เว็บบอร์ดนี้ต่อต้านภาษาวิบัติ
เราควรใช้ภาษาให้ถูกต้อง เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ภูมิใจในภาษาไทยที่พ่อขุนรามทรงคิดค้น
วัยรุ่นสมัยนี้ไม่ภูมิใจในมรดกของชาติเลย ใช้ภาษาผิดเพี้ยนกันอย่างน่าเกลียด
ผมเชื่อว่าคำพูดข้างต้นล้วนมาจากเจตนาดีและคนพูดตรงข้ามย่อมต้องโดนอัดตามระเบียบ แต่มองแบบนี้เป็นการไม่ใส่ใจประวัติศาสตร์และความจริงทางสังคมไปสักนิด...หากท่านๆจะบอกว่าคนรุ่นก่อนรักษาภาษาไทยมาได้นมนานกระทั่งถูกคนยุคนี้บ่อนทำลายก็ขอเชิญอ่านข้อความข้างล่างนี้สักเล็กน้อย
พ่อกูชื่สรีอินทราทีตย แม่กูชื่นางเสือง พี่กูชื่บานเมือง
ตูมีพี่น๋องท๋องดยวห๋าคน ผู๋ชายสาม ผู๋หญิงโสง พี่เผือ
ผู๋อ้ายตายจากเผือตยมแต่ญงงเลก เมื่อกูขึ๋นใหญ่ได๋
สิบเก๋าเข๋า ขุนสามชนเจ๋าเมืองฉอดมาท่เมืองตาก
อ่านแล้วเป็นยังไงครับ เข้าใจทันทีเหมือนเขียนด้วยภาษาไทยปัจจุบันอย่างนี้หรือไม่?
พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง ตูมีพี่น้องท้องเดียวห้าคน ผู้ชายสาม ผู้หญิงสอง พี่เผือผู้อ้ายตายจากเผือตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดมาที่เมืองตาก
ถ้าหากภาษาไทยได้รับการอนุรักษ์มายาวนานจริงอย่างนักรณรงค์ทั้งหลายว่าไว้ เหตุใดเราถึงเขียน อ่าน ตามอย่างข้างล่าง ไม่ใช่ข้างบนละครับ?
ต่อให้มองยุคใกล้ตัวหน่อย ที่บอกว่าคนไทยชอบเอามาภาษาต่างประเทศมายำใหญ่ ยูมาสิ ไอจะรอในแมค หรือ บรรยากาศมาคุๆชอบกล ก็อยากให้ท่านนึกดูสักนิดว่าถ้าอย่างนั้น ตัวการันต์ซึ่งมาจากบาลีและคำอย่าง กระดาษ ที่แผลงจากภาษาโปรตุเกสว่า กราทาสล่ะไม่ได้ทำผิดกระทงเดียวกันหรือไร?
ยิ่งโลกเป็นผืนเดียวมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านักอนุรักษ์ภาษาก็ยิ่งวิ่งกันวุ่นวายจนเกิดเป็นกรณีตลกคาเฟ่ กระด้างภัณฑ์ ละมุนภัณฑ์ แท่งหรรษา ให้คนหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง
กระผมขอแสดงความกระจ่างสักเล็กน้อยว่าคำเหล่านี้ไม่ได้รับการบัญญัติโดยราชบัณฑิตนะครับ ที่ถูกคือ ส่วนเครื่อง (Hardware), ส่วนชุดคำสั่ง (Software), ก้านควบคุม (Joystick)
ไม่ใช่ภาษาไทยอย่างเดียวนะที่เปลี่ยนรูปไปจากเดิม ภาษาอังกฤษแบบโบราณหรือที่เรียกว่า Old English ก็ต่างจากภาษาอังกฤษยุคปัจจุบันหรือ Modern English อย่างมากจนหากไม่ใช่ผู้วชาญก็ยากจะอ่านออก
ภาษาอินโดนีเซียสมัยก่อนเนเธอแลนด์มายึดเป็นอาณานิคมก็สาบสูญไปมากแล้วเช่นกัน ปัจจุบันอินโดมีภาษาทางการของตัวเองแต่ตัวอักษรละติน(อังกฤษ) สะกด
จากตัวอย่างแล้ว ท่านๆคิดว่าควรเรียกปรากฏการณ์เหล่านี้ว่าเป็น ภาษาวิบัติ...หรือภาษาวิวัฒน์ ดีละครับ?
