ใครอยากรู้เกี่ยวกับมหาวิหารของยุโรป(ตะวันตก)บ้างง^^

ความคิดเห็น

6

ติดตามกระทู้

1

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


สถาปัตยกรรมการก่อสร้างมหาวิหารในยุโรปตะวันตก


มหาวิหารโคโลญ, ประเทศเยอรมนี มีหอสูงที่สุดในโลก
มหาวิหารโคโลญ, ประเทศเยอรมนี มีหอสูงที่สุดในโลก
มหาวิหารซอลท์สบรี  (1220-1380) จากมุมตะวันออก มีหอสูงที่สุดในอังกฤษ
มหาวิหารซอลท์สบรี (1220-1380) จากมุมตะวันออก มีหอสูงที่สุดในอังกฤษ
มหาวิหารเบอร์มิงแฮม (Birmingham Cathedral) อังกฤษ
มหาวิหารเบอร์มิงแฮม (Birmingham Cathedral) อังกฤษ
มหาวิหารเกิร์ค (Gurk Dom) ออสเตรีย
มหาวิหารเกิร์ค (Gurk Dom) ออสเตรีย

สถาปัตยกรรมการก่อสร้างมหาวิหารในยุโรปตะวันตก (ภาษาอังกฤษ: Cathedral architecture of Western Europe) กล่าวถึงลักษณะสิ่งก่อสร้างของมหาวิหารทางคริสต์ศาสนา รวมทั้งสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะใกล้เคียงกับมหาวิหาร ขนาดของสิ่งก่อสร้างที่เป็นมหาวิหารไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โต แต่อาจจะเล็กอย่าง มหาวิหารอ๊อกซฟอร์ด หรือ มหาวิหารเชอร์ ที่ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่เดิมมหาวิหารจะเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในท้องถิ่นที่มหาวิหารตั้งอยู่

มหาวิหาร คือวัดของคริสต์ศาสนาที่มีบาทหลวง (bishop) เป็นประมุข เป็นวัดที่เป็นที่นั่งของบาทหลวง (วัดประจำตำแหน่ง) ที่ใช้เป็นศูนย์กลางของสังฆมณฑล (Diocese หรือ See) ที่อยู่ใต้การปกครองของบาทหลวงที่กำหนดไว้[2] เป็นที่เป็นที่ตั้งของ “อาสนะบาทหลวง” (bishop's cathedra) และเป็นสถานที่ทางคริสต์ศาสนาที่ใช้ในการสักการะบูชา (โดยเฉพาะสำหรับนิกายที่มีระบบฐานันดรการปกครองเช่นนิกาย นิกายโรมันคาทอลิก นิกายออร์โธด็อกซ์ นิกายอังกลิคัน และ นิกายลูเทอรัน)

 บทบาทของมหาวิหาร

มหาวิหารลีออน(Leon Cathedral) ประเทศสเปน
มหาวิหารลีออน(Leon Cathedral) ประเทศสเปน

เหตุผลที่ทำให้มหาวิหารมักจะเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่คือ:

  • มหาวิหารเป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้า ฉนั้นจึงเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดและโอฬารที่สุดเท่าที่ฐานะและความวชาญจะอำนวย
  • มหาวิหารเป็นวัดประจำตำแหน่งของบาทหลวงและเป็นที่กระทำคริสต์ศาสนพิธี หรือการบวชซึ่งเป็นพิธีที่มีผู้เข้าร่วมพิธีกันมากทั้งสังฆบุคลากรและผู้เลื่อมใสศรัทธาอื่นๆ
  • มหาวิหารเป็นที่ประชุมและพบปะทั้งทางศาสนาและทางกิจกรรมของชุมชน ไม่เฉพาะแต่ชุมชนในท้องถิ่น ในบางโอกาสจะเป็นสถานที่สำหรับการพบปะหรือประชุมทั้งคริสต์มณฑล หรือการประชุมระดับชาติ
  • มหาวิหารส่วนใหญ่เคยเป็นสำนักสงฆ์มาก่อน ซึ่งจะมีพระจำพรรษาอยู่ในวัดเป็นจำนวนมาก พระที่จำพรรษาจะใช้วัดเป็นที่สักการะบูชาวันละหลายครั้ง และบางครั้งก็จะสวดมนต์แยกกันไปตามคูหาสวดมนต์เล็กภายในมหาวิหาร
  • มหาวิหารในบางครั้งยังใช้เป็นที่ฝังศพของผู้อุปถัมป์วัดที่ร่ำรวย ซึ่งอาจจะยกเงินถวายวัดเพื่อการขยายเพิ่มเติมหรือบูรณะปฏิสังขรณ์ มหาวิหารจึงต้องมีขนาดใหญ่เพื่อให้พอเพียงกับผู้ศรัทธา
  • บางครั้งมหาวิหารจะเป็นที่เก็บวัตถุมงคลซึ่งเป็นสิ่งดึงดูดผู้มาแสวงบุญจำนวนมาก
  • มหาวิหารเป็นสิ่งก่อสร้างคู่บ้านคู่เมือง แสดงถึงฐานะความมีหน้ามีตาของเมือง

บาทหลวงเริ่มมีบทบาททางการบริหารวัดเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 1 หลังจากนั้นอีกสองร้อยปีจึงได้มีการก่อสร้างมหาวิหารแรกขึ้นที่กรุงโรม หลังจากคริสต์ศาสนาเป็นที่ยอมรับตามกฏหมายเมือปี ค.ศ. 313 ของจักรวรรดิโรมันโดยพระเจ้าคอนสแตนตินที่ 1 การก่อสร้างวัดก็แพร่ขยายอย่างรวดเร็ว ที่โรมเองก็มีการสร้างมหาวิหารใหญ่ถึงห้าแห่ง วัดทั้งห้าแห่งนี้ถึงจะมีการสร้างวัดใหม่ขึ้นแทนที่วัดเดิมแต่ก็ยังเป็นวัดที่ใช้ทำพิธีทางศาสนากันมาจนถึงทุกวันนี้ รวมทั้ง มหาวิหารเซ็นต์จอห์นแลเตอร์รัน ที่วาติกันด้วย

รูปทรงของมหาวิหารก็ขึ้นอยู่กับการใช้สอยทางคริสต์ศาสนพิธีและองค์ประกอบอื่นๆ มหาวิหารก็เช่นเดียวกับวัดคริสต์เตียนอื่นๆ คือเป็นสถานที่สำหรับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เป็นที่อ่านคัมภีร์ เป็นที่ร้องเพลงสวด เป็นที่เทศนา และเป็นที่สวดมนต์ของคริสต์ศาสนิกชน ความแตกต่างของมหาวิหารจากวัดธรรมดาคือสิ่งใดที่ทำในมหาวิหารจะใหญ่กว่ามีกระบวนการมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อมีพิธีการสำคัญๆที่บาทหลวงเป็นผู้ประธาน เช่น การทำพิธีศีลกำลัง (Confirmation) หรือ การบวช (Ordination) นอกจากนั้นวัดยังเป็นสถานที่ทำพิธีที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นหรือรัฐบาลที่ไม่ใช่พิธีทางศาสนาโดยตรงเช่น แต่งตั้งนายกเทศมนตรี หรือ ทำพิธีสวมมงกุฏกษัตริย์ ซึ่งก็แล้วแต่ความเหมาะสมของมหาวิหาร

นอกจากนั้นมหาวิหารมักจะเป็นที่นักแสวงบุญพากันมาสมโภชวันสำคัญๆ ทางศาสนา หรือมาสักการะคูหาที่เป็นที่เก็บวัตถุมงคลของนักบุญองค์ใดองค์หนึ่ง ฉนั้นทางปลายด้านตะวันออกของมหาวิหารที่ขยายออกไปทางด้านหลังของแท่นบูชาเอกจึงมักใช้เป็นที่เก็บร่างหรือวัตถุมงคลของนักบุญ

 สิ่งก่อสร้างที่กล่าวถึงในบทความนี้

เวสท์มินสเตอร์แอบบี  ลอนดอน อังกฤษ
เวสท์มินสเตอร์แอบบี ลอนดอน อังกฤษ

วัดอีก 5 วัดที่มีลักษณะเช่นมหาวิหาร

 ยุคสถาปัตยกรรม

ผังมหาวิหารมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์แสดงให้เห็นองค์ประกอบต่างๆ
ผังมหาวิหารมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์แสดงให้เห็นองค์ประกอบต่างๆ

การสร้างมหาวิหารเริ่มกันมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน และเผยแพร่ไปทั่วโลก สิ่งก่อสร้างจะขึ้นอยู่กับวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นและวิธีการก่อสร้างในท้องถิ่นนั้น ลักษณะของมหาวิหารจะเปลี่ยนไปตามยุคของสถาปัตยกรรม และตามการเผยแผ่ของลัทธิต่างๆ ในคริสต์ศาสนา เพราะเมื่อลัทธิเหล่านี้ขยายตัวก็ทำให้มีความจำเป็นต้องสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นเพื่อให้เป็นที่สำหรับนักบวชจำวัดและเป็นศูนย์กลางของการปกครองของบาทหลวงที่ถูกส่งไปจาก “วัดแม่” (Mother church) สถาปัตยกรรมลักษณะต่างก็จะติดตามไปด้วยกับบาทหลวงและช่างแกะสลักหินผู้ติดตามบาทหลวง และเป็นผู้มีหน้าที่เป็นสถาปนิกของสำนักสงฆ์ไปด้วย[7]

ลักษณะการก่อสร้างมหาวิหารแบ่งเป็นลักษณะที่ใช้กันทั่วไปได้ดังนี้

จากลักษณะทั่วไปที่กล่าวมานี้แล้ว แต่ละท้องถิ่นก็ยังลักษณะเฉพาะตัวผสมเข้าไปด้วย ทำให้สถาปัตยกรรมบางแบบจะปรากฏเฉพาะบางประเทศหรือบางท้องที่เท่านั้น ซึ่งจะเห็นได้จากการก่อสร้างมหาวิหารที่ใช้เวลาก่อสร้างในช่วงเวลาห่างกันเป็นร้อยๆปี

ที่มาของสิ่งก่อสร้าง

มหาวิหารเซ็นต์จอห์น แลเตอร์รัน แสดงให้เห็นระเบียงและซุ้มคอร์ทยาร์ด (courtyard) ที่ตกแต่งโดยตระกูลคอสมาติ  (Cosmati family)
มหาวิหารเซ็นต์จอห์น แลเตอร์รัน แสดงให้เห็นระเบียงและซุ้มคอร์ทยาร์ด (courtyard) ที่ตกแต่งโดยตระกูลคอสมาติ (Cosmati family)
มหาวิหารเซ็นต์จอห์นแลเตอร์รัน กรุงโรม ผังของบาซิลิกามาหยุดที่คูหาโค้งบริเวณที่ทำพิธี ฟรานเซสโก บอโรมินิ มาเปลี่ยนทางเดินสู่แท่นบูชาเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 17th
มหาวิหารเซ็นต์จอห์นแลเตอร์รัน กรุงโรม ผังของบาซิลิกามาหยุดที่คูหาโค้งบริเวณที่ทำพิธี ฟรานเซสโก บอโรมินิ มาเปลี่ยนทางเดินสู่แท่นบูชาเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 17th
ที่บรรจุศพที่วัดซานตาคอสแทนซา (Mausoleum of Santa Costanza) ที่โรมมีชาเปลกลมสร้างโดยพระเจ้าคอนแสตนตินเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 4
ที่บรรจุศพที่วัดซานตาคอสแทนซา (Mausoleum of Santa Costanza) ที่โรมมีชาเปลกลมสร้างโดยพระเจ้าคอนแสตนตินเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 4
ผังของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์
ผังของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์

โครงสร้างของมหาวิหารวิวัฒนาการมาจากสิ่งก่อสร้างโรมันโบราณซึ่งประกอบด้วย

  • วัดในบ้าน (house church)
  • เอเทรียม (atrium)
  • บาซิลิกา (basilica)
  • ยกพื้น (bema)
  • ที่เก็บศพ (mausoleum)
  • ผังที่เป็นกากะบาด หรือ กางเขน (Greek cross and latin cross)

