอด ดังนั้นประเด็นหลักคือผมตั้งข้อสังเกตว่า การประชาสัมพันธ์สำนักพิมพ์ของตนเอง ที่ปรากฏอยู่ในตอนท้ายของบทสัมภาษณ์ น่าจะเป็นประเด็นที่ทำให้สำนักพิมพ์เนรมิตรกลายเป็นผู้ต้องหาหรือไม่?



กล่าวโดยสรุป ในช่วงเจ็ดเดือนครึ่งที่คู่กรณีดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหารให้กับสำนักพิมพ์เนรมิตร มีหนังสือเพียง 8 เล่มเท่านั้นที่ผลิตออกสู่มือผู้อ่าน ความบกพร่องนี้ถือเป็นบทเรียนอันใหญ่หลวงของทางสำนักพิมพ์ที่มอบความไว้วางใจแก่ตัวบุคคลมากเกินไป โดยไม่ได้ตรวจสอบเบื้องหลังและประวัติการทำงานอย่างละเอียดจากสำนักพิมพ์หลายแห่งก่อนหน้านี้ ที่คู่กรณีเคยทำงานอยู่



ท้ายนี้ขอขอบคุณบรรณาธิการ คุณนิรันศักดิ์ บุญจันทร์ คุณพรชัย จันทโสก และผู้เกี่ยวข้องที่กรุณาให้ความเป็นธรรมต่อสำนักพิมพ์เนรมิตร โดยให้โอกาสชี้แจงข้อมูลที่เป็นจริง ตามภารกิจหน้าที่ที่ดีของสื่อมวลชนที่มีมาตรฐาน 0



----------------------------------------



ธนาคม พจนาพิทักษ์



"ผมเคยเป็นนักข่าวเคยเป็นบรรณาธิการมาก่อน แต่ยังไม่เคยเป็นนักเขียนพอคเก็ตบุ๊คเลย ก็ฝันอยากมีงานเขียนมาตั้งนานแล้ว คิดว่าเงื่อนไขที่ผมได้ 7% นี้มันเป็นความพอใจของคนสองคนคือคนซื้อกับคนขาย หนังสือของผมเล่มนี้คุณชนัฏฐ์เอาของผมไปตั้งแต่อยู่สำนักพิมพ์คนรู้ใจ แต่ก็ยังไม่ได้พิมพ์ ผมก็รอมาได้ พอมาอยู่กับสำนักพิมพ์เนรมิตรก็รอมาได้ นาทีนั้นผมเป็นคนยื่นเงื่อนไขนี้เองว่าขอเป็น 7% เพื่อสำนักพิมพ์จะได้ตัดสินใจพิมพ์ได้เร็วขึ้น และอยากให้หนังสือราคาถูกและขายได้ ผมรู้ว่าคนอื่นเขาได้ 10% แต่สำหรับผมได้ 7% ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าผมอยากมีผลงาน



แต่ ณ ตอนนั้นเขาไม่ได้ต่อสู้ในฐานะบรรณาธิการ พอตัวเองมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน ออกไปแล้วมาให้สัมภาษณ์ว่าเพื่อปกป้องสิทธินักเขียน ถามว่าตอนตกลงรับ 7% เราอยากให้บรรณาธิการต่อสู้ไหม ถ้าต่อสู้ก็ต้องต่อสู้ตั้งแต่วันนั้น แต่ตัวเองออกมาด้วยเรื่องอื่นและมายกกรณี 7-8 เล่มที่เขาไม่ได้มีปัญหาอะไรสักหน่อย เสมือนออกมาเพื่อต่อสู้เพราะรับไม่ได้ที่นายทุนใจร้าย ประเด็นคือนักเขียนสมัครใจ ผมรู้สึกว่าตอนนั้นบรรณาธิการที่เป็นตัวกลางต้องทำหน้าที่ให้กับเรา แต่เขาไม่ทำหน้าที่ตรงนั้น



ถ้าเกิดว่านักเขียนโดนหลายคน อันนี้เป็นประเด็น แต่นี่นักเขียนคนอื่นไม่ได้โดน หรือถ้าโดน สุดท้ายก็ไม่มีใครยอมหรอก ผมว่ามันเป็นปัญหาของนายจ้างกับอดีตลูกจ้างที่ไร้ประสิทธิภาพ แต่พอออกมาแล้วก็พยายามสร้างมูลค่าด้วยการสร้างเงื่อนไขต่างๆ ขึ้นมา"



------------------------------------------



จิตกร บุษบา



"ชุดแรกที่พิมพ์ออกมามีงานของผมด้วยเล่มหนึ่ง ตอนแรกไม่รู้เลยว่าต้องหักไป 500 จนกระทั่งหนังสือออกถึงได้ไปถามบรรณาธิการ เพราะหนังสือก็ไม่เห็นจะได้ประชาสัมพันธ์อะไรมากมาย ที่สำคัญเขาไม่ได้บอกตั้งแต่ตอนแรกว่า 500 เล่มนี้หักเป็นประชาสัมพันธ์ กรณีนี้ผมรับได้ เพียงแต่ต้องมีแผนการเป็นรูปธรรม แต่เราไม่เห็นแผนอะไรเลย



จริงๆ บรรณาธิการต้องทำงานในนามสำนักพิมพ์อยู่แล้ว สำนักพิมพ์และบรรณาธิการต้องรับรู้ด้วยกันทั้งคู่ ไม่ใช่ไปโยนให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ถ้าคุณประกาศว่าเป็นบรรณาธิการที่จะปกป้องนักเขียนก็ต้องประกาศตั้งแต่ตอนนั้น คิดว่าปัญหาเกิดจากเรื่องการสื่อสาร เป็นปัญหาภายในสำนักพิมพ์เอง ระหว่างสำนักพิมพ์กับนักเขียน และบรรณาธิการกับสำนักพิมพ์ ถ้านักเขียนเขายินยอมก็ไม่มีปัญหา ให้นักเขียนไปตกลงกันเองกับทางสำนักพิมพ์ก็ได้ ไม่ใช่บรรณาธิการยืนกรานว่านักเขียนไม่ยินยอม กระทั่งกลายเป็นปัญหาการเมืองในสำนักพิมพ์ ซึ่งถ้าบรรณาธิการทำงานในนามของสำนักพิมพ์ เมื่อออกไปก็ไม่มีสิทธิจะดึงต้นฉบับออกไปด้วย



ถ้านักเขียนไม่พอใจเงื่อนไขต่อรอง บรรณาธิการก็ต้องคุยในนามสำนักพิมพ์ ต้องนัดให้นักเขียนได้มาพบกับสำนักพิมพ์ ถ้านักเขียนไม่พอใจก็ถอนไป แต่มันไม่มีกระบวนการนั้น สิ่งที่บรรณาธิการพูดไม่ใช่เรื่องโกหก แต่ก็ไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด"
Name : lew [ IP : 202.12.118.36 ]
Email / Msn: chinglew(แอท)hotmail.com
วันที่: 6 ธันวาคม 2549 / 14:32

ความคิดเห็นที่ 29
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
ก่อนจะตัดสินใจอะไรไปควรจะดูทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ฟังฝ่ายเดียว มีสมองกันบ้างนะครับ ไม่ใช่เชื่อคนที่หน้าตา แต่จิตใจหยาบช้า ชั่วช้า บรรณาธิการที่ไม่มีสมอง ทำงานไม่เป็น ไม่รู้จักคำว่าผิด มีแต่จะโยนความผิดให้คนอื่น ส่วนตัวเองดีเลิศประเสริฐศรี ควรประณามมากกว่าสรรเสริญ เป็นผู้ใหญ่กันแล้วหัดมีเหตุมีผล ไม่ใช่เอาแต่ฟังคนชั่วฝ่ายเดียว
Name : คนหวังดี [ IP : 124.121.173.133 ]
Email / Msn: -
วันที่: 8 ธันวาคม 2549 / 17:32

ความคิดเห็นที่ 30
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
น่าเหนือ่ยใจแทนนักเขียนนะ
Name : ชลชาดา [ IP : 58.9.146.188 ]
Email / Msn: chonchada(แอท)gmail.com
วันที่: 19 มกราคม 2550 / 17:47

ความคิดเห็นที่ 31
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
ใครมีเบอร์โทรธนาคม ช่วยบอกทีที่ตู้ปณ. 21 เชียงใหม่ 50130

ตอนธนาคมทำ love+share มันติดเงินไปทั่วตั้งแต่โรงพิมพ์ภาพพิมพ์ คอลัมนิสต์ที่เขียนงานให้ ช่างภาพ กองบรรณาธิการ แม้กระทั่งเลขามันเอง ค่าอุปกรณ์กับค่าเช่าสำนักงานก็ยังไม่ได้จ่าย เดือดร้อนกันไปทั่วหน้า
Name : love+share [ IP : 58.9.146.188 ]
Email / Msn: -
วันที่: 19 มกราคม 2550 / 18:47

ความคิดเห็นที่ 32
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
ใครกันบังอาจกล่าวอ้างว่าเพื่อนที่DMGเล่าให้ฟังเรื่องที่บก.คนนี้นิสัยใช้ไม่ได้



ไม่รู้หรือไงว่าบก.คนนี้เป็นคนแรกที่กล้าพูดกับดนัย จันทร์เจ้าฉาย และแฟนหนุ่ม ในเรื่องการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ทั้งฟรีแลนซ์ นักเขียน พนักงาน แม้กระทั่งพระอาจารย์ที่น่านับถือ

พูดเรื่องความถูกต้องกับพวกอิทธิพลแล้วจะไปอยู่ได้ยังไง



คนมีเงินเดือนอยู่ดีๆ จะหาเรื่องเดือดร้อนกันทำไม ถ้าพฤติกรรมของผู้บริหารมันไม่เลวจริง



ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาพนักงานที่DMG ลาออกแล้วไม่ต่ำกว่า 30 คน ทั้งกองบก. เซลล์ การตลาด บัญชี จะเรื่องอะไรซะอีก ถ้าไม่ใช่เพราะแฟนหนุ่มของดนัย ชอบด่าลูกน้องและคนที่ร่วมงานด้วย ขนาดใช้คำ X กู เรียกคนว่าควาย ลามปามถึงบุพการีเลยก็มี นี่น่ะหรือสำนักพิมพ์ที่มีผู้บริหารชอบโปรโมทตัวเองว่าเป็นพุทธศาสนิกชนที่เปี่ยมล้นด้วยจริยธรรม ชอบทำบุญเอาประโยชน์สิไม่ว่า แค่แฟนหนุ่มประพฤติตัวอย่างนี้ยังไม่รู้จักปราม



อย่างล่าสุดที่พนักงานยกพลกันออกเพราะทนไม่ได้กับเหตุการณ์หาผลประโยชน์ใส่ตัวอย่างน่าเกลียดของผู้บริหาร อ้างว่ากำไรจากการทำหนังสือจะเอาไปบริจาค บริจาคเข้ากระเป๋าตัวเองสิไม่ว่า พนักงานทนเรื่องเลวร้ายไม่ได้ขอลาออกกัดก้อนเกลือกินยังดีซะกว่าต้องติดร่างแหโดนนรกกินหัวไปกับพวกนี้



ขนาดซับพลายเออร์ที่ทำงานให้ยังโดน หาว่างานผิดสเป็กบ้าง นู้นนี่บ้าง ไม่จ่ายเงินดื้อๆแต่เอางานไปใช้



ขนาดที่ปรึกษาสนพ.ท่านหนึ่งยังไม่ขอร่วมงานด้วย



ท่าทางคุณhiro น่าจะรู้จักดนัยดีนะถึงเรียกว่าคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย แหมเรียกซะต็มยศเชียว

รู้แม้กระทั่งประวัติของบก. นี่เป็นผู้หวังดีตัวจริงหรือว่าเป็นดนัย จันทร์เจ้าฉาย ตัวจริงกันแน่เนี่ย



วันหลังจะเช็คประวัติใครก็เอาให้มันรู้จริงหน่อยนะคุณ



คุณhiro รู้รึเปล่าว่าเร็วๆ นี้พนักงาน DMG ทั้งอดีตและปัจจุบันจะนัดรวมตัวกัน
Name : ชาวคณะDMG ยุครุ่งโรจน์ [ IP : 58.9.146.3 ]
Email / Msn: -
วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2550 / 18:58

ความคิดเห็นที่ 33
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
ถามผมดิ ผมรู้ดี
Name : *-* [ IP : 203.149.29.31 ]
Email / Msn: -
วันที่: 13 มีนาคม 2550 / 21:28

ความคิดเห็นที่ 34
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
หากเกลียดนายทุน
ก็ลองลงทุนด้วยตนเองดูสิครับ
ศึกษาระบบวงจรของหนังสือ
แล้วจะรู้ว่า
มันเปนอย่างไร

ไม่พอใจก็ลงทุนเอง
อย่าไปโทษแต่นายทุน
ในเมื่อฝากความหวังกับเขาไม่ได้
ทำเองเลยครับ
Name : คนทำหนังสือเอง [ IP : 124.121.173.187 ]
Email / Msn: -
วันที่: 29 กุมภาพันธ์ 2551 / 14:36

ความคิดเห็นที่ 35
บอร์ดมีอะไรใหม่?
   คะแนนเห็นด้วย 0
มีวิชาบรรณาธิการศึกษา เปิดสอนระดับป.ตรี ที่ ม. บูรพา ชลบุรี แล้ว ชวนลูกหลานคนรุ่นใหม่ไปเรียนกันเยอะๆ เพื่อให้วงการหนังสือมีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น การสอนที่นั่นเน้นจรรยาบรรณ ไม่ค่อยเน้นธุรกิจ ครูใหญ่ชื่อ ครูมกุฏ
Name : เด็กม.บู [ IP : 203.185.131.97 ]
Email / Msn: tipbha(แอท)buu.ac.th
วันที่: 11 มกราคม 2553 / 11:20

หน้าที่ | 1 - 50 |

  Post your comment : แสดงความคิดเห็น กฏการตั้งกระทู้
ปิด Vote แล้ว
โพสแบบ Member
  Login* Password*
โพสแบบ บุคคลทั่วไป
  ชื่อ* email รูปตัวแทน
  พิมพ์เลขที่เห็น*
 

 
ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

1. กรณีที่ข้อความและรูปภาพในกระทู้นี้แต่งโดยผู้ลงกระทู้เอง ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้ลงกระทู้โดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงข้อความ
2. กรณีที่ข้อความและรูปภาพในกระทู้นี้ทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงกระทู้จะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว
3. ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือไม่เหมาะสม โปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการที่ contact(at)dek-d.com( ทุกวัน 24 ชม )
หรือโทร 0-2860-1142 ( จ-ศ 09.00-17.30 )
 

| ติดต่อลงโฆษณา | ติดต่อทีมงาน | รับสมัครงาน Web Programmer |
| รับสมัคร นศ.ฝึกงาน ตลอดปี | Sitemap เว็บ Dek-D | แจ้งปัญหาการใช้งานเวบไซต์ |
| ติดตาม Dek-D บนสื่ออื่น | แนวคิดของเว็บไซต์| กว่าจะมาเป็นเว็บ Dek-D | ติดตามกิจกรรมเว็บ Dek-D |
www.Dek-D.com ©1999 2000 2001 2002 2003 2004 2005 2006 2007 2008 2009 ; Allright reserved by Dek-D Interactive Co.,Ltd.