ที่พูดมาไม่ใช่หมายความว่าผมชื่นชอบภาษาวิบัติหรืออยากให้ใช้กันมากๆเพราะจะได้เปิดจินตนาการเยาวชนเหมือนบางท่านเคยเอ่ยเอาไว้หรอกเน้อ ราย แต่สาเหตุที่ตั้งกระทู้เพราะต้องการให้ลองมองในแง่อื่นดู สุดท้ายแล้วหากเราตัดสินว่าจะอนุรักษ์ภาษาไทย ต่อต้านภาษาวิบัติก็ควรทำด้วยเหตุผลที่ไตร่ตรองดูทุกมุม ไม่ใช่ว่ากันปาวๆตามนักอนุรักษ์ทั้งหลาย
ซึ่งบางท่านค่อนข้างจะพูดอย่างทำอย่าง เพราะเวลาคุยMSNก็วิบัติ เขียนนิยายก็ใช้อีโมติค่อน...จริงไหมงับ อิอิ ^____^
ความจริงแล้วภาษาของมนุษย์เพิ่งอยู่ตัว ไม่มีการวิวัฒน์ เปลี่ยนแปลงมากก็เมื่อไม่นานมานี้เอง ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางสังคมซึ่งทำให้เกิดรัฐชาติ(ซึ่งสร้างความจำเป็นด้านภาษาราชการเพื่อ ติดต่อ บริหารงาน) และเทคโนโลยีแท่นพิมพ์ (ซึ่งทำให้การกระจายภาษามาตรฐานเป็นไปได้ง่ายขึ้น)
ลองดูคนไทยภาคกลาง เหนือ ใต้ อิสานดูก็ได้ครับ ว่าภาษาพูดต่างกันขนาดไหน นั่นเพราะสมัยก่อนระยะทางเพียงร้อยกิโลเมตรนับว่าไกลไม่น้อย ฉะนั้น ปัจจัยที่ส่งผลต่อการวิวัฒน์ของภาษาจึงต่างกันมาก...ภาษาไทยยุคใหม่อย่างที่เราคุ้นเคยก็เพิ่งวิวัฒน์กันเป็นรูปเป็นร่างก็สมัยต้นรัตนโกสินทร์ตอนต้นนี่เอง เมื่อราชบาลรวมศูนย์การปกครองอยู่ในบางกอก ประกอบกับแป้นพิมพ์หมอบรัดเลย์ที่สร้างมาตรฐานด้านภาษาจนได้รับการยอมรับโดยทั่วกัน
ถึงขนาดนั้นการวิวัฒน์ก็ยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆเช่น อ้าย --> กับ เปน -->เป็น ในช่วงไม่ถึงสองร้อยปีด้วยซ้ำ
ตราบใดวัฒนธรรม สังคมนั้นๆยังคงอยู่บนโลก ภาษาก็ต้องเติบโตเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ภาษาที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยย่อมกลายเป็นภาษาที่ตายของอารยธรรมที่ตายแล้วเช่น ละติน หรือบาลีสันสกฤต
แต่การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ดีเสมอไป(เช่นสมัยจอมพล ป ตัดตัวอักษรให้เหลือเท่ากับภาษาอังกฤษ) และหากเราต้องการอนุรักษ์ภาษาไทยอย่างถูกต้องก็ควรแยกแยะให้ออกก่อน...เพราะผมคิดว่าสังคมไทยหลงประเด็นมานาน จริงๆเรื่องอนุรักษ์ภาษาไม่ใช่ขาวกับดำ การเปลี่ยนแปลงคือสิ่งเลวร้าย การหยุดนิ่งคือดีเลิศ
ประวัติศาสตร์สอนเราว่าการเปลี่ยนแปลงมันเป็นเรื่องปกติเพื่อให้สังคมนั้นๆเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกรอบตัว แต่ผลกระทบบวกหรือลบต่างหากคือตัวตัดสินว่าอย่างไหนเรียกวิวัฒน์หรือวิบัติ