 วัดในบ้าน

การสร้างวัดใหญ่ๆ ทางคริสต์ศาสนาเริ่มสร้างกันที่กรุงโรมเมื่อศตวรรษที่ 4 เมื่อพระเจ้าคอนแสตนตินที่ 1ประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่ถูกต้องตามกฏหมายของจักรวรรดิโรมัน วัดใหญ่ๆที่สร้างสมัยนั้นเช่น “บาซิลิกาซานตามาเรียมาจอเร” “มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ” และ “มหาวิหารเซ็นต์จอห์นแลเตอร์รัน” ล้วนแต่มีรากฐานมาจากศตวรรษที่ 4 แต่ที่สำคัญที่สุดคือ “มหาวิหารซานจิโอวานนี” ซึ่งถือว่าเป็นมหาวิหารแห่งกรุงโรม โครงสร้างจากศตวรรษที่ 4 ของวัดนี้เหลืออยู่เพียงฐาน[9]

 เอเทรียม

ชุมชนคริสต์ศาสนิกชนและชาวโรมันจะสักการะบูชาภายในที่อยู่อาศัย ต่อมาก็มีการสร้างวัดขึ้นจากบ้านที่เคยเป็นสถานสักการะ บ้านเหล่านี้ก็ยังเห็นกันอยู่บ้างในปัจจุบัน โครงสร้างเดิมไม่เหลือนอกจาก เอเทรียม หรือ ลานที่มีซุ้มรอบ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือที่บาซิลิกาซานเคลเมนท์เท (Basilica of San Clemente) ที่โรม เอเทรียมกลายมาเป็นโครงสร้างที่นิยมใช้กันต่อมาที่มาเรียกกันว่า ระเบียง (cloisters) โดยเฉพาะสำหรับสำนักสงฆ์ที่จะสร้างติดกับตัวมหาวิหารทางด้านใต้เป็นซุ้มรอบลานสี่เหลี่ยม ระเบียงที่ยังหลงเหลืออยู่บ้าง ส่วนใหญ่จะสร้างมาตั้งแต่สมัยโรมาเนสก์ แต่ที่เป็นแบบกอธิคก็มีบ้างเช่นที่ มหาวิหารซอลท์สบรี หรือ มหาวิหารกลอสเตอร์ ที่อังกฤษ

 บาซิลิกา

วัดในสมัยแรกมิได้เริ่มจากวัดโรมันเพราะวัดโรมันมิใช่สถานที่สำหรับการพบกันของคนกลุ่มใหญ่ ส่วนใหญ่ภายในวัดโรมันจะไม่มีที่ว่างมากสำหรับผู้มาชุมนุมกัน สิ่งก่อสร้างที่ชาวโรมันใช้ในการประชุมหรือพบปะสำหรับคนกลุ่มใหญ่ หรือที่ใช้เป็นตลาด หรือศาลคือสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า “บาซิลิกา” (basilica) ซึ่งนำเอามาเป็นแบบอย่างในการสร้างวัดคริสต์ศาสนาใหญ่ๆ ซึ่งบางแห่งก็ยังคงเรียกกันว่าบาซิลิกา ทั้งบาซิลิกาและสถานที่อาบน้ำสาธารณะของโรมันจะสร้างภายใต้หลังคาโค้งสูงมีคูหารอบ ลักษณะสำคัญอีกอย่างหนึ่งของสถาปัตยกรรมบาซิลิกาโรมันคือด้านหน้าและด้านหลังจะเป็นมุขโค้งที่ยื่นเป็นครึ่งวงกลมออกมา (exedra หรือ apse) ซึ่งจะใช้เป็นที่นั่งศาล ลักษณะมุขโค้งนี้ก็เอามาใช้ในสถาปัตยกรรมการสร้างมหาวิหาร[9] โดยเฉพาะทางด้านตะวันออกหรือด้านหลังของวัด ซึ่งเป็นบริเวณที่สำคัญที่สุดของวัด

วัดใหญ่วัดแรกที่สร้างคือมหาวิหารเซ็นต์จอห์นแลเตอร์รันที่กรุงโรม ด้านหนึ่งเป็นมุขยื่นออกมาและอีกด้านหนึ่งเป็นซุ้มรอบโถงกลาง เมื่อคริสต์ศาสนพิธีวิวัฒนาการขี้น กระบวนแห่ของนักบวช นักร้องเพลงสวด หรือสิ่งประกอบพิธีเข้ามาในวัดก็เป็นส่วนหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมา จึงเกิดการทำประตูสำหรับให้ขบวนเดินเข้ามาในวัด ประตูนี้มักจะอยู่มุมใดมุมหนึ่งของวัด ในขณะที่ประตูสำหรับคริสต์ศาสนิกชนผู้เข้าร่วมทำพิธิจะอยู่กลางด้านใดด้านหนึ่งของสิ่งก่อสร้างตามกฏของการสร้างบาซิลิกา ซึ่งสถาปัตยกรรมการสร้างมหาวิหารได้ดำเนินตาม[10]

 ยกพื้น

เมื่อมีนักบวชเพิ่มขึ้นความต้องการเนี้อที่ในการทำพิธีภายในวัดก็มากขึ้น มุขโค้งท้ายวัดซึ่งเป็นที่ตั้งแท่นบูชาหรือแท่นซึ่งเป็นที่วางเครื่องสำหรับทำพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์เช่นขนมปังและเหล้าองุ่นก็ใหญ่ไม่พอที่จะรับนักบวชที่ร่วมทำพิธี จึงจำเป็นต้องมีการขยายบริเวณนั้นโดยยกบริเวณพิธีให้สูงขึ้นจากระดับพื้นของวัดอย่างที่สถาปัตยกรรมแบบโรมันเรียกว่า “bema” ยกพื้นจึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของบริเวณพิธี เช่นที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่ยกพื้นยื่นเลยออกไปจนถึงทางขวางจนทำให้เหมือนรูปตัว “T” และมีมุขโค้งยื่นออกไปด้านหลัง รูปทรงของวัดจึงเริ่มกลายมาเป็นทรงกางเขน (Latin Cross) ซึ่งเป็นผังที่นิยมกันในการสร้างมหาวิหารส่วนใหญ่ทางยุโรปตะวันตก โดยที่แนวดิ่งของกางเขน หรือแนวตะวันตกตะวันออก หรือส่วนที่ยาวกว่าของกางเขนเรียกว่า “ทางเดินกลาง” (nave) กระหนาบด้วย “ทางเดินข้าง” (aisle) ส่วนที่เป็นแขนกางเขนที่ตัดกับทางเดินกลางเรียกว่า “แขนกางเขน” หรือ “ปีกซ้ายขวา” (transept)[10]

 ที่บรรจุศพ

สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการสร้างมหาวิหารมากที่สุดก็เห็นจะเป็น ที่บรรจุศพ (Mausoleum) ที่บรรจุศพของผู้มีฐานะของโรมันมักจะเป็นสิ่งก่อสร้างทรงสี่เหลี่ยมหรือกลมหลังคาเป็นโดม ที่บรรจุศพใช้เป็นที่เก็บศพในโลงหิน จักรพรรดิคอนแสตนตินทรงสร้างที่บรรจุศพสำหรับพระราชธิดาคอนแสตนซา (Costanza) ซึ่งเป็นทรงกลมล้อมรอบด้วยซุ้มทางเดิน ต่อมาที่บรรจุศพของนักบุญคอนแสตนซา (Santa Costanza) กลายเป็นสถานที่สำหรับสักการะและเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาสิ่งแรกที่เป็นทรงกลมแทนที่จะเป็นแนวยาวกางเขน สิ่งก่อสร้างสำหรับการสักการะอีกสิ่งหนึ่งในกรุงโรมที่เป็นทรงกลมคือตึกแพนธิออน (Pantheon) ซึ่งมีภายในเป็นคูหารายด้วยรูปปั้น ลักษณะการวางจัดรูปปั้นในคูหาแบบนี้กลายมาเป็นลักษณะสำคัญในการสร้างคูหาสวดมนต์ (Chapel) ภายในมหาวิหาร[5][9]

 ทรงกางเขน และ ทรงกากะบาด

วัดทางยุโรปตะวันตกมักจะนิยมผังแบบกางเขน (Latin Cross) ขณะที่ทางตะวันออกหรือไบแซนไทน์จะนิยมแบบกากะบาด (Greek Cross) ล้อมรอบด้วยมุขโค้งและหลังคาโดม สิ่งก่อสร้างที่สำคัญที่สุดในลักษณะนี้คือ Hagia Sophia ที่กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี หรือวัดเซ็นต์แมรีผู้ศักดิ์สิทธิ ที่เมือง เอเธนส์ ประเทศกรีซ สิ่งก่อสร้างเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่มีต่อสถาปัตยกรรมการก่อสร้างมหาวิหารต่อมาในยุโรปตะวันตก[8][9]

 องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมภายนอกของมหาวิหาร

บทความหลัก: แผนผังมหาวิหาร

ด้านหน้ามหาวิหารเวลส์เต็มไปด้วยรูปสลัก
ด้านหน้ามหาวิหารเวลส์เต็มไปด้วยรูปสลัก
ทางเดินกลางของมหาวิหารรีมส์ ประเทศฝรั่งเศส
ทางเดินกลางของมหาวิหารรีมส์ ประเทศฝรั่งเศส
East end ของมหาวิหารบายู (Bayeux) ประเทศฝรั่งเศสที่แสดงให้เห็นมุขด้านหลังพร้อมกับหอคอยกลางที่ตกแต่งอย่างสวยงาม
East end ของมหาวิหารบายู (Bayeux) ประเทศฝรั่งเศสที่แสดงให้เห็นมุขด้านหลังพร้อมกับหอคอยกลางที่ตกแต่งอย่างสวยงาม

องค์ประกอบที่กล่าวถึงในบทความนี้เป็นองค์ประกอบที่มีในมหาวิหารส่วนใหญ่ในยุโรปตะวันตก ลักษณะหรือส่วนประกอบบางอย่างอาจจะแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น ผู้ออกแบบ เนื้อที่ที่ตั้ง หรือปัจจัยอื่น รายการนี้รวบรวมจากแบนนิสเตอร์ เฟล็ทเชอร์ (Banister Fletcher)[8]

 แผนผัง

ผังมหาวิหารส่วนใหญ่ของยุโรปตะวันตกจะเป็นกางเขนโดยมีทางเดินกลางหรือทางเดินสู่แท่นบูชาขวางกับแขนกางเขน แขนกางเขนอาจจะยื่นออกไปมากอย่างมหาวิหารยอร์ค ที่อังกฤษ หรือยื่นไปไม่เกินกว่าทางเดินข้าง จนดูเหมือนตัววัดเป็นรูปเกือบสี่เหลี่ยมยกเว้นแต่มุขที่ยื่นออกไปจากด้านหลังอย่างเช่นมหาวิหารอาเมียงที่ประเทศฝรั่งเศส

 ตำแหน่ง

การวางตัววัดส่วนใหญ่จะวางไปทางตะวันออก/ตะวันตกโดยเน้นด้านหน้าของวัดทางด้านตะวันตกที่เรียกกันว่า “West front” ภายในจะเน้นด้านตะวันออกที่เป็นที่ประกอบพิธีที่เรียกว่า “East end” แต่ไม่ทุกวัดที่ตั้งได้เช่นนี้ แม้วัดจะไม่ตั้งไปทางตะวันออก/ตะวันตกจริงก็ยังใช้คำว่า “West front” สำหรับเรียกด้านหน้าของวัด และ “East end” สำหรับเรียกด้านตรงข้ามที่ทำพิธี หรือ ด้านหลังของวัด

 เน้นความสูง

มหาวิหารจะเน้นเรื่องความสูงโดยใช้องค์ประกอบภายนอกที่พุ่งขึ้นไปซึ่งอาจจะเป็นโดม หรือหอกลางตรงจุดที่ทางเดินกลางกับแขนกางเขนตัดกัน หรือหอสองหอทางด้านตะวันตก หรือหอทั้งหัว และท้ายวัด เช่นที่มหาวิหารเวิมส์ ที่ประเทศเยอรมันีซึ่งมีห้าหอ สองหอด้านหน้า สองหอด้านหลัง และหอกลาง บนหออาจจะมียอดแหลมข้างบน หรือไม่มียอดก็ได้ เช่นที่มหาวิหารวินเชสเตอร์ หรือ เป็นโดมเล็กๆ

