ประวัติของคุณวิกรม กรมดิษฐ์ คนที่หมอกฤษณ์ทำนายว่าจะได้เป็นนายกปี 2554!!!!

ความคิดเห็น

66

ติดตามกระทู้

2

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
2

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


          




 


เรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการที่นี่หมอชิต และ weopenmind.com

         หลังจากที่ "วิกรม กรมดิษฐ์" เจ้าของอมตะนคร ออกมาเปิดใจในรายการวู้ดดี้ มิลินทจินดา ในทุกแง่ทุกประเด็น ทุกคำถาม โดยเฉพาะเรื่องราวในด้านมืดของเขา งานนี้ก็ทำให้หลายคนถึงกลับอึ้ง! ในความไม่ดี ทึ่งในความสามารถของเขาเลยทีเดียว และด้วยความเป็นคนที่ไม่ธรรมดาเหล่านี้จึงทำให้ชื่อของเขากลายเป็นบุคคลที่หลายๆ คนอยากรู้จักกัน วันนี้กระปุกดอทคอมก็ไม่พลาด จะพาไปเปิดประวัติเขากันค่ะ

         "วิกรม กรมดิษฐ์" ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เจ้าของโครงการนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร พร้อมทั้งมีบริษัทในเครืออมตะอีกหลายแห่ง รวมถึงที่อยู่ในเวียดนามด้วย  เขาพลิกผันตัวเองจากครอบครัวที่ทำอาชีพค้าขายในจังหวัดกาญจนบุรี มาสู่เจ้าของอาณาจักรนิคมอุตสาหกรรม

วิกรม กรมดิษฐ์



         วิกรม กรมดิษฐ์ เกิดเวลา 24.00 น. วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2496 ทวดของเขามาจากเมืองจีนมาทำการค้าขายในเมืองไทย จนได้แต่งงานกับย่าทวดที่ทำธุรกิจด้านยาสูบ ต่อมาในรุ่นของคุณปู่ก็มีใช้เรือในการขนส่งใบยาจากกาญจนบุรีมาที่กรุงเทพฯ และส่งไปขายต่อที่จีน ส่วนตัวเขาเองนั้นขณะที่เรียนชั้นประถม 1 ก็เริ่มทำการค้าขายแล้ว เป็นการขายถั่วคั่วที่เขาทำเรื่อยมาจนถึงประถม 3 ต่อมาก็ไปรับขนมปังและลูกอมมาขายควบคู่ไปด้วยเลย ซึ่งวิกรมนั้นมีความฝันที่อยากจะมีกิจการเป็นของตัวเองตั้งแต่เด็ก และด้วยความที่เขาต้องควบคุมคนงานมาตั้งแต่เด็กๆ จึงทำให้รู้จักการวางตัวให้น่าเชื่อถือเพื่อจะได้สามารถควบคุมคนหมู่มากได้

         กระทั่งได้รับทุนการศึกษาในระดับปริญญาตรี จากรัฐบาลไต้หวัน เขาก็เริ่มทำธุรกิจแบบจริงจังมากขึ้นด้วยการนำเข้าอะไหล่วิทยุ, โทรทัศน์ และเครื่องสูบน้ำ จากประเทศไต้หวันเข้ามาขายในไทย และก็ได้นำสินค้าจำพวก เครื่องหนัง, ทองรูปพรรณ และเมล็ดพันธุ์ต่างๆ กลับไปขายในไต้หวัน จนสร้างรายได้ให้เขาเป็นกอบเป็นกำ  เหตุผลที่วิกรม ต้องดิ้นรนทำมาค้าขายแบบนี้ก็เพราะเขามีปัญหากับพ่อ ทำให้พ่อไม่ส่งเสียจึงต้องพยายามหาทางส่งเสียตัวเอง และในที่สุดเขาก็เรียนจบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ต่อมาเขาก็ได้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ในสาขาวิชาการบริหารทั่วไป จากมหาวิทยาลัยรามคำแหงอีกด้วย

วิกรม กรมดิษฐ์



         สิ่งที่วิกรมได้เรียนรู้มาตั้งแต่เด็กนั้น ช่วยหล่อหลอมจนมาถึงวันที่เขาเปิดบริษัทของตัวเอง จากบริษัทส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ, ธุรกิจค้าส่งอาหารอย่างทูน่า, ผลิตอาหารกระป๋องส่งขายต่างประเทศ จนมาถึงโรงงานผลิตอาหารที่เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม จนมาเป็น บริษัทอมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาและจัดการด้านนิคมอุตสาหกรรม หรือเรียกง่ายๆ ก็คือเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่สนใจเช่าทำเป็นโรงงานอุตสาหกรรม โดยในนิคมอุสาหกรรมจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ อาทิ บ้านพัก หรือ อพาร์ทเมนต์ และสิ่งอุปโภคบริโภคต่างๆ ซึ่งบริษัทอมตะมีนิคมอุตสาหกรรมหลักๆ 3 แห่ง คือ อมตะนคร จังหวัดชลบุรี, อมตะซิตี้ จังหวัดระยอง และอมตะซิตี้ เบียนหัว ที่อยู่ในประเทศเวียดนาม

         บริษัทในเครืออมตะนั้นมีมากมาย ได้แก่ บริษัท อมตะซิตี้ จำกัด, บริษัท อมตะ (เวียดนาม) จำกัด, บริษัท อมตะ วอเตอร์ จำกัด, บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด, บริษัท อมตะ แมนชั่นเซอร์วิส จำกัด, บริษัท อมตะ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด, บริษัท อมตะ คอนโดทาวน์ ระยอง จำกัด, บริษัท อมตะ เพาเวอร์ จำกัด, บริษัท อมตะ จัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด, บริษัท อมตะ ซัมมิท เรดดี้ บิลท์ จำกัด, บริษัท เวีย โลจิสติกส์ จำกัด, บริษัท โรงพยาบาลวิภาราม (อมตะนคร) จำกัด และบริษัท เวีย ทรานส์ จำกัด



         นอกเหนือจากการบริหารกิจการในเครืออมตะแล้ว คุณวิกรมยังเคยทำงานด้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นฐานะผู้จัดรายการวิทยุ ที่ใช้ชื่อรายการว่า "CEO Vision" และก็ยังเคยเป็นคอลัมนิสต์ให้กับหนังสือพิมพ์คมชัดลึก, มติชน และโพสต์ทูเดย์ แถมยังเคยเขียนหนังสือ "ผมจะเป็นคนดี" กับ "มองโลกแบบวิกรม" ที่ขายได้ในระดับแสนเล่มมาแล้ว อีกทั้งด้วยความที่คุณวิกรมเป็นนักบริหารที่มีความสามารถจึงทำให้เขาถูกสัมภาษณ์ลงนิตยสารมากมาย อาทิ Thai Commerce, Thailand Timeout และ Forbes เป็นต้น

         ส่วนงานด้านอื่น วิกรมเคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กับที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และยังเคยเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ประธานสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย, ประธานคณะกรรมการไทย ไต้หวัน สภาอุตสาหกรรม

         สิ่งที่ทำให้ผู้ชายที่ชื่อวิกรมมีทุกสิ่งทุกอย่างในทุกวันนี้นั่นก็คือ ความเป็น "นักฝัน" ของเขา ซึ่งเขาเคยเขียนไว้ในหนังสือ "มองโลกแบบวิกรม" ว่า "ผมเป็นคนชอบหลอกตัวเองด้วยการสร้างความรู้สึกในแง่ดีบ่อยๆ กระทำจนเป็นนิสัยในการล่อหลอกตัวเองให้ทำในสิ่งที่ฝันไว้ เพราะความฝันคือเข็มทิศ เป็นพลังขับเคลื่อนชีวิต เป็นน้ำหล่อเลี้ยงมนุษย์ และที่สำคัญ ความฝันไม่เสียสตางค์"

         ทั้งนี้ชีวิตในวัยเด็กของ วิกรม นั้นไม่เคยมีแม้ห้องส่วนตัว เขาจึงฝันอยากจะมีอาณาจักรส่วนตัวที่เขาจะมีอิสระและทำอะไรก็ได้ตามใจ ฝันนั้นจึงกลายมาเป็นอาณาจักร "อมตะนคร" และ "บ้าน" ก็เป็นอีกฝันที่คุณวิกรมปรารถนา เขาได้สร้างบ้าน 2 หลัง หลังหนึ่งอยู่ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ บนเนื้อที่กว่า 30 ไร่ พื้นที่ดังกล่าวเมื่อก่อนเป็นเพียงไร่ข้าวโพดธรรมดา แต่ปัจจุบันเต็มไปด้วยธรรมชาติมากมาย ทั้งสระน้ำขนาดเกือบ 3 ใน 4 ของเนื้อที่, ภูเขา ที่นำดินจากการขุดสระมาสร้าง, ถ้ำ ที่สร้างขึ้นเอง และในถ้ำยังมีห้องนอน ห้องรับแขก ภาพวาดเกี่ยวกับชีวิตครอบครัว ที่เลียนแบบประติมากรรมจากผาแต้มอีกด้วย

บ้าน วิกรม กรมดิษฐ์



         ทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากความฝันของเขาทั้งนั้น วิกรมเคยบอกว่า เขาอยากมีภูเขา อยากมีถ้ำเป็นของตัวเอง แต่การจะไปซื้อหรือยึดที่เป็นของหลวง หรือของรัฐคงไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงต้องสร้างธรรมชาติเหล่านั้นขึ้นมา  นอกจากนี้ในเนื้อที่ดังกล่าวยังเต็มไปด้วยต้นไม้ ที่เขาปลูกไว้ และคาดว่าอีกไม่กี่ปีบนเนื้อที่ของเขาจะเป็นป่าสงวนย่อมๆ เลยทีเดียว … ท่ามกลางธรรมชาติ วิกรมยังได้สร้างบ้านในสระน้ำอีกด้วย โดยเขาได้ตั้งชื่อไว้ว่า "ศานติสงบ" อันเป็นสถานที่