ชีวิตการเรียนของเด็กมหาลัย ที่อยากกล่าวให้ใครๆ ได้รับรู้

ความคิดเห็น

150

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


ฉันเคยฟังอาจารย์พูดครั้งหนึ่ง
\"การเรียนรู้ของเด็กสมัยนี้  ส่วนใหญ่เอาตังก์เข้าโรงเรียนกวดวิชา\"

ฉันฟังอาจารย์เกือบครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้
สรุปโดยรวมแล้วการหมายถึงสิ่งนี้
นั่นคือการศึกษาของไทยล้มเหลวเป็นอย่างมาก

เพราะการศึกษาเด็กไทยต่างกับเด็กต่างชาติโดยสิ้นเชิง
การศึกษาของเด็กไทยจะให้ใครเข้ามาช่วยตลอด
แต่การศึกษาของเด็กชาวต่างชาติต้องพยายามศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง เข้าใจตนเอง
ซึ่งนั่นแหละ...เป็นที่มาของกระทู้นี่

จะว่าฉันยังไงก็แล้วแต่...
แต่ฉันว่า....มันก็จริงเป็นดั่งที่อาจารย์เขาพูดนั่นแหละ

\"ส่วนใหญ่....การศึกษาของเด็กไทยจะเอาตังก์เข้าโรงเรียนกวดวิชา เพื่อให้ตัวเองมี
ความรู้การศึกษาและทำข้อสอบให้ได้คะแนนดี เพื่อเป็นที่รู้จักในโรงเรียน และจะได้รับเรียน
ในโรงเรียนที่สูงๆ  จบมาแล้วจะได้ทำงานดีๆ จะได้มีหน้ามีตาเป็นชื่อเสียง เป็นเกียรติแก่
วงศ์ตระกูล 
   ..แต่...เด็กไทยเราลืมเรื่องราวเหล่านั้นไป  ส่วนใหญ่พ่อแม่พยายามกระตุ้นให้เด็กไทยเรียนดี
มีผลงานทางด้านการเรียนดีเด่น จนลืมไปว่าลูกเราจะเข้าสังคมได้ไหม...\"

อาจารย์ของฉันเล่าต่อว่า

\" ครูเองก็อยากจะหัวเราะกับเด็กไทยที่ฆ่าตัวตายเนื่องจากผลการเรียนของตนเอง บางคน
ไอคิวดีเหมาะที่เป็นอนาคตของชาติ แต่เมื่อเจอการเรียนในมหาลัย ซึ่งเป็นการเรียนรู้ด้วย
ตนเอง....ส่วนใหญ่จะเรียนไม่ได้ เพราะชีวิตเราติดพันกับสถาบันกวดวิชา  บางสถาบันกวดวิชา
พยายามที่จะติวหลักสูตรเร่งรัดในการเลือกคำตอบที่อาจจะเป็นไปได้ บางสถาบันกวดวิชา
พยายามสอนหลักสูตรติดคอร์ดเทอร์โบเพื่อเตรียมตัวจะเข้ามหาลัย...
 .....แต่ลืมอะไรไปไหม...
 .....ในมหาลัย...ไม่มีการสอบแบบเลือก ก) ข) ค) ง)  หรือจะมีก็น้อยมาก
                      แต่ส่วนใหญ่เป็นข้อสอบแบบเขียน
         พอเข้ามาเรียนในมหาลัย  เราก็จะทำไม่ได้ เพราะเราถนัดกับการเรียนมาอย่างนี้\"

ฉันเข้าใจอาจารย์ที่พูด  ฉันฟังต่อไป

\"ครูเอง...ก็จนใจที่บางคนสอบตกจนมาร้องห่มร้องไห้กับครู  มาบอกกับครูว่าหนูทำอะไร
ผิด หนูจะแก้ตัวอย่างไร หนูจะเพิ่มคะแนนได้ไหม ครูเองก็อยากตวาดกับไปเสียมากกว่า
ก็ในเมื่อเธอสอบมาเอง เธอได้ผลเป็นอย่างนั้น แล้วเธอจะให้ครูทำอย่างไร เธอจะให้ครูเอา
อะไรมาเพิ่มตรงคะแนนของเธอ....ถ้าครูเพิ่ม ครูก็โกหกนักเรียนใช่เปล่า ....ก็ในเมื่อเธอทำ
ข้อสอบไม่ได้ เธอก็ได้รับคะแนนอย่างนั้นแหละ....\"

ทำไมถึงทำข้อสอบไม่ได้
ก็เพราะว่า ในมหาลัยมีการสอบแบบเพียวๆ ทั้งนั้น 
ไม่มีคะแนนพิศวาส หรือคะแนนกระบวนการเรียนเป็นกลุ่ม ที่สามารถพลอยเพื่อนได้อยู่หรอก

\"...ถ้าเธออยากเก่ง เธอต้องขยัน และเรียนรู้ด้วยตนเอง จนเข้าใจ สามารถอธิบายเพื่อนได้
นั่นคือเธอเก่ง แต่ไม่ใช่แค่นั้นคือเธอจะเก่ง ....คนเราต้องเรียนรู้อะไรมากมายหลายอย่าง
ไม่ใช่ว่าเธอเก่งอย่างเดียวไม่ได้หรอก  ในโลกนี้ถ้าคนเรามีความสามารถเก่งเท่ากับไอแซค
นิวตันหรือไอส์ไตน์ก็ตาม โลกนี้มันก็ขาดศิลปะความงาม   ....ใช่แน่นอน...เธอต้องเป็นคนดี
ของสังคม เธออยู่ร่วมกับเพื่อน กับสังคม แค่นั้น เธอก็ประสบความสำเร็จแล้ว\"

ฉันอาจจะฟังที่อาจารย์เล่ามาไม่หมด
แต่ฉันจำได้ประมาณเท่านั้น
ที่ฉันเขียนมานี่...เผื่อว่าใครจะได้เปลี่ยนทัศนคติการศึกษาของเด็กไทยใหม่ๆ บ้าง
ฉันไม่ได้ว่า การศึกษาของเด็กไทยสมัยนี้จะแย่นะ
เพียงแต่ว่า...การศึกษาของเด็กไทยสมัยนี้...มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ
ฉันต้องการเพียงแค่ว่า

\"การศึกษาของไทยสมัยใหม่ ทำให้เด็กไทยได้ประสบความสำเร็จ\"
            เพราะทุกวันนี้ยังมีบัณฑิตอีกหลายคนตกงาน

========================================================
เพิ่มเติม...
  "โอวแม้จ้าว....ฟิสิกส์จะเรียนให้เปลืองสมองไปทำไม" 
ฉันบ่นตลอดขณะที่ฉันเรียนคอร์สฟิสิกส์เบื้องต้นภายในมหาลัยดังแห่งนี้