 ด้านหน้ามหาวิหาร

ด้านหน้าของวัดที่เรียกว่า “West front” จะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดภายนอกของวัดและจะมีการตกแต่งมากที่สุด ส่วนใหญ่จะมีประตูหลักสามประตูและมักจะตกแต่งด้วยรูปแกะสลัก หินอ่อน และหินที่แกะสลักอย่างวิจิตร ด้านหน้ามักจะมีหน้าต่างใหญ่หรือบางทีก็จะมีหน้าต่างกุหลาบ (rose window) หรือรูปปั้นที่เด่นสง่า นอกจากนั้นมักจะมีหอคอยสองหอขนาบเช่นที่มหาวิหารโนเตรอดามที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส

 “ทางเดินกลาง” และ “ทางเดินข้าง”

มหาวิหารส่วนใหญ่จะมีทางเดินกลาง (Nave) หรือ ทางเดินสู่แท่นบูชา ที่ทั้งสูงและกว้าง ส่วนทางเดินข้าง (aisle) ที่ประกบทางเดินกลางมักจะเตี้ยกว่าและแยกจากทางเดินกลางด้วยซุ้มตรงหรือโค้งเป็นแนวตลอดสองข้าง บางครั้งถ้าทางเดินข้างสูงเท่ากับทางเดินกลางก็จะเป็นทรงที่เรียกว่า “Hallenkirche” หรือ “Hall church” ซึ่งเป็นที่นิยมกันในสมัยการก่อสร้างแบบกอธิคที่ประเทศเยอรมันนี ซึ่งมองแล้วเหมือนโถงกว้าง มหาวิหารบางแห่งจะมีทางเดินประกบข้างข้างละสองทางเช่นที่มหาวิหารเซ็นสตีเฟน ที่เมืองบอร์ก (Cathédrale Saint-Étienne de Bourges) ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น

 แขนกางเขน

แขนกางเขน หรือ ปีกซ้ายขวา คือส่วนขวางของทางเดินกลาง มหาวิหารในประเทศอังกฤษบางมหาวิหารที่เคยเป็นสำนักสงฆ์มาก่อนจะมีแขนซ้อนกันสองชั้นเช่นที่มหาวิหารซอลท์สบรี ตรงที่แขนกางเขนตัดกับทางเดินกลางเรียกกันว่าจุดตัด (crossing) เหนือจุดตัดมักจะเป็นหอหรือยอดแหลมที่เรียกว่า “fleche” ที่อาจจะทำด้วยไม้ หิน หรือโลหะก็ได้ เช่นที่มหาวิหารออทุง (Autun Cathedral) ประเทศฝรั่งเศส หรือยอดแหลมที่ทำด้วยหินที่มหาวิหารซอลท์สบรี หรืออาจจะเป็นโดม หรือเป็นหอเฉยๆไม่มียอดก็ได้เช่นที่มหาวิหารวินเชสเตอร์ ที่อังกฤษ

 ด้านหลังวัด

ด้านหลังวัด หรือ “East end” ซึ่งเป็นที่ตั้งของแท่นบูชาเอก จะเป็นบริเวณที่แตกต่างจากกันมากที่สุดทางรูปทรงสถาปัตยกรรมจากวัดหนึ่งไปวัดหนึ่ง

  • โรมาเนสก์แบบอิตาลีและเยอรมันนี – มุขด้านนี้จะโค้งและอาจจะเป็นส่วนที่เตี้ยกว่าที่ยื่นออกมาจากตัววัดสี่เหลี่ยม ถ้าเป็นกอธิคแบบอิตาลีมุขหลังวัดก็มักจะสูงโดยไม่มีจรมุข หรือทางเดินรอบมุข (Ambulatory) ก็ได้
  • กอธิคแบบฝรั่งเศส เสปน และเยอรมันนี – ด้านหลังวัดจะยาวและยื่นไปสู่มุขโค้งที่มีหลังคาโค้งสูง (Vault) เหนือทางเดินรอบมุข นอกจากนั้นอาจจะมีคูหาสวดมนต์กระจายออกมาจากมุข ที่เรียกว่า “Chevet”
  • แบบอังกฤษ – ด้านหลังจะมีหลายลักษณะเช่นที่มหาวิหารนอริช ซึ่งมีมุขและจรมุข หรือมหาวิหารยอร์คที่เป็นสี่เหลี่ยม

มหาวิหารหลายแห่งจะมีคูหาสวดมนต์ยื่นออกไปด้านหลังหลายรูปหลายทรง แต่ไม่มีมหาวิหารใดในอังกฤษที่สร้างก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่มีคูหาสวดมนต์ “Chevet” อย่างเต็มที่ บางแห่งเช่นที่มหาวิหารลิงคอล์น ด้านหลังจะเป็นสี่เหลี่ยมคล้ายผาแต่มี Lady Chapel มาช่วยทำให้ลักษณะสิ่งก่อสร้างหายแข็งไปบ้าง บางมหาวิหารที่มีจรมุขต่ำรอบด้านหลังที่เป็นสี่เหลี่ยม

หมายเหตุ: ส่วนนี้เก็บความมาจาก แบนนิสเตอร์ เฟล็ทเชอร์ [8] วิม สวอน (Wim Swaan)[3] ลารูส (Larousse)[11]

 องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมภายในของมหาวิหาร

 “ทางเดินกลาง” และ “ทางเดินข้าง”

“ทางเดินกลาง” เป็นเนื้อที่หลักของตัวมหาวิหารจะเป็นส่วนที่ยาวกว่าแขนกางเขนขวาง เป็นที่ชุมนุมของคริสต์ศาสนิกชนมาเข้าร่วมพิธีศาสนา คำว่า “nave” มาจาก ภาษาละตินที่แปลว่าเรือ มหาวิหารก็เปรียบเหมือนเรือสำหรับบรรทุกผู้ศรัทธาในพระเจ้าฝ่าอุปสรรคต่างๆในชีวิตเพื่อจะนำไปสู่พระองค์ นอกจากนั้นเพดานไม้ของวัดใหญ่ๆจะมีลักษณะเหมือนท้องเรือ[12]

“ทางเดินกลาง” จะประกบสองข้างด้วย “ทางเดินข้าง” ที่ส่วนใหญ่จะมีระดับต่ำกว่าแยกด้วยแนวเสา ประโยชน์ของ “ทางเดินข้าง” คือช่วยแบ่งเบาการจราจรจาก “ทางเดินกลาง” โดยเฉพาะเมื่อวัดแน่นไปด้วยผู้เข้าร่วมพิธี นอกจากนั้นยังช่วยทำให้สิ่งก่อสร้างแข็งแรงขึ้นเพราะจะใช้เป็นผนังค้ำยันไปในตัวทำให้สามารถรับน้ำหนักกดดันจากหลังคาและกำแพงได้

 อ่างล้างบาป แท่นอ่านคัมภีร์ไบเบิล และ ธรรมาสน์

ภายในบริเวณโถงกลางส่วนใหญ่จะเป็นที่ตั้งของอ่างล้างบาป แท่นอ่านคัมภีร์ไบเบิล และ ธรรมาสน์ อ่างล้างบาปใช้ในการทำพิธีศีลจุ่มมักจะตั้งอยู่ทางด้านหน้าวัดใกล้ประตูทางเข้าเพื่อเป็นสัญลักษณ์การยอมรับเข้าสู่คริสต์จักร แท่นอ่านคัมภีร์จะอยู่ไม่ไกลจากแท่นบูชาจะเป็นที่ใช้อ่านคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ แท่นนี้บางครั้งก็จะเป็นรูปเหยี่ยวกางปีกรองรับหนังสือเพราะเหยี่ยวเป็นสัญลักษณ์ของจอห์นอีแวนเจลลิส (John the Evangelist) ผู้เป็นหนึ่งในผู้เขียนพระคัมภีร์ สิ่งที่สามที่ตั้งอยู่ที่ทางเดินกลางคือธรรมาสน์ซึ่งอาจจะทำด้วยไม้ หิน หินอ่อนแกะสลักอย่างงดงาม หรือปูนปั้น บางธรรมาสน์จะตกแต่งด้วยเทวดา เหยี่ยว วัว และ สิงห์โตมีปีกเพราะทั้งสี่อย่างเป็นสัญลักษณ์ของอีแวนเจลลิสสี่องค์ซึ่งเป็นผู้เขียนพระคัมภีร์คือ จอห์น ลุค มาร์ค และ แมทธิว

 บริเวณร้องเพลงสวด

บริเวณที่สองภายในมหาวิหารคือบริเวณที่เรียกว่า “Choir” หรือ “Quire” เป็นบริเวณที่ใช้สวดมนต์และร้องเพลงสวด บริเวณนี้บางครั้งอาจจะแยกจากทางเดินกลางด้วยฉาก ซึ่งอาจจะทำด้วยไม้ฉลุอย่างละเอียด หรือหินแกะสลัก นอกจากที่นั่งแล้วบริเวณนี้ก็จะมีออร์แกนอยู่ด้วย ที่นั่งภายในบริเวณนี้เรียกว่า “Choir stall” หรือที่นั่ง บางมหาวิหารที่นั่งในบริเวณนี้จะสลักเสลาอย่างงดงาม บางครั้งอาสนะหรือบัลลังก์ของบาทหลวงก็อาจจะตั้งอยู่ในบริเวณนี้ด้วย

 บริเวณศักดิ์สิทธิ์

จากบริเวณทำพิธีและบริเวณร้องเพลงสวดไปก็เป็น “บริเวณศักดิ์สิทธิ์” Sanctuary ซึ่งเป็นวางสิ่งของสำหรับพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ บนแท่นบูชาสำหรับพิธีศีลมหาสนิท คำว่า “Sanctuary” แปลว่าสถานที่ศักดิ์สิทธิ แต่ในภาษาอังกฤษปัจจุบันความหมายมาเปลี่ยนไปใช้สำหรับสถานที่นักโทษสามารถเข้ามาอาศัยโดยไม่ต้องถูกจับจึงเท่ากับเป็นการให้ “เขตปลอดภัย” ของวัด

 คูหาสวดมนต์

บางมหาวิหารจะมีบริเวณต่อไปที่เรียกว่า “บริเวณสงฆ์” (Presbytery) ซึ่งใช้เป็นที่ที่นักบวชสามารถทำการสวดมนต์ส่วนตัวแยกจากสวดมนต์ร่วมกับนักบวชอื่นๆ และมักจะมีคูหาสวดมนต์ยื่นออกไปจากบริเวณนี้ทางหลังวัด คูหาสวดมนต์ตรงกลางตรงกับแท่นบูชาทางตะวันออกสุดของวัดมักจะเป็นคูหาสวดมนต์ที่อุทิศให้พระแม่มารี ที่เรียกว่า “Lady Chapel” เช่นที่มหาวิหารกลอสเตอร์ หรือ มหาวิหารอาเมียง

บางมหาวิหารในอังกฤษจะที่มีแขนกางเขนสองชั้น ชั้นหนึ่งที่สั้นกว่ามักจะใช้เป็นคูหาสวดมนต์[14]

 เผยแพร่คำสอน

ระเบียงคำสอนที่ มหาวิหารอาเมียง
ระเบียงคำสอนที่ มหาวิหารอาเมียง
“พระคัมภีร์คนยาก” ที่มหาวิหารวูสเตอร์
“พระคัมภีร์คนยาก” ที่มหาวิหารวูสเตอร์

ไม่ว่าสถาปัตยกรรมของมหาวิหารจะเป็นรูปแบบใด ความประสงค์ของการการสร้างมหาวิหารคือเป็นที่สร้างความประทับใจ ความทึ่ง ให้แก่ผู้เห็น และทำให้ผู้เห็นรู้สึกเกรงขาม เป็นที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจแก่ผู้ศรัทธา และเป็นที่เผยแพร่คำสอนของคริสต์ศาสนา ความประสงค์อันหลังนี้เป็นความประสงค์สำคัญที่สุดของคริสต์ศาสนาสถาน ไม่ว่าจะเป็นมหาวิหารหรือวัดประจำท้องถิ่น

การตกแต่งเพื่อการเผยแพร่คำสอนจะเริ่มมาจากด้านนอกที่มีรูปปั้นหรือกลุ่มรูปปั้นซึ่งอาจจะเป็นฉากจากชีวิตของพระเยซู นักบุญ หรือคนสำคัญๆ ในคริสต์ศาสนา เรื่อยเข้าไปภายในโดยเริ่มจากทางเข้าด้านตะวันตกไปจนถึงแท่นบูชา ซึ่งอาจจะเป็นในรูปของ จิตรกรรมฝาผนัง จิตรกรรม หรือ ประติมากรรม ไม่ว่าจะเป็นบนผนังวัด หรือ ในคูหาสวดมนต์ ด้านข้างและด้านหลังแท่นบูชา หรือหน้าต่างประดับกระจกสีรอบวัด เรื่องราวที่แสดงก็อาจจะเป็นฉากชีวิตของนักบุญเช่นที่ชั้นบนของ บาซิลิกาเซ็นต์ฟรานซิสแห่งอาซิซิ (Basilica of St. Francis of Assisi) ที่เมืองอาซิซิ ประเทศอิตาลี ที่ผนังด้านบนทั้งวัดจะเขียนเป็นภาพชีวิตของนักบุญฟรานซิสโดย จอตโต ดี บอนโดเน จิตรกรผู้มีชื่อเสียงของอิตาลี หรือ ภาพเขียนในคูหาสวดมนต์ทางด้านข้างของมหาวิหารโวลเทอร์รา (Volterra Cathedral) ประเทศอิตาลี ที่แสดงให้เห็นนักบุญเซบาสเตียนถูกยิงด้วยธนู ศิลปะเหล่านี้ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับเพิ่มความเข้าใจและความศรัทธาให้แก่ผู้เลื่อมใสรวมทั้งผู้มีการศึกษาน้อย จนบางครั้งเรียกกัน “พระคัมภีร์คนยาก” (Poor Man's Bible)

 การตกแต่งประตูทางเข้า

มหาวิหารแบบโรมาเนสก์และกอธิคมักจะมีรูปสลักหิน “พระเยซูผู้ทรงเดชานุภาพ” (Christ in Majesty) บนหน้าบันเหนีอประตูกลาง รูปนี้จะพบเหนือประตูมหาวิหารหลายแห่งในประเทศฝรั่งเศสเช่นที่ มหาวิหารชาร์ทร (Chartres Cathedral) และ มหาวิหารอองเจ (Angers Cathedral) อีกรูปหนึ่งที่นิยมกันคือ “การตัดสินครั้งสุดท้าย” (Last Judgement) และ การชั่งวิญญาณ เช่นที่มหาวิหารอาเมียง จุดประสงค์คือทำให้ผู้มีศรัทธารู้สึกสำนึกตัวและเตรียมตัวก่อนที่พระเยซูจะเสด็จกลับมาเป็นครั้งที่สอง เมื่อถึงวัดนั้นผู้ที่ทำความดีก็จะได้เลือกขึ้นสวรรค์ ผู้ที่ทำความชั่วก็จะถูกส่งลงนรก ภาพที่เห็นกันบ่อยอีกภาพหนึ่งคือรูปหญิงพรหมจารีดีและไม่ดี 10 คน (The Ten Virgins) ที่เป็นเรื่องที่เตือนให้รู้จักเตรียมตัวล่วงหน้าต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น

รอบรูปสลักใหญ่เหนือประตูก็จะเป็นซุ้มโค้งที่มีรูปแกะสลักเล็กลงของศาสดาจากในคัมภีร์ นักบุญต่าง หรือ ผู้ที่ทำความดีต่อศาสนา มหาวิหารที่อังกฤษหลายแห่งจะมีรูปแกะสลักจำนวนมากและขนาดใหญ่ด้านหน้าวัดเช่น มหาวิหารลิงคอล์น มหาวิหารซอลท์สบรี มหาวิหารเอ็กซีเตอร์ หรือ มหาวิหารเวลส์ แต่รูปสลักเหล่านี้ถูกทำลายหรือถูกกัดกร่อนเพราะสภาวะอากาศไปมากจนเกือบไม่เหลือรูปทรงเดิม[11][15] มหาวิหารที่ฝรั่งเศสก็เช่นกันจะมีประตูใหญ่ที่มีรูปสลักมากมาย เช่นที่ มหาวิหารอาเมียง หรือ มหาวิหารรีมส์

 พระคัมภีร์คนยาก

“พระคัมภีร์คนยาก” (Poor Man's Bible) คือการใช้วัดเป็นที่สอนศาสนาสำหรับผู้ที่ไม่มีการศึกษาหรือไม่มีเงินพอที่จะซื้อพระคัมภีร์เป็นของตนเองได้ คนเหล่านี้ก็สามารถจะเรียนรู้เรื่องราวทางคริสต์ศาสนาได้โดยดูจากทัศนศิลป์ที่ใช้ตกแต่งภายในวัด หัวเรื่องมักจะเป็นเรื่องราวที่เอามาจากพันธสัญญาเดิม พันธสัญญาใหม่ “กิจการของอัครสาวก” (Acts of the Apostles) หรือบางครั้งก็เป็นประวัติของนักบุญ บางครั้งก็จัดเรื่องที่มีคำสอนคล้ายคลึงกันเช่นเอาภาพตอนที่เอาร่างพระเยซูลงจากกางเขน (Deposition) มาคู่กับรูปโจเซฟถูกจับโยนลงไปในบ่อ หรือ เอารูปพระเยซูฟื้นชีพตั้งคู่กับปลาโลมาขย้อนโจนาห์ (Jonah) ออกมาจากท้อง ศิลปะที่ใช้อาจจะเป็นงานโมเสก จิตรกรรมฝาผนัง รูปสลักแผ่น หรือ หน้าต่างประดับกระจกสี ศิลปะเหล่านี้อาจจะทำบนกำแพงโดยตรง บนผนัง บนเพดาน บนฉากรอบบริเวณพิธี ในคูหาสวดมนต์ และ สถานศักดิ์สิทธิ์หลังแท่นบูชา หน้าต่างกระจกสีที่เด่นก็มีหลายแห่งโดยเฉพาะในอังกฤษและฝรั่งเศสเช่นที่ มหาวิหารแคนเตอร์บรี หรือ มหาวิหารบอรจ (Cathédrale Saint-Étienne de Bourges) [16]

 สัญญลักษณ์และฤดู

ส่วนหนึ่งของการตกแต่งมักจะมาจากการแสดงความมีเดชานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นผู้สร้างจักรวาล พร้อมกับที่แสดงให้เห็นการที่พระองค์ทรงก่อสร้างโลกตามที่ทรงกำหนดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยใช้ภาพจักรราศี และ แรงงานสิบสองเดือนซึ่งเป็นหัวข้อที่เหมาะมากกับการตกแต่งหน้าต่างกุหลาบ[3][11] .

 การตกแต่งด้วยสิงสาราสัตว์และยุวเทพ

ฉาก “Holy Rood” ที่มหาวิหารโดเบอราน (Bad Doberan Cathedral) ประเทศเยอรมันี
ฉาก “Holy Rood” ที่มหาวิหารโดเบอราน (Bad Doberan Cathedral) ประเทศเยอรมันี

นอกจากตกแต่งด้วยเรื่องราวทางศาสนาแล้ว มหาวิหารก็ยังตกแต่งด้วย สิงสาราสัตว์ตามจินตนาการหรือมนุษย์กึ่งสัตว์ ซึ่งบางทีก็ไม่เกี่ยวข้องกับคริสต์ศาสนา สิงสาราสัตว์เหล่านี้มักจะเป็นสัญญลักษณ์ความควรความไม่ควร หรือ ความดีและความชั่ว (vice or virtue) และเป็นการให้คติแก่ผู้มีศรัทธา ที่ใช้กันบ่อยคือรูปนกพิลลิแกนจิกอกตนเองเพื่อเลี้ยงลูก การกระทำของนกพิลลิแกนเป็นความเสียสละอันใหญ่หลวงที่เป็นสัญญลักษณ์ของความรักพระเยซูผู้มีต่อคริสต์ศาสนิกชนพอที่พระองค์เองยอมพลีชีพเพื่อไถ่บาปให้มวลมนุษย์ได้

สัตว์อื่นๆที่ใช้ตกแต่งก็มี กระต่าย ห่าน ลิง หมาจิ้งจอก สิงห์โต อูฐ กริฟฟิน หรือสัตว์ในตำนาน ยูนิคอร์น ผึ้ง และนกตะกรุม การแกะหรือปั้นก็จะทำตามหัวเสา แกะนูนบนกำแพง รอบซุ้มโค้ง เพดาน หรือ บนปุ่มหิน หรือการตกแต่งตามขอบคัน สิ่งตกแต่งเช่นปนาลีที่มหาวิหารโนเตรอดามมีชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป หรือสัตว์อื่นเช่น “Blemyah” และ “คนป่า” (Green Man) ทีมหาวิหารริพพอน (Ripon Cathedral) ที่อังกฤษจะยื่นหน้าออกมาใต้ม้านั่งพับที่ใช้กันในบริเวณที่ร้องเพลงสวดมนต์ที่เรียกว่า “misericords”

 กางเขนเอก

กางเขนเอก มาจากคำว่า Rood ซึ่งมาจากคำว่า “roda” ในภาษาแซ็กซอนเก่าหมายถึงกางเขนขนาดใหญ่ที่ตั้งเด่นภายในวัด กางเขนเอกจะเป็นกางเขนที่มักจะห้อยลงมาจากเพดานเหนือบริเวณที่ทำพิธีหรืออยู่บนฉากที่ใช้แยกระหว่างบริเวณที่ทำพิธีและบริเวณทางเดินกลาง กางเขนเอกอาจจะแกะจากไม้แล้วทาสีหรือเป็นภาพเขียนบนกางเขน ในอังกฤษจะเหลืออยู่แต่ฉากที่เคยเป็นที่ตั้งของกางเขนเอก ตัวกางเขนเอกส่วนใหญ่จะถูกทำลายไป กางเขนเอกมักจะประกบด้วยพระแม่มารีและจอห์นอีแวนเจลลิส หรือจอห์นแบพทิสต์ถือป้ายมีอักษรว่านี่คือพระเยซูผู้เป็นสาวกของพระเจ้า (“Behold, the Lamb of God”) กางเขนเอกที่ประเทศอิตาลีบางทีที่สร้างโดยจิตกรคนสำคัญๆ ก็มี จอตโต ดี บอนโดเน ที่ สเปลโล (spello) ฟีลิปโป บรูเนลเลสกี และ โดนาเทลโล.

 แท่นบูชา

สิ่งที่เป็นหลักและที่สำคัญที่ทาง “ตะวันออก” ของมหาวิหารคือ “บริเวณศักดิ์สิทธิ” และ “แท่นบูชาเอก” (High altar) ความหมายสำคัญก็จะเป็นเช่นเดียวกันคือการไถ่บาปของมนุษย์โดยพระเยซู แต่วิธีแสดงออกจะแตกต่างกันหลายแบบ ในประเทศอิตาลีทางด้านนี้อาจจะตกแต่งด้วยโมเสกทองเป็นประกายภายใต้มุขโค้งเหนือแท่นบูชาเช่นที่มหาวิหารปิซา (Pisa duomo) หรือที่ประเทศเยอรมันนีและสเปนอาจจะเป็นการตกแต่งแท่นบูชาแบบบาโรกอย่างหรูหราเช่นที่เรียกกันว่า “Transparente” ที่มหาวิหารโทลีโด (Toledo cathedral) เป็นต้น [18]

ฉากแท่นบูชาที่แกะด้วยไม้ทำด้วยปูนปั้นใช้กันมากในประเทศเยอรมันนีและฝรั่งเศสและบางมหาวิหารในอังกฤษ บางครั้งที่อังกฤษจะใช้หน้าต่างประดับกระจกสีขนาดใหญ่หลังแท่นบูชาเป็นฉากแท่นบูชาเช่นที่มหาวิหารยอร์ค ที่เป็นเรื่องราวของไฟล้างโลก (Apocalypse)

หมายเหตุ: ส่วนนี้เก็บความมาจาก อเลค คลิฟตัน-เทย์เลอร์ (Clifton-Taylor)[19] Pevsner.[18]

ลักษณะสถาปัตยกรรมของมหาวิหารในยุโรปตะวันตก

ภายในมหาวิหารซานตามาเรียมายอเร
ภายในมหาวิหารซานตามาเรียมายอเร

 สถาปัตยกรรมคริสเตียนยุคแรก

ลักษณะสถาปัตยกรรมคริสเตียนยุคแรกในการก่อสร้างมหาวิหารจะเห็นได้จาก มหาวิหารซานตามาเรียมายอเร (Santa Maria Maggiore) ที่โรม ภายในมหาวิหารนี้ยังรักษารูปทรงเดิมตั้งแต่มหาวิหารสร้างครั้งแรก โถงกลางภายในจะกว้างใหญ่อย่างบาซิลิกาทางท้ายวัดเป็นมุขยิ่นออกไปอย่างง่ายๆ ทางเดินกลางประกบสองข้างด้วยเสาเป็นเส้นตรงรับด้วยบัวคอร์นิซแทนที่จะเป็นซุ้มโค้ง และตกแต่งด้วยโมเสกสมัยต้น อีกสองมหาวิหารที่โรมที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะสถาปัตยกรรมคริสเตียนยุคแรกเช่นกันก็คือซานตาซาบินา (Santa Sabina) และ มหาวิหารอควิลเลีย (Cathedral of Aquileia) ที่จะเห็นได้จากสิ่งก่อสร้างแบบบาซิลิกาซึ่งจะตกแต่งอย่างเรียบง่ายซึ่งเป็นลักษณะของการสร้างมหาวิหารยุคแรก[8][5][9]

[แก้] สถาปัตยกรรมไบแซนไทน์

บทความหลัก: สถาปัตยกรรมไบแซนไทน์

ภายในมหาวิหารซานอพอลลินาเรนูโอโว
ภายในมหาวิหารซานอพอลลินาเรนูโอโว
ผังบาซิลิกาซานวิทาลเลที่เป็นรูปดอกไม้
ผังบาซิลิกาซานวิทาลเลที่เป็นรูปดอกไม้

เมืองราเวนนา (Ravenna) ทางตะวันออกของอิตาลีเต็มไปด้วยวัดและมหาวิหารที่สร้างแบบบาซิลิกาที่สร้างมาตั้งแต่สมัยจักรพรรดิจุสติเนียน (Emperor Justinian) เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 6 ผังของมหาวิหารซานอพอลลินาเรนูโอโว (San Apollinare Nuovo) ก็คล้ายกับมหาวิหารซานตามาเรียมายอเรที่โรมแต่รายละเอียดการแกะสลักจะไม่เป็นลักษณะแบบโรม การตกแต่งด้วยโมเสกยังอยู่ในสภาพที่ดีมาก

อีกมหาวิหารหนึ่งในราเวนนาที่สร้างในสมัยเดียวกันคือมหาวิหารซานวิทาลเล (Basilica of San Vitale) ผังของมหาวิหารนี้เป็นแบบศูนย์กลางที่มีโดมตรงกลาง มีเนื้อที่ภายในด้วยกันทั้งหมด 25 ตารางเมตร โดมกลางล้อมรอบด้วยคูหาโค้ง 8 คูหาแยกกระจายออกจากโถงกลาง แต่ละคูหาคลุมด้วยโดมครึ่งวงกลมทำให้ผังดูเหมือนรูปดอกไม้ การตกแต่งก็เริ่มซับซ้อนขึ้นโดยการเล่นซุ้มโค้งซ้อนกันหลายชั้นซึ่งไม่มีสิ่งก่อสร้างใดที่จะเปรียบได้จนมาถึงวัดบาโรกซานตามาเรียเดลลาซาลูเท (Santa Maria della Salute) ใกล้เมืองเวนิสที่สร้างราวพันปีต่อมา มหาวิหารที่พยายามสร้างเลียนแบบมหาวิหารซานวิทาลเลก็ได้แก่มหาวิหารอาเคินที่ประเทศเยอรมันี

มหาวิหารสำคัญที่สุดวัดหนึ่งของสถาปัตยกรรมแบบไบแซนไทน์คือมหาวิหารซานมาร์โค (St. Marco Basilica) อยู่ที่เมืองเวนิส ที่เรียกว่าบาซิลิกามิใช่เพราะลักษณะการก่อสร้างเป็นแบบบาซิลิกาแต่เพราะได้รับแต่งตั้งจากพระสันตะปาปาให้เป็นบาซิลิกา ถึงแม้ว่าจะมีการต่อเติมเปลี่ยนแปลงมาตลอดแต่โครงสร้างตัววัดโดยทั่วไปรักษาทรงเดิมไว้ คือเป็นผังแบบศูนย์กลางแบบไบแซนไทน์เป็นทรงกากะบาด เหนือโถงกลางเป็นโดมใหญ่ล้อมด้วยโดมเล็กกว่าอีกสี่โดม การตกแต่งทั้งภายนอกและภายในเป็นลักษณะศิลปะไบแซนไทน์ แท้โดยตกแต่งด้วยโมเสกอย่างวิจิตรและหินอ่อนฝังแบบหน้าไม้หลากสี[8][11]

สถาปัตยกรรมโรมาเนสก์

บทความหลัก: สถาปัตยกรรมโรมาเนสก์

ด้านหน้าที่แต่งอย่างสวยหรูที่มหาวิหารโรมาเนสก์อองจูลีม (Angouleme Cathedral) ที่ฝรั่งเศส
ด้านหน้าที่แต่งอย่างสวยหรูที่มหาวิหารโรมาเนสก์อองจูลีม (Angouleme Cathedral) ที่ฝรั่งเศส

หลังจากที่จักรวรรดิโรมันเสื่อมอำนาจลงเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 5 การสร้างวัดใหญ่ๆ ในยุโรปตะวันตกก็เริ่มแพร่หลายกันมากขึ้นตามการขยายตัวของสำนักสงฆ์เช่น ลัทธิออกัสติเนียน หรือ ลัทธิเบ็นนาดิคติน ภายใต้การนำของนักบุญเบ็นเนดิคและลัทธิอื่นๆ สำนักสงฆ์ขนาดใหญ่อย่างสำนักสงฆ์คลูนี (Cluny Abbey) ที่ปัจจุบันเหลือสิ่งก่อสร้างอยู่เพียงไม่กี่อย่างก็สร้างในสมัยนี้ ลักษณะของวัดคลูนีเป็นแบบโรมัน เสาอ้วนหนา กำแพงหนา หน้าต่างแคบเล็ก และซุ้มโค้ง

สถาปัตยกรรมโรมาเนสก์เผยแพร่ไปตามการเผยแพร่ของสำนักสงฆ์ลัทธิต่างๆ ไปทั่วยุโรป วิธีการสร้างสิ่งก่อสร้างที่มีหลังคาโค้งสูงก็เริ่มมาฟื้นฟูขึ้นอีก แต่การตกแต่งจะหันกลับไปหาการตกแต่งจากสมัยก่อนคริสต์ศาสนาจากศิลปะท้องถิ่นเช่นการใช้ลวดลายหยักซิกแซก ลายม้วนก้นหอย หรือรูปสลักหัวสัตว์หรือสัตว์/มนุษย์ในจินตนาการที่หน้าตาน่าเกรงขาม ผนังจะทาสีแบบจิตรกรรมฝาผนังแต่ฝีมือจะยังค่อนข้างหยาบ สถาปัตยกรรมโรมาเนสก์เผยแพร่มาถึงอังกฤษ เมื่อพระเจ้าวิลเลียมที่ 1ได้รับชัยชนะต่ออังกฤษเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 11

มหาวิหารที่เป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ก็ได้แก่แอบเบย์โอกสซอม (Abbaye aux Hommes) ที่เมืองแคน (Caen) ประเทศฝรั่งเศส มหาวิหารเวิมส์ ที่เยอรมันี มหาวิหารปิซา (Pisa Cathedral) และ มหาวิหารพาร์มา (Parma Cathedral) ที่ประเทศอิตาลี และ มหาวิหารเดอแรม ที่อังกฤษ[15][8][11]

สถาปัตยกรรมกอธิค

บทความหลัก: สถาปัตยกรรมกอธิค

ด้านหน้าแบบกอธิคของมหาวิหารโนเตรอดามแห่งปารีส
ด้านหน้าแบบกอธิคของมหาวิหารโนเตรอดามแห่งปารีส
โดมของมหาวิหารฟลอเรนซ์แบบสถาปัตยกรรมฟื้นฟูศิลปวิทยา
โดมของมหาวิหารฟลอเรนซ์แบบสถาปัตยกรรมฟื้นฟูศิลปวิทยา
สถาปัตยกรรมฟื้นฟูศิลปวิทยาสูงที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ โดยด้านหน้าเป็นของ คาร์โล มาเดอร์โน และโดมโดย มิเกลันเจโล บัวนาร์โรติ
สถาปัตยกรรมฟื้นฟูศิลปวิทยาสูงที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ โดยด้านหน้าเป็นของ คาร์โล มาเดอร์โน และโดมโดย มิเกลันเจโล บัวนาร์โรติ

พอมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 12 มหาวิหารและสำนักสงฆ์ใหญ่ๆ ก็สร้างกันเสร็จ ความชำนาญของสถาปนิกในการก่อสร้างสิ่งก่อสร้างใหญ่โตเช่นมหาวิหารที่ประกอบด้วยโค้งสูง หลังคาหิน หอคอยสูงเป็นต้นก็เพิ่มมากขึ้น ลักษณะการก่อสร้างจึงวิวัฒนาการขึ้นทำให้สิ่งก่อสร้างเริ่มลดความเทอะทะลง หน้าต่างก็เริ่มกว้างมากขึ้น เพดานโค้งสูงที่รับน้ำหนักก็มีลักษณะเบาขึ้น เพดานที่เคยเป็นโค้งครึ่งวงกลมเริ่มแหลมขึ้น เพดานโค้งแหลมกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของเพดานกอธิกที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ เมื่อกำแพงบางขึ้น หน้าต่างกว้างขึ้น และการใช้เพดานโค้งแหลมก็ทำให้ต้องใช้กำแพงค้ำยันแบบปีก (flying buttresses) ที่กางออกไปจากตัวอาคารเพื่อช่วยรับน้ำหนักความกดดันของหลังคาและกำแพงของสิ่งก่อสร้าง หน้าต่างก็จะตกแต่งด้วยหินแบ่งเป็นช่องด้วยหินที่สลักเป็นลวดลายคล้ายลูกไม้แล้วตกแต่งด้วยกระจกสีเป็นเรื่องราวจากพระคัมภีร์ ประวัตินักบุญ ประวัตินักบวชที่มีบทบาทในการสร้างมหาวิหาร พระเจ้าแผ่นดิน หรือบุคคลสำคัญในท้องถิ่น

ตัวอย่างของมหาวิหารสำคัญๆ ที่แสดงให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมกอธิคก็ได้แก่

 สถาปัตยกรรมเรอเนซองส์

บทความหลัก: สถาปัตยกรรมเรอเนซองส์

เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 ได้มีการประกวดการออกแบบหอกลางเหนือตรงจุดตัดระหว่างแขนกางเขนและทางเดินกลางสำหรับมหาวิหารฟลอเรนซ์ สถาปนิกที่ชนะการประกวดคือฟีลิปโป บรูเนลเลสกี ผู้ได้รับแรงบันดาลใจจากโดมที่ได้ไปเห็นมาระหว่างการท่องเที่ยวเช่นที่มหาวิหารซานวิทาลเลที่ราเวนนา หรือตึกแพนธิออนที่โรม บรูเนลเลสกีจึงออกแบบโดมใหญ่แบบโรมันและมีหลังคาอย่างแพนธิออน สิ่งก่อสร้างนี้ถือว่าเป็นสิ่งก่อสร้างชิ้นแรกของสมัยเรอเนซองส์ หรือ ฟื้นฟูศิลปวิทยา แต่จริงแล้วลักษณะหลังคาโค้งของบรูเนลเลสกีไม่ใช้หลังคาโดมครึ่งวงกลมแต่เป็นหลังคาโค้งแหลมแบบมีสัน (ribbed vault) ซึ่งเป็นลักษณะกอธิคโดยแท้ สถาปัตยกรรมฟื้นฟูศิลปวิทยาจึงเป็นการมองย้อนไปถึงเทคนิคโครงสร้างแบบโรมัน

บรูเนลเลสกีและสถาปนิกคนอื่นๆ มีแรงบันดาลใจที่จะปรับปรุงรูปแบบสถาปัตยกรรมโรมัน ซึ่งรูปทรงและการตกแต่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์การวางส่วนซึ่งสถาปนิกสมัยก่อนหน้าสถาปัตยกรรมฟื้นฟูศิลปวิทยาได้ละทิ้งไป สถาปนิกกลุ่มนี้จึงพยายามเอากฏเหล่านี้กลับมาปฏิบัติ สมัยนี้จึงเป็นสมัยที่มีการตั้งสมมติฐานทางทฤษฎีทางสถาปัตยกรรมและการทดลองทฤษฎีต่างๆ บรูเนลเลสกีเองก็สร้างวัดใหญ่ๆสองวัด --วัดซานลอเรนโซและวัดซานโตสปิริตโต (San Lorenzos and Santo Spirito)--ในเมืองฟลอเรนซ์เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าสมมติฐานทางทฤษฎีที่เขาตั้งขึ้นสามารถนำไปปฏิบัติได้ วัดนี้คือทฤษฎีศิลปะคลาสสิคที่ประกอบด้วยแนวเสากลม หัวเสาโครินเธียน (Corinthian) ส่วนที่อยู่ระหว่างเสาและหลังคา (entablatures) โค้งครึ่งวงกลม และคูหาสวดมนต์

มหาวิหารที่เป็นตัวอย่างที่ดีของสถาปัตยกรรมแบบฟื้นฟูศิลปวิทยาก็คือมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่โรมซึ่งเป็นผลงานของ โดนาโต ดันเจโล บรามันเต, ราฟาเอล, จูลิอาโน ดา ซานกาลโล, คาร์โล มาเดอร์โน และ มิเกลันเจโล บัวนาร์โรติ ซึ่งเป็นผู้สร้างโดมที่สูงและแคบกว่าโดมของบรูเนลเลสกีหนึ่งฟุตที่สร้างก่อนหน้านั้นร้อยปีที่ฟลอเรนซ์ โดมเป็นจุดสนใจทั้งภายนอกและภายใน โดมของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์จะอยู่เหนือบริเวณพิธีมณฑล (chancel) และแขนกางเขน ทำให้เป็นผังของวัดเป็นทรงกากะบาด (Greek Cross) แบบไบแซนไทน์ ทางเดินกลางที่เห็นยาวความจริงแล้วเป็นส่วนต่อเติมที่ทำให้ผังกลายมาเป็นกางเขน (Latin Cross)

สมเด็จพระสันตะปาปาจูเลียสที่ 2 ทรงมีอำนาจพอที่จะเรียกศิลปินคนไหนมาออกแบบมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ก็ได้ สมัยนั้นยังมิได้มีการแยกระหว่างสถาปนิก ประติมากร หรือช่างก่อสร้าง ผลก็คือมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ที่มาจากผู้มีความสามารถดีเด่นที่สุดในสมัยนั้นซึ่งมีทั้งความใหญ่โต ความน่าประทับใจ และมีความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสิ่งก่อสร้าง

 สถาปัตยกรรมบาโรก

Baroque, มหาวิหารเซนต์พอลที่ ลอนดอน เป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมบาโรกซึ่งเล่นเสาคู่เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างช่องว่าง
Baroque, มหาวิหารเซนต์พอลที่ ลอนดอน เป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมบาโรกซึ่งเล่นเสาคู่เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างช่องว่าง

เมื่อมหาวิหารเซนต์พอลสร้างเสร็จก็แสดงให้เห็นลักษณะสถาปัตยกรรมที่เป็นผลจากการที่สถาปนิกได้เรียนรู้หลักเกณฑ์ต่างๆ ของการก่อสร้างแต่จงใจที่จะละเลย ผลก็คือสถาปัตยกรรมที่มีไดนามิค (dynamic) ซึ่งรูปทรงของสิ่งก่อสร้างเหมือนจะมีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเอง ราวกับว่าจะเคลื่อนไหวได้ดังเช่นคำว่าบาโรก (baroque) ที่หมายถึงรูปทรงที่บิดเบือนอย่างหอยมุก (“mis-shapen pearl”)

สมัยบาโรกมีการสร้างวัดใหญ่ๆ มากแต่มหาวิหารที่สร้างแบบบาโรกมีเพียงไม่กี่แห่ง ที่เด่นที่สุดก็คือมหาวิหารเซนต์พอลที่ลอนดอนที่กล่าวถึงข้างบนและ มหาวิหารเซ็นต์กอล (St Gall Cathedral) ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มหาวิหารบางแห่งอาจจะมีองค์ประกอบบางส่วนที่มาต่อเติมภายหลังเป็นแบบบาโรกเช่นฉากหลังแท่นบูชา การตกแต่งด้านหน้าวัด หรือคูหาสวดมนต์ อย่างเช่นด้านหน้าของมหาวิหารซานติเอโกเดอคอมโพสเตลลา (Santiago de Compostela) หรือ มหาวิหารวัลลาโดลิด (Valladolid Cathedral) ที่ประเทศสเปน ซึ่งมาต่อเติมเป็นแบบบาโรกภายหลัง แต่ที่จะเห็นเป็นมหาวิหารแบบบาโรกทั้งหลังค่อนข้างจะหายาก

มหาวิหารเซนต์พอลน่าสนใจตรงที่เป็นมหาวิหารที่ออกแบบโดยสถาปนิกคนเดียวและสร้างเสร็จในระยะสั้น สถาปนิกที่กล่าวถึงคือเซอร์คริสโตเฟอร์ เร็น (Sir Christopher Wren) ซึ่งเป็นสถาปนิกคนสำคัญของอังกฤษ ตัวมหาวิหารสร้างแทนมหาวิหารเดิมที่ถูกไฟใหม้ระหว่างที่เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในลอนดอน เมื่อ ค.ศ. 1666 สถาปัตยกรรมของมหาวิหารเป็นแบบบาโรกแต่เป็นบาโรกแบบอังกฤษที่ค่อนข้างจะรัดตัวไม่เช่นบาโรกแบบทางใต้ของประเทศเยอรมันีซึ่งจะเต็มไปด้วยชีวิตชีวา สีสันและการมีลูกเล่น แต่ผลของสิ่งก่อสร้างของเร็นคือสิ่งก่อสร้างที่แสดงความสง่าภูมิฐานโดยเฉพาะการใช้โดมอย่างเช่นการใช้โดมของบรูเนลเลสกีที่ฟลอเรนซ์ ซึ่งไม่แต่จะคลุมแต่เฉพาะทางเดินกลางวัดแต่เลยออกไปถึงทางเดินข้างทำให้มีความรู้สึกว่าพื้นที่กลางวัดกว้างกว่าที่เป็นจริงและโล่ง[19][22][18]

 สถาปัตยกรรมฟื้นฟู

มหาวิหารเวสท์มินสเตอร์ กรุงลอนดอนเป็นสิ่งก่อสร้างแบบสถาปัตยกรรมฟื้นฟู
มหาวิหารเวสท์มินสเตอร์ กรุงลอนดอนเป็นสิ่งก่อสร้างแบบสถาปัตยกรรมฟื้นฟู

สถาปัตยกรรมฟื้นฟู เป็นสมัยที่สถาปนิกหันไปฟื้นฟูการก่อสร้างเลียนแบบสถาปัตยกรรมยุคเดิมเช่น ไบแซนไทน์ กอธิค หรือ เรอเนซองส์ ถ้าเลียนแบบกอธิคก็จะเรียกว่า “สถาปัตยกรรมกอธิคฟื้นฟู” หรือ ถ้าเลียนแบบเรอเนซองส์ ก็เรียกว่า “สถาปัตยกรรมเรอเนซองส์ฟื้นฟู” เป็นต้น

ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึง 19 เป็นช่วงเวลาของการขยายอาณานิคมโดยประเทศในทวีปยุโรปตะวันตกขณะเดียวกับเกิดการฟื้นฟูความสนใจทางคริสต์ศาสนาโดยเฉพาะในประเทศอังกฤษที่หันกลับไปมีความสนใจในนิกายโรมันคาทอลิกมากขึ้น นอกจากนั้นความเจริญเติบโตทางอุตสากรรมทำให้เกิดการขยายตัวของชุมชน ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดมีความต้องการในสิ่งก่อสร้างทางศาสนาเพิ่มมากขึ้น ลักษณะสถาปัตยกรรมกอธิคเป็นลักษณะที่สถาปนิกสมัยฟื้นฟูเชื่อกันว่าเป็นลักษณะที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างมหาวิหารทั้งในทวีปยุโรปเองและในประเทศที่อยู่ในเครืออาณานิคมที่ปกครอง

ตัวอย่างของมหาวิหารแบบกอธิคฟื้นฟูก็ได้แก่ มหาวิหารลิเวอร์พูล (Liverpool Cathedral) ที่อังกฤษ มหาวิหารเซ็นต์จอห์นดิไวน์ (Cathedral of Saint John the Divine) ที่นิวยอร์ก และมหาวิหารเซ็นต์แพททริค (St Patrick's Cathedral) ที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย

สถาปัตยกรรมสมัยนี้มิได้เป็นการฟื้นฟูสถาปัตยกรรมกอธิคไปทั้งหมด เช่น มหาวิหารเวสท์มินสเตอร์ (Westminster Cathedral) ที่กรุงลอนดอนซึ่งเป็นมหาวิหารของนิกายโรมันคาทอลิกที่มีอาร์ชบิชอบเวสท์มินสเตอร์เป็นประมุข มหาวิหารเวสท์มินสเตอร์เป็นสถาปัตยกรรมลักษณะลูกผสม ที่ส่วนใหญ่จะเป็นสถาปัตยกรรแบบไบแซนไทน์โดยมีการตกแต่งด้วยกำแพงหลากสี โดม และมีหอระฆังสูงแบบอิตาลี สถาปัตยกรรมของมหาวิหาร Mary, Queen of the World ที่ประเทศแคนาดา เป็นสถาปัตยกรรมแบบเรอเนซองส์ฟื้นฟูที่สร้างเลียนแบบมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่กรุงโรม

 สถาปัตยกรรมสมัยใหม่

ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 สิ่งก่อสร้างทางคริสต์ศาสนายังเลียนแบบสถาปัตยกรรมยุคกลางแต่ “ปอก” รายละเอียดออกจนมีลักษณะเกลี้ยงและมักจะใช้อิฐเป็นวัสดุก่อสร้างแทนที่จะเป็นหินอย่างที่เคยทำกันมา ตัวอย่างคือมหาวิหารกิลฟอร์ด (Guildford Cathedral) ที่อังกฤษ หรือ มหาวิหารอาร์มิเดล (Armidale Cathedral) ที่ประเทศออสเตรเลีย

หลัง สงครามโลกครั้งที่สอง สถาปนิกก็ละทิ้งรูปทรงสถาปัตยกรรมแบบที่เคยทำกันมาเมื่อสร้างมหาวิหารโคเวนทรี (Coventry Cathedral) ใหม่แทนมหาวิหารเดิมที่ถูกลูกระเบิดทำลายไป มหาวิหารเดิมเคยเป็นวัดประจำท้องถิ่นมาก่อนที่จะได้เลื่อนขึ้นเป็นมหาวิหาร สิ่งที่มิได้ถูกทำลายคือยอดแหลม มหาวิหารโคเวนทรีใหม่เป็นแผงอิฐสลับกับหน้าต่างประดับกระจกสีเพื่อให้สิ่งก่อสร้างใหม่เป็นสัญญลักษณ์ของความเชื่อมต่อกับมหาวิหารเก่าโดยมิได้ลอกเลียนของเดิม

มหาวิหารลิเวอร์พูล (Liverpool Metropolitan Cathedral) ออกแบบโดยเซอร์เฟรดเดอริค กิบเบิร์ด (Sir Frederick Gibberd) ที่สร้างในศตวรรษที่ 20 เป็นสิ่งก่อสร้างกลมใหญ่เป็นผังแบบศูนย์กลางเป็นและมีบริเวณศักดิ์สิทธิ อยู่กลางวัดแทนที่จะอยู่ท้ายวัดทางบริเวณพิธีตามที่ทำกันมา โครงสร้างนี้เป็นผลโดยตรงจากปรัชญาที่มาจากการประชุมสภาวาติกันครั้งที่สองเมื่อปี ค.ศ. 1962 (Second Vatican Council) ที่เน้นให้ผู้เข้าร่วมพิธีเป็นส่วนหนึ่งของคริสต์ศาสนพิธีมิใช่เพียงแต่เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์อย่างที่เคยทำกันมา

 มหาวิหารที่เป็นตัวอย่างสำคัญของสถาปัตยกรรมในบางลักษณะในบางประเทศ

ความประสงค์ของตัวอย่างข้างล่างก็เพื่อแสดงลักษณะสถาปัตยกรรมการก่อสร้างหรือการออกแบบของมหาวิหารบางแห่งที่มีลักษณะเด่นและน่าสนใจของแต่ละสมัยและของบางประเทศ มิใช่เป็นการบรรยายรายละเอียดของมหาวิหารทุกแห่งทุกประเทศ มหาวิหารแต่ละแห่งที่บรรยายจะกล่าวถึง ผัง ด้านตะวันตกหรือด้านหน้า ด้านตะวันออกหรือด้านท้ายวัด หอเหนือจุดตัดระหว่างแขนกางเขนกับทางเดินกลาง ทัศนศิลป์ที่ใช้เป็นการสอนเรื่องราวในคริสต์ศาสนา และ สิ่งที่แตกต่างไปจากมหาวิหารอื่นเช่นแสง เงา การตกแต่ง และรายละเอียด และสาเหตุที่สิ่งก่อสร้างนั้นแตกต่างจากสิ่งก่อสร้างอื่นในท้องถิ่นเดียวกัน

ข้อควรระวังคือลักษณะของแต่ละมหาวิหารที่กล่าวถึงมักจะไม่เป็นสถาปัตยกรรมลักษณะใดลักษณะหนึ่งล้วนๆ เพราะมหาวิหารส่วนใหญ่จะใช้เวลาสร้าง หรือขยายต่อเติมเป็นเวลาหลายร้อยๆ ปี ซึ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลงมากบ้างน้อยบ้างไปตามสมัยของสถาปัตยกรรม

การเปรียบเทียบลักษณะมหาวิหารที่กล่าวถึงข้างล่างใช้คำบรรยายจาก “ลักษณะสถาปัตยกรรม” ของแบนนิสเตอร์ เฟล็ทเชอร์เป็นหลัก

 ประเทศอิตาลี

มหาวิหารปิซา ที่ประเทศอิตาลี แสดงให้เห็นจากซ้ายหอศีลจุ่ม กลางตัวมหาวิหาร ขวาหอระฆัง ตัวมหาวิหาเป็นผังกางเขน มีมุขท้ายวัด และตกแต่งซุ้มโค้งรอบวัดภายนอกเป็นแบบแถบหินอ่อนสลับสีทางขวาง ซึ่งกลายมาเป็นแบบที่เรียกว่า  “ลักษณะปิซา”  และโดมรูปไข่

มหาวิหารปิซา (ภาษาอังกฤษ: Cathedral of Pisa) เป็นสิ่งก่อสร้างที่ซับซ้อนและเป็นส่วนหนึ่งของ จตุรัสปาฏิหาริย์ (ภาษาอังกฤษ: Campo dei Miracoli) ถือว่าเป็นสัญญลักษณ์ของมหาวิหารอิตาลีที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบโรมันเนสก์อย่างแท้จริง มหาวิหารสร้างระหว่างปี ค.ศ. 1063 ถึงปี ค.ศ. 1092 โดยมีการเพิ่มเติมลักษณะกอธิคเข้าไปบ้าง ลักษณะต่างที่ใช้สร้างมหาวิหารปิซายังคงใช้ในการสร้างสิ่งก่อสร้างในอิตาลีมาจนถึงสมัยบาโรก แบนนิสเตอร์ เฟล็ทเชอร์บรรยายถึงมหาวิหารนี้ว่าเป็น “มหาวิหารที่สวยที่สุดในลักษณะโรมันเนสก์” ที่มี “เอกลักษณ์ที่เด่น” และมี “ความสวยและความละเอียดอ่อนของสิ่งตกแต่ง”

สรุปลักษณะสำคัญของมหาวิหารปิซา

  • ผังเป็นแบบกางเขนอย่างชัดเจน
  • ทางท้ายวัดเป็นมุขโค้งครึ่งวงกลมโดยไม่มีจรมุขหรือทางเดินล้อมรอบมุข
  • เหนือจุดตัดระหว่างทางเดินกลางและแขนกางเขนเป็นโดมรูปไข่แทนที่จะกลม ซึ่งเป็นลักษณะแปลกและสามารถทำให้ผสมกับศิลปะบาโรกได้อย่างกลมกลืน
  • แต่ละองค์ประกอบแต่ละส่วนจะแยกจากกันออกมาอย่างชัดเจนโดยใช้วิธียื่นและถอยและเส้นตัด สิ่งตกแต่งใช้เป็นเครื่องแยกองค์ประกอบแต่ละส่วนแทนที่จะพยายามทำให้แต่ละส่วนกลืนเข้าด้วยกัน แนงดิ่งจะถูกแยกโดยใช้แนวขวาง คูหาภายในแยกจากหน้าต่างชั้นบนโดยใช้บัวคอร์นิช
  • การใช้สอยต่างๆ ภายในวัดจะแยกจากกันโดยการแยกสิ่งก่อสร้าง เช่นหอระฆัง (Campanile) ที่แยกออกมาต่างหาก หอล้างบาป (Baptistry) ก็สร้างเป็นสิ่งก่อสร้างอิสระใหญ่โตจากตัวมหาวิหาร ทั้งนี้เป็นเพราะดินในประเทศอิตาลีบางครั้งจะทรุดและบางครั้งก็มีภัยจากแผ่นดินไหวมากกว่าประเทศอื่นในยุโรป ถ้ารวมสิ่งก่อสร้างเข้าด้วยกันเมื่อมีเหตุการณ์ร้ายอย่างน้อยก็อาจจะมีอะไรเหลืออยู่บ้าง
  • ซุ้มโค้งเป็นสิ่งตกแต่งที่เด่นมาก เป็นแถบสองสีแนวนอนตัดกันรอบมหาวิหาร หอระฆัง และหอล้างบาป โดยเฉพาะหอระฆังที่ใช้แถบแยกชั้นเป็นแปดชั้นจากกัน การตกแต่งลายขวางสลับสีกลายมาเป็นแบบที่เรียกว่า “ลักษณะปิซา” ซึ่งเป็นลักษณะที่เห็นในการก่อสร้างวัดบางวัดในบริเวณทัสเคนี
  • ลักษณะสถาปัตยกรรมได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะโรมันซึ่งประกอบด้วยเสาโครินเธียน
  • การตกแต่งด้วยสีสรรค์ ที่เป็นแถบตัดกันระหว่างหินอ่อนสีเขียวเข้ม เทา และ แดงทำให้สิ่งก่อสร้างดูสวยงามขึ้น
  • ทัศนศิลป์ที่ใช้ก็สื่อเรื่องราวทางคริสต์ศาสนาก็มีโมเสกเหนือมุข รูปปั้นในแผ่นกรอบสี่เหลี่ยม เช่นรูปปั้นรอบธรรมมาสน์แปดเหลี่ยม หรือช่องแผ่นบนบานประตูสัมฤทธิ์

เนื้อหาส่วนนี้ย่อมาจาก: แบนนิสเตอร์ เฟล็ทเชอร์และ ลารูส

ตัวอย่างมหาวิหารอื่นๆ ในประเทศอิตาลี:

ประเทศฝรั่งเศส

มหาวิหารอาเมียง (ภาษาอังกฤษ: Amiens Cathedral) เป็นมหาวิหารแบบกอธิคที่สร้างระหว่างปี ค.ศ. 1220 และปี ค.ศ. 1288 เป็นมหาวิหารที่เป็นตัวอย่างของลักษณะโดยทั่วไปของมหาวิหารทางภาคเหนือของฝรั่งเศส วิม สวอนกล่าวว่า “ที่ทางเดินกลางของอาเมียง, โครงสร้างกอธิคและการใช้ศิลปะคลาสสิค, (ที่ใช้)ยกพื้นสามชั้นที่ทำที่มหาวิหารชาร์ทร, ทำให้(สิ่งก่อสร้างมีลักษณะ)สมบูรณ์แบบ”

สรุปลักษณะสำคัญของมหาวิหารอาเมียง

  • ผังแบบกางเขนแต่แขนขวางไม่ยาวไปกว่าตัววัดทำให้มีลักษณะตัน
  • ด้านหลังมีมุขโค้งล้อมรอบด้วยคูหาสวดมนต์กระจายออกมาจากมุขที่เรียกว่า “chevet”
  • เน้นความสูง มีกำแพงค้ำยันแบบปีก (flying buttresses) ด้านข้างและด้านหลังรอบ chevet ที่รับน้ำหนักกำแพงและเพดานโค้งแบบกอธิค
  • เหนือจุดตัดระหว่างทางเดินกลางและแขนกางเขนเป็นยอดแหลมแบบเปิดที่เรียกว่า “fleche”
  • ส่วนต่างๆ ของสิ่งก่อสร้างกลมกลืนต่อเนื่องกันโดยใช้องค์ประกอบของสถาปัตยกรรมเป็นตัวเชื่อม เส้นที่ใช้จะแล่นส่งต่อกันไปเช่นเสาที่เริ่มจากพื้นต่อตรงขึ้นไปถึงซุ้มโค้ง หน้าต่างชั้นบน และเรื่อยเลยขึ้นไปถึงสันภายใต้เพดานโค้ง
  • ด้านหน้ามีประตูขนาดใหญ่สามประตูที่ตกแต่งด้วยกลุ่มรูปปั้นขนาบข้างและล้อมรอบ มีหอใหญ่สองหอเหนือประตูซ้ายและขวา และหน้าต่างกุหลาบตรงกลาง
  • ด้านหน้าแบ่งตามนอนและตามขวางเป็นช่องๆทำให้เกิดเงาที่สาดลงไปทั้งดิ่งและขวางพร้อมกัน
  • การตกแต่งที่เด่นก็ได้แก่การแกะสลักหินละเอียดจนเหมือนลูกไม้ด้านหน้า และ บนกำแพงค้ำยันแบบปีกที่ล้อมรอบมหาวิหาร
  • ทัศนศิลป์ที่ใช้ก็สื่อเรื่องราวก็มี หน้าต่างประดับกระจกสี รูปปั้นบนและรอบประตูหน้าวัด รูปปั้นบนด้านหน้าของวัด และรูปปั้นนูนภายในวัดเป็นฉากๆ รอบและใกล้บริเวณคริสต์ศาสนพิธีที่เป็นประวัติของนักบุญ เช่นเรื่องของจอห์น แบ็พทิสต์

เนื้อหาส่วนนี้ย่อมาจาก: แบนนิสเตอร์ เฟล็ทเชอร์ลารูสและ สวอน

ตัวอย่างมหาวิหารอื่นๆ ในประเทศฝรั่งเศส:

 ประเทศอังกฤษ

มหาวิหารลิงคอล์น (ภาษาอังกฤษ: Lincoln Cathedral) เริ่มสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1074 และมาเสร็จราวปี ค.ศ. 1540 เป็นมหาวิหารแบบอังกฤษทั้งรูปแบบและความหลากหลายของสถาปัตยกรรม อเลค คลิฟตัน-เทย์เลอร์บรรยายว่า “เมื่อพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว (มหาวิหารลิงคอล์น)ก็เป็นมหาวิหารที่เลิศมากที่สุดในอังกฤษ”

สรุปลักษณะสำคัญของมหาวิหารลิงคอล์น

  • ผังเป็นกางเขนสองชั้น (double cross) แขนกางเขนแรกกางยื่นออกไป แขนกางเขนสองใกล้บริเวณพิธีมีมุขชาเปล ระเบียงสร้างอิสระจากตัววัด และหอประชุมสงฆ์เป็นสิบเหลี่ยมหนุนด้วยกำแพงค้ำยันแบบปีกขนาดใหญ่
  • ด้านหลังวัดเป็นสี่เหลี่ยมตกแต่งด้วยหน้าต่างประดับกระจกสีขนาดใหญ่เป็นลวดลายเรขาคณิต
  • ภายในเน้นความยาวและแนวนอน เส้นดิ่งของคูหาโค้ง คูหาชั้นบนเหนือทางเดินกลาง (triforium) และหน้าต่างชั้นบน (clerestorey) ทำให้เด่นด้วยเส้นขวางตลอดแนว บนเพดานโค้งแหลมมีสันนูนแล่นตลอดแนวทำให้ดึงสายตาตามแนวเพดานไป
  • เหนือจุดตัดระหว่างทางเดินกลางและแขนกางเขนเป็นหอใหญ่สูง 270 ฟุตซึ่งรองรับยอดมาร่วมสามร้อยปีแล้ว
  • ด้านหน้าให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่แต่ไม่คล้องจองกัน จั่วและหอสูงสองหอที่พุ่งขึ้นมาเป็นการก่อสร้างคนละสมัย -- นอร์มัน (โรมาเนสก์) และกอธิค -- อยู่หลังฉากกอธิคมหึมาที่เต็มไปด้วยรูปปั้นที่ประกบด้วยหอแหลมสองหอทางตอนปลายที่ใหญ่พอที่จะทำเป็นหอหลักได้ ตรงกลางเป็นโค้งใหญ่สามโค้งรอบหน้าต่าง และมีประตูแบบนอร์มัน
  • หอเน้นความสูงมีกำแพงค้ำยันหลายเหลี่ยมค้ำทำให้เกิดเงาดิ่งเวลาพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก ซุ้มโค้งที่เว้าลึกเข้าไปก็ทำให้เกิดเงาเช่นเดียวกันขณะที่ความใหญ่ของฉากรูปปั้นด้านหน้าทำให้ลดความรู้สึกว่าสูงลง
  • การตกแต่งที่เด่นภายในคือความตัดกันของบัวหินอ่อนสีมืดและสันตัดกับหินสีอ่อนของตัววัด การย้ำการใช้ซุ้มโค้งไม่เฉพาะแต่ซุ้มโค้งสองข้างทางเดินกลางแต่คูหาโค้งเล็กตลอดแนวผนังสองข้างด้วย และ การใช้เพดานโค้งแหลมแบบสัน (rib vault) ซ้อนกัน การย้ำรูปทรงง่ายๆ นี้จะเห็นได้จากการตกแต่งฉากหน้าวัดและการจัดหน้าต่างด้วย
  • ทัศนศิลป์ที่ใช้ก็สื่อเรื่องราวก็มี หน้าต่างประดับกระจกสี และรูปแกะสลัก แต่ส่วนใหญ่ถูกทำลายไปมากระหว่างสมัยยุบอาราม ในรัชสมัยของพระเจ้าเฮนรีที่ 8

เนื้อหาส่วนนี้ย่อมาจาก: แบนนิสเตอร์ เฟล็ทเชอร์ลารูสและ คลิฟตัน-เทย์เลอร์

ตัวอย่างมหาวิหารอื่นๆ ในประเทศอังกฤษ:

 ประเทศเยอรมนี

มหาวิหารเวิมส์ (ภาษาอังกฤษ: Worms Cathedral) เป็นมหาวิหารแบบโรมาเนสก์ที่สร้างระหว่างปี ค.ศ. 1110 ถึงปี ค.ศ. 1181 มหาวิหารเวิมส์ มหาวิหารสเปเยอร์ (Cathedrals of Speyer) และมหาวิหารไมซ์ (Cathedrals of Mainz) ถือกันว่าเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมโรมาเนสก์ยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของเยอรมนีและมีเอกลักษณ์พิเศษที่แบนนิสเตอร์ เฟล็ทเชอร์บรรยายว่าเป็น “ลักษณะที่สวยเหมือนรูป” ลักษณะนี้ต่อมาสถาปัตยกรรมแบบบาโรกนำเอาไปเป็นแบบอย่างในการสร้างวัดแบบบาโรก

สรุปลักษณะสำคัญของมหาวิหารเวิรมส์

  • ผังเป็นกางเขนแปลง แขนกางเขนยื่นออกไปเล็กน้อย ทางเข้าแทนที่จะอยู่ด้านตะวันตกไปอยู่ทางใต้
  • ด้านตะวันออกมีมุขโค้งแต่ไม่มีจรมุข (ambulatory) และทางตะวันตกมีมุขเตี้ยซึ่งเป็นลักษณะโดยเฉพาะของโรมาเนสก์แบบเยอรมัน ซึ่งอาจจะมีอิทธิพลมาจากการสร้างหอศีลจุ่มที่ี่เป็นอิสระจากตัววัด
  • เหนือจุดตัดระหว่างทางเดินกลางและแขนกางเขนเป็นหอเตี้ยแปดเหลี่ยม ตัววัดมีหอใหญ่สองหอด้านหน้าและอีกสองหอด้านหลัง แต่ละหอก็มียอดแหลมเป็นโคนและแปดเหลี่ยม
  • ส่วนประกอบต่างๆ ของมหาวิหารจะใหญ่หนักแต่ละส่วนจะชัดเจนแต่เมื่อมองรวมกันจะคล้องจองกัน การจัดกลุ่มจะเน้นทรงเรขาคณิตและความเป็นสามมิติ
  • ทางเข้าเป็นแบบกอธิคที่ตกแต่งอย่างสวยงามประกบสองข้างด้วยคูหาสวดมนต์ซึ่งเป็นการเน้นความสำคัญของสิ่งก่อสร้าง เพราะวัดไม่มีด้านหน้าจึงไม่มีการตกแต่งด้านหน้าอย่างวัดอื่น เป็นการเน้นการมองสิ่งก่อสร้างทั้งชิ้นรวมอย่างกันอย่างอ็อบเจกต์สามมิติ
  • แสงอาทิตย์สามารถส่องลงมาบนกำแพงวัดโดยไม่มีสิ่งตกแต่งกีดขวางเป็นการเน้นตัวสิ่งก่อสร้างมากกว่าเครื่องตกแต่ง
  • ภายนอกตกแต่งอย่างง่ายๆ ด้วยเสาอิง และซุ้มบอด (blind arcading) เช่นเดียวกับการตกแต่งของมหาวิหารปิซาที่ประเทศอิตาลี
  • การตกแต่งภายในเน้นช่องว่างและความโปร่งมากกว่าจะใช้สิ่งตกแต่งที่รุงรัง ยกเว้นแท่นบูชา
  • ทัศนศิลป์ที่ใช้ก็สื่อเรื่องราวก็แท่นบูชาแบบบาโรกซึ่ง “ระเบิด” ออกมาจากมุขด้านตะวันออกยั้วเยี้ยไปด้วยด้วยรูปปั้นและยุวเทพ

เนื้อหาส่วนนี้ย่อมาจาก: แบนนิสเตอร์ เฟล็ทเชอร์ลารูส และ โทมาน (Toman)

ตัวอย่างมหาวิหารอื่นๆ ในประเทศเยอรมนี:

ประเทศสเปน

มหาวิหารเบอร์โกส (ภาษาอังกฤษ: Burgos Cathedral) เริ่มสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1221 เป็นสถาปัตยกรรมหลายแบบตามที่แบนนิสเตอร์ เฟล็ทเชอร์บรรยายว่าเป็น “มหาวิหารของเสปนที่มีอรรถรสที่สุด” (“the most poetic of Spanish cathedrals”)

สรุปลักษณะสำคัญของมหาวิหารเบอร์โกส

  • ผังเป็นกางเขนที่มีทางเดินกลางค่อนข้างกว้าง ผังภายในจะสลับซับซ้อนด้วยคูหาสวดมนต์ที่ผนวกกับตัววัดไปทั่วไปทุกมุมแต่ไม่เห็นชัดจากภายนอกเพราะมีวังของบาทหลวงสร้างติดด้านใต้ของวัดบัง
  • ด้านหลังมีมุขโค้งล้อมรอบด้วยคูหาสวดมนต์กระจายออกมาจากมุขที่เรียกว่า “chevet” แบบฝรั่งเศส คูหาสวดมนต์ใหญ่ในบริเวณนี้ที่ควรจะกล่าวถึงคือ Capilla del Condestable
  • ภายในที่น่าสนใจที่สุดคือทางเดินที่กว้างและโครงสร้างมีลักษณะโปร่ง
  • การจัดแต่งภายในเป็นลักษณะของมหาวิหารสเปนที่จะเอาคริสต์พิธีมณฑล (Choir) ไว้ทางด้านตะวันตกของแขนกางเขนแทนที่จะเป็นทางตะวันออกเช่นประเทศอื่น
  • เหนือจุดตัดระหว่างทางเดินกลางและแขนกางเขนเป็น “หอโคมไฟ” (lantern tower)
  • ภายนอกไม่สามารถมองสิ่งก่อสร้างทั้งหมดพร้อมกันทีเดียวได้นอกจากจะมองจากไกลๆ ซึ่งจะเห็นหอมหึมาสองหอและหอโคมไฟและยอดแหลมของ Capilla del Condestable ซึ่งเป็นโครงร่างที่น่าดู
  • ด้านหน้าสร้างแบบทางเหนือของฝรั่งเศสแต่จะเห็นความแตกต่างระหว่างบริเวณที่มีการตกแต่งกับบริเวณที่เรียบของพื้นผิวของสิ่งก่อสร้าง
  • หอใหญ่โตสองหอมียอดแหลมตกแต่งด้วยลายฉลุแบบเยอรมันี
  • นอกจาก facade ด้านหน้าวัดแล้วก็ยังมีอีกสอง facade ที่ปลายสองข้างของแขนกางเขน แต่ละ facade ก็มีประตูที่แกะสลักอย่างวิจิตร
  • การตกแต่งมีความหลากหลายรวมทั้งกอธิคแบบเยอรมันีและฝรั่งเศสพร้อมด้วยโค้งครึ่งวงกลมจากโรมานเนสก์ ลวดลายแบบมัวร์ และที่ประตูกลางเป็นมีจั่วแบบเรอเนสซองซ์ สิ่งที่น่าสนใจคือฉากใหญ่สองฉากที่ดูคล้ายหน้าต่างฉลุ
  • ทัศนศิลป์ที่ใช้ก็สื่อเรื่องราวก็มี รูปปั้น หน้าต่างประดับกระจกสี และภาพเขียน

เนื้อหาส่วนนี้ย่อมาจาก: แบนนิสเตอร์ เฟล็ทเชอร์และ ลารูส

ตัวอย่างมหาวิหารอื่นๆ ในประเทศสเปน:




เครดิต www.wikipedia.com


แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 27 มกราคม 2554 เวลา 22:10 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

6

ติดตามกระทู้

1

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน
1. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้จัดสร้างโดยผู้ลงข้อมูลเอง ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้ลงข้อมูลโดยตรง
ห้ามคัดลอก/เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงข้อมูล
2. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้ทำการคัดลอกมาจากของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงข้อมูลต้องทำการขออนุญาต และอ้างอิงอย่างเหมาะสม
3. ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ เป็นการส่งข้อความโดยผู้ใช้ หากพบเห็นข้อความหรือรูปภาพที่ไม่เหมาะสม, ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการโดยเร็ว

ร้องเรียนปัญหากระทู้ภายใน
เว็บไซต์ Dek-D.com

board@dek-d.com
( ทุกวัน 24 ชม )
02-860-1142 ต่อ 140
( จ-ศ 09.00-18.00 พักเที่ยง 12.00-13.00 )
refer: