ประวัติ....ของสามเหลียมเบอร์มิวดา !!!!

ความคิดเห็น

56

ติดตามกระทู้

2

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
106

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


ปริศนาสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา The Devil's Triangle









สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา (Bermuda Triangle) เป็นบริเวณสมมติในมหาสมุทรแอตแลนติก มีเนื้อที่ประมาณ 1.2 ตร.กม. อยู่ระหว่างจุด 3 จุดที่ไม่เป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า ได้แก่ เปอร์โตริโก ปลายสุดของมลรัฐฟลอริดาในสหรัฐอเมริกา และเกาะเบอร์มิวดาซึ่งเป็นดินแดนในปกครองของสหราชอาณาจักร สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นที่รู้จักทางสื่อมวลชนอย่างแพร่หลาย หลังจากที่ค้นพบว่าคุณสมบัติทางฟิสิกส์ต่างๆ ไม่เป็นไปตามกฎพื้นฐาน

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เริ่มเป็นที่รู้จักในปี พ.ศ. 2494 (ค.ศ. 1951) หลังจากที่มีเรือขนาดใหญ่หายสาบสูญภายในบริเวณสามเหลี่ยม รวมถึงเครื่องบินและเรือขนาดเล็กอื่นๆ จนได้รับขนานนามว่า "สามเหลี่ยมปีศาจ" (The Devil's Triangle)


ศัพท์คำว่า "สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา" หรือ "Bermuda Triangle" นี้ มีที่มาจากบทความนิตยสารอาร์กอสซี่ เจ้าของบทความชื่อ Vincent H. Gaddis ได้นำเสนอเรื่องราวของเรือและเครื่องบินที่สาบสูญไปอย่างลึกลับโดยปราศจากคำอธิบายในนิตยสารดังกล่าว เมื่อปี ค.ศ. 1964 แต่ แกดดิส ไม่ได้เป็นคนแรกที่สังเกตเรื่องนี้ ก่อนหน้าในปี ค.ศ. 1952 นาย George X. Sands เสนอเรื่องทำนองนี้เช่นกันในนิตยสาร Fate เนื้อหากล่าวถึงปริมาณของเรือและเครื่องบินที่สาบสูญไปอย่างผิดปกติในบริเวณน่านน้ำดังกล่าว ซึ่งยอดสูญหายนี้มันมากเกินไปกว่าที่จะสันนิษฐานว่าเป็นอุบัติเหตุ

ต่อมาถัดมาในปี ค.ศ. 1969 นายวอลเลซ สเปนเซอร์ ได้เขียนหนังสือว่าด้วยสามเหลี่ยมปริศนานี้โดยเฉพาะออกจำหน่ายในชื่อว่า "Limbo of the Lost" ถัดจากนั้นก็มีหนังสือออกจำหน่ายตามมาอีกมากมายเกี่ยวกับความลึกลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ซึ่งก็มียอดจำหน่ายดีแทบทุกเล่ม ที่มีชื่อเสียงเป็นพิเศษคือบทความที่มีชื่อว่า "The Devil's Triangle" ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1974 ซึ่งเนื้อหาสำหรับเป็นที่ชื่นชอบความลึกลับเกี่ยวกับสามเหลี่ยเบอร์มิวดาเป็นอันมาก เป็นที่น่าสังเกตคือ หนังสือแทบทุกเล่มมุ่งประเด็นไปยังมุมมองที่ว่า เบื้องหลังของการสูญหายนี้ มาจากเทคโนโลยีของสิ่งทรงภูมิปัญญามากกว่าประเด็นอื่น เช่นมาจากมนุษย์ต่างดาว หรือมนุษย์ที่อาศัยอยู่ใต้มหาสมุทรบริเวณนั้น ต่างก็หาหลักฐานและทฤษฎีมาถกเถียงกันและบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดามีอาณาบริเวณที่กว้างมากจาก ฟลอริด้า-เปอร์โต ริโก-เกาะเบอร์มิวดา กินพื้นที่ประมาณ ห้าแสนตารางไมล์ เพราะฉะนั้นการจะค้นหาอะไรๆจากสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็มีองค์กรของรัฐ เอกชน ต่างให้ความสนใจในการสำรวจ โดยหวังว่าจะเจอหลักฐานอะไรก็ตามที่นำมาใช้ไขปริศนาของดินแดนบริเวณนี้ได้ . และมีนักบินขี่เครื่องบินสามลำแล้วหายไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา


มีนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ นักสมุทรวิทยา และอีกหลายอาชีพ ให้ความเห็นและทฤษฎีเกี่ยวกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา มาดังนี้

1. ทฤษฎีที่ว่า อาจจะเป็นไปได้ที่บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานั้น ตั้งอยู่ในจุดสมดุลของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า กับพลังของสนามแห่งแรงโน้มถ่วงพอดี ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างของอีกมิติหนึ่งในห้วงเวลาอวกาศ และเมื่อเรือหรือเครื่องบินแล่นเข้าสู่ช่องว่างแห่งนี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางมิติหายลับไปทันที แต่เนื่องจากว่าวิทยาการทางเทคนิคของเราในปัจจุบันนี้ยังไม่มีความรู้พอที่จะแก้ไขสถานการณ์อันนี้ได้ การหายสาบสูญของพวกเรา ก็เป็นไปในทำนอง เดินทางเดียว เท่านั้น คือเมื่อมิติถูกเปลี่ยนไปแล้ว ก็ไม่อาจจะทำให้กลับคืนสู่มิติเดิมได้ ส่วนสิ่งมีชีวิตปัญญาสูงจากนอกโลกที่มาจากจานบิน คงจะทราบและเข้าใจในกฎเกณฑ์อันนี้เป็นอย่างดีจึงได้ใช้ช่องว่างที่เกิดจากสมดุลอันนี้ เป็น ประตู ทางเข้าออกในการเปลี่ยนแปลงทางมิติเพื่อเข้าสู่โลก ด้วยเหตุจึงมีผู้พบเห็นจานบินบ่อยๆ (สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นสถานที่ซึ่งมีผู้พบเห็นจานบินบ่อยที่สุดและมากที่สุดในโลก) และมันจะหายตัวไปแบบฉับพลัน ซึ่งตอนนั้นเองที่จานบินเปิดประตูมิติ เรือหรือเครื่องบินผ่านมาบริเวณนั้นพอดี ก็เลยแล่นเข้าสู่ประตูมิติ

2. ทฤษฎีที่ว่า บริเวณใต้สามเหลี่ยมเบอร์มิวดานั้นเป็นจุดที่ อาณาจักรแอตแลนติสจมลง ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าชาวแอตแลนติสมีความเจริญรุ่งเรืองมาก ต้องมีพลังงานอะไรบางอย่างที่ชาวแอตแลนติสสร้างเอาไว้ ทำให้เรือและเครื่องบินบริเวณนั้นหายสาบสูญแบบไร้ร่องรอย

3.ทฤษฎีที่ว่า บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เป็นเหมือนสถานีที่สิ่งมีชีวิตที่ทรงปัญญากว่ามาสร้างเอาไว้ เพราะหลายต่อหลายครั้งที่มีผู้คนพบเห็นแสงไฟจากใต้น้ำบ้าง จานบินใต้น้ำบ้างและก็มีผู้พบเห็นจานบินโผล่ขึ้นมาจากน้ำ ดำดิ่งลงไปในน้ำ ความเร็ว 150 นอตต่อชั่วโมงเท่ากับเฮลิคอปเตอร์ และในปัจจุบันก็ยังไม่มีเรือดำน้ำให้ทำความเร็วได้ขนาดนั้น บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นจุดที่พบเห็นจานบินบ่อยและมากที่สุดในโลก เพราะบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นจุดบอดของสนามแม่เหล็กจึงสามารถทำให้สามารถนำยานลงจอดซึ่งมีไม่กี่แห่งบนโลก

4. ทฤษฎีที่ว่า มีสิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญาอยู่ใต้ท้องมหาสมุทร ตามหลักของชีววิทยา สิ่งมีชีวิตจะเริ่มต้นมาจากทะเลก่อน และเนื่องมากจากท้องทะเลมีอาณาเขตมากกว่าพื้นดินถึงสองเท่า มนุษย์ใต้มหาสมุทรเหล่านี้จึงมีเนื้อที่สำหรับ การแพร่ขยายพันธุ์มากกว่าเรา และจากเหตุที่พวกนี้ได้เกิดขึ้นก่อนมนุษย์เรา ดังนั้น การพัฒนาทางเทคนิคของพวก เขาก็คงล้ำหน้าไปกว่าเรามากทีเดียว เท่าที่ผ่านมาเป็นเวลานาน มนุษย์ใต้สมุทรเหล่านี้จะไม่ติดต่อเกี่ยวข้องอันใดกับพวกเรา ถือว่าต่างคนต่างอยู่ แต่จากความก้าวหน้าทางเทคนิคของพวกเราในปัจจุบัน อาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อสภาพแวดล้อมของพวกเขาได้ พวกนี้จึงเปลี่ยน นโยบายที่ว่าต่างคนต่างอยู่ ออกมาสังเกตความเป็นไปของชาวเรา ที่อยู่บนพื้นโลกอย่างลับๆและเงียบสงบ ซึ่งบางทีบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา อาจเป็นบริเวณที่สะดวกที่สุดที่พวกเขาจะออกมาสำรวจโลกเบื้องบน

5. ทฤษฎีที่ว่า เป็นจุดที่มีแรงดึงดูดของโลกมากที่สุด เนื่องจากแรงดึงดูดของบริเวณนี้สูงกว่าบริเวณอื่น จะทำให้เครื่องบิน หรือเรือ จมลงทะเล

6. ทฤษฎีที่ว่า เป็นบริเวณที่สนามแม่เหล็กมีความเข้มข้นสูงที่สุด ซึ่งจะทำให้เครื่องบิน หรือเรือที่ใช้เครื่องยนต์ โดนสนามแม่เหล็กทำให้เครื่องยนต์เสียหาย และจมลงในที่สุด

7. ทฤษฏีที่ว่า เป็นบริเวณของประตูเวลาที่เกิดขึ้นโดยตัวเรายังคงอยู่ที่เดิมในขณะที่กาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป หรือที่เรารู้จักมักคุ้นกันในนามของ ไทม์แมชชีน นั่นเอง ซึ่งหลังจากที่ประตูเวลาปิดตัวลง เมื่อนั้นเวลาก็จะคืนกลับสู่ความเป็นปัจจุบัน เราจึงไม่สามารถหาสถานที่แห่งนั้นได้พบ






เรือเดินทะเลที่หายสาบสูญไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานั้น ส่วนมากจะเกิดขึ้นในบริเวณที่เรียกว่า "ทะเลซากัสโซ" และ สาเหตุที่ท้องมหาสมุทรแห่งนี้มีนามว่าทะเลซากัสโซ ก็เพราะอาณาเขตบริเวณแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วย สาหร่ายทะเลชนิดหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า สาหร่ายซากัสซั่ม โดยสาหร่ายชนิดนี้เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรืออย่างยิ่ง และเหตุ เหตุการณ์ประหลาดลึกลับทางทะเลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่โบราณกาล มักจะมีต้นตอมาจาก ทะเลซากัสโซเสียเป็นส่วนมาก ชาวฟีนีเชียนโบราณที่เคยใช้เรือเดินทางผ่านท้องทะเลมหาภัยแห่งนี้มา ตั้งแต่หลายพันปีก่อน ได้บันทึกปรากฏการณ์ประหลาดต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก
ท้องทะเลซากัสโซ่ มีอาณาเขตบริเวณกว้างใหญ่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแอ๊ตแลนติค บริเวณแห่งนี้จะเต็มไปด้วย สาหร่ายทะเลลอยฟ่องเต็มไปหมด - เมื่อตอนที่โคลัมบัสแล่นเรือผ่านท้องทะเลแห่งนี้เป็นครั้งแรก กลาสีเรือต่างตื่นเต้นที่คิดว่าเรือคงแล่นเข้าใกล้ฝั่งแห่งใดแห่งหนึ่งเข้าไปแล้ว แต่แม้จะแล่นเรือต่อไปอีกนาน อาณา
เขตของ สาหร่ายแห่งนี้ก็หาหมดลงไปไม่ อีกอย่างหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ประจำของทะเลซากัสโซ คือ ภูเขาทะเล โดย ภูเขาทะเลก็คือภูเขาที่อยู่ใต้พื้นน้ำ แต่มีส่วนยอดแบนราบโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นน้ำเล็กน้อย มองดูคล้ายเกาะ แต่ไม่มีพืชพันธ์ใดๆ นอกจากตระใคร่น้ำเกาะอยู่เท่านั้นทะเลซากัสโซไม่เพียงแต่เป็นท้องทะเลที่เต็มไปด้วยสาหร่ายยากแก่การเดินเรือ เท่านั้น แต่กิตติศัพย์ในความน่าสะพรึงกลัวของมันได้ถูกกล่าวขานกันอยู่เสมอ บ้างก็ให้เชื่อว่าเป็นทะเลแห่งความหายนะ หรือสุสานของเรือเดินสมุทรบ้างก็ว่าเป็นที่สิงสถิตของภูติผีปีศาจทะเล หรือสัตว์ร้ายดึกดำบรรพ์
เรื่องราวต่าง ๆ ที่พวกชาวเรือชอบนำมาเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับท้องทะเลจำนวนนับไม่ถ้วนก็คือ เรือจะถูกยึดนิ่งสงบรวมอยู่ในใจกลางของทะเลซากัสโซ่ ตั้งแต่สมัยการการเดินทางโดยทะเลของพวกฟินีเชียน ไวกิ้ง โรมัน หรือแม้แต่เรือต่าง ๆ ในสมัยกลางของยุโรป พวกเหล่านี้เชื่อว่าเรือเหล่านี้ลอยกองรวมกันพร้อมด้วยสมบัติมหาศาลที่บรรทุกอยู่เหตุที่ไม่จมเพราะมีสาหร่ายจำนวนหนาแน่นรองรับอยู่ข้างใต้ มนุษย์ผู้พบท้องทะเลแห่งนี้เป็นพวกแรกเข้าใจว่าจะต้องเป็น พวกฟินีเชียนและพวกคาร์ธายิเนียนโบราณ ก็เพราะเป็นเวลา หลายพันปีแล้วที่พวกนี้เดินทางข้ามมหาสมุทรแอ๊ตแลนติคสู่อเมริกาหลักฐานที่ปรากฏคือ รอยแกะสลักบนแผ่นหินของพวกฟินีเชียน ที่พบอยู่ในประเทศบราซิลขณะนี้ และศิลาจารึกในสุสานฝังศพของ พวกคาร์ธายิเนียน เมื่อราว 500 ปี ก่อนคริศศักราชระบุว่า




เหนือท้องทะเลแห่งนี้มีแต่ความอ้างว้างเงียบเหงา คล้ายกับสุสานใหญ่ที่มองจรดขอบฟ้าไปทุกด้าน ไม่มีแรงลม พอที่จะพัดพาเรือให้แล่นไปได้ ใต้พื้นน้ำเต็มไปด้วย
สาหร่ายทะเลอย่างหนาทึบ ซึ่งยึดเรือทั้งหลายให้หยุดนิ่งอย่างกับกำลังมหาศาลของหนวดปลาหมึกยักษ์ ท้องทะเลบางแห่งก็ตื้นเขินซึ่งเป็นที่อาศัยของสัตว์ประหลาด
มหึมาหลายสิบชนิด และบางครั้งมันก็ว่ายน้ำ เข้ามาทำลายเรือทั้งลำให้กลายเป็นผุยผงไปในพริบตา





เรือกูดนิว ซึ่งเป็นเรือลากจูงเครื่องดีเซล ซึ่งได้ทำสงครามชักคะเยอ กับพลังลึกลับในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา และสามารถรอดพ้นอันตรายมาได้


ความลี้ลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นอาณาบริเวณส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแอ็ตแลนติคภาคตะวันตก พื้นที่ทั้งหมดเริ่มจาก ตอนเหนือของเบอร์มิวดาไปถึงตอนใต้ของรัฐฟลอริดา-และจากฟลอริดามุ่งตรงไปทางตะวันออกทำมุมสี่สิบองศากับเส้นรุ้ง ผ่านบาฮามัสและเปอร์โตริโก จากนั้นก็ย้อนเฉียงกลับไปสู่ทางใต้ตอนเหนือของเบอร์มิวดาอีกซึ่งทำให้อาณาบริเวณแห่งนี้ กลายเป็นรูปสามเหลี่ยม และอาณาบริเวณรูปสามเหลี่ยมแห่งนี้เองที่เป็นแหล่งกำเนิด ปรากฏการณ์ อันลี้ลับ มหัศจรรย์ขึ้น ในยุคอวกาศของชาวเรา ในปัจจุบันเป็นสิ่งลึกลับและเหลือเชื่อหากจะบอกท่านว่า เริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี ค.ศ. 1945 มาจนถึงปัจจุบัน เครื่องบินจำนวนกว่า 100 เครื่อง และเรือเดินสมุทร จำนวนอีกมากหลายได้ หายไปในบรรยากาศ และพื้นทะเลของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาแห่งนี้โดยไม่มีร่องรอย ชีวิตมนุษย์จำนวนพัน ในระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ได้หายไปพร้อมกับ พาหนะโดยไม่มีซากศพ แม้แต่รายเดียว หรือเศษชิ้นส่วนใดๆของเรือ หรือเครื่องบินที่หายไปเหลือให้เห็น การหายสาบสูญของเรือ เครื่องบิน และชีวิตมนุษย์ ในบริเวณดินแดนสามเหลี่ยม เบอร์มิวดายังคงปรากฏอยู่ต่อไป และมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ชาติต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสูญเสียเหล่านี้ ต่างก็พยายามดำเนินการค้นคว้า ก็หาสาเหตุแห่งปรากฏการณ์อันประหลาดและลึกลับนี้อย่างเร่งด่วน แต่ก็ไม่มีใคร สามารถบอกสาเหตุ และหาทางป้องกัน จากภัยที่เกิดขึ้นในบริเวณท้องทะเลแห่งนี้ได้ไม่

เครื่องบินที่หายไปเหนือพื้นทะเลแห่งนี้ ส่วนมากก่อนที่จะหายการติดต่อกับฐานปฏิบัติการณ์ หรือสถานีปลายทางเป็นไปอย่างปกติ และสภาพของบรรยากาศ และทัศนะวิสัย ก็สงบ และแจ่มใสดี ไม่มีวี่แววของพายุร้ายใดๆ แต่แล้ว เมื่อถึงบทจะหายเครื่องบินเหล่านั้นก็จะหายไปอย่างฉับพลันโดยไม่มีร่องรอย ซึ่งนักบินก็ไม่มีโอกาสที่จะแจ้งข่าว-ทาง วิทยุให้หน่วยควบคุม การบินทราบได้ แต่ก็มีเป็นจำนวนมากเหมือนกัน ก่อนที่เครื่องบินจะหายสาบสูญ นักบินมีเวลาพอที่จะแจ้งข่าวผิดปกติมายังฐานปฏิบัติการได้ ซึ่งทุก
รายต่างก็แจ้งตรงกันทั้งหมดว่า ไม่สามารถควบคุมกลไกต่างๆ ให้ดำเนินไปตามปกติได้ เข็มทิศประจำเครื่องจะหมุนปั่นไม่สามารถบอกทิศทางได้ ท้องฟ้าจะกลายเป็นสีเหลือง และมองดูคล้ายหมอกหนาทีบ ทั้งๆ ที่เป็นวันที่บรรยากาศแจ่มใส และแดดส่องจ้ามาก่อน และท้องทะเลซึ่งเงียบสงบ กลับปั่นป่วน ขึ้นมาโดยไม่อาจจะทราบสาเหตุ




เครื่องบินแบบเดียวกับเครื่องบินทั้ง 5 ลำ ของฝูงบินที่ 19 ที่หายสาบสูญไปทั้งฝูง พร้อมทั้งชีวิตนักบินและพลเรือนประจำ
เครื่องรวม 14 นาย ในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1945




เครื่องบินแบบ kc 135 ของกองทัพอากาศสหรัฐได้หายไป 2 เครื่องในเวลาเดียวกันเมื่อเดิน สิงหาคม 1963


อุบัติการณ์ ลึกลับที่ไม่อาจให้คำอธิบายได้ เกี่ยวกับการสาบสูญของเรือเดินสมุทร และ เครื่องบินเป็นจำนวนมาก ในดินแดนแห่งสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาก็ยังคงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้ขาด จนกระทั่งในปัจจุบัน ทุกครั้งที่ได้รับรายงานการสูญหาย หน่วยยามฝั่งที่เจ็ด ของกองทัพเรือสหรัฐ จะทำการค้นหาร่องรอยอย่างละเอียดละออ แต่ก็ประสบความ ล้มเหลวที่จะพบพยานหลักฐานซึ่งจะนำไปสู่การไขปัญหาลึกลับนี้ได้ทุกครั้ง และในที่สุดกองทัพเรือสหรัฐก็ได้เก็บเรื่องเหล่านี ้ไว้เป็นความลับ ไม่ยอมเปิดเผยหรือให้คำวิจารณ์ใดๆ แก่ประชาชน ที่อยากรู้อยากเห็นว่า อุบัติการณ์ ลึกลับเหล่านั้น เกี่ยวข้องกับความอาถรรพ์ของดินแดนแห่งสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาหรือไม่ แต่ทั้งๆ ที่กองทัพเรือสหรัฐพยา-
ยามจะปกปิด เรื่องราวเหล่านี้ไว้ ประชาชนทั่วไปก็เริ่มรู้ระแคะระคาย ต่างๆ และเชื่อว่า จะต้องมีแรงอาถรรพ์ หรือพลังอำนาจอันลึกลับ อย่างหนึ่งอย่างใด ภายในบริเวณ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาอย่างแน่นอน และยิ่งปรากฏว่าเมื่อเร็วๆนี้ได้มีข่าวรายงานว่ามีนักบิน และนักเดินเรือบางคนได้รอดชีวิตมาจากปรากฏการณ์สยองขวัญ ในดินแดนของสาม -
เหลี่ยมเบอร์มิวดา จึงทำให้ เกิดการฮือฮากันใหญ่ในขณะนี้ แต่อย่างไรก็ดีจวบจนกระทั่งบัดนี้หาได้มีผู้ใดที่สามารถให้คำอธิบายแจ่มชัด เกี่ยวแก่ความลึกลับ และความอาถรรพ์ของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาได้ และการสาบสูญ ก็ยังคงปรากฏอยู่ต่อไป โดยไม่มีทางป้องกันหรือ





วิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นด้วยหลักการ

ในบางกรณี หากวิเคราะห์ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับการหาบสาบสูญของเรือเดินสมุทรและเครื่องบินในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา จะพบว่าหาเป็นเรื่องประหลาดลึกลับแต่อย่างใดไม่เพราะเครื่องบินแต่ละลำ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับความกว้างใหญ่สุดคณานับของพื้นมหาสมุทรโลกแล้ว ก็เปรียบเสมือนฝุ่นละอองที่ล่องลอย อยู่ในห้องโถงใหญ่ น้ำในมหาสมุทรก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่มีการเคลื่อนไหว กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม มีอัตราความเร็วกว่าสี่ไมล์ต่อชั่วโมง

ในท้องทะเลนอกฝั่งบาฮามัสมีสิ่งแปลกประหลาดอยู่สิ่งหนึ่งที่นักประดาน้ำ มักจะพบเห็นอยู่บ่อย ๆซึ่งพวกเขาเรียกว่า "ปล่องน้ำเงิน" จะปรากฏอยู่ตามหุบผาใต้น้ำและ -
แหล่งหินประการัง มีลักษณะเป็นอุโมงค์หรือปล่องใต้ทะเล โดยทั่วไปเป็นที่อยู่ของปลาที่ไม่ค่อยได้พบกันที่ผิวน้ำ ปล่องเหล่านี้เชื่อว่า เกิดจากถ้ำหินประการังถูกกัดกร่อนด้วย -กระแสน้ำใต้ทะเลมาเป็นเวลานับหมื่นปี เคยมีนักประดาน้ำดำลงไป สำรวจปล่องต่างๆ นี้ พบว่าปล่องจำนวนมากต่างมีทางแยกออกไปในหลายทิศทาง ทำให้ปลาที่ว่ายวนอยู่ในนั้นเกิดสับสนถึงกับว่ายเอาครีบท้องขึ้นสู่เบื้องบน ยิ่งกว่านั้นยังพบว่ากระแสน้ำไหลวแรงเข้าสู่ส่วนลึกคล้ายถูกดูดด้วยกำลังอันมหาศาลซึ่งเป็นอันตราย ต่อนักประดาน้ำมาก และลักษณะการณ์เช่นนี้ทำให้น้ำบริเวณปากปล่องไหลวนเข้าไปภายในอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดการหมุนเป็นกรวยเหนือพื้นน้ำในลักษณะของวังน้ำวน ซึ่งสามารถจะดึงดูดเรือเล็กพร้อมด้วยคนบนเรือ ลงสู่ก้นอย่างรวดเร็ว

อีกทฤษฏีหนึ่ง เป็นทฤษฏีเกี่ยวกับลมพายุทอนาโดซึ่งเกิดเป็นครั้งคราว จะกวาดเรือและเครื่องบิน ให้จมลงสู่ก้นมหาสมุทรได้ไม่ยาก พายุทอร์นาโดเป็นพายุหมุนปั่นเอาน้ำทะเลหมุนเป็นเกลียวสูงนับร้อยๆ ฟุตกลางอากาศและหากมันเกิดตอนกลางคืน เครื่องบินที่บินอยู่ระดับต่ำอาจถูกกระแทกตกลงสู่ทะเลได้ ก็เพราะนักบินไม่สามารถจะมองเห็นได้ในระยะไกล ส่วนเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่จมหายนั้น เชื่อว่าอาจจะเกิดจากกระแสคลื่นมหึมา ที่เป็นผลมาจากแผ่นดินไหวใต้ทะเลก็ได้ เพราะคลื่นที่เกิดจากปรากฏการณ์เช่นนี้จะมีความสูงร่วมร้อยฟุตเลยที่เดียว

ปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อเครื่องบินได้ คือ การผันแปรของอากาศอย่างทันทีทันใด ที่เรียกกันว่า "แค๊ท (Cat - clear air turbulenec)" โดยทั่วไปแล้ว "แค๊ท" จะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่อาจจะคาดคะเน หรือทำการพยากรณ์ได้เช่นเดียวกับลักษณะภูมิอากาศ โดยทั่วไปมันจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลาและทุกสภาวะอากาศ สาเหตุของปรากฏการณ์นี้ยังไม่ทราบกันแน่ชัด แต่เชื่อกันว่าหากมันเกิดขึ้นขณะที่กระแสลมพัดแรงและรวดเร็ว จะทำให้เกิดสูญญากาศบริเวณนั้นทันที ซึ่งหากเครื่องบินได้บินเข้าสู่บริเวณของมันก็อาจจะตกดิ่งสู่ทะเลได้ง่าย แต่อย่างไรก็ดี การผันแปรวิปริตของบรรยากาศทันทีทันใดในลักษณะเช่นนี้นั้น จะต้องไม่ใช่สาเหตุการหายสาบสูญ ของเครื่องบินทุกลำใน-บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นแน่ เพราะปรากฏการณ์ "แค๊ท" จะไม่เป็นผลต่อการทำงานของเครื่องวัดต่างๆ และระบบการติดต่อทางวิทยุบนเครื่องบิน แต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุ จะปรากฏว่าการติดต่อทางวิทยุได้เงียบหายไป

การแปรผันของสนามแม่เหล็กโลก ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินตกได้เช่นเดียวกัน เพราะมันจะทำให้เกิดการผิดพลาดในการทำงานของเครื่องวัดระดับ และเข็มทิศประจำเครื่อง ในกรณีเช่นนี้นักบินไม่มีความสามารถพอก็อาจจะนำเครื่องบินดิ่งลงสู่มหาสมุทรได้ ยิ่งกว่านั้นปรากฏการณ์ต่างๆ ทางธรรมชาติอีกมากมายที่เราไม่อาจจะอธิบาย-หรือ
ทราบสาเหตุของมันได้




แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 25 มีนาคม 2556 เวลา 09:02 น.
ช็อค

เค้าว่ากระทู้นี้ "ช็อค"..แล้วคุณล่ะ? โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


1 โหวต จากทั้งหมด 2 โหวตเลือก ช็อค

ความคิดเห็น

56

ติดตามกระทู้

2

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
106
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

หน้า 1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ยาวมากๆแต่ก็อ่านจบ


    PS.  ~►☼◙รักเท้ม◙บูชาเท้ม◙ ~♂เท้มเปงสามีที่รัก♀~
  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    หากคิดอยากฆ่าตัวตาย

    อยากลองไปที่นี่ดูเผื่อจะไขปริศนาได้

    5555+
  3. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    น่าสนใจอ่ะเรื่องนี้

      เคยดูในสารคดีอ่ะแต่สรุปแล้ว


       เราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอยู่ดี

       (อ่านไม่จบอ่ะ  ยาวมาก)
  4. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ไทม์เเมชชีนหรอ อืม ย้อนไปไหนอ่ะ
    เราว่าทฤษฎีที่ว่า เป็นบริเวณที่สนามแม่เหล็กมีความเข้มข้นสูงที่สุด น่าเป็นไปได้มากที่สุดเเล้วละ
    พระว่าถ้ามีมนุษย์ต่างดาวนะ เค้าคงมาทักทายเราอ่ะเเหละ หรือไม่ก็มาดูกันให้ทั่วบริเวณโลก คงไม่ดูเเค่เบอร์มิวดาหรอก
    ก็อย่างโลกเรา พวกนักวิทยาศาสตร์เค้ายังหาดาวอื่นที่มีชีวิตเลยอ่ะ บินสำรวจกันรอบดวงเลย


    PS.  คนน่ารักขอsay:D
  5. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เราเคยสนใจมากๆแบบได้ในสือเกี่ยวกับเบอมิวด้ามาก็ไม่ได้อะไร
    แต่อ่านๆๆไปเริ่มชอบเล่มหนามากๆแต่สามารถอ่านวันเดียวได้จนจบ
    แบบบ้าไปแล้ว จนตอนนั้นถึงขนั้นอยากจะเป็นนักธรณีวิทยาเลยทีเดียว
    แบบมันน่าลึกลับมากๆอ่ะ เข้าบอกว่ามันเป็นจุดเชื่อมต่อโลกกับสิ่งเล้นลับนอกโลก
    ซึ่งคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสเคยผ่านตรง3เหลี่ยมนี้แล้วเค้าบันทึกไว้ว่าเรือมันเหมือนมีอะไรดูดให้ไปลงในน้ำตลอดเวลา ทำให้ลูกเรือบางคนตกทะเลไปแล้วหายไปเลย จนเค้าต้องย้อนกลับไปทางเส้นทางเดิมแล้วไม่ผ่าน3เหลี่ยมนี้อีกเลย
    และอีกหลายๆเรื่อง ทั้งเครื่องบิน บลาๆๆ น่ากลัวแต่โคตรชอบอ่ะ
  6. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    น่าสนใจค่ะ.....อยากรู้จังว่า   มันจะเปนยังไงต่อ...

    แต่เปนอะไรที่เสี่ยงมากๆๆๆ     :)8
  7. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เห็นด้วย8
  8. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เสี่ยงจังเราอ่านไม่ทันจะจบราก้อเลิกอ่านแล้ว
    มันน่ากลุวอ่าส์   บรื๊ออออออออ1
  9. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เสี่ยงจังเราอ่านไม่ทันจะจบราก้อเลิกอ่านแล้ว
    มันน่ากลัวอ่าส์   บรื๊ออออออออ
  10. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เสี่ยงจังเราอ่านไม่ทันจะจบเราก้อเลิกอ่านแล้ว
    มันน่ากลัวอ่าส์   บรื๊ออออออออ
  11. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ขอบคุถฃณ สำหรับ ความรุ้คะ8
  12. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เป็นสามเหลี่ยมที่น่ากลัวมาก ถ้าคิดจะไปคงจะรอดยากแน่นอนเลย107
  13. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ถือว่าเป็นองค์ประกอบความรู้ในอีกรูปแบบหนึ่งนะครับ
    ถ้าเป็นไปได้อยากรู้ว่ามันมีจริงหรือว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือ มนุษย์ต่างดาวสร้างกันแน่ หรือที่รู้จักในนาม ( UFO )
    อยากได้หนังสืออ่านมากๆเลยเพราะว่าเอาไปใช้ตำราเรียนในอนาคตข้างหน้า
    แล้วมันเกี่ยวกับ คำทำนายของนอสตราดามุสด้วยหรือเปล่าครับ ใครก็ได้ช่วยไขความกระจ่างให้ที103
  14. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

      น่ากลัว
  15. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    น่าตื่นเต้นดีจังค่ะ
    อยากไขปริศนาสามเหลี่มเบอร์มิวด้าจัง!
  16. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    น่าสนใจมากเลยค่ะ
    เป็นความลี้ลับที่น่าไขปริศนา
  17. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    งมงาย
  18. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    18
    guest
    เด็กบางเเก้ว
    เด็กบางเเก้ว 203.172.244.243
    เราอยากไปจัง
  19. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ผมอยากไปไขปริศนาที่นี่จริงๆนะ[พูดจริง]ผมอ่านหนังสือมาแล้วในหนังสือเคยมีคนรอดจากสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า เขาบอกว่าตอน เกิดเหตุที่หน้าปัดเข็มทิศหมุนไปมั่วครับและไม่สามารถบังคับเครื่องยนต์ได้ แต่ผมยังอยากรู้เรื่องสมเหลี่ยมเบอรืมิวด้าอยู่เลย
  20. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้


    อืม..เราว่านะที่เรือสาบสุญเพราะว่าอาจจะเจอพายุหรือเเถวๆนั้นมีอะไรผิดปกติถึงอย่างนั้นเราอยากไปที่สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา
  21. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เป็นเรื่องที่เราติดตามมานานแล้ว
    ปัจจุบันก็ยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง ได้แต่เดาไปต่างๆนานา

    หน้ากลัวมาก อยากรู้จริงๆว่าเกิดเพราะอะไร
    ส่วนใหญ่เชื่อกันว่า เป็นประตูมิติที่4
  22. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ฮูยๆๆ !! น๊ากลัวๆๆ เสี่ยงจังฮะ  อิอิ เสียวจนเยี่ยวเเตก ปรื้อ เลย !!!  - -* โหดร้ายจิงจิงจร้า *0*
  23. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เฮ้ยๆๆ เซงๆๆ !! อ่านเเล้วล่ะหาย เซงเยย งุงิ สนุกมากเลยคร๊าฟ สุดยอดจิงๆๆๆ

    เราว่า
    1. ทฤษฎีที่ว่า อาจจะเป็นไปได้ที่บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานั้น ตั้งอยู่ในจุดสมดุลของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า กับพลังของสนามแห่งแรงโน้มถ่วงพอดี ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างของอีกมิติหนึ่งในห้วงเวลาอวกาศ และเมื่อเรือหรือเครื่องบินแล่นเข้าสู่ช่องว่างแห่งนี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางมิติหายลับไปทันที แต่เนื่องจากว่าวิทยาการทางเทคนิคของเราในปัจจุบันนี้ยังไม่มีความรู้พอที่จะแก้ไขสถานการณ์อันนี้ได้ การหายสาบสูญของพวกเรา ก็เป็นไปในทำนอง เดินทางเดียว เท่านั้น คือเมื่อมิติถูกเปลี่ยนไปแล้ว ก็ไม่อาจจะทำให้กลับคืนสู่มิติเดิมได้ ส่วนสิ่งมีชีวิตปัญญาสูงจากนอกโลกที่มาจากจานบิน คงจะทราบและเข้าใจในกฎเกณฑ์อันนี้เป็นอย่างดีจึงได้ใช้ช่องว่างที่เกิดจากสมดุลอันนี้ เป็น ประตู ทางเข้าออกในการเปลี่ยนแปลงทางมิติเพื่อเข้าสู่โลก ด้วยเหตุจึงมีผู้พบเห็นจานบินบ่อยๆ (สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นสถานที่ซึ่งมีผู้พบเห็นจานบินบ่อยที่สุดและมากที่สุดในโลก) และมันจะหายตัวไปแบบฉับพลัน ซึ่งตอนนั้นเองที่จานบินเปิดประตูมิติ เรือหรือเครื่องบินผ่านมาบริเวณนั้นพอดี ก็เลยแล่นเข้าสู่ประตูมิติ

    น๊ากลัวน๊า *0* ขอบคุณสำหรับที่ Comment ทุกๆๆคน น๊า ร๊ากเเละคิดถึง จาก.... นัทตี้นะ
  24. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เฮ้ยๆๆ เซงๆๆ !! อ่านเเล้วล่ะหาย เซงเยย งุงิ สนุกมากเลยคร๊าฟ สุดยอดจิงๆๆๆ

    เราว่า
    1. ทฤษฎีที่ว่า อาจจะเป็นไปได้ที่บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานั้น ตั้งอยู่ในจุดสมดุลของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า กับพลังของสนามแห่งแรงโน้มถ่วงพอดี ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างของอีกมิติหนึ่งในห้วงเวลาอวกาศ และเมื่อเรือหรือเครื่องบินแล่นเข้าสู่ช่องว่างแห่งนี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางมิติหายลับไปทันที แต่เนื่องจากว่าวิทยาการทางเทคนิคของเราในปัจจุบันนี้ยังไม่มีความรู้พอที่จะแก้ไขสถานการณ์อันนี้ได้ การหายสาบสูญของพวกเรา ก็เป็นไปในทำนอง เดินทางเดียว เท่านั้น คือเมื่อมิติถูกเปลี่ยนไปแล้ว ก็ไม่อาจจะทำให้กลับคืนสู่มิติเดิมได้ ส่วนสิ่งมีชีวิตปัญญาสูงจากนอกโลกที่มาจากจานบิน คงจะทราบและเข้าใจในกฎเกณฑ์อันนี้เป็นอย่างดีจึงได้ใช้ช่องว่างที่เกิดจากสมดุลอันนี้ เป็น ประตู ทางเข้าออกในการเปลี่ยนแปลงทางมิติเพื่อเข้าสู่โลก ด้วยเหตุจึงมีผู้พบเห็นจานบินบ่อยๆ (สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นสถานที่ซึ่งมีผู้พบเห็นจานบินบ่อยที่สุดและมากที่สุดในโลก) และมันจะหายตัวไปแบบฉับพลัน ซึ่งตอนนั้นเองที่จานบินเปิดประตูมิติ เรือหรือเครื่องบินผ่านมาบริเวณนั้นพอดี ก็เลยแล่นเข้าสู่ประตูมิติ

    น๊ากลัวน๊า *0* ขอบคุณสำหรับที่ Comment ทุกๆๆคน น๊า ร๊ากเเละคิดถึง จาก.... นัทตี้นะ  

  25. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าเป็นเรื่องน่าสนใจมากๆติดตามมาตั้งแต่ได้ยินเรื่องมาจากแฟน  น่ากลัวที่สุดพึ่งมาได้รู้จักประวัติก็คราวนี้แหละ  ขอบคุณค่ะ
  26. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เราว่า มันมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่แล้ว เขาเหนือกว่าพวกเรามาก เขาได้สร้างปรากฏการณ์พวกนี้เพื่อป้องกันอนาเขตให้ตัวเขาเองหรือเปล่า ห้าห้า คิดเองเออเอง- - ต้องมีอาไรสักอย่าที่ำให้พลังนี้หายไปได้แต่ พวกมนุษย์ยุค นี้ ก็ค้นไม่พบวิธี จานบินที่เจอกู้ได้จาก เบอมิวได้ พอรู้ล่ะว่าทำไมพวกต่างดาวมันถึงไม่มาบอกอะไรกับโลก มันกัวการบ นี้เอง คงไม่อยากให้มีการสูญเสีย ทั้งๆที่เขาไม่ได้ต้องการ รบ ละมั้ง เพราะมีคนที่ติดต่อกับต่างดาวได้ว่าเขาจะช่วยโลกและ แนะนำวิธีต่างๆแต่สงสัยโดนชาวโลกโจมตีใส่ก่อน เลยผิดหวัง ป่อยตามเวรตามกรรม ~^~
  27. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    แต่หนูว่าถ้าสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาตั้งอยู่ที่ใจกลางของสนามแม่เหล็กขนาดใหญ่นั้นจริงๆแล้วทำไมไม่มีซากเรือหรือเครื่องบินอะค่ะ  หนูคิดว่ามันคงมีอีกมิติหนึ่งแน่ๆคะที่ทำให้เราไปอยู่อีกโลกหนึ่ง  โลกนั้นอาจจะน่ากลัวหรือน่าอยู่กว่านี้ก็ได้นะค่ะ  และก็  ถ้าเครื่องทำงานผิดพลาดจริงๆแล้วมีพายุจริงๆทำไมนักวิทยาศาสตร์ตางๆถึงบอกว่าหายไปในพริบตาอ่าค่ะแล้วถ้าเครื่ิองเสียจริงๆก็ต้องมีซากเรือหรืออะไรๆที่เกี่ยวข้องกันสิค่ะ        (อ่านแล้วเหมือนจะเป็นบ้าเพราะน่ากลัวมากๆ)แต่ว่ามีมนุษย์ต่างดาวจริงๆนะค่ะหนูเคยเห็นมากับตาหลายครั้งแล้วด้วยคะ
  28. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    28
    guest
    ผู้รอดจากดินแดนนั้น
    ผู้รอดจากดินแดนนั้น 118.172.33.30
    เราไม่ควรไปยุ่งกับเรื่องพวกนั้น เราควรจะอยู่ส่วนเราไม่ต้องไปสืบหรือค้นคว้าอะไรเพราะมนุษ์เราโง่เกินกว่าความล้ำหน้าของที่แห่งนั้น
  29. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ขอบคุนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนคับ
  30. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ได้รู้เรื่องทุกอย่างเลยคร๊าฟ
  31. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อยากไปจัง
  32. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    น่ากลัว
  33. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    คือวาผมจะบอกไห้ว่ามันเป็นอยางไง.........ไงวะ
  34. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    น่ากลัวม๊ากก  ><
  35. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ถึงจะเป็นเรื่องที่หน้าถึ่งในทะเลแอสแลนติสแต่มันก็ให้ได้รู้ว่าสามเหลี่ยมเบอร์มิวดามีประวัติอย่างไร
  36. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    36
    guest
    นักวิทยาศาสตร์ในอนาคต
    นักวิทยาศาสตร์ในอนาคต 223.206.179.73
    ความคิดเห็นของเราๆก็คิดว่ามันคล้ายๆกับหลุมดำบนเอกภพอันแสนกว้างใหญ่ที่เกิดจากการระเบิดของดวงดาวต่างๆ
    แล้วเกิดเป็นหลุมดำที่สามารถดูดสิ่งต่างๆที่อยู่รอบๆบริเวณนั้นได้
    เราก็คิดว่าสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาก็น่าจะเกิดจากการระเบิดของอะไรบางอย่างใต้น้ำจึงเกิดแรงดูดมหาศาลที่อะไรอยู่ใกล้ๆ-
    บริเวณนั้นก็ถูกดูดเข้าไปได้ด้วย
  37. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    น่ากลัวจังเลยอยากฆ่าตัวตายแล้วไปพิสูจน์กัน   5555+  คริคริ++
  38. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้


    ฉลาดจุงเบย บ่องตง
  39. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้


    มั่ยเชื่อก้อย๋าลบลู๋ดิ ยิ่งน่ากัวยุด้วย
  40. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    บ่องตงน่ากัวชิบ....แต่ยาวจุงเบย
  41. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    41
    guest
    นู๋คือเอเลี่ยนค่
    นู๋คือเอเลี่ยนค่ 58.8.75.42
    ตั้งใจเราว่าทฤษฎีที่1 น่าจะใช่น่ะนะ อาจจะเป็นไปได้ก็ได้ที่จะมีมนุษย์ต่างดาวมายังโลกโดยผ่านทาง
    สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า เพราะว่าถ้าไม่ใช่อย่างนั้นบริเวณสามเหลี่ียมเบอร์มิวด้าคงจะไม่มีคนพบเห็นจานบินก็ได้ แต่อาจเป็นเพราะเป็นประตูมิติที่เชื่อมต่อกับนอกโลกจึงเห็นจานบินในบริเวณสามเหลีมเบอร์มิวด้า ก็เป็นได้
    อย่างถือสากันนะถ้าความเห็นไม่ตรงกันน่่ะนะ
  42. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ก็จริงนะครับ
  43. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    พื้นที่บริเวณนั้นอาจเป็นพื้นที่ที่เจ้าของสมบัตรสาบแช้งไว้ก็ได้
  44. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    และบริเวณนั้นอาจเป็นบริเวณที่มีพายุเกิดขึ้นบ่อยครั้งตกใจ
  45. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ช็อคพูดไม่ออกน่ามหัศจรรย์มากค่ะยิ่งรู้มากยิ่งอยากหาคำตอบว่ามันเป็นยังไงกันแน่
  46. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    รักเลยสุดยอดปเลยอยากไปเห็นของจริงว่ามันเป็นยังไงถ้าเข้าไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า มันจะเป็นยังอยากรู้จังซึ้ง
  47. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เหวอ!!!!!เหอะๆ
  48. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ขอบคุณอารมณ์ดีตลกจังรักเลยฮือฮือ
  49. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    มันน่ากลัวและมีอยู่จริง
  50. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ตกใจพูดไม่ออก อยากให้โออิชิ จัดเที่ยว สามเหลี่ยมเมอร์บิวด้า จุงเบย แบบไปแต่ตัวทวร์ยกแก้ง จะได้ไปค้นหาความจิงกันเยอะๆหลายคน คริคริ อยากรุ้ฝุดๆว่าความจิงแล้ว-ที่ตงนี้มันคืออะไรกันแน่ น้ำตาจะไหลน้ำตาจะไหล
ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน
1. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้จัดสร้างโดยผู้ลงข้อมูลเอง ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้ลงข้อมูลโดยตรง
ห้ามคัดลอก/เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงข้อมูล
2. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้ทำการคัดลอกมาจากของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงข้อมูลต้องทำการขออนุญาต และอ้างอิงอย่างเหมาะสม
3. ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ เป็นการส่งข้อความโดยผู้ใช้ หากพบเห็นข้อความหรือรูปภาพที่ไม่เหมาะสม, ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการโดยเร็ว

ร้องเรียนปัญหากระทู้ภายใน
เว็บไซต์ Dek-D.com

board@dek-d.com
( ทุกวัน 24 ชม )
02-860-1142 ต่อ 140
( จ-ศ 09.00-18.00 พักเที่ยง 12.00-13.00 )