ที่แล้วๆ มาฉันกวดฟิสิกส์มาตลอด โดยเฉพาะเรื่องความร้อน ของเหลว 
โมเมนตัม สภาพยืดหยุ่น  ทฤษฏีควอนตัม แสง สี เสียง
แล้วอะไรกันนัก...ก...หนา

มาเรียนในมหาลัย แล้วเจออะไร
เจออะไร...
เจออะไร..รู้หรือเปล่า

ก็มาเจอฟิสิกส์เบื้องต้นสิ....เรียนแค่การเคลื่อนที่ งาน พลังงาน เลนส์ แสง แค่เท่านั้นแหละ
แล้วที่เราเรียนทฤษฏีควอนตัม ความร้อน ของเหลว อะไรนั้นเราเรียนไปทำไม
ให้มันเปลืองพื้นที่ในสมอง

ฉันอยากจะบอกเหมือนกับโน้ต อุดมว่า
" เจ้า พายอาร์กำลังสอง เนี่ย เ....งให้กูเรียนทำไม 
  ....ใครจะบ้าไปวัดเส้นรอบวงของจานกับข้าว...หา...หา...."



แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 21 พฤศจิกายน 2551 / 18:11

PS.  รณรงค์ลดโลกร้อนด้วยการไม่เสียความบริสุทธิ์ก่อนวัยอันควร...

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 15 พฤษภาคม 2553 เวลา 14:38 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

150

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

หน้า 1

ความคิดเห็นที่ 1 - 50

  1. ยังไม่มีความคิดเห็น

หน้า 2

ความคิดเห็นที่ 51 - 100

  1. ยังไม่มีความคิดเห็น

หน้า 3

ความคิดเห็นที่ 101 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    พึ่งจะคิดได้

    ก้ตอนที่อ่านกระทู้นี้แหละ




    ขอบใจจ๊ะ
  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ตอนแรกเราคิดว่าเด้กมหาลัยเรียนสบายเนอะ  เข้าเรียนแป๊ปๆก้อเลิกเรียน บางวันก้อไม่มีเรียน  พอมาเรียนมหาลัยรู้ว่าไม่ง่ายอย่างที่คิด  เวลาสอบข้อเขียนล้วนๆ  ต้องชวยตัวเองอย่างเดียว  ลอกกันไม่ได้นะอย่างม.ปลาย  ถ้าเราลอกกันบางที่อาจานเขาเห็นใจก้อมไห้ตกหรอกนะเขามีวิธีช่วยโดยให้ทำนี่ทำนั่นแทน  แต่มหาลัยเอฟสถานเดียวไม่มีแต่ทั้งสิ้น  พอเกรดออกเราเลยรู้สึกว่าคะแนนที่ได้มาจากควพยายามตัวเองล้วนๆ  ตอนมฬปลายเราได้เกรดปามานสามกว่าๆ  พอเรียนมหาลัยเหลือปามาน2.7กว่าๆๆ  แรกๆก้อเซงเพราะเราไม่เคยได้สอง  ตอนหลังก้อต้องทำใจ  เห็นเพื่อนบางคนติดโปรก้อเหนี่อยแทน  บางคนก้อต้องดรอปเต็มไปหมดเพราะมันจะฉุดเกรดแล้วต้องมาลงเรียนใหม่อีก     เราก้อได้แต่หวังให้เราเรียนจบไวๆ
  3. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    กระทู้ติด TOP5 แล้วครับผม
    ขอบคุณที่ได้ให้เกียรติมาตอบกระทู้นี่นะครับ
    จนกระทู้นี้ติดอันดับ

    ปลื้มใจมากๆ  ไม่เคยทำได้ถึงขั้นนี้เลย
    PS.  รณรงค์ลดโลกร้อนด้วยการไม่เสียความบริสุทธิ์ก่อนวัยอันควร...
  4. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เคยทำไหมค่ะ ข้อเขียน  1 1 0  ข้อ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!

    แถม ต้องตอบเป็นภาษาอังกฤษอีกด้วยทุกข้อ!!!

    จากตอนเรียนก่อนเข้ามหาวิทยาลัยก็เรียนบัญชีมา

    ข้อสอบก็เขียนอยู่แล้ว ทำเป็นหน้าๆ แต่ก็ทำได้ ไม่คิดว่ายากนะ

    v
    v
    v

    มาขึ้นมหาลัย มันต่างกันแค่ไหน.....!????

    1.ตอนเรียนบัญชีอ่านหนังสือก็ไม่ต้องอ่าน เพราะส่วนมากเป็นแบบฝึกหัด ฟังก็เข้าใจ สอบก็จะทำได้
    2.ตอนเรียนบัญชีก็พอมีเวลาว่างทำอะไรได้มากกว่า 5 ชั่วโมง/วัน การบ้านอะไรทำให้เสร็จก็ส่งครบตามกำหนดอย่างที่อาจารย์สั่ง
    3.มีให้ทบทวนก่อนสอบ ติวกันกับเพื่อน อาจารย์ชี้แนวข้อสอบให้ฟัง
    4.อาจารย์เป็นกันเอง เพราะเจอกันทุกปีแหละ เพื่อนๆ ก็รู้จักกันหมดเกือบทั้งห้อง รักกันดีว่างั้นเถอะ

    **********************************************************************
    พอขึ้นมาเรียน มหาลัย....!????

    1.หนังสือก็หาซื้อเอง ติดต่อลงทะเบียนเรียนเอง และงานทุกๆ อย่าง ทำเอง วิ่งเต้นเองหมด ไม่รู้ไม่ทันคนอื่น ก็พลาดไป
    2.เวลาเรียนแม้จะเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็ไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ พอฟังได้ อ่านได้ เขียนได้ แต่ยังพูดไม่ได้ พอกลับบ้านมาเลยต้องมาทบทวนวันนี้เรียนอะไรไปบ้าง เพราะศัพท์บางตัวก็ไม่รู้ ทำให้ งงๆ ความหมายไปเลย ทำให้มีเวลาว่างน้อยกว่า 2 ชั่วโมง/วัน -*-
    3.เรียน 2 อาทิตย์มี Test ทุกครั้ง เก็บคะแนนตลอดเวลา ทั้งๆ ที่บางตัวเรียนอาทิตย์ละครั้ง ยังไม่รู้อะไรเล้ยย Y.Y
    4.อาจารย์ส่วนใหญ่จะไม่รู้จัก เพราะไม่เคยเรียนและคงไม่ได้เรียน เพราะว่าไม่ได้เลือกเรียนทุกสาขาได้ - -'
    5.ตอนสอบทุกครั้งหาห้องเอง เลขที่นั่งเอง หาไม่เจอ หรือไม่เข้าสอบก็ UP TO YOU นะ ไม่มีใครตาม
    6.จากที่เรียนมาคิดว่า การสอบบัญชี ชั่งไม่มีทางเลือกซะจริงๆ อยู่ๆ ก็ให้กระดาษขนาดเท่า F4 มา 4-6 แผ่น กับแผ่นคำถาม 4 บรรทัด  จากนั้นให้มาวิเคราะห์ และลงบันทึกบัญชี และทำงบต่างๆ ให้ครบ ซึ่งทำแปปเดียวก็จะดูไม่เยอะเท่าไหร่เลย เพราะคำตอบมันตายตัว!
    7.จากข้อ 6. นั้น ทำให้ได้รู้ว่าข้อสอบมหาลัยช่างแตกตางกันซะจริงๆ
       - ไม่เคยเห็นข้อสอบข้อเขียนที่ไหนมี 110 ข้อ  -*-"
       - ข้อสอบทุกข้อตอบเป็นภาษาอังกฤษ
       - ทุกวันนี้ต้องแปะกระดาษคำศัพท์ไว้ในห้อง เพราะต้องให้คุ้นและชินตา ไม่งั้นจะอธิบายข้อสอบไม่ได้แน่
       - มีเวลา 4 ชั่วโมงได้ แต่ใช้หมดทุกครั้ง - -'
       - คำตอบจะกว้างงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง ไปไหน???!! T^T
       - ไม่เคยฟังอาจารย์ในมหาลัยสอนรู้เรื่องแจ่มชัด (แม้กระทั่งก็ถามแล้วถามอีก -*-) ได้ดีเท่าตอนเรียนบัญชี ทั้งๆ ที่ เป็นคนเกลียดเลข ซึ่งก็
         ไม่ได้ชื่นชอบอาจารย์เป็นพิเศษถึงเรียนรู้เรื่อง แต่แค่รู้เรื่องไปเองจริงๆ ซึ่งการเรียนในมหาลัย ถ้าไม่อ่านหนังสือ และที่สำคัญค้นขว้า
          ทุกอย่างด้วยตัวเอง คิดว่าจะจบไหมภายใน 4 ปี!!!!!!!!!!!          หุหุ ^.^V สู้ๆ ค่ะทุกคน
  5. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    แล้วคนที่ไม่มีตังเรียนกวดวิชาทามไงละทีเนี้ย
  6. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    กวดวิชา/ไม่กวดวิชา
    คงไม่ใช่ตัวแปรหลักที่ทำให้เด็กเข้ามหาวิทยาลัยได้/ไม่ได้หรอกนะ
    เราคิดว่าตัวเองสำคัญกว่า

    ถ้าใจไม่เอาเรียนให้ตายแค่ไหนก็ไม่ได้แต่ถ้าใจมียิ่งเรียนมากก็ยิ่งเสริมให้เข้าใจกว่าเดิม
    ไม่ว่าจะมาจากรูปแบบไหนก็ตาม
    ในรั้วมหาวิทยาลัยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความรับผิดชอบ
    ชีวิตในรั้วมหาลัยสนุกสนานก็จริง แต่เรื่องเรียนก็หนักเอาการ
    ใครอยากจบก็ต้องใจสู้ จะมาเรื่อยๆเอื่อยๆเหมือนตอนมัธยมไม่ได้หรอก
    เพราะทุกคนต่างก็ต้องเอาตัวรอด
    น้องๆที่กำลังเรียนอยู่พี่ก็เป็นกำลังใจให้นะค่ะ
    ตัวพี่เองกำลังจะจบแล้ว รู้สึกว่า 4 ปีมันเร็วมาก
    ยังมีอีกหลายอย่างอยากทำ ยังไม่ได้ทำ


    ใช้ชีวิตในรั้วมหาลัยให้สนุกนะค่ะ
  7. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ทำไมถึงต้องมีกวดวิชา




    ก็คงเพราะ อาจารย์ที่ รร สอนไม่ได้มาตรฐานไม่ใช่หรือไง

    อาจารย์ส่วนใหญ่ ยังเห็นแก่ตัว ไม่มีความเป็นครู

    กั้กความรู้ (เพื่ออะไร  ก็เด็กเรียนพิเศษกะเค้าไง)



    และอีกหลายๆเหตุผล   เช่น เวลาในห้องไม่พอ  กวดวิชาทีนึงหลาย ชม. แล้วเนื้อหามันแนวสรุป เข้าใจง่าย

    ติดต่อเนื่อง ทำให้ได้ความรู้จริงๆ  แต่ให้ดีต้องตั้งใจเรียนในห้องด้วย เพราะมีภาคปฏิบัติอีก

    ปัญหาส่วนใหญ่ก็คือ คิดว่า เรียนมาแล้ว เลยไม่เรียนในห้อง  แต่พอขี้เกียจเรียนกวด ก็คิดว่า เดี๋ยวในห้องเรียนก็มี ก็เลยขาดตอน

    ปล.เป็นบ่อยอ่ะ
  8. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    - -* อื้ม....

    การเรียนพิเศษก็เป็นส่วนหนึ่ง
    ในการที่จะสอบได้คะแนนดีๆ
    แต่ว่า ถ้าเรียนไปแต่ไม่ขยัน
    มันก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี
    ส่วนตัวเรา เป็นคนไม่ได้เก่งอะไร
    ไม่ได้เรียนพิเศษ แต่ก็พยายาม
    ด้วยตัวเองคั๊บ บ* ^^
    การศึกษาไทยในสมัยนี้
    เอาเปรียบเด็กมาก ยิ่งอาจารย์ที่ไม่ได้คุณภาพ
    มักจะขี้เกียจสอน หรือไม่ก็มาบอกคำตอบนักเรียน
    ไม่ให้นักเรียนคิดเอง ขนาดการเรียนพิเศษในโรงเรียน
    ยังเอาเปรียบเด็กกันเลย ให้เกรดกับเด็กที่เรียน
    แต่เด็กที่ไม่เรียนก็อด เห้อ~~~ น่าหนักใจนะคับ
  9. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อยากเก่ง...ต้องเริ่มที่ตัวเองก่อนเป็นสำคัญ
  10. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ต้องมีคุณธรรมด้วยน่ะคนเก่ง
  11. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เห็นด้วยค่ะ

    เพราะคนไทยบ้างคนเรียนเก่งก้อจริง

    แต่ไม่มีคุณธรรมเลย

    คิดถึงว่าตัวองเก่งสมอเลยโดยไม่หันมามองคนอื่น
  12. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ควรเปลี่ยนข้อสอบให้เป็นอัตนัยทั้งหมด ตั้งแต่เด็กๆนะ
  13. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เรา เรียนรัฐประศาสนศาสตร์

    ปี 2 ละ . . . คิดว่ากวดวิชามันอาจจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง

    ตอนอยู่ม.ปลายขี้เกียจแทบตาย อาจารย์ต้องมาไล่ให้ไปเรียนบ้าง

    ไปสอบบ้าง อ่านหนังสือบ้าง

    แต่ทุกอย่างที่ทำคือทำด้วยตัวเองหมดเลย มีแค่อาจารย์คอยเป็นแรงกระตุ้นเท่านั้นเอง

    และทุนเดิมของเราคงอาจจะเพราะเป็นนักกีฬาอยู่โรงเรียนประจำด้วยมั้ง

    ทุกๆอย่างจึงต้องพยายามทำด้วยตัวเอง

    พออยู่มหาลัยเลยค่อยสบายหน่อย เพราะเจอมาแล้วตอนม.ปลายกับเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามของตัวเอง

    แล้วข้อสอบที่โรงเรียนก้อเป็นอัตนัยทั้งนั้นเลย. . . ไม่รู้จะเข้มไปถึงไหน

    วันๆเอาแต่ซ้อมๆๆ. . . แต่พอถึงเวลาสอบก้อต้องเต็มที่

    อ่านหนังสือกันหัวหมุนเลย. . บางทีอาจจะงงๆบ้างก้อเถอะ

    แต่ผลดีที่ได้เห็นก้อคือมันทำให้เรารู้จักคิด. . วิเคราะห์. . หาเหตุผล. . สามารถอธิบายและตอบโจทย์ได้

    ซึ่งมหาลัยปัจจุบันก้อข้อสอบแบบนี้ทั้งนั้น แทบจะไม่เห็นเลยแบบ A B C D เนี่ย

    แล้วไม่ต้องกลัวด้วยว่าถ้าไม่ได้เรียนกวดวิชาจะเรียนมหาลัยไม่ได้

    เพราะความรู้ที่เราใช้สอบเข้ามหาลัยก้อเป็นความรู้ม.ปลายทั้งสิ้น

    พอเรียนปี1ก้อจะเป็นความรู้ใหม่ๆที่เพิ่มขึ้น ลึกขึ้น และยากขึ้น

    ไม่มีโรงเรียนที่ไหนให้เรียนโดยใช้ความรู้ของระดับมหาลัยมาสอนเด็กหรอก
  14. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    vอยากให้ขึ้นtopจัง

    จะได้มีคนมาอ่านเยอะๆ

    แล้วเมื่อไหร่หละ การศึกษาจะเปลี่ยน

    ปล.หวังว่าคงไม่มีใครประท้วงอีกนะ
  15. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    รร.กวดวิชาเราแทบไม่ได้ไปเหยียบเลย

    ส่วนใหญ่จะหาหนังสือในบ้านทบทวนเอามากกว่า

    ถ้าไม่เข้าใจก็ถามพี่เอา ไปเรียนข้างนอก

    มีแต่คำว่า "เปลือง"
  16. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ถึง คห.50 ก่อนเลยละกันนะ

    วิชาพระพุทธศาสนานั้นเป็นวิชาที่ยากที่สุด ยากกว่าวิชาไหนๆในโลก  ไม่มีใครสามารถสอนให้เราเข้าใจได้ด้วยตัวของเราเอง

    ที่อยู่ในหนังสือนั้นเป็นความจำทั้งสิ้นอาจารย์ท่านไหนที่สอนของหนังสือกระทรวงก็สอนวิชาพระพุทธศาสนาให้เด็กท่องจำทั้งนั้น  

    ยกเว้นสอนแบบไม่ต้องใช้หนังสือพระพุทธศาสนาของกระทรวง คือสอนแบบธรรมะชาติ  ของพระพุทธเจ้า

    ก็จะเข้าถึงวิชาพระพุทธศาสนาที่จริงแท้

    ส่วนเรื่องการศึกษาไทยเราไม่เห็นด้วยเรยที่จะกลับไปเรียนเหมือนคนในอดีต  ดังคห.ที่ 55  

    เพราะว่าการเรียนในสมัยก่อน ล้วนท่องจำ และส่งผลมาถึงรุ่นพวกเราให้พวกเราได้ท่องจำไง


    พวกเราคงต้องอดทนรอให้วัยรุ่นอย่างพวกเราเป็นผู้ใหญ่  ให้คนแก่ๆที่เค้าทำงานอยู่นี้ออกไป

    เมื่อถึงยุคนั้นวัยรุ่นอย่างพวกเราจะได้พัฒนาประเทศอย่างเต็มศักยภาพซะที  


    เพราะอย่างน้อยวัยรุ่นอย่างพวกเราก็ได้เรียนรู้แล้วว่า  การเรียนแบบไหนดีไม่ดี  หรือความเห็นจากวัยรุ่น จากเด็กนักเรียน นั้นก็เป็นสิ่งสำคัญ

    ไม่ใช่ให้กระทรวงศึกษาธิการตัดสินเองฝ่ายเดียว และสรุปบังคับใช้



    ปต่ถ้าจะว่าอีกอย่าง คือ ถ้าเค้าว่าเราโตมาจากการศึกษาที่เค้าวางไง   เหตุผลนี้ๆๆๆ   คงต้องให้วัยรุ่นอย่างพวกเรามาช่วยกันมาตอบบบบบแบบเคลียร์ๆๆเลยยย
  17. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เมื่อเรียนในมหาลัยควรจะศีกษามหาลัยนั้นให้ดีหรือไม่ก็ว่างแผนไว้ก่อนเข้ามหาลัยเลยก็ได้คนจะเก่งได้ต้องวางแผนร่วงหน้า
    เป็นปีๆเลยนะ
    แล้วทำตากที่แผนนั้นว่างไว้ ว่าจะเรีนยยังไง เวลาไหนควรทำกิจกรรม เวลาไหนควรพัก งานไหนสำคัญ มาก จนไปสำคัญน้อย
    ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการวางแผนของคุณ ถ้าคุณอดทนพอ และมองการไกล คุณจะผ่านได้อย่างสบาย
    อีกอย่างภาษาอังกฤษก็สำคัญมากๆในชีวิต อันดับแรก คือ อังกฤษ 2คือ ญี่ปุ่น 3 คือ จี่น ถ้าพูดได้ 3 ภาษานี้ก็ ถือว่า ชีวิต ok แล้ว 50 เปอร์เซ้น ถึงจะเรียนงูๆปลาๆ ก็ตาม แต่ถ้าแน่ภาษา ไม่ต้องกลัวตกงานอะ
  18. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เรียนม.ก็ต้องปรับตัวเยอะ ตามเพื่อน ตามงาน เข้าพบอ.บ่อยๆ โดนมาแล้วก่อนจบ ทำงาน4ชิ้น
                         แต่สุดท้ายก็จบ ต้องตั้งใจเรียนมากๆอ่ะ
                                  ใครที่เรียนอยู่ขอให้ตั้งใจก็แล้วกัน



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 21 พฤศจิกายน 2551 / 17:10

    PS.  -emo9-] ONLY WHEN I SLEEP จะรับปริญญาแล้ว..ทำไม งานตรึมจังเลยวะ เฮ้อ!
  19. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ระบบการศึกษาไทย มันต่ำทราม

    ผ่านมากี่ร้อย ๆ ปีแล้ว ที่คนไทยเลี้ยงลูกหลานแบบ ปิดกั้นความคิด โดยส่วนมากนะ

    แต่ละบ้านมักปลูกฝังลูก โดยบอกว่า เรียนนั่นดี เรียนนี่ดี

    แต่ไม่คิดถึงความถนัดและ ความชอบของลูก

    สร้างความกดดันไห้แก่เดก

    นี่คือภาพลักษณ์การศึกษาของสังคมไทยในปัจจุบัน

    รวมถึงตัวเราด้วย

    ครอบครัวเราก้อเปนแบบนี้ แต่ไม่ใช่ว่า เราจาตัดสินว่าครอบครัวอื่นก้อเปนแบบเรา

    แต่ส่วนมาก มันก้อเปนแบบนี้

    อิสระทางความคิดของเดก ถูกปิดกั้นให้แคบขึ้น

    เดกไทยไม่กล้าแสดงความคิดเหนตามที่สาธารณะ

    การที่เดกคนไหนกล้าแสดงความเหน และพูดออกมาไห้ชาวบ้านมีส่วนรับรุ ถือว่าเดกคนนั้นเปนผู้กล้าหาญ

    แต่ทางตรงกันข้าม

    ต่างประเทศ มองว่าเดกไทยเปนเดกที่ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าคิดอะไรเอง และ คิดอะไรไม่เป็น!

    ซึ่ง เราก้อคิดเช่นนั้น

    และ ตอนเน้ กระทรวงการศึกษาก้อทำให้เดกต้องสอบทั้งแกท แพท โอเนต ฯลฯ มากมาย

    ซึ่ง มีใครเคยชี้แจงไม๊ ว่าจุดประสงค์ของการสอบแต่ละอย่างที่พวกท่านคิดกันมานั้น เพื่ออะไรกันแน่

    ทำ แล้วมันจะประสบผลสำเร็จตามจุดประสงค์ รึป่าว

    พวกคุณก้อเคยเปนเดกนักเรียน นักศึกษากันมาก่อน

    แล้วคุณไม่รับรู้ถึงความรุสึกของการเรียนในแต่ละวันของเดกมั่งเลยหรือ

    หรือคุนคิดว่าเปนดอกเตอร์ นักวิชาการ ที่เก่ง เลยคิดว่าคนอื่นคงจาทำได้แบบคุน
  20. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เห็นด้วยค่ะ .. ที่เห็น และ เป็นอยู่ มันมากพอแล้วที่จะสนับสนุนความคิดนี้
    แม้ถึงกระนั้น การมีคะแนนสวย ๆ เกรดงาม ๆ มาครอบครองก็ยังเป็นความหวังอันดับต้น ๆ
    ของเด็กมัธยมอยู่ดี ,,
    แม้ว่าบางที เกรดเลิศ ๆ ที่ได้มานั้น บางคนอาจจะไม่ได้ใช้ความสามารถที่แท้จริงเลยก็ตาม ..

    PS.  ZIDEWAY @ FREEWAY WITH BEAT ,, !
  21. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    จำได้ว่าตอนเรียนมัธยม อาจารย์แจกชีตก็ทิ้งๆขว้างๆ

    พอมามหาลัย  ชีตมีค่ายิ่งกว่าทองอีก  กว่าจะได้ งกกันแทบตาย

    จิงๆนะค่ะน้อง
  22. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เห็นด้วยอย่างแรง

    คนเรา  ถ้าเรียนเก่ง  แต่เข้ากับสังคมไม่ได้

    จะเรียนไปเพื่ออะไรหล่ะ
    PS.  PS. ร๊ากทุกคนค๊าฟฟฟ MY LOVE IS U [ KAME JIN ] [ Shinhwa ] [ SJ ] [ TVXQ ] [ F.T. island ] [ NEWz ] [ Wuzun ต้าตง ] ร๊ากหนัง I'm SoRRY I love U ม๊ากที่ซู้ด
  23. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เราก็เป็นคนนึงที่เรียนพิเสษที่กวดวิชาเหมือนกัน
    แม่เราส่งเราไปเรียน
    แม่อยากให้เราเข้ามหาลัยดีดี เหมือนกับเราแหละ
    แต่เรามันไม่เก่งเลย เศร้า (แต่ยังไงก็จะพยายาม)
    ไม่เหมือนน้อง เรากับน้อง
    แตกต่างกันมากมาย
    น้องเราเรียนม.1 เป็นเด็กกิ๊ฟเตท อยู่ รร. แห่งหนึ่ง
    ม.1 แต่เรียนเลขของ ม.5 ลอกาลิทึ่ม ไรนี่แหละ
    แต่..น้องเราเงียบมาก
    เงียบจนน่ากลัว ถ้าเราไม่ชวนมันคุย มันก็ไม่คุยกับใครเลย
    ไม่รู้ว่ามีเพื่อนรึเปล่าที่โรงเรียน
    เราอยู่ม.4 บางทียังให้น้องสอนการบ้านบางข้อให้เล้ยยยย

    T-T
    เหนด้วยกับ จขกท. คร้ะ
  24. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    หึหึ กระทู้ดีจัง ตรงใจดี ฮ่าาๆ
    แต่ทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ที่ตัวเรานะ
    ถึงแม้ตัวเราจะเป้นปัจจัยหลักก็ตาม
    ถึงจะตั้งใจเรียน แค่ไหนแต่อ.สอนไม่รู้เรื่อง อ่านหนังสือไม่เข้าใจ
    มันก็ไม่เข้าใจอยู่ดี แต่การเรียนพิเศษเหมือนมีคนมาอธิบายซ้ำ
    บอกตรงจุดสำคัญ เขี่ยเอาฝุ่นที่เข้าตาออกแบบนั้น
    ถ้าจะเปลี่ยนคงต้องเปลี่ยนทั้งระบบเลยทีเดียว
    เด็กไทยกับเด็กนอกความรับผิดชอบต่างกัน จะให้เอามาเทียบกันแล้วยึดเขาเป็นแบบอย่างเห็นทีจะยาก
    ของเขาเด็กต้องกินข้าวเอง เด็กจริงๆกินเอง ทำอะไรเอง
    ไม่เหมือนคนไทย พ่อแม่ต้องมาคอยนั่งป้อน บังคับกิน
    การเรียนก็เหมือนการทานอาหารอ่ะ เมืองนอก ต้องกินเอง เรียนรู้เอง ขวนขวายเอง
    แต่คนไทย ขนาดเอาความรู้มาป้อนใส่ให้ขนาดนี้ มันยังไม่เอาเลย

    มหาลัยความรับผิดชอบเยอะขึ้นมากๆพอกับความอิสระนั่นแหละ
    ต้องตามทุกอย่างเอง จัดตารางเอง ตามงานเอง บลาๆ
    ข้อสอบส่วนมากเป้นอัตนัย เขียนลูกเดียว
    ลองคิดดูสิ จากที่เคยเรียนมาหนังสือไม่ค่อยอ่านไปมั่ว กขคง ในข้อสอบ
    มันจะเอาอะไรมาเขียนในกระดาษว่างๆนั่น
    PS.  ~ ยั ย [ เ น ย ] ตั ว [ ร้ า ย ] ข อ ง [ น า ย ] ฮั ท [ ตั ว ] ยุ่ ง ~
  25. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    แอบเสริมสักหน่อย ผมว่านะ ถึงอาจารย์จะไม่ได้ให้ความรู้มากเท่ากับกวดวิชา แต่ทำไมที่กวดวิชาเขาถึงได้รู้เรื่องทีโรงเรียนไม่สอนล่ะ??

    ก็เพราะเขาค้นคว้าไง

    ผมว่าจะไปโทษพวกอาจารย์อย่างเดียวมันก็ใช่ที่นะ เด็กๆน่ะต้องขวนขวายหาความรู้กันเพิ่มเติมด้วย จะไปว่าแต่ระบบการศึกษามันไม่ได้หรอก รุ่นพ่อแม่ที่เรียนได้ดีในระบบเก่าน่ะ ก็เพราะพวกท่านมีความกระตือรือร้นที่จะหาความรู้ไง ลองมาเปรียบเทียบกับเด็กวัยรุ่นสมัยนี้สิ ว่างก็สยาม ว่างก็พารากอน ถึงผมจะอยู่ในจำนวนนั้นก็เถอะ แต่ผมก็ยอมรับว่าพวกเราเดี๋ยวนี้ 'เฉื่อยชา' กันมากขึ้นนะ กวดวิชามันมีไว้เพื่อให้เราเสริมวิชาที่ไม่ถนัด ไม่น่าถึงขั้นจะต้องโดดเรียนไปเรียนกันนา...

    แต่โอเค ผมยอมรับว่าระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย (ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อยเหลือเกิน) ก็ไม่ค่อยจะลงตัวกับประเทศเท่าไหร่หรอก โดยเฉพาะตอนเอาเข้ามาใหม่ๆ... พระเจ้าช่วย ใครก็ได้ช่วยบอกให้พวกกระทรวงศึกษาทำการทดลองก่อนใช้จริงบ้างได้ไหม... (จำได้ว่าพวกผมหัวปั่นกันจะเป็นจะตาย วันนี้เป็นงี้ พรุ่งนี้เปลี่ยนอีกละ)
  26. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    "สรุปโดยรวมแล้วการหมายถึงสิ่งนี้
    นั่นคือการศึกษาของไทยล้มเหลวเป็นอย่างมาก

    เพราะการศึกษาเด็กไทยต่างกับเด็กต่างชาติโดยสิ้นเชิง"

    อ่านประโยคนี้แล้วอึ้งเลย ล้มเหลวเพราะไม่เหมือนต่างชาติ คิดได้ไงครับ ฝรั่งเป็นเทพเจ้าหรอครับ

    ผมเองไม่เคยเรียนกวดวิชานะ แต่ตอนนี้ก็สอบเข้าโรงเรียนแพทย์ได้ ไม่ได้จะว่าอะไรหรอก
    แต่คิดว่ากวดวิชาก็เป็นสิ่งที่ดี ได้รับความรู้เพิ่มเติม แต่ต้องไม่ทิ้งพื้นฐานที่เรียนในห้อง

    เราเรียนไปเพื่อหาความรู้ นำความรู้ที่ได้ไปทำมาหากิน หรือช่วยเหลือสังคม
    ตามอุดมการณ์ของแต่ละคน ก็ว่ากันไป เราไม่ได้เรียนเพื่อให้คะแนนสอบดีๆเท่าๆนั้น
    นั่นเป็นแค่ส่วนประกอบ ถ้าจะให้เลือกระหว่างคะแนนกับความรู้ ขอเลือกความรู้ยังจะดีกว่า
    เรามีความรู้แล้วก็เอาความรู้ไปใช้ไม่จำเป็นว่าต้องไปเป็นลูกจ้าง คำว่าตกงานก็เหมือนกับคำว่าไม่มีเจ้านาย
    ไม่ได้หมายถึงว่าจะอยู่รอดไม่ได้ ในเมื่อมีความรู้ ก็สามารถหาเลี้ยงชีพอย่างสุจริตและมีความสุขได้
    ถ้าคุณฉลาดพอนะ หรือถ้าไม่งั้น จะไปตามหาคนมาเป็นเจ้านายคุณ ก็ไม่ผิดอะไร

    ตรงส่วนของเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับฟิสิกส์นี่ ก็แล้วแต่จะคิด แต่ขอบอกว่าผมก็เรียนฟิสิกส์เหมือนกัน
    ถึงแม้ในอนาคตคิดว่าคงไม่ได้ใช้โดยตรง แต่คำว่า "เรียนให้เปลืองสมองไปทำไม" นี่ แสดงให้เห็นว่าชาติจะพัฒนาฮวบๆ ก็เพราะคำนี้แหละ
  27. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อ๋า...

    TToTT

    ทำไงดี...เรามันพวกเรียนแล้วลืมแถมยังขี้เกียจด้วย

    อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก

    จะบ้าตายแว้ว แง้ๆ
    PS.  Super Junior only 13 // Ever Lasting Friends//Sapphire Blue !!! // TT^TT นางเอกบอมมี่...อยู่ที่เจ๊ๆทั้ง 2 : เครียดจริงงานหนัก
  28. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เราก็เป็น
    เราว่าตอนนี้มันเน้นเก็บคะแนนงานมากเกินไป
    เข้าใจไม่เข้าใจก็ต้องมีงานส่ง
    เรียนสายวิทย์เนี่ย
    บางทีต้องไปจัดบ่อปลา ทำอาหาร ขุดดินอยู่เลย
    ทั้งหมดทั้งมวลที่ทำไปก็เพื่อคะแนน
    ก็เข้าใจนะว่ามันเป็นคะแนนเอาไว้ช่วยนักเรียนที่ขยัน
    แต่บางทีแบบให้ชีทเป็นร้อยๆหน้ามาทำแต่ไม่สอนไม่เคยอธิบาย
    อย่างสังคมงี้เราอยากฟังเรื่องสงคราม/ประวัติศาสตร์/โรมัน/กรีกไรงี้ก็ไม่อธิบาย
    ที่พูดมาก็มีแต่เรื่องครอบครัวตัวเอง/ลูกดีอยากงั้นอย่างงี้

    บางข้อเฉลยผิดด้วยซ้ำ

    เง้อ
    กวดวิชามันก็แล้วแต่คนอีก
    บางทีไปเรียนเคมีงี้ในโรงเรียนไม่เข้าใจก็ไปเรียนพิเศษกับครูคนเดิมก้ยังไม่เข้าใจแต่ได้เกรดดี
    ต้องไปลงเรียนวิดีโออยู่อ.อุ๊อีกให้มันเข้าใจ
  29. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อืม..ใช่

    เด็กไทยส่วนใหญ่เรียนเก่ง แต่ประยุกต์ใช้ไม่เป็น


    PS.   กำลังภายในจงเจริญ ก้ากๆๆๆๆ
  30. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ถูกต้องๆๆ

    เขาถึงบอกว่า

    การสอบติดมหาลัยเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
  31. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ตอนนี้ บุคลากร ของโรงเรียน ถึงกับขาดแคลนมาก  
    อาจารย์ดีๆ ท่านเกษียณกันหมด บางท่าน เออรี่ บางท่าน ขอย้าย
    อาจารย์ใหม่ๆ ก็สอนกันแบบ งงๆ   เปิดหนังสือสอน ยังไม่มีประสบการณ์
    นี่ คือ โรงเรียนใน กทม.
  32. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เราเห็นด้วยก่ากระทู้นี้นะ

    เพื่อนเราอ่ะไปเรียนกวดวิชามา4-5วิชาเนี่ยแหละแต่เกรดยังได้น้อยกว่าเราอยู่เรยอ่ะ(สงสารมันจัง)

    เฮ้อ!การศึกษาไทยทำไมต้องเปลี่ยนแปลงกันบ่อยๆด้วยน้า

    อย่างปีหน้าเปลี่ยนระบบสอบเข้ามหาลัยปีเราพอดี เราเรียนสาย ศิลป์-คำณวน แต่เราอยากสอบเข้ารัฐศาสตร์

    แต่เขาต้องใช้Pat7ทางด้านภาษาด้วย เซ็งเป็ด กรุไม่ได้เน้นภาษามาซะด้วยซิกรุเน้นแต่เลขก่าศิลป์แล้วสายที่จะต่อมันไม่ต้องใช่อี2ตัวนี้เรยสิ ปิดกั้นกันสุดๆรู้งี้ไม่มาเรียนที่นี่หรอก จิงๆ

    มาตรฐานของโรงเรียนแต่ละโรงเรียนไม่เท่าอย่างโรงเรียนเราตอนแรกมอ4(รุ่นเรานะ)มีอยู่6ห้องแต่เรียนไปเรียนมาเอาห้อง5กับ6มาเรียนรวมกันอีก

    โรงเรียนเรามีมอปลายอย่างละ6ห้องแต่มอ5ปีนี้มีแค่5ห้องแตกต่างกับอีกโรงเรียนที่มี14ห้องมีสายให้เลือกเยอะแยะ(ไม่แฟร์เรยอ่ะ)

    มีอยุ่โรงเรียนนึงที่เรารู้จักเปิดรับแต่มอปลายล้วนๆมีชั้นละ26ห้อง อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกเยอะแยะมากมายอ่ะเลือกเรียนกันเข้าไป

    รมต.กระทรวงศึกษาน่าจะพิจารณาระบบการศึกษาไทยได้แล้วนะว่า ทำไมถึงได้ล้าหลังอย่างนี้ ทำไมแต่ก่อนเราถึงได้นำหน้าเวียดนานแต่เดี๋ยวนี้เวียดนานนำหน้าเราไปไหนต่อไหนแล้ว

    เหตุผลหนึ่งคือการศึกษาของเค้าไงที่เน้นเรียนแบบรู้จิงๆและนำไปใช้ได้จิงในชีวิตการทำงานในอนาคตแต่การศึกษาไทยล่ะ เรียนไปเพื่อการท่องจำ เพื่อการสอบ เพื่อการทำเกรดให้ได้ดีๆแค่นั้นหรอที่เราต้องการ

    พูดจิงๆโรงเรียนกวดวิชาก้อมีความสำคัญมีไว้เพื่อเน้นวิชาที่เราไม่เข้าใจเราถึงไปเรียนเพื่อให้เราเข้าใจมากขึ้นกว่าเดิมไง(จิงมั๊ย)

    แต่ปัจจุบันนี้การเรียนกวดวิชาเกือบจะกลายเป็นแฟชั่นยอดนิยมในหมู่วัยรุ่นไปแล้ว บางคนไม่ได้อยากเรียนจิงๆแต่อยากเรียนเพราะเห็นเพื่อนเรียน เฮ้อ...เศร้าใจ

    เท่าที่เรารู้มานะระบบการเรียนของ เมกา เค้าจะให้นักเรียนชั่วโมงว่างเพื่อการอ่านหนังสือหรือทำการบ้านทบทวนบทเรียน ประมาณไม่ต่ำว่า5ชั่วโมงต่อสัปดาห์เท่ากับว่าใน1วันเราจะต้องมีเวลาว่างซักชั่วโมงนึงในการอ่านหันงสือหรือทำการบ้านของวันนั้น(แต่ที่โรงเรียนเรามีแค่1ชั่วโมงเอง)

    อาจมีอีกหลายเหตุผลที่นักเรียนไทยไม่ค่อยตั้งใจเรียนในห้องเรียน อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมในการเรียนรัยงี๊ด้วยมั๊ง เช่น ครูที่สอนวิชาต่างๆอย่างที่โรงเรียนเราอ่า อ.ที่สอนคณิตอ่ะนะ เค้าจะพูดว่า\"เข้าใจมั๊ยค่ะ\" อย่างงี๊แต่เวลาที่เพื่อนเราถามเค้าจะชอบสวนกลับมาว่า \"อ้าวก้อเมื่อกี๊ชั้นพูดไปแร้วทำไมเธอไม่ฟังล่ะ\" เป็นงั้นไปT_T\" แตกต่างกับครูอาจารย์ของเมืองนอกที่เค้าเอาใจใส่นักเรียนคอยดูแลนักเรียนทุกคนอย่างใกล้ชิด โรงเรียนไหนที่มีอาจารย์ฝรั่งมาสอนน่าจะรู้

    สภาพโรงเรียนก้อน่าจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักเรียนไม่ตั้งใจเรียนดูอย่างของประเทศออสเตเรียสิโรงเรียนเค้ามีพื้นที่กว๊างงงงงง...กว้างน่าเรียนเป็นที่สุดทีความสงบแต่ไม่ห่างไกลความเจริญนะ

    \"อยากให้การศึกษาไทยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีกว่านี้\"ความเห็นส่วนตัว


    ปอลอ.พล่ามมาซะยาวเรย
    เห็นด้วยกับคหที่122อย่างแรง!!

    PS.  SHINee World We r SHINee World
  33. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    น้องๆจ๊ะ  คือ คุณพี่อยากบอกว่า

    จะมัธยมหรือมหาลัย  มันก็ต้องอาศัยความอดทน ขยัน กันทั้งสิ้น 

    โชค A กันทุกคนและกัน

  34. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    139
    guest
    เด็กท่องเที่ยวจันทรเกษม
    เด็กท่องเที่ยวจันทรเกษม 124.120.43.160
    ตอนนี้เรานะเหนือยมากๆเลยอ่ะ เรียนเอกอุตสาหกรรมท่องเที่ยวนะค่าใช้จ่ายมากเลย ต้องออกทัวร์ครั้งละ6000แล้วก็ออกทัวร์มา2ครั้งแล้วไหนจะค่ารายงานอีก แต่ก็ใกล้จบแระอีกปีเดียวเอง
  35. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ม.6 ค่ะ เรียนเพื่อสอบจริงๆ หลังสอบก็โยนทิ้ง ถามอีกทีจำไม่ได้แล้ว

    เราเรียนภาษานะ โชคดีที่อาจารย์เค้าสอนเก่ง จ้ำจี้จำไชแบบที่เรียกว่าจำติดหัว พี่เราจบมหาลัย(สาขาบัญชี)แต่จนเดี๋ยวนี้ก็ยังจำเนื้อหาได้ แต่เสียดายที่วิชาอื่นมันไม่ใช่ - -....

    เพื่อนเราเคยไปขอคำแนะนำจากครูท่านหนึ่งว่าอยากเรียนบริหาร/บัญชี จะทำยังไงดี ครูบอกว่า

    "ไปหาที่เรียนพิเศษ"

    อาเมน...
  36. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    วิชาอื่นๆก็เหมือนกันแหละ
    เคมี ชีวะ
    มาแบบเดวกันเลย
    แล้วพอมาเรียนเอาจิงๆเปนไง
    ก็พื้นฐานเดิมทั้งนั้น
    พอตอนสอบสิบรรลัยเลย
    คะแนนออกมาแบบว่า
    กลับไปเรียนใหม่ได้มั๊ย
    รีเกรดได้มั๊ย
    ก็คิดแค่ว่าก็เรียนมาแล้วนิ เรื่องนี้ก็เรียนมาแล้ว เรื่องนั้นก็แล้ว
    ก็เลยไม่เข้าเรียนมันซะเลย
    แต่ว่าเวลาอ.ท่านแกออกข้อสอบมายากกว่าที่เราเรียนกันในม.ปลายอีกน่ะ
    ฉะนั้นแล้วก็จงตั้งใจเรียนในห้องให้มันดีๆ
    เรื่องที่ไปเรียนพิเศษอ่ะ บอกเลยว่าช่วยได้นิดเดวเจงๆ
    เพราะในห้องอ.แกจะย้ำว่าเรื่องนี้สำคัญแบบเนี่ย
    ออกสอบชัวๆ
  37. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    กวดวิชามา พอเจอข้อสอบจริงๆ บางทีก็เอามาใช้ประโยชน์ไม่ได้ เสียดายตังมากมาย

    ลองคำนวณดูสิว่าเราหมดเงินไปกับค่าเรียนพิเศษกันเท่าไหร่ หลายหมื่นใช่ปะ


    ส่วนใหญ่ข้อสอบในมหาวิทยาลัยเป็นแบบประยุกต์ จะจำอย่างเดียวคงไม่รอด ต้องเข้าใจบทเรียนอย่างถ่องแท้จริงๆ

    ฝึกทำโจทย์มากๆๆๆ อ่านหลายๆรอบๆๆ เขียนสรุปโน๊ตย่อ ติวกับเพื่อน (สรุปคือต้องขยันมากกว่าม.ปลายหลายเท่านัก)

    และข้อสอบก็จะชอบออกลึกกว่าที่เราเรียน ฉะนั้นก็ควรศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเองด้วย


    ตอนนี้ได้เรียนวิชาคณะแล้ว สอบอัตนัยทั้งหมด มักให้แสดงความคิดโดยใช้หลักการที่เรียนมาประยุกต์

    แต่ก็จะมีคะแนนงานกลุ่ม งานเดี่ยว ช่วยได้บ้างเหมือนกัน



    ที่สำคัญ อย่าผัดวันประกันพรุ่ง เพราะว่า 1เดือนก่อนสอบ..มันไม่ทันจริงๆ (เนื้อหาเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ)

    T__T




    จากประสบการณ์เด็กสายวิทย์สุขภาพ ปี2
  38. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เรื่องจริง

    (อยากถามอาจารย์จริงๆเลยว่า จะให้เรียนเลขยกกำลังทำไมทั้งที่ไม่จำเป็น
      ไม่ใช้ไปตลาดแล้วถามว่า " ป้าคะผักเท่าไหร่เหรอคะ"
      "ป้าขอคิดก่อนนะ พายอาร์กำลังสอง บวกด้วยแปดหารด้วยสิบบลาๆๆๆ" มีใครคิดอย่างงี้บ้าง
      อารมณ์เสียๆ-*-)
  39. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เด็กไทยเดี๋ยวนี้ ต้องตั้งใจเรียนแต่เรื่องที่ไม่จำเป็นกับการใช้ชีวิต - -"

    น่าเศร้าจัง

    PS.  http://www.artsherbet.com/index.php รวมภาพศิลปะแหวกๆ ใครสนใจคลิก!
  40. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ของเราเรียน แบบคห17อ่ะ ร.ร รัฐบาลน่ะ บางทีทำรายงานเขาก็ให้เขียนๆๆๆๆๆไม่ให้ไปก๊อปจากเน็ต  จะให้เขียนไมฟะ

    แต่พอตอนสอบรู้เลยให้เขียนไมทั้งๆที่ก๊อปๆมาจากที่อื่นทำรายงานส่งจบ แต่นี้

    พอเขียนแล้วเราได้อ่านด้วยมันก็ผ่านตาก็จะจำได้ว่าเราเคยอ่านนะ

    ถ้าให้ก๊อปๆๆ จากที่อื่นมา แทบไม่มีใครมานั่งอ่านรายงานของตัวเองอะ เราก็เคยเป็น

    เสร็จๆก็ส่ง สักแต่ว่าส่งแต่ไม่รู้หรอกว่า ข้างในที่เขาให้หามันคือไรหว่า


    เราก็ว่าที่หลายๆคนบอกมันก็จริงล่ะค่ะ
  41. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เห็นด้วยอย่างยิ่งยวด !!

    ยังไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าแยกตัวประกอบตัวเลขไปทำไม?

    T,.T แถมยากอีกตะหากกก
  42. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้