อย่าง Shakespeare ยังคิดคำใหม่ๆให้กับภาษาอังกฤษมากมาย เพราะท่านเห็นว่าคำดั้งเดิม ไม่สวยงาม ลื่นไหลพอสำหรับบทประพันธุ์ของท่าน ผลก็คือวัฒนธรรมภาษาอังกฤษสวยงาม สมบูรณ์ขึ้น
หรือภาษาอังกฤษแบบสหรัฐอเมริกาที่เกิดจากความต้องการสร้างเอกลักษณ์ของชาติ ก็ปรับการสะกดของศัพท์หลายตัวเช่น Colour เป็น Color Mum เป็น Mom
ภาษาญี่ปุ่นหลายคำก็ได้รากมาจากภาษาโปรตุเกสเมื่อคราวสองประเทศเปิดประตูติดต่อกัน แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ความคิดใหม่ๆ ซึ่งนำไปสู่การรวมชาติภายใต้โนบุนากะ
แล้วไทยล่ะ?...ปรากฏการณ์ที่เกิดเพราะวรรณกรรมอินเตอร์เนตถือเป็นคุณหรือโทษ วัฒนธรรม ความคิดของเราร่ำรวยขึ้นหรือไม่จากภาษาวิบัติ
ผมขอตอบความเห็นส่วนตัวตามตรงว่า ไม่เลยสักนิด และนี่คือเหตุที่ผมเลือกจะต่อต้านภาษาวิบัติ
นิยายที่ใช้ภาษาวิบัติส่วนใหญ่ไม่ส่งเสริมสังคมหรือกระตุ้นความคิดใดๆกับคนอ่านนอกจากความบันเทิงซ้ำซาก...เมื่องานขาดคุณค่าทางวรรณกรรม การจะบอกว่าภาษาในนั้นมีคุณค่า ควรได้รับการยอมรับจากสังคมก็ยากเสียหน่อย
อีโมติค่อนอาจเป็นทางเลือกใหม่ในการเขียน แต่จริงๆแล้วผมคิดว่ามันเป็นความมักง่าย เพราะภาษาไทยเราวิวัฒน์มาจนหลากหลาย สามารถอธิบายได้ด้วยคำที่แตกต่างไปได้อย่างสละสลวย งดงาม ไม่ต้องพึ่งสัญลักษณ์ชุ่ยๆสักนิด
เกิดสักวันนิยายใช้ภาษาวิบัติ อีโมติค่อน ชนะซีไรต์ โนเบลสาขาวรรณกรรมเพราะมีเนื้อหาดี จับใจสังคมในวงกว้างไม่ใช่เยาวชนจำนวนไม่ถึงล้าน ผมเชื่อว่าคำวิบัตินั้นก็จะวิวัฒน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาไทยได้เช่นกันครับ ^0^
การเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางดี หรือปรุงรสวัฒนธรรมให้ร่ำรวย สวยงามขึ้นมันต้องใช้ยอดศิลปินอยู่พอสมควร และศัพท์หลายคำที่วิวัฒน์มาให้เราใช้ทุกวันนี้ก็เพราะนักเขียนรุ่นครู อย่าง สุนทรภู่ น้าชาติ ลุงวินทร์ ทมยันตี กิ่งฉัตร นั่นแหละ...แต่สำหรับคนที่ผลิตงานภาษาวิบัติออกมาป้อนสังคมนั้น ผม(และคนส่วนใหญ่) ยังไม่เห็นยอดศิลปินรวมอยู่ด้วยสักรายเดียว
อ่านแล้วเห็นยังไงบ้างก็มาคุยกันครับ...ถ้าทำใครโกรธก็ขออภัย แต่ผมถือว่าใช้สิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นนะขอรับ
ปล. อันนี้ต้องขอบคุณคุณ madeinthailand นะที่เปิดประเด็นเป็นคนแรก(และโดนอัดเป็นคนแรก) ไว้ด้วยนะครับ
แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 16 พฤศจิกายน 2550 / 08:54