เห็นว่าน่าสนใจ เลยเอามาให้อ่านกันครับ
อันเนื่องมาจากกรณีพิพาท บรรณาธิการ-นักเขียน-สำนักพิมพ์
โดยพรชัย จันทโสก jantasok@yahoo.com
จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เซคชั่นจุดประกายวรรณกรรม ปีที่ 16 ฉบับที่ 6519
วันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 http://203.154.97.32/jud/wan/
กรณีพิพาทระหว่างสำนักพิมพ์กับนักเขียนดูเหมือนว่าจะมีการรอมชอมกันมาโดยตลอด และนักเขียนมักเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ โดยเฉพาะเรื่องของผลประโยชน์ค่าลิขสิทธิ์ที่ไม่ได้มีการทำสัญญาชัดเจน หรือเป็นการทำสัญญาที่ทางสำนักพิมพ์ได้เปรียบอยู่แล้ว โดยนักเขียนไม่มีสิทธิเรียกร้องอะไรไปได้มากกว่าการยอมจำนน และยอมรับเงื่อนไขอย่างกล้ำกลืนฝืนทนเท่านั้น
อย่างกรณีที่เกิดขึ้นล่าสุด เป็นความขัดแย้งระหว่าง ชนัฏฐ์ ศิลา-ธารา อดีตบรรณาธิการสำนักพิมพ์เนรมิตรกับเจ้าของสำนักพิมพ์หรือที่เรียกกันติดปากว่า "นายทุน" ซึ่งเป็นประเด็นที่บรรณาธิการเห็นว่า สำนักพิมพ์ไม่มีความเป็นธรรมกับนักเขียน และไม่ควรจะทำให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก
กระทั่งร้อนถึง เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย ที่พยายามจะผลักดันเรื่อง สัญญาลิขสิทธิ์ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนักเขียนและให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันเพื่อความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ต้องออกมาเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้อง หรือคนในวงการหนังสือสร้างบรรทัดฐานที่เป็นธรรมขึ้นมา
สิ่งที่บรรณาธิการกล่าวอ้างและพาดพิงถึงนายทุนหรือผู้บริหารนั้น... "จุดประกายวรรณกรรม" ได้เปิดพื้นที่เป็นสื่อกลางให้กับทั้งสองฝ่ายได้พูดความจริงกับประเด็นที่เกิดขึ้นด้วยความจริงใจ โดยไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในฐานะที่เป็นสื่อและต้องการจะให้เกิดความเข้าใจที่ดีระหว่างทั้งสองฝ่าย
แต่เนื่องจากทางด้าน กุลชัย สายทุ้ม บรรณาธิการอำนวยการสำนักพิมพ์เนรมิตร บริษัท สำนักพิมพ์สรรพศาสตร์ (2004) จำกัด ได้ปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่องนี้โดยให้เหตุผลสั้นๆ ว่า "เหมือนเป็นการแก้แค้นกันเสียมากกว่าเพราะมันไม่เป็นความจริง" และนักเขียนยินดีรับเงื่อนไขทุกอย่างที่ทางสำนักพิมพ์เสนอให้
ดังนั้นไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร..."จุดประกายวรรณกรรม" ไม่อยู่ในฐานะที่จะตัดสิน แต่ยินดีจะเป็นสื่อกลางให้ทุกคนได้พูดความจริงด้วยความจริงใจและซื่อสัตย์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย เพื่อจะได้ช่วยกันพัฒนาแวดวงหนังสือ สำนักพิมพ์ และนักเขียนไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ ก่อให้เกิดความสมานฉันท์ต่อกัน
และต่อไปนี้จึงเป็นการเปิดเผยความจริงใจด้านหนึ่งของ ชนัฏฐ์ ศิลา-ธารา ซึ่งจะพูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่กลายเป็นประเด็นร้อนดังกล่าว
0 กรณีนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรและเมื่อไร?
เริ่มตั้งแต่ตอนที่ผมเข้าไปทำงานแรกๆ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งยังไม่ครบปี ผมระบุว่าถ้าให้ผมเข้าไปบริหารค่าลิขสิทธิ์ นักเขียนจะต้องได้ค่าลิขสิทธิ์ 10% จากยอดพิมพ์ และพิมพ์เท่าไรจ่ายเท่านั้น แต่ว่าสำนักพิมพ์มีการเบี้ยวขึ้นมา สมมติว่าพิมพ์ 3,000 เล่ม แต่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้นักเขียนแค่ 2,500 เล่ม ซึ่ง 500 เล่มที่ตัดไปนั้นผมคิดว่ามันก็เยอะสำหรับนักเขียนที่ดำรงชีพโดยการเขียน โดยอ้างว่า 500 เล่มนี้เป็นงบสำหรับพีอาร์หรือประชาสัมพันธ์ ซึ่งจริงๆ แล้วผมเป็นคนเซ็นงบนี้ด้วยตัวเอง...ที่จริงงบพีอาร์แค่ 100-150 เล่มเอง ส่วนที่หายไปก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน สันนิษฐานว่าน่าจะเอาไปขายตามงานสัปดาห์ หรือมหกรรมหนังสือ และการขายสู่สมาชิก ในฐานะบรรณาธิการก็ต้องพูดความจริงกับนักเขียน ต้องบอกความจริง เพราะมันเป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญา
เริ่มตั้งแต่ตอนที่ผมเข้าไปทำงานแรกๆ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งยังไม่ครบปี ผมระบุว่าถ้าให้ผมเข้าไปบริหารค่าลิขสิทธิ์ นักเขียนจะต้องได้ค่าลิขสิทธิ์ 10% จากยอดพิมพ์ และพิมพ์เท่าไรจ่ายเท่านั้น แต่ว่าสำนักพิมพ์มีการเบี้ยวขึ้นมา สมมติว่าพิมพ์ 3,000 เล่ม แต่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้นักเขียนแค่ 2,500 เล่ม ซึ่ง 500 เล่มที่ตัดไปนั้นผมคิดว่ามันก็เยอะสำหรับนักเขียนที่ดำรงชีพโดยการเขียน โดยอ้างว่า 500 เล่มนี้เป็นงบสำหรับพีอาร์หรือประชาสัมพันธ์ ซึ่งจริงๆ แล้วผมเป็นคนเซ็นงบนี้ด้วยตัวเอง...ที่จริงงบพีอาร์แค่ 100-150 เล่มเอง ส่วนที่หายไปก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน สันนิษฐานว่าน่าจะเอาไปขายตามงานสัปดาห์ หรือมหกรรมหนังสือ และการขายสู่สมาชิก ในฐานะบรรณาธิการก็ต้องพูดความจริงกับนักเขียน ต้องบอกความจริง เพราะมันเป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญา
ส่วนประเด็นที่สองก็เป็นกรณีสมมติว่าผมเอางานเล่มนี้มาพิมพ์ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ 10% จากยอดพิมพ์ ซึ่งไม่เยอะเลย มันเป็นมาตรฐานมาก ถ้าเป็นค่ายใหญ่เขาอาจจะให้เยอะกว่านี้ด้วยซ้ำ อันนี้นายทุนตกลงเสร็จ แต่พอเวลาหนังสือทำอาร์ตเวิร์คเสร็จพร้อมส่งโรงพิมพ์ นายทุนบอกว่าจะให้แค่ 7% ถ้ารับไม่ได้ก็คือไม่พิมพ์เลย ทำให้เกิดกรณีไม่ตรงไปตรงมา และยอดจ่ายจาก 3,000 เล่ม ลดเหลือ 2,500 เล่มด้วย โดยบอกว่าเป็นค่าโปรโมชั่น ซึ่งความเป็นจริงนั้นไม่ว่าโรงพิมพ์ที่ไหนเขาต้องพิมพ์เกินออกมาจำนวนเป็นร้อยเล่มอยู่แล้ว
และประเด็นที่สามคือเบี้ยวค่าผลิต เพราะหนังสือทั้ง 5 เล่มนั้นเสร็จพร้อมพิมพ์ ค่าอาร์ตเวิร์ค และค่าภาพประกอบเกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่ยอมจ่าย
0 ปัญหาใหญ่ของเรื่องนี้คือไม่เป็นธรรมกับนักเขียน?
คนทั่วไปอาจคิดว่าเป็นเงินที่น้อยมาก เรื่องการลดหรือว่าเรื่องการพิมพ์เกิน แต่บางทีเราในฐานะที่เป็นคนเอางานเขามา กรณีนี้นายทุนบอกว่าเราเป็นลูกจ้าง ทำไมไม่รักษาผลประโยชน์ให้กับบริษัท ทำไมต้องไปดูแลนักเขียน ซึ่งบางทีบรรณาธิการกับนักเขียนมันมีความเป็นพี่เป็นน้องกันอยู่ และปัญหาล่าสุด คือมีงานอยู่ 5 เล่มที่จัดอาร์ตเวิร์คเสร็จแล้วพร้อมพิมพ์ได้เลย แต่ทางสำนักพิมพ์เนรมิตรไม่ยอมพิมพ์
คนทั่วไปอาจคิดว่าเป็นเงินที่น้อยมาก เรื่องการลดหรือว่าเรื่องการพิมพ์เกิน แต่บางทีเราในฐานะที่เป็นคนเอางานเขามา กรณีนี้นายทุนบอกว่าเราเป็นลูกจ้าง ทำไมไม่รักษาผลประโยชน์ให้กับบริษัท ทำไมต้องไปดูแลนักเขียน ซึ่งบางทีบรรณาธิการกับนักเขียนมันมีความเป็นพี่เป็นน้องกันอยู่ และปัญหาล่าสุด คือมีงานอยู่ 5 เล่มที่จัดอาร์ตเวิร์คเสร็จแล้วพร้อมพิมพ์ได้เลย แต่ทางสำนักพิมพ์เนรมิตรไม่ยอมพิมพ์
ตอนแรกเขาจะพิมพ์แต่ผมบอกว่าให้พิมพ์ได้ แต่ผมขอทำสัญญา 4-5 ข้อ คือ การตกลงเซ็นสัญญาพิมพ์แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ถ้าจะพิมพ์ซ้ำต้องเซ็นสัญญากันใหม่ และพิมพ์เท่าไรก็ต้องจ่ายเท่านั้น ผมก็ไม่รู้หรอกว่าสมมติว่าพิมพ์ 3,000 เล่ม ถ้าสำหรับพีอาร์ 100 เล่ม ผมขอจ่าย 2,900 เล่ม ไม่ใช่แค่ 2,500 เล่ม และตกลงกันเลยว่าจะต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เท่าไร จะชำระให้ภายในกี่เดือน จะเป็นสัญญาพวกนี้ ห้ามมีการพิมพ์เกิน ถ้ามีการพิมพ์เกินนักเขียนเช็คได้ก็จะมีผลทางกฎหมาย ตรงนี้เลยเป็นสาเหตุที่ทางสำนักพิมพ์เนรมิตรไม่ยอมทำสัญญาและไม่ยอมพิมพ์ และก็ดึงงานเอาไว้ไม่ยอมปล่อยออกมา
0 ก่อนหน้านี้ทางสำนักพิมพ์ได้มีการทำสัญญากับนักเขียนบ้างไหม?
ไม่เคยเลย เพราะนักเขียนเขาจะเชื่อใจผมไงครับ เมื่อผมเป็นบรรณาธิการก็น่าจะดูแลและซื่อสัตย์พอ แต่ตอนหลังผมรู้สึกว่าดูแลผลประโยชน์ให้นักเขียนไม่ไหวแล้ว แต่ก็พยายามเคลียร์งานทั้ง 5 เล่มนี้ให้จบ นั่นคืองานของคุณ แพร จารุ, สร้อยแก้ว คำมาลา, ฮ.นิกฮูกี้, ตินกานต์ และไพรินทร์ เจนเกียรติ แต่ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ ผมว่าจ้างทั้งค่าภาพประกอบและอาร์ตเวิร์คโดยใช้เอาท์ซอร์ส หรือจ้างคนนอกหมดเลยในนามของสำนักพิมพ์เนรมิตร
ไม่เคยเลย เพราะนักเขียนเขาจะเชื่อใจผมไงครับ เมื่อผมเป็นบรรณาธิการก็น่าจะดูแลและซื่อสัตย์พอ แต่ตอนหลังผมรู้สึกว่าดูแลผลประโยชน์ให้นักเขียนไม่ไหวแล้ว แต่ก็พยายามเคลียร์งานทั้ง 5 เล่มนี้ให้จบ นั่นคืองานของคุณ แพร จารุ, สร้อยแก้ว คำมาลา, ฮ.นิกฮูกี้, ตินกานต์ และไพรินทร์ เจนเกียรติ แต่ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ ผมว่าจ้างทั้งค่าภาพประกอบและอาร์ตเวิร์คโดยใช้เอาท์ซอร์ส หรือจ้างคนนอกหมดเลยในนามของสำนักพิมพ์เนรมิตร
แต่ปัญหาตอนนี้คือทางเนรมิตรไม่ยอมจ่าย เขาบอกว่าเมื่อผมเป็นบรรณาธิการต้องเคลียร์เงินเอง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นผมต้องจ่าย เพราะบรรณาธิการเป็นคนว่าจ้าง แต่ขณะที่ว่าจ้างนั้นผมยังอยู่ในตำแหน่งบรรณาธิการและเป็นพนักงานของสำนักพิมพ์เนรมิตร ตอนนี้ยังคาราคาซังอยู่ ปัญหายังไม่ได้เคลียร์ คือทางสำนักพิมพ์เขาไม่รับผิดชอบอะไรเลย 5 เล่มนี้ไม่ยอมพิมพ์ ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่ยอมทำสัญญาตามที่ผมเสนอไป
0 แสดงว่านักเขียนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจเรื่องทำสัญญากันอยู่แล้ว?
บางทีคนที่เป็นนักเขียนเขาจะไม่ค่อยคิดเรื่องเงิน เขาจะไม่คิดเรื่องสัญญา เขามีหน้าที่เขียนก็จบแล้ว แต่ว่าในฐานะบรรณาธิการควรจะดูแลให้นักเขียน ควรจะจัดการทุกอย่างให้เคลียร์ที่สุด ให้สำนักพิมพ์พอใจ ให้นักเขียนพอใจ แต่ตอนนี้ทั้ง 5 เล่มทำอาร์ตเวิร์คเสร็จหมดพร้อมพิมพ์ได้เลย และค่าใช้จ่ายก็เกิดขึ้นแล้ว คนทำฟรีแลนซ์ตามความจริงเขาต้องได้รับเงิน สำนักพิมพ์จะพิมพ์หรือไม่พิมพ์ หรือมีปัญหากับนักเขียน แต่เขาต้องได้เงินเพราะเขาทำงานเสร็จแล้ว แต่ปรากฏว่าทุกวันนี้ยังไม่มีใครได้เงินเลยสักบาท และในชุดแรกที่ผมทำประมาณ 7-8 เล่มก็มีปัญหาเรื่องนี้เหมือนกัน คนทำแทนที่จะได้เงินก็ไม่ได้ ถูกโกงบ้าง หรืออะไรบ้าง
บางทีคนที่เป็นนักเขียนเขาจะไม่ค่อยคิดเรื่องเงิน เขาจะไม่คิดเรื่องสัญญา เขามีหน้าที่เขียนก็จบแล้ว แต่ว่าในฐานะบรรณาธิการควรจะดูแลให้นักเขียน ควรจะจัดการทุกอย่างให้เคลียร์ที่สุด ให้สำนักพิมพ์พอใจ ให้นักเขียนพอใจ แต่ตอนนี้ทั้ง 5 เล่มทำอาร์ตเวิร์คเสร็จหมดพร้อมพิมพ์ได้เลย และค่าใช้จ่ายก็เกิดขึ้นแล้ว คนทำฟรีแลนซ์ตามความจริงเขาต้องได้รับเงิน สำนักพิมพ์จะพิมพ์หรือไม่พิมพ์ หรือมีปัญหากับนักเขียน แต่เขาต้องได้เงินเพราะเขาทำงานเสร็จแล้ว แต่ปรากฏว่าทุกวันนี้ยังไม่มีใครได้เงินเลยสักบาท และในชุดแรกที่ผมทำประมาณ 7-8 เล่มก็มีปัญหาเรื่องนี้เหมือนกัน คนทำแทนที่จะได้เงินก็ไม่ได้ ถูกโกงบ้าง หรืออะไรบ้าง
0 ในฐานะบรรณาธิการคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับวงการนักเขียนควรแก้ไขอย่างไร?
คิดว่าแก้ยาก สังเกตช่วงหลังสำนักพิมพ์เกิดขึ้นเยอะมาก แต่มันเกิดด้วยคนที่เป็นนักธุรกิจเป็นนักลงทุนมาทำหนังสือ คือหนังสือมันเป็นงานศิลปะ เป็นงานสติปัญญา แต่ว่าเขาเข้ามาเพื่อหวังขายหนังสือให้ได้เยอะๆ กอบโกยกำไรให้ได้เร็วๆ เท่าไรยิ่งดี มันเลยขัดแย้งกัน มันเลยพูดถึงจุดขายหรือจุดไม่ขาย คือทำงานอะไรออกไปก็ได้ จะเป็นงานแฉหรืองานอะไรก็ได้ ขอให้ขายได้อย่างเดียว คือพวกนายทุนจะไม่เข้าใจระบบการทำหนังสือ ทำเพื่อกอบโกยอย่างเดียว นี่คือปัญหาล่ะ เขาจะเป็นคนที่ไร้รากของการเป็นคนทำหนังสือ ขายอย่างเดียว ผมว่ามันมีผลกระทบไปถึงผู้อ่านอีกนะ ทำให้คนอ่านเกิดช่องโหว่ขึ้นมาว่าหนังสือที่เขาอยากอ่าน หนังสือที่เสริมสร้างสติปัญญาอยู่ที่ไหน
คิดว่าแก้ยาก สังเกตช่วงหลังสำนักพิมพ์เกิดขึ้นเยอะมาก แต่มันเกิดด้วยคนที่เป็นนักธุรกิจเป็นนักลงทุนมาทำหนังสือ คือหนังสือมันเป็นงานศิลปะ เป็นงานสติปัญญา แต่ว่าเขาเข้ามาเพื่อหวังขายหนังสือให้ได้เยอะๆ กอบโกยกำไรให้ได้เร็วๆ เท่าไรยิ่งดี มันเลยขัดแย้งกัน มันเลยพูดถึงจุดขายหรือจุดไม่ขาย คือทำงานอะไรออกไปก็ได้ จะเป็นงานแฉหรืองานอะไรก็ได้ ขอให้ขายได้อย่างเดียว คือพวกนายทุนจะไม่เข้าใจระบบการทำหนังสือ ทำเพื่อกอบโกยอย่างเดียว นี่คือปัญหาล่ะ เขาจะเป็นคนที่ไร้รากของการเป็นคนทำหนังสือ ขายอย่างเดียว ผมว่ามันมีผลกระทบไปถึงผู้อ่านอีกนะ ทำให้คนอ่านเกิดช่องโหว่ขึ้นมาว่าหนังสือที่เขาอยากอ่าน หนังสือที่เสริมสร้างสติปัญญาอยู่ที่ไหน
0 มองว่าที่ผ่านมานักเขียนมักถูกสำนักพิมพ์เอาเปรียบ?
ผมคิดว่าควรจะมีความเป็นกลางมากกว่านี้ ผมเห็นสัญญาหลายที่มักจะผูกมัดนักเขียนมากเกินไป และก็น้ำหนักจะมาที่สำนักพิมพ์ 70% ที่ได้เปรียบ ส่วน 30% ที่เหลือเป็นความได้เปรียบของนักเขียนซึ่งน้อยมาก เรื่องของสัญญาน่าจะเป็นกลาง และน่าจะมีหน่วยงานที่เข้ามาควบคุมกัน ใครก็ได้ที่จะเข้ามาเป็นนายทุนทำสำนักพิมพ์ควรจะใช้สัญญาฉบับที่เป็นกลางที่สุด มันต้องมีการดูแล ใครอยากทำก็เอาสัญญาฉบับนี้มาให้เซ็น ถ้าไม่เซ็นก็ไม่ทำ
ผมคิดว่าควรจะมีความเป็นกลางมากกว่านี้ ผมเห็นสัญญาหลายที่มักจะผูกมัดนักเขียนมากเกินไป และก็น้ำหนักจะมาที่สำนักพิมพ์ 70% ที่ได้เปรียบ ส่วน 30% ที่เหลือเป็นความได้เปรียบของนักเขียนซึ่งน้อยมาก เรื่องของสัญญาน่าจะเป็นกลาง และน่าจะมีหน่วยงานที่เข้ามาควบคุมกัน ใครก็ได้ที่จะเข้ามาเป็นนายทุนทำสำนักพิมพ์ควรจะใช้สัญญาฉบับที่เป็นกลางที่สุด มันต้องมีการดูแล ใครอยากทำก็เอาสัญญาฉบับนี้มาให้เซ็น ถ้าไม่เซ็นก็ไม่ทำ
0 ถ้าดูจากอดีตจะเห็นว่านักเขียนกับสำนักพิมพ์จะมีสัญญาใจโดยไม่จำเป็นต้องมีสัญญาผูกมัดทางกฎหมายก็ได้?
เมื่อก่อนเขาจะเรียกวงการสิ่งพิมพ์ว่า "มิตรน้ำหมึก" ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีใครเรียกอย่างนี้แล้วนะ มีแต่คนเรียกว่า "ธุรกิจสิ่งพิมพ์" มันต่างกันเลย ทำหนังสือมันคือการทำธุรกิจมันก็ถูก แต่ว่าควรจะเอาธุรกิจให้น้อยหน่อย หนังสือมันคือปัญญา เสริมสร้างรากฐานของชีวิต แต่ถ้าคุณทำเพื่อหวังเงิน ปัญญากับรากฐานมันจะเกิดได้อย่างไร อย่างแต่ก่อนเหมือนสำนักพิมพ์ต้องเข้าไปดูแลนักเขียน ไปเอางานมาทำให้ ซึ่งทุกสำนักพิมพ์ควรจะดูแลนักเขียนให้เท่ากันทุกระดับอย่างนั้น
เมื่อก่อนเขาจะเรียกวงการสิ่งพิมพ์ว่า "มิตรน้ำหมึก" ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีใครเรียกอย่างนี้แล้วนะ มีแต่คนเรียกว่า "ธุรกิจสิ่งพิมพ์" มันต่างกันเลย ทำหนังสือมันคือการทำธุรกิจมันก็ถูก แต่ว่าควรจะเอาธุรกิจให้น้อยหน่อย หนังสือมันคือปัญญา เสริมสร้างรากฐานของชีวิต แต่ถ้าคุณทำเพื่อหวังเงิน ปัญญากับรากฐานมันจะเกิดได้อย่างไร อย่างแต่ก่อนเหมือนสำนักพิมพ์ต้องเข้าไปดูแลนักเขียน ไปเอางานมาทำให้ ซึ่งทุกสำนักพิมพ์ควรจะดูแลนักเขียนให้เท่ากันทุกระดับอย่างนั้น
การทำหนังสือนั้นนักเขียนสำคัญเป็นอันดับแรก เพราะถ้าไม่มีนักเขียนก็ไม่มีงานพิมพ์ แต่ถ้าเทียบตัวเงิน สายส่งได้ 40% และสำนักพิมพ์ได้กำไรตั้งเท่าไร แต่นักเขียนได้ 10% ถือว่าน้อยมากเลย และมันก็เกิดการต่อรองเหลือ 5 หรือ 7% ได้ไหม เหมาจ่ายได้ไหม ขอหมื่นสองหมื่นได้ไหม คือมันไม่มีบรรทัดฐานในวงการสิ่งพิมพ์ของไทย เราควรดูแลนักเขียนให้เท่าเทียมกัน และก็ทุกอย่างควรจะยุติธรรมด้วย
0 คิดว่าสำนักพิมพ์อื่นๆ ประสบปัญหาอย่างนี้บ้างหรือเปล่า?
มีเยอะเหมือนกัน สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ก็มีบ้าง ปัญหาใหญ่ๆ ไม่มีใครเข้ามาควบคุม การทำหนังสือไม่มีใครมาควบคุมว่าสัญญาฉบับนี้มันต้องทำอย่างนี้ ค่าลิขสิทธิ์ควรจะได้เท่านี้ พิมพ์แล้วจ่ายเท่าไร ไม่มีใครเข้ามาควบคุม ทุกอย่างเกิดจากการตามใจหมด ศิลปินก็อยากจะทำงานเขียนสงบๆ น้อยมากที่นักเขียนจะเข้ามาตามว่าตกลงได้กี่เปอร์เซ็นต์ ตกลงว่าพิมพ์เท่าไร สัญญาอยู่ไหน ไม่มีใครตามหรอก เขารู้สึกว่าเขาเขียนอย่างเดียวดีกว่า
มีเยอะเหมือนกัน สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ก็มีบ้าง ปัญหาใหญ่ๆ ไม่มีใครเข้ามาควบคุม การทำหนังสือไม่มีใครมาควบคุมว่าสัญญาฉบับนี้มันต้องทำอย่างนี้ ค่าลิขสิทธิ์ควรจะได้เท่านี้ พิมพ์แล้วจ่ายเท่าไร ไม่มีใครเข้ามาควบคุม ทุกอย่างเกิดจากการตามใจหมด ศิลปินก็อยากจะทำงานเขียนสงบๆ น้อยมากที่นักเขียนจะเข้ามาตามว่าตกลงได้กี่เปอร์เซ็นต์ ตกลงว่าพิมพ์เท่าไร สัญญาอยู่ไหน ไม่มีใครตามหรอก เขารู้สึกว่าเขาเขียนอย่างเดียวดีกว่า
เมืองนอกเขามีทุกอย่างทั้งเรื่องสัญญาหรือมีสมาคมเข้ามาดูแล แต่บ้านเรายังมีช่องโหว่เยอะมาก จริงๆ ถ้าสังเกตสำนักพิมพ์บ้านเราไม่ควรจะเกิดเยอะขนาดนี้ คือใครมีเงินหน่อยอยากทำหนังสือก็มาทำได้ ควรจะมีอะไรที่เป็นบรรทัดฐานว่าการที่คุณจะมาเปิดสำนักพิมพ์ควรจะมีหนึ่งถึงสิบข้ออะไรบ้างถึงจะทำได้ ทุกวันนี้ใครอยากเปิดก็เปิด แต่หนังสือที่ออกมาคืออะไร จริงๆ สำนักพิมพ์ต้องรีเสิร์ช ก่อนว่าคนอ่านอยากอ่านอะไร ไม่ใช่ว่าเอางานมายัดเยียดคนอ่าน จริงๆ การอ่านสำคัญมาก ถ้าสำนักพิมพ์ทำหนังสือเละเทอะ แล้วสติปัญญาจะเกิดขึ้นจากตรงไหน ถ้าเราทำหนังสือดีๆ ให้คนอ่าน การอ่านมันคือการพัฒนาสติปัญญา และควรจะเจริญขึ้น แต่ทุกวันนี้มีแต่อะไรก็ไม่รู้ มันต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ
0 ต่อไปนี้นักเขียนควรมีสิทธิจะรู้เกี่ยวกับอะไรบ้าง?
นักเขียนควรจะรู้และมีการแจ้งยอดเลยว่าหนังสือของเขาจะพิมพ์เท่าไร ถ้าทุกอย่างตรงไปตรงมามันจะไม่มีอะไรปิดบัง หรือแม้กระทั่งสายส่งนักเขียนควรจะเช็คกับสายส่งได้ ซึ่งสำนักพิมพ์เท่านั้นที่จะรู้ได้ ถ้าเป็นนักเขียนโทรเข้าไปถามเขาจะไม่บอก ถ้ามันเป็นความจริง ความจริงมันจะไม่ใช่ความลับเลย จะกลัวทำไม ใครโกหก เอาความจริงมาคุยกัน ปัญหาจะไม่เกิดเลยถ้าทุกคนเซ็นสัญญา ถามว่าผมผิดอะไร ผิดเพราะไม่รักษาผลประโยชน์ของบริษัท แล้วผลประโยชน์นั้นเอาเปรียบหรือเปล่าล่ะ
นักเขียนควรจะรู้และมีการแจ้งยอดเลยว่าหนังสือของเขาจะพิมพ์เท่าไร ถ้าทุกอย่างตรงไปตรงมามันจะไม่มีอะไรปิดบัง หรือแม้กระทั่งสายส่งนักเขียนควรจะเช็คกับสายส่งได้ ซึ่งสำนักพิมพ์เท่านั้นที่จะรู้ได้ ถ้าเป็นนักเขียนโทรเข้าไปถามเขาจะไม่บอก ถ้ามันเป็นความจริง ความจริงมันจะไม่ใช่ความลับเลย จะกลัวทำไม ใครโกหก เอาความจริงมาคุยกัน ปัญหาจะไม่เกิดเลยถ้าทุกคนเซ็นสัญญา ถามว่าผมผิดอะไร ผิดเพราะไม่รักษาผลประโยชน์ของบริษัท แล้วผลประโยชน์นั้นเอาเปรียบหรือเปล่าล่ะ
ผมไม่บอกใครเลยว่าออกมาจากสำนักพิมพ์ แต่ทางสำนักพิมพ์เป็นคนโทรไปบอกนักเขียนเองว่าผมออกไปแล้ว และให้นักเขียนไปเคลียร์งานกับผม ซึ่งนักเขียนเลยโทรมาหาผมว่าถ้าผมไม่อยู่แล้วขอถอนงานออกได้ไหม มันเลยเกิดเรื่องขึ้นมา ผมเป็นแค่ บก.จะมีสิทธิไปถอนงานได้ยังไง ผมเลยบอกตรงๆ ว่า บก.ไม่มีสิทธิหรอก เพราะบก.ไม่ใช่คนเขียน แต่เมื่อนักเขียนให้ผมมาเมื่อนักเขียนจะถอนผมก็ต้องโทรบอกนายทุนว่านักเขียนขอถอน สำนักพิมพ์ก็ไม่ยอมให้ถอน เมื่อให้มาแล้วก็ต้องให้เลยไม่มีสิทธิถอนออก เลยเกิดกรณีพิพาทเยอะมาก ประเด็นหลักที่พูดมาทั้งหมดคือเรื่องความไม่ซื่อสัตย์เท่านั้นเอง ถ้าซื่อสัตย์ปัญหาพวกนี้จะไม่เกิดเลย
0 ตอนนี้มาเปิดสำนักพิมพ์เองเสียเลย?
ช่วยๆ กันทำสำนักพิมพ์ขึ้นมา อยากให้พวกนายทุนรู้ว่าถ้าซื่อสัตย์ตรงไปตรงไปมา ที่เขามองว่ามันไม่ขาย แต่เป็นงานที่ดีเนี่ย เราจะทำให้ดูว่ามันไปได้ไหม ชื่อสำนักพิมพ์ "สำนึกพิมพ์ปีดี By อารีมิตร" มีความหมายว่า เรามีปีที่ดี มีวันที่ดี ด้วยเหล่าอารีมิตร และทำขึ้นมาโดยที่ไม่มีเงินทุนเลยแม้สักบาท คือช่วยๆ กันไป ซึ่งมีสโลแกนเลยว่า "สำนึกใหญ่ๆ : สำนักเล็กๆ" เพราะคิดว่าควรจะทำด้วยรากฐานของคนที่มีจิตวิญญาณของคนทำหนังสือ และควรจะทำหนังสือด้วยการมีจิตสำนึก ทำด้วยความซื่อสัตย์ หนังสือชุดแรกที่ออกมามีของ ญามิลา และอีแร้ง ที่เกิดจากการบิดพลิ้วมานั่นแหละ พวกพี่เขาก็ไม่สบายใจเลยอยากให้คนที่ทำงานจริงๆ ออกมารวมตัวกันดีกว่า ส่วน 5 เล่มนั้นยังคาราคาซังอยู่ ที่ทิ้งไว้ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะได้พิมพ์เมื่อไร จะเคลียร์กันอย่างไร
ช่วยๆ กันทำสำนักพิมพ์ขึ้นมา อยากให้พวกนายทุนรู้ว่าถ้าซื่อสัตย์ตรงไปตรงไปมา ที่เขามองว่ามันไม่ขาย แต่เป็นงานที่ดีเนี่ย เราจะทำให้ดูว่ามันไปได้ไหม ชื่อสำนักพิมพ์ "สำนึกพิมพ์ปีดี By อารีมิตร" มีความหมายว่า เรามีปีที่ดี มีวันที่ดี ด้วยเหล่าอารีมิตร และทำขึ้นมาโดยที่ไม่มีเงินทุนเลยแม้สักบาท คือช่วยๆ กันไป ซึ่งมีสโลแกนเลยว่า "สำนึกใหญ่ๆ : สำนักเล็กๆ" เพราะคิดว่าควรจะทำด้วยรากฐานของคนที่มีจิตวิญญาณของคนทำหนังสือ และควรจะทำหนังสือด้วยการมีจิตสำนึก ทำด้วยความซื่อสัตย์ หนังสือชุดแรกที่ออกมามีของ ญามิลา และอีแร้ง ที่เกิดจากการบิดพลิ้วมานั่นแหละ พวกพี่เขาก็ไม่สบายใจเลยอยากให้คนที่ทำงานจริงๆ ออกมารวมตัวกันดีกว่า ส่วน 5 เล่มนั้นยังคาราคาซังอยู่ ที่ทิ้งไว้ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะได้พิมพ์เมื่อไร จะเคลียร์กันอย่างไร
0 ถึงเวลานี้ได้วางแนวทางของสำนักพิมพ์ไว้อย่างไรบ้าง?
ผมไม่ได้มองจุดขายหรือจุดไม่ขาย นายทุนมองอย่างนี้เลยว่าขายหรือไม่ขาย นายทุนจะไม่อ่านเลยว่าดีหรือไม่ดี ทุกเล่มที่ผมทำให้สำนักพิมพ์เนรมิตรหน้าเครดิตจะมีชื่อเขาว่าตำแหน่งบรรณาธิการอำนวยการ แต่ถามว่าบรรณาธิการอำนวยการเคยอ่านหนังสือบ้างหรือเปล่าว่าเล่มที่มีชื่อเขาอยู่ หนังสือมันเกี่ยวกับอะไร สำนักพิมพ์ของผมจึงไม่สนใจจุดขายหรือไม่ขาย ขอให้ดีหรือไม่ดีแค่นั้นพอ และพยายามทำงานที่นอกกระแส เชื่อว่าคนไทย 60 ล้านคน เราพิมพ์แค่ 3,000 เล่ม ถ้าจะขายไม่ได้หรือเจ๊งก็ให้มันรู้ไป
ผมไม่ได้มองจุดขายหรือจุดไม่ขาย นายทุนมองอย่างนี้เลยว่าขายหรือไม่ขาย นายทุนจะไม่อ่านเลยว่าดีหรือไม่ดี ทุกเล่มที่ผมทำให้สำนักพิมพ์เนรมิตรหน้าเครดิตจะมีชื่อเขาว่าตำแหน่งบรรณาธิการอำนวยการ แต่ถามว่าบรรณาธิการอำนวยการเคยอ่านหนังสือบ้างหรือเปล่าว่าเล่มที่มีชื่อเขาอยู่ หนังสือมันเกี่ยวกับอะไร สำนักพิมพ์ของผมจึงไม่สนใจจุดขายหรือไม่ขาย ขอให้ดีหรือไม่ดีแค่นั้นพอ และพยายามทำงานที่นอกกระแส เชื่อว่าคนไทย 60 ล้านคน เราพิมพ์แค่ 3,000 เล่ม ถ้าจะขายไม่ได้หรือเจ๊งก็ให้มันรู้ไป
ผมทำงานด้วยจิตสำนึกมากกว่าทำเพื่อหวังขายอย่างเดียว 0
----------------------------------------------------------------------
ชาติวุฒิ บุณยรักษ์
คณะกรรมการเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย
"ผมอยากจะเน้นย้ำว่าปัญหาเหล่านี้มันเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงเวลาหรือยังที่แวดวงวรรณกรรมไทยควรจะยกระดับสู่ความเป็นมืออาชีพ ตลอดเวลาเกือบร้อยปีตั้งแต่เริ่มมีนักเขียนมา ทุกองคาพยพในแวดวงการวรรณกรรมมีสิทธิถามความเป็นมืออาชีพจากนักเขียน แต่ทางกลับกันนักเขียนไม่มีสิทธิทวงถามความเป็นมืออาชีพกับใครได้เลย ทั้งๆ ที่สำนักพิมพ์กับนักเขียนมีความสำคัญที่สุด ถามว่า ณ ปัจจจุบันมีกี่สำนักพิมพ์ในประเทศไทยที่มีการเซ็นสัญญาระหว่างนักเขียนกับสำนักพิมพ์ ต่อให้เป็นสำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ตาม กล้าพูดได้เลยว่ามีไม่กี่ที่หรอกที่เซ็นสัญญากัน แต่ที่ผ่านมาสำนักพิมพ์ใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้เพราะเขามีเงิน
----------------------------------------------------------------------
ชาติวุฒิ บุณยรักษ์
คณะกรรมการเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย
"ผมอยากจะเน้นย้ำว่าปัญหาเหล่านี้มันเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงเวลาหรือยังที่แวดวงวรรณกรรมไทยควรจะยกระดับสู่ความเป็นมืออาชีพ ตลอดเวลาเกือบร้อยปีตั้งแต่เริ่มมีนักเขียนมา ทุกองคาพยพในแวดวงการวรรณกรรมมีสิทธิถามความเป็นมืออาชีพจากนักเขียน แต่ทางกลับกันนักเขียนไม่มีสิทธิทวงถามความเป็นมืออาชีพกับใครได้เลย ทั้งๆ ที่สำนักพิมพ์กับนักเขียนมีความสำคัญที่สุด ถามว่า ณ ปัจจจุบันมีกี่สำนักพิมพ์ในประเทศไทยที่มีการเซ็นสัญญาระหว่างนักเขียนกับสำนักพิมพ์ ต่อให้เป็นสำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ตาม กล้าพูดได้เลยว่ามีไม่กี่ที่หรอกที่เซ็นสัญญากัน แต่ที่ผ่านมาสำนักพิมพ์ใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้เพราะเขามีเงิน
----------------------------------------------------------------------
ชาติวุฒิ บุณยรักษ์
คณะกรรมการเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย
"ผมอยากจะเน้นย้ำว่าปัญหาเหล่านี้มันเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงเวลาหรือยังที่แวดวงวรรณกรรมไทยควรจะยกระดับสู่ความเป็นมืออาชีพ ตลอดเวลาเกือบร้อยปีตั้งแต่เริ่มมีนักเขียนมา ทุกองคาพยพในแวดวงการวรรณกรรมมีสิทธิถามความเป็นมืออาชีพจากนักเขียน แต่ทางกลับกันนักเขียนไม่มีสิทธิทวงถามความเป็นมืออาชีพกับใครได้เลย ทั้งๆ ที่สำนักพิมพ์กับนักเขียนมีความสำคัญที่สุด ถามว่า ณ ปัจจจุบันมีกี่สำนักพิมพ์ในประเทศไทยที่มีการเซ็นสัญญาระหว่างนักเขียนกับสำนักพิมพ์ ต่อให้เป็นสำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ตาม กล้าพูดได้เลยว่ามีไม่กี่ที่หรอกที่เซ็นสัญญากัน แต่ที่ผ่านมาสำนักพิมพ์ใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้เพราะเขามีเงิน
แต่ในความเป็นจริงการไม่มีสัญญาจะทำให้เกิดข้อพิพาทหรือความไม่สบายใจเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างนักเขียนกับสำนักพิมพ์หลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่นมีสำนักพิมพ์หนึ่งพิมพ์งานให้ผม คุณไม่ได้เซ็นสัญญา คุณก็พูดปากเปล่าว่าให้เช่าค่าลิขสิทธิ์สองปีสามปี แต่ประเด็นคือสมมติว่าผมเป็นนักเขียนแล้วเดินเข้าร้านหนังสือ ผมไม่เห็นหนังสือตัวเองเลย และมันก็พ้นระยะเวลาลิขสิทธิ์ไปด้วย ผมบอกว่าอยากพิมพ์ใหม่ สำนักพิมพ์บอกว่ายังพิมพ์ไม่ได้เพราะเพิ่งพิมพ์ใหม่ออกมา แต่ไม่มีหลักฐานว่าพิมพ์ใหม่ ไม่ได้แจ้ง เราไม่สามารถตรวจเช็คได้เลยว่าพิมพ์ใหม่เมื่อไร ปัญหาที่พูดนี้มาจากปากของนักเขียนหลายคน ตอนนี้ผมกำลังหาแนวร่วมที่จะมาแก้ปัญหาทั้งระบบ เพราะปัญหาตรงนี้เยอะ
ในฐานะคณะทำงานเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย อยากจะพูดแค่ว่าถึงเวลาหรือยังที่แวดวงของเราจะหันมาทำงานเป็นมืออาชีพ นักเขียนเมืองนอกพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่ง จริงๆ สัญญาหนามาก ครอบคลุมทุกอย่าง ทุกมิติ ละเอียดยิบ และไม่มีใครบิดพลิ้วได้ ผมพิมพ์หนังสือของตัวเองสองเล่ม สัญญาผมร่างด้วยตัวเอง ไปขอเอาต้นฉบับเขามา ไปเอาของประพันธ์สาส์นมาเทียบ ไปเอาจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา และเอาสัญญามาแก้ไขให้เหมาะกับสถานการณ์ของเรา ซึ่งทุกอย่างต้องมีรายละเอียดครอบคลุมทั้งหมด
ถ้าทุกสำนักพิมพ์ในประเทศไทยทำสัญญากับนักเขียนปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น อย่างตอนนี้เครือข่ายได้คุยกับทางสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เพื่อเอาสัญญาเก่าของสมาคมที่เคยร่างเอาไว้มาแก้ใหม่ ทำเป็นสองสามชุดให้เลือก สัญญานี้จะเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีในเวบไซต์ของเครือข่ายและเวบไซต์ของสมาคมถ้ามี ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเขียนที่ไหนก็ตาม คุณเป็นเด็กใหม่ คุณเอาสัญญานี้เข้าไปคุยกับสำนักพิมพ์เลย เพราะรับรองโดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยและเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย
พอร่างสัญญาเสร็จก็ถ่ายเอกสารสักร้อยชุดส่งไปทางสำนักพิมพ์ต่างๆ มีใบปะหน้าจากสมาคมและเครือข่ายขอความร่วมมือ เราทำได้แค่นี้แหละ ที่เหลือจะใช้หรือไม่ใช้คงไปบังคับใครไม่ได้ แต่สิ่งที่ผมตั้งคำถามคือว่ามันไม่มีดีกว่าเหรอที่คุณจะเริ่มระบบการเซ็นสัญญา ถ้าสัญญาที่ดีไม่มีใครเสียเปรียบและยุติธรรมทั้งสองฝ่าย ตัวสัญญาก็จะระบุหลายข้อเลยที่ผูกมัดนักเขียนให้ไปทำอะไรที่เอาเปรียบสำนักพิมพ์ไม่ได้ ถ้าสัญญาที่ดีจะเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย เป็นธรรมกับสำนักพิมพ์ นักเขียนเอาเปรียบสำนักพิมพ์ไม่ได้ ทางกลับกันสำนักพิมพ์ก็เอาเปรียบนักเขียนไม่ได้เช่นกัน
อยากจะเน้นในฐานะคณะทำงานเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทยว่าทุกปัญหาที่เกิดขึ้นจะหายไป ถ้าทุกคนเซ็นสัญญากัน ไม่ใช่นักเขียนเรื่องมาก แต่ที่ผ่านมานักเขียนจะโดนข่มและยอมมาโดยตลอด"
-------------------------------------------
วิรัตน์ โตอารีย์มิตร (ปลาอ้วน-ญามิลา)
"เรทค่าลิขสิทธิ์สำหรับนักเขียน 10% ถือเป็นมาตรฐานที่มีกันมานานแล้ว นอกจากว่าเป็นนักเขียนใหม่ที่อยากแจ้งเกิดอาจจะเป็น 5% หรือ 7% ก็ได้ ที่ผ่านมางานผมก็ไม่ได้มีการเซ็นสัญญาและไม่เคยเจอเรื่องต่อรองค่าลิขสิทธิ์ โดยปกติก็เป็น 10% อยู่แล้ว ผมคิดว่านายทุนไม่ควรมาต่อรองนักเขียนเพราะกว่านักเขียนจะเขียนเรื่องสั้นรวมเล่มได้สักเรื่องหนึ่งต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้พิมพ์ และยังขายยากอีก คุณภาพชีวิตของนักเขียนไม่ดีอยู่แล้ว ฝ่ายนายทุนไม่น่าจะเอาเปรียบ บรรณาธิการ เขาทำถูกต้องแล้วที่ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของนักเขียน สำนักพิมพ์ไม่ควรใช้บทบาทของนายทุนมาหักคอนักเขียน ควรจะให้ความจริงใจและให้เกียรติกับนักเขียน ไม่ใช่หลอกเขา เพราะนักเขียนส่วนใหญ่ก็ซื่อๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องธุรกิจ นักเขียนก็ไม่ควรยอมให้สำนักพิมพ์กดเหลือ 7 หรือ 5%"
"เรทค่าลิขสิทธิ์สำหรับนักเขียน 10% ถือเป็นมาตรฐานที่มีกันมานานแล้ว นอกจากว่าเป็นนักเขียนใหม่ที่อยากแจ้งเกิดอาจจะเป็น 5% หรือ 7% ก็ได้ ที่ผ่านมางานผมก็ไม่ได้มีการเซ็นสัญญาและไม่เคยเจอเรื่องต่อรองค่าลิขสิทธิ์ โดยปกติก็เป็น 10% อยู่แล้ว ผมคิดว่านายทุนไม่ควรมาต่อรองนักเขียนเพราะกว่านักเขียนจะเขียนเรื่องสั้นรวมเล่มได้สักเรื่องหนึ่งต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้พิมพ์ และยังขายยากอีก คุณภาพชีวิตของนักเขียนไม่ดีอยู่แล้ว ฝ่ายนายทุนไม่น่าจะเอาเปรียบ บรรณาธิการ เขาทำถูกต้องแล้วที่ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของนักเขียน สำนักพิมพ์ไม่ควรใช้บทบาทของนายทุนมาหักคอนักเขียน ควรจะให้ความจริงใจและให้เกียรติกับนักเขียน ไม่ใช่หลอกเขา เพราะนักเขียนส่วนใหญ่ก็ซื่อๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องธุรกิจ นักเขียนก็ไม่ควรยอมให้สำนักพิมพ์กดเหลือ 7 หรือ 5%"
-----------------------------------
ยิ่งศักดิ์ โควสุรัตน์ (อีแร้ง)
"กรณีนี้เป็นเรื่องธรรมดาเพราะมันเกิดขึ้นตลอดเวลา สมมติตกลงพิมพ์ 3,000 เล่ม สำนักพิมพ์อาจจะพิมพ์ 4-5 พัน ตรงนี้ตรวจสอบทางโรงพิมพ์ไม่ยาก แต่สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ เขาไม่ทำกัน เพราะถ้าจับได้เขาเสียชื่อเสียง มีแต่สำนักพิมพ์เล็กๆ ที่เห็นแก่ได้เล็กๆ น้อยๆ ต้องพยายามเปิดใจ นายทุนพูดน่าเกลียดมากว่า "นักเขียนเหมือนเสือนอนกิน" ตัวผมเองเป็นเสือนอนกินที่ไหน เวลาเจ็บป่วยไม่สบายก็ต้องใช้จ่ายเอง ผมหมั่นไส้มากเลยที่ดาราคนดังมาเขียนหนังสือเพื่อการกุศล ทุกวันนี้นักเขียนตัวจริงหายาก ยังโดนเอาเปรียบอีก
"กรณีนี้เป็นเรื่องธรรมดาเพราะมันเกิดขึ้นตลอดเวลา สมมติตกลงพิมพ์ 3,000 เล่ม สำนักพิมพ์อาจจะพิมพ์ 4-5 พัน ตรงนี้ตรวจสอบทางโรงพิมพ์ไม่ยาก แต่สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ เขาไม่ทำกัน เพราะถ้าจับได้เขาเสียชื่อเสียง มีแต่สำนักพิมพ์เล็กๆ ที่เห็นแก่ได้เล็กๆ น้อยๆ ต้องพยายามเปิดใจ นายทุนพูดน่าเกลียดมากว่า "นักเขียนเหมือนเสือนอนกิน" ตัวผมเองเป็นเสือนอนกินที่ไหน เวลาเจ็บป่วยไม่สบายก็ต้องใช้จ่ายเอง ผมหมั่นไส้มากเลยที่ดาราคนดังมาเขียนหนังสือเพื่อการกุศล ทุกวันนี้นักเขียนตัวจริงหายาก ยังโดนเอาเปรียบอีก
ผมเห็นว่าทางบรรณาธิการเขาทำถูก เขาทำงานของเขาดีๆ สวยๆ แล้ว แต่ทางสำนักพิมพ์ทำไม่ถูก ทำอย่างไรจะเห็นหลายๆ สำนักพิมพ์เอาเรื่องดีๆ มาพิมพ์ จริงๆ บรรณาธิการต้องผูกใจนักเขียน สำนักพิมพ์ทั่วโลกเขาทำกันอย่างนี้หมด เพื่อที่จะให้นักเขียนผลิตงานดีๆ ออกให้เป็นสิบปี ผมเห็นว่าเด็กกลุ่มนี้เขาทำงานดีมีฝีมือ จิตใจดี ผมพร้อมจะตายกับเด็กกลุ่มนี้เลยเพื่อที่จะให้พวกเขาโตไปกับอุดมคติของเขา พวกมันไม่มีอะไร มีแต่อุดมคติกับจิตใจที่ดี ทำเพื่ออุดมคติจริงๆ แต่ไม่ใช่พอโตแล้วก็เลวยิ่งกว่านายทุนพวกนี้อีก"
แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 19 พฤศจิกายน 2549 / 08:01