มโหรี

d6Ud 1205287 0.00 6,375 13 ธ.ค. 51 11:44 น.
ความคิดเห็น

22

ติดตามกระทู้

4

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
guest
d6Ud
  • d6Ud
  • 124.120.159.30
  • -

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

ประวัติวงมโหรี

     ในสมัยกรุงสุโขทัยดนตรีไทยมีลักษณะการขับลำนำ และร้องเล่น วรรคดี เรื่อง
“ไตรภูมิพระร่วง” กล่าวถึงดนตรีได้แก่ แตร สังข์ มโหระทึก ฆ้อง กลอง ฉิ่ง แฉ่ง (ฉาบ) บัณเฑาะว์ พิณ ซอ ปี่ไฉน ระฆัง กรับ และกังสดาล

      ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีวงปี่พาทย์ยังคงรูปแบบปี่พาทย์เครื่องห้าเหมือนเช่นสมัยกรุงสุโขทัย แต่เพิ่มระนาดเอกเข้าไป นับแต่นั้นวงปี่พาทย์ตึงประกอบด้วย ระนาดเอก ปี่ใน ฆ้องวงใหญ่ กลองทัด ตะโพน ฉิ่ง ส่วนวงมโหรีพัฒนาจาก
วงมโหรีเครื่องสี่ เป็นมโหรีเครื่องหก  เพิ่มขลุ่ย และรำมะนา รวมเป็นมี ซอสามสาย กระจับปี่ ทับ (โทน) รำมะนา ขลุ่ย และกรับพวง

      ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เริ่มจากรัชกาลที่ 1 เพิ่มกลองทัดเข้าวงปี่พาทย์อีก 1 ลูก รวมเป็น 2 ลูก ตัวผู้เสียงสูง ตัวเมียเสียงต่ำ รัชกาลที่ 2 ทรงพระปรีชาสามารถการดนตรี ทรงซอสามสาย คู่พระหัตถ์คือซอสายฟ้าฟาด และทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทย บุหลันลอยเลื่อน รัชสมัยนี้เกิดกลองสองหน้าพัฒนามาจาก
เปิงมางของมอญ พอในรัชกาลที่ 3 พัฒนาเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ มีการประดิษฐ์ระนาดทุ้มคู่กับระนาดเอก และฆ้องวงเล็กให้คู่กับฆ้องวงใหญ่

      รัชกาลที่ 4 เกิดวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่พร้อมการประดิษฐ์ระนาดเอกเหล็ก และระนาดทุ้มเหล็ก รัชกาลที่ 5 สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ทรงคิดค้นวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ประกอบการแสดงละครดึกดำบรรพ์ ในรัชกาลที่ 6 นำวงดนตรีของมอญเข้าผสมเรียกวงปี่พาทย์มอญโดยหลวงประดิษฐ์ไพเราะ
(ศร ศิลปบรรเลง) มีการนำอังกะลุงเข้ามาเผยแพร่เป็นครั้งแรก และนำเครื่องดนตรีต่างชาติ เช่น ขิม ออร์แกนของฝรั่งมาผสมเป็นวงเครื่องสายผสม
ดนตรีไทยมักเล่นเป็นวงดนตรี มีการแบ่งตามประเภทของการบรรเลงที่เป็นระเบียบมาแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบันเป็น 3 ประเภท คือ

วงปี่พาทย์
      ประกอบด้วยเครื่องตีเป็นสำคัญ เช่น ฆ้อง กลอง และมีเครื่องเป่าเป็นประธานได้แก่ ปี่ นอกจากนั้นเป็นเครื่อง วงปี่พาทย์ยังแบ่งไปได้อีกคือวงปี่พาทย์ชาตรี,วงปี่พาทย์ไม้แข็ง,วงปี่พาทย์เครื่องห้า,วงปี่พาทย์เครื่องคู่,วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่,วงปี่พาทย์ไม้นวม,วงปี่พาทย์มอญ,วงปี่พาทย์นางหงส์

วงเครื่องสาย
      เครื่องสาย ได้แก่ เครื่องดนตรี ที่ประกอบด้วยเครื่องดนตรีที่มีสายเป็นประธาน มีเครื่องเป่า และเครื่องตี เป็นส่วนประกอบ ได้แก่ ซอด้วง ซออู้ จะเข้ เป็นต้น ปัจจุบันวงเครื่องสายมี 4 แบบ คือ วงเครื่องสายเครื่องเดี่ยว,วงเครื่องสายเครื่องคู่,วงเครื่องสายผสม,วงเครื่องสายปี่ชวา

วงมโหรี
      ในสมัยโบราณเป็นคำเรียกการบรรเลงโดยทั่วไป เช่น "มโหรีเครื่องสาย" "มโหรีปี่พาทย์" ในปัจจุบัน มโหรี ใช้เป็นชื่อเรียกเฉพาะวงบรรเลงอย่างหนึ่งอย่างใดที่มีเครื่อง ดีด สี ตี เป่า มาบรรเลงรวมกันหมด ฉะนั้นวงมโหรีก็คือวงเครื่องสาย และวงปี่พาทย์ ผสมกัน วงมโหรีแบ่งเป็น วงมโหรีเครื่องสี่,วงมโหรีเครื่องหก,วงมโหรีเครื่องเดี่ยว หรือ มโหรีเครื่องเล็ก,วงมโหรีเครื่องคู่









วงมโหรี
วงดนตรีที่เรียกว่า "มโหรี" นั้น เป็นวงดนตรีที่มีรูปแบบและความเป็นมาที่น่า สนใจดังเกร็ดความรู้ว่าด้วยเรื่องมโหรีซึ่ง เขียนโดย อาจารย์ณรงค์ เขียนทองกุล ดังนี้
"มโหรี" สงสัยว่าเป็นศัพท์คำเดียวกับคำว่า "มโหระทึก" มหรสพ มโหรีท่วงที เป็นอิตถีลึงค์น่าจะเป็นผู้หญิงเล่นแต่ก็มีมโหรีภูษามาลาซึ่งก็มีผู้ชายเล่น หรือเป็นกรณี พิเศษไม่ใช่ปกติก็ไม่ทราบแน่
คำว่า "มโหรี" อาจเป็นคำพื้นเมืองหรือเป็นศัพท์ที่ผสมกันในภาษาพื้นเมืองของ อินเดีย เช่นคำว่า "โหลิกา" ภาษาสันสกฤตแปลว่าพิธีสีสวันหรือพิธีสาดฝุ่นสีแดง บางที เรียกว่า "โหรี" หรือ "โหลี"
มีงานนักขัตฤกษ์ประจำปีของชาวอินเดียอยู่อย่างหนึ่ง เป็นงานรื่นเริงสนุกสนาน ภายหลังการเก็บเกี่ยวพืชผลทางเกษตร งานจะเริ่มตั้งแต่หลังวัน ปุณณมี คือวันเพ็ญใน เดือน ผาลคุณ หรือเดือนที่เรียกชื่อในภาษาบาลีว่าผัคคุณมาส คือเดือน 4 งานนักขัตฤกษ์ จะเริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 4 ไป บางท้องถิ่นเช่น อินเดียตอนกลาง (มัธยมประเทศ) จะเล่นงานนักขัตฤกษ์กันตลอด 3 วัน 3 คืน แต่ในบางท้องถิ่นจะเล่นถึง 10 วัน 10 คืนก็มี และมีงานนักขัตฤกษ์โหลีนั้นเป็นการฉลองชัยชนะที่ พระศิวะ ทรงปราบ พระกามเทพ (เทพแห่งความรัก) สำเร็จ มีเรื่องเล่าโดยย่อว่า ครั้งหนึ่งพระศิวะทรงบำเพ็ญฌาน ขณะที่ ทรงดื่มด่ำกับสมาธิอย่างลึกซึ้งนั้น พระนางปารตี คือ พระอุมาเทวี ธิดาแห่งราชาหิมาลัย ทรงมีพระทัยปฏิพัทธ์ในพระศิวะเสด็จลงมาบูชาพระศิวะแต่พระศิวะไม่ทรงสนพระทัย ใยดีต่อนาง พระกามเทพจึงหาหนทางทำลายสมาธิแล้วทำให้พระศิวะหลงรักนางปารตี จนได้ พระศิวะทรงพิโรธมากจึงทำลายพระกามเทพเสียด้วยพระเพลิงที่พุ่งออกจากพระ เนตรดวงที่ 3 ของพระองค์

     ชาวฮินดูในอินเดียจัดงานนักขัตฤกษ์ฉลองชัยชนะของพระศิวะกันเป็นเอิกเกริก ทุกปีโดยฉีดน้ำจากวัสดุที่ทำด้วย ปลอกไม้ไผ่บ้าง ไม้รวกบ้าง ทำด้วยทองเหลืองหรือ โลหะอื่นบ้างหรือใช้ขวดและภาชนะอื่นๆบรรจุน้ำผสมสีแดงฉีดหรือรดใส่ผู้คนเช่น เดียวกับประเพณีสงกรานต์ในประเทศไทย

      มโหรี ก็คือ การขับไม้และบรรเลงพิณอีกลักษณะหนึ่งโดยมีแบบแผนเครื่องมือ หลักแบบเดียวกับ "ดนตรี" ดังกฏมณเฑียรบาลที่ระบุว่า "ซ้ายดนตรี ขวามโหรี"
การบรรเลงพิณ ผู้บรรเลงจะขับร้องพร้อมกับเป็นผู้ดีดพิณเอง พิณที่ใช้ในการบรรเลงคือ พิณน้ำเต้า หรือ พิณเปี๊ยะ การบรรเลงพิณนี้ตามหลักการประสมวงไม่ถือว่าเป็นวงดนตรี แต่อนุโลมว่าเป็นการบรรเลงแบบโบราณที่เป็นต้นแบบการบรรเลงในรูปแบบอื่นๆในเวลาต่อมา




      


     หัวพิณเปี๊ยะแบบต่างๆ ส่วนใหญ่ทำด้วยโลหะหรืองามีลักษณะงอนโค้งประดิษฐ์เป็นลวดลายสวยงาม



วงขับไม้ ประกอบไปด้วยผู้บรรเลงจำนวน 3 คนด้วยกันคือ คนขับลำนำ หรือ ผู้ขับร้อง คนสีซอสามสาย ทำหน้าที่คลอร้องหรือดำเนินทำนองและ คนไกวบัณเฑาะว์ ทำหน้าที่ควบคุมจังหวะการบรรเลง
การขับไม้ใช้บรรเลงประกอบพิธีสำคัญเช่นพระราชพิธีสมโภชพระมหาเศวตฉัตร หรือพระราชพิธีสมโภชช้างเผือก เป็นต้น
พัฒนาการของวงมโหรี
วงมโหรีนั้นเดิมคงเป็นของผู้ชายเล่นแต่ต่อมาคนทั่วไปเกิดชอบฟังกันแพร่หลาย ทั่วไปผู้มีบรรดาศักดิ์ซึ่งมีบริวารมากจึงหัดให้ผู้หญิงเล่นมโหรีบ้าง หลังจากนั้นมโหรีก็ กลายเป็นของผู้หญิงเล่นมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานี (สมเด็จฯกรมพระยา ดำรงราชานุภาพ : ตำนานเครื่องมโหรี) ดังจะพบได้ตามงานจิตรกรรม ประติมากรรมใน ศิลปะสมัยอยุธยามักเขียนหรือแกะสลักเป็นภาพสตรีกำลังบรรเลงเครื่องดนตรีที่น่าจะ เป็นวงมโหรี เช่นภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาเป็นภาพพุทธประวัติตอนที่ทรงฉัน ปัจฉิมบิณฑบาตรที่บ้าน นายจุนทะกัมมารบุตร เมืองปาวา มีภาพเครื่องดนตรีคือ กระจับปี่ ซอสามสาย และ ทับ (โทน) ภาพที่ 12 ฝาแผ่นที่ 4 ปัจจุบันอยู่ที่ วังสวนผักกาด กรุงเทพฯ จากภาพจิตรกรรมฝาผนังแสดงให้เห็นว่าอาจจะเป็น วงมโหรีเครื่องสาม

    

นอกจากนี้ยังพบ ภาพแกะสลักวงมโหรี เครื่องสี่ซึ่งมีผู้บรรเลง กระจับปี่ ซอสามสาย ทับ (โทน) และ ผู้ขับร้อง ตีกรับพวง ปรากฏอยู่บน ฝาตู้ไม้จำหลักสมัยอยุธยา
สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงประทานอธิบายไว้ว่า "มโหรีนั้น เดิมวงหนึ่งมีคนเล่นเพียง 4 คน เป็นคนขับร้องลำนำและ ตีกรับพวงให้จังหวะเองคนหนึ่ง สีซอสามสายประสานเสียงคนหนึ่ง คนดีดกระจับปี่ให้ลำนำคนหนึ่ง คนตีทับประสานจังหวะกับลำนำ คนหนึ่ง มโหรีทั้งสี่สิ่งที่พรรณนามานี้พึงสังเกตเห็นได้ว่ามิใช่อื่นคือ เอาเครื่องบรรเลงพิณกับเครื่องขับไม้มารวมกันนั่นเอง เป็นแต่ใช้ดีด กระจับปี่แทนพิณตีทับแทนไกวบัณเฑาะว์และเติมกรับพวง สำหรับ ให้จังหวะเข้าอีกอย่างหนึ่ง"
วงมโหรีเครื่องห้า
พบจากหนังสือจินดามณีเล่ม 1-2 หน้า 45 พรรณนาถึงวง มโหรีไว้ว่า
นางขับขานเสียงแจ้ว พึงใจ
ตามเพลงกลอนกลใน ภาพพร้อง
มโหรีบรรเลงไฉน ซอพาทย์
ทับกระจับปี่ก้อง เร่งเร้ารัญจวน
พิจารณาตามโคลงบทนี้วงมโหรีมีคนเล่น 5 คนคือนางขับร้อง (คงจะตีกรับด้วย) คนหนึ่ง เป่าปี่หรือเป่าขลุ่ยคนหนึ่ง สีซอสามสายคนหนึ่ง ตีทับคนหนึ่ง และ ดีดกระจับปี่คนหนึ่ง
คำว่า "ปี่ไฉน" ในโคลงบทนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นปี่ไฉนจริงๆเพราะคำว่า "ไฉน" นั้นบางครั้งก็ไม่ได้หมายถึงปี่หรือเครื่องเป่าเช่นขลุ่ยเช่นที่กล่าวถึงบทละครเรื่องมโนห์ราครั้งกรุงเก่าว่า "เสมือนปี่ไฉนในบุรี เสมือนเสียงมโหรีเพราะวังเวง" หรือที่กล่าวถึงในพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนาว่า "ไพเราะเสียงดนตรีปี่ไฉน" ซึ่งหมายถึงขลุ่ยนั่นเอง เพราะเมื่อผสมวง 6 คนก็ใช้ขลุ่ยดังจะกล่าวถึงข้างหน้า โคลงบทนี้อาจพรรณนาถึงวงมโหรีตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ (พ.ศ. 2148-2163) หรือก่อนหน้านั้นจนลงมาถึงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2231) ซึ่งเป็นสมัยที่พระโหราธิบดีแต่งคัมภีร์จินดามณีนี้ทูลเกล้าฯถวายก็ได้


วงมโหรีเครื่องหก
จากภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านทิศตะวันตกในพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 มีภาพของวงมโหรีเครื่องหก มีผู้เล่น 6 คนประกอบไปด้วย กระจับปี่ ซอสามสาย ทับ(โทน) คนขับลำนำ ขลุ่ย และรำมะนา สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาได้แก่ ขลุ่ย และ รำมะนา ซึ่งพัฒนามาจากวงมโหรีเครื่องห้าสมัยอยุธยา สมเด็จฯกรมพระยาดำรงเดชานุภาพ ทรงวินิจฉัยวงมโหรีเครื่องหกนี้ โดยอาศัยจากภาพเขียนลายทองบนตู้หนังสือบ้างและที่อื่นๆบ้าง













วงมโหรีเครื่องแปด
      มีผู้เฒ่าเล่าว่าในราวสมัยรัชกาลที่ 1 ของกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีผู้คิดเพิ่มเครื่องดนตรีอีก 2 ชนิด คือ ระนาดไม้ และ ระนาดแก้ว มีผู้ชำนาญดนตรีบางคนเห็นว่า ระนาดแก้ว นั้นเดิมน่าจะเป็นคำเรียกระนาดไม้อย่างเล็กที่มโหรีเล่นแต่มีผู้คิดทำระนาดด้วยแก้วจริงๆขึ้นในภายหลัง ระนาดแก้วจึงมิได้เป็นของใช้กันเป็นสามัญด้วยเหตุที่ว่าเสียงไม่ไพเราะและแตกหักง่าย











วงมโหรีเครื่องเก้า
จากหลักฐานที่ปรากฏบนบานตู้ไม้ลายจำหลักเรื่อง ภูริทัตตชาดก สมัยกรุงศรีอยุธยา มีคนเป่าขลุ่ย 2 คน และมีคนตีฆ้องวงอีก 1 คน ฆ้องวงที่เพิ่มมานี้ ภายหลังปี่พาทย์นำเอาไปผสมในวงปี่พาทย์เครื่องคู่ และยังเรียกว่า "ฆ้องวง" เป็นพยานอยู่ เป็นไปได้ว่าวงมโหรีสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายอาจจะมีวงมโหรีเครื่องเก้าแล้ว












วงมโหรีเครื่องสิบ
     มีหลักฐานจิตรกรรมบนฝาผนังวิหารพระนอนตรงเบื้องพระเศียรพระพุทธไสยาสน์ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มีจำนวนผู้เล่นดนตรี 10 คน และบทเพลงยาวไหว้ครูมโหรีครั้งกรุงศรีอยุธยากล่าวว่า
  ขอพระเดชาภูวนาถ   พระบาทปกเกล้าเกศี
ข้าผู้จำเรียงเครื่องมโหรี   ซอกรับกระจับปี่รำมะนา
โทนขลุ่ยฉิ่งฉาบระนาดฆ้อง  ประลองเพลงขับกล่อมพร้อมหน้า
จงเจริญศรีสวัสดิ์ทุกเวลา   ให้ปรีชาชาญวในเชิงพิณ
คำว่า "ซอ" ที่กล่าวถึงนั้นหมายถึง ซอสามสาย และพึงสังเกตว่าวงมโหรีในสมัยกรุงศรีอยุธยายังไม่ได้นำเอา ซอด้วง ซออู้ และ จะเข้ มาเล่นผสมเข้าวงมโหรี
        

    







      สมัยกรุงธนบุรีปรากฏในหมายรับสั่งงานสมโภชพระแก้วมรกตระบุมโหรีไทย มโหรีแขก มโหรีจีน มโหรีเขมร มโหรีญวน และมโหรีฝรั่ง ไว้รวมหลายวงจะมีลักษณะวงเครื่องสายบรรเลงเป็นอย่างไรไม่ทราบแต่กล่าวถึงมโหรีไทยว่า "หมื่นราชาราชมโหรีไทยชาย 2 หญิง 4" ถ้าเป็นเช่นนั้นวงมโหรีไทยสมัยกรุงธนบุรีคงเล่น 6 คน ตามแบบฉบับสมัยกรุงศรีอยุธยาถ้ามิใช่เพราะเป็นเวลาที่หาศิลปินได้ยากก็แสดงว่าชายและหญิงมีการเล่นดนตรีรวมวงกันแล้ว
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีการสร้างเครื่องดนตรีเพิ่มเติมและมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเครื่องดนตรีบางชิ้นในวงมโหรีขึ้นหลายประการดังนี้

ในสมัยรัชกาลที่ 1
เติมระนาดไม้ และ ระนาดแก้ว
ในสมัยรัชกาลที่ 2
ยกเลิก ระนาดแก้ว ใช้ ฆ้องวง แทนและเพิ่ม จะเข้ เข้าไว้ในวงมโหรี เพราะเห็นว่าเสียงไพเราะและคงเป็นที่นิยมเล่นกันทั่วไปตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว แต่ยังไม่ได้นำมารวมวงเพราะถือกันว่าเป็นของต่างชาติ จะเข้และฆ้องวงของสองสิ่งนี้เดิมเป็นเครื่องดนตรีมอญ เล่ากันว่าเมื่อแรกเอาฆ้องวงมาใช้ในวงมโหรีเกิดความลำบากด้วยเรือนฆ้องวงของมอญโค้งงอนสูงขึ้นไปทั้งสองข้าง ผู้หญิงไทยห่มผ้าสไบเฉียงจะยกแขนตีฆ้องวงให้ถึงลูกสูงผ้าห่มเปิดไม่มิดชิด จึงได้แก้เรือนฆ้องวงลงให้ราบอย่างทุกวันนี้รวมเป็นวงมโหรีเครื่องเก้า
ในสมัยรัชกาลที่ 3
มีนักดนตรีที่คิดประดิษฐ์เครื่องดนตรีเพิ่มเติมในกลุ่มเสียงทุ้มต่ำซึ่งคงจะได้แบบอย่างเครื่องดนตรีที่มีเสียงทุ้มอย่างเช่น ซออู้ เลยนำเอาระนาดเอกมาปรับปรุงเรื่องรูปร่างและลักษณะเสียงให้ทุ้มต่ำเกิดเป็น ระนาดทุ้ม ขึ้น ส่วนฆ้องวงเล็กก็คงจะทำเลียนแบบฆ้องวงเดิมที่มีอยู่แล้วเพื่อจะได้เป็นคู่กัน เมื่อเพิ่มเครื่องดนตรีทั้งสองเข้าในวงปี่พาทย์แล้วต่อมาก็ใช้ในวงมโหรีด้วย ส่วนกรับพวงก็เปลี่ยนเป็นใช้ฉิ่งแทนทำให้เสียงจังหวะดังขึ้น และยังเพิ่มฉาบเข้าไปคู่กับเสียงฉิ่งด้วย
ในสมัยรัชกาลที่ 4
เมื่อมีผู้คิดทำระนาดเอกเหล็กหรือระนาดทองกับระนาดทุ้มเข้าในวงปี่พาทย์ เครื่องดนตรีทั้งสองสิ่งจึงนำมาใช้ในวงมโหรีด้วย วงมโหรีสมัยนี้จึงมี 14 คน คล้ายกับปี่พาทย์แต่เป็นมโหรีเครื่องสายและไม่ได้ใช้กลอง ส่วนที่ผิดกันเป็นข้อสำคัญอย่างหนึ่งคือ วงมโหรีเป็นของผู้หญิงส่วนวงปี่พาทย์เป็นของผู้ชายเล่นเป็นพื้น นอกจากนี้ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการเล่นละคร และส่งผลกระทบมาถึงการเล่นมโหรีด้วย คือสมัยกรุงศรีอยุธยามีพระราชกำหนดห้ามมิให้ผู้อื่นหัดละครหญิงจะมีได้เฉพาะของหลวงเท่านั้น พวกขุนนางและเจ้านายที่มีบริวารมากมักจะหัดผู้หญิงเป็นมโหรีหัดผู้ชายเป็นละครกับปี่พาทย์ซึ่งเป็นประเพณีสืบต่อกันมา ครั้นมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชการที่ 4 โปรดให้เลิกพระราชกำหนด และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้แก่ราษฎรทั่วไปสามารถหัดละครหญิงได้ตามความพอใจ ดังนั้นพวกผู้หญิงที่เคยหัดมโหรีพากันไปหัดละครทำให้ผู้หญิงหัดมโหรีน้อยลง เมื่อมโหรีผู้หญิงร่วงโรยลงผู้ชายที่เคยหัดเล่นเครื่องสายอย่างจีนจึงคิดนำเอา ซอด้วง ซออู้ จะเข้ กับ ปี่อ้อ เข้ามาเล่นผสมกับกลองแขก เครื่องประสมวงอย่างนี้เรียกว่า "วงกลองแขกเครื่องใหญ่" ครั้นต่อมาเอา กลองแขก กับ ปี่อ้อ ออกแล้วนำเอา ทับ (โทน) รำมะนา และขลุ่ย เข้ามาแทนเรียกว่า "มโหรีเครื่องสาย" บางวงก็คิดนำเอาระนาดและฆ้องวงเข้ามาประสมจึงเกิดมีมโหรีเครื่องสายผู้ชายแทนมโหรีหญิง ซอด้วง กับ ซออู้ จึงเข้ามาร่วมบรรเลงในวงมโหรีตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา







ต่อมาได้ยกเลิกการใช้กระจับปี่บรรเลงเพราะมีเสียงเบาและไม่สะดวกเนื่องจากต้องอุ้มบรรเลง อีกประการมีจะเข้ร่วมบรรเลงอยู่แล้วซึ่งมีเสียงดังและสะดวกกว่า นอกจากนั้นยังเลิกใช้ฉาบเพราะไม่ค่อยมีคนนิยมเนื่องจากมีเสียงรบกวนเครื่องดนตรีอื่นๆ มีวงมโหรีเครื่องสี่ชุดสำคัญซึ่งนักดนตรีเป็นเจ้าจอมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชการที่ 5 ทั้งหมดได้แก่ เจ้าจอมมารดาวาดตีโทน เจ้าจอมมารดาเหมขับร้องและตีกรับพวง เจ้าจอมประคองสีซอสามสาย เจ้าจอมสังวาลย์ดีดกระจับปี่ มีหน้าที่บรรเลงขับกล่อมพระบรรทมถวายพระเจ้าอยู่หัวจนถึงปีมะเส็ง พ.ศ. 2424 จึงเลิกไป เพราะเจ้าจอมมารดาวาดประสูติพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยาการ(ต่อมาทรงเป็นกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ต้นราชสกุล "ฉัตรชัย")
ในสมัยรัชกาลที่ 6
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชการที่ 6 ถือกันว่าเป็นยุค ที่ดนตรีไทยรุ่งเรืองที่สุดในสมัยการปกครองระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระองค์ทรงส่งเสริมเรื่องของดนตรีไทยเป็นอย่างยิ่ง มีการยกฐานะกองพิณพาทย์หลวงและกองโขนหลวงเป็นกรมมหรสพ และทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์และราชทินนามแก่บรรดานักดนตรีไทยเป็นจำนวนมาก
ในสมัยรัชกาลที่ 7
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชการที่ 7 เมื่อ พ.ศ. 2473 วง การดนตรีไทยได้พัฒนาก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งโดยมีการบันทึกโน้ตเพลงไทยด้วยโน้ตสากลอย่างเป็นทางการ เริ่มลงมือบันทึกเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2473 จนถึง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ก็สิ้นสุดลงเพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผลงานเพลงในชุดนี้ที่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่คือ เพลงชุดโหมโรงเย็น ฉบับวงปี่พาทย์ (Score) ชุดเพลงเรื่อง ทำขวัญ










      
     เมื่อปี พ.ศ. 2469 เกิดการดุลย์ครั้งใหญ่เป็นคราวแรกเนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำ จึงเป็นสาเหตุให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯทรงดุลย์ข้าราชการออกเป็นจำนวนมาก โดยตัดออกเสียครึ่งหนึ่งส่วนราชการใดที่ไม่สำคัญก็ทรงยุบเสีย ส่งผลมาถึงกรมมหรสพด้วยทำให้ดนตรีไทยซบเซาไปพักหนึ่ง
อาจารย์บรรเลง (ศิลปบรรเลง) สาคริก และ อาจารย์เลื่อน (สุนทรวาทิน) ผลาสินธุ์ ได้เล่าว่า พระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ทรงโปรดเกล้าฯให้มีการจัดตั้งวงมโหรีหลวงขึ้น เพราะมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายท่านกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวฯท่านทรงทราบว่า ตามราชประเพณีนั้นพระมหากษัตริย์เวลาที่พระองค์จะเสด็จดำเนินไป ณ ที่ใดก็ตาม หรือเสด็จประกอบพระราชพิธีใดๆ ก็ตาม จำเป็นต้องมีดนตรีประโคมตามราชประเพณี เมื่อพระองค์ทรงทราบและทรงรับสั่งให้เสนาบดีในสมัยนั้นคือ เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว. เย็น อิศรเสนา) รวบรวมนักดนตรีเข้ามาเป็นปี่พาทย์หลวงและมโหรีหลวง
เมื่อปี พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โปรดให้มีการจัดตั้งมโหรีหลวงเป็นการส่วนพระองค์ขึ้น โดยจัดให้มีพวกปี่พาทย์หลวงและโขนหลวงอีกส่วนหนึ่ง สำหรับมโหรีหลวงหญิงนั้นให้ถวายตัวเป็นข้าราชบริพารของพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเสนาบดีกรมวังเป็นผู้จัดการคือ เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ ขอให้ครูดนตรีไทยที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นรวบรวมนักดนตรีไทยที่มีความสามารถเข้าเป็นมโหรีหลวงคือ ท่านครูพระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) และ ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) จึงได้มีการรวบรวมบุตรหลานที่เป็นนักดนตรีฝ่ายหญิงเข้าถวายตัวเป็นมโหรีหลวงหญิง จนได้ครบเป็นวงมโหรี
ประเภทของวงมโหรีที่ระนาดเข้าไปมีบทบาทในการประสมวง

     1.วงมโหรีเครื่องเดี่ยว หรือ วงมโหรีเครื่องเล็ก
ประกอบด้วยเครื่องดนตรีดังนี้
-    ซอสามสาย 1 คัน
-    ซออู้ 1 คัน
-    จระเข้ 1 ตัว
-    ขลุ่ยเพียงออ 1 เลา
-    ระนาดเอกมโหรี 1 ราง
-    ฆ้องวง หรือ ฆ้องกลาง 1 วง
-    โทน 1 ลูก , รำมะนา 1 ใบ
-    ฉิ่ง 1 คู่ อาจมี กรับ โหม่ง เพิ่มได้ด้วย






2. วงมโหรีเครื่องคู่
คือวงมโหรีเครื่องเดี่ยวที่เพิ่มฆ้องวงเล็กและระนาดทุ้มเข้า ในวง นอกจากนั้นยังเพิ่ม ซอด้วง ซออู้ เป็นอย่างละ 2 คัน เพิ่มจะเข้เป็น 2 ตัว เพิ่มขลุ่ยหลิบอีก 1 เลา ซอสามสายหลิบ 1 คันและฉาบเล็กอีก 1 คู่
3. วงมโหรีเครื่องใหญ่
คือวงมโหรีเครื่องคู่ที่เพิ่มเติมระนาดเอกเหล็กและระนาดทุ้ม เหล็กเข้าไปเช่นเดียวกับวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่
เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีที่นำมาจากวงปี่พาทย์ ได้แก่ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้มเหล็ก ฆ้องวง เมื่อนำมาบรรเลงในรูปแบบของมโหรีแล้ว เครื่อง ดนตรีดังกล่าวจะต้องลดขนาดให้เล็กลงโดยมีจุดประสงค์คือ
- ให้เหมาะกับร่างของผู้บรรเลงซึ่งในสมัยก่อนผู้บรรเลงมโหรีจะเป็นผู้หญิงล้วน
- เพื่อไม่ให้เสียงเครื่องดนตรีดังเกินไปเพราะหน้าที่ของวงมโหรีคือการขับกล่อม มักจะบรรเลงในสถานที่ๆไม่กว้างขวางนักอีกทั้งเพื่อไม่ให้เสียงของเครื่องตีดังกลบเสียง ของเครื่องสายด้วย
- ให้ระดับเสียงของเครื่องตีสูงขึ้นกว่าแนวที่บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์จะได้สัมพันธ์ กลมกลืนกันระหว่างเครื่องตีและเครื่องสาย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้กลวิธีและแนว ทางในการบรรเลงเครื่องตีในวงมโหรีมีเอกลักษณ์เฉพาะที่แตกต่างจากการบรรเลงในวงปี่ พาทย์ทั่วไป

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 29 สิงหาคม 2555 เวลา 19:09 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

22

ติดตามกระทู้

4

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ขอบคุณ
  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ความรู้น้อยไปหน่อย101
  3. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ขอบคุณคร้า...
  4. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ขอบคุณมากค่ะ
    เป็นประโยชน์มากๆเลย8
  5. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อยากรู้เรื่องวงมโหรีเครื่องเดี่ยวมากกว่านี้http://www.dek-d.com/DDRTE/editor/plugins/dekdee/images/b-005.gif
    http://www.dek-d.com/DDRTE/editor/plugins/dekdee/images/b-005.gif101
  6. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    แต่ก็ต้องขอบคุณนะคราบ103
  7. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อยากรู้จังเลยว่าระนาดมโหรีมีลักษณะอะไรบ้าง?1
  8. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ขอบคุณนะคะ ทำงานพอดี^^

    ขอบคุณคร้า
  9. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ขอบใจมาก.....
    เรากำลังหาอยุพอดี
    คิคิ...ต้องทำรายงาน

    PS.  TOP FRIEN เรามาเปงพิ่นกันเถอะ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน I LoVe YoU I LoVe KaMiKaZe
  10. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ดีใจหาเจอแล้ว
  11. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ดีใจ และขอบคุณนะคะ
  12. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อิอิ
  13. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ขอบคุณ
  14. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ขอบคุณมากครับพอดีเลยจะเอาไปทำงานเอาเกตเพิ่ม
  15. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    มโหรีเครื่อง12ยุไหนว่ะ
  16. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ระนาดมโหรีจะมีขนาดเล็กลงจากระนาดปี่พาทย์ประมาณ 50%ความกว้างของมือจะแคบลงไปด้วย
    ซึ่งเสียงจะเล็กสมกับขนาด
    มีลูกระนาดเพียง21ลูก
    ลักษณะการตีเหมือนกันแต่จะไม่มีการตีลูกเสี้ยว
    การดำเนินทำนองจะต่างๆกันกับระนาดปี่พาทย์นิดหน่อย
    เพราะลูกระนาดมโหรีไม่ได้เริ่มจากเสียงซอลเหมือนระนาดปี่พาทย์
    แต่จะเริ่มจากเสียงที
    ดูแต่รูปยังไงก็แยกไม่ออก(มองแต่ตาทุกอย่างเหมือนกันหมดยกเว้นขนาด) ต้องไปเห็นกับตา


    ส่วนวงมโหรีเครื่องเดี่ยว ก็คือวงมโหรีเครื่องเล็กล่ะจ้า


    วงมโหรีเครื่องสิบสอง?
    เท่าที่เคยได้ยินมาจะมีเครื่องสี่ เครื่องหก เครื่องแปด เครื่องเก้า เครื่องสิบ มากกว่านี้ยังไม่เคยได้ยิน
    หรือเป็นความรู้ใหม่ ที่เรายังไม่รู้เนาะ (บางทีได้ยินถึงเครื่องสิบสี่)

    แต่ปัจจุบันเขาก็จัดมาตรฐานของวงมโหรีเป็นสามประเภท
    วงมโหรีเครื่อง คู่, เล็ก, ใหญ่


    สงสัยอะไรเมล์มาถามได้จ้า หรือไม่ก็เข้าเฟสบุ๊คแล้วค้นหา"นิลนน ลูกพระอัคนี"
  17. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ขอที่มาหน่อยได้ไหมคะ
  18. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

  19. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เครื่องดนตี่อยู่ไหนคับ
  20. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    love
  21. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

  22. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ขอบคุณค่ะ 
    PS.  SoShi Rigth now // In the Future // Forever
ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

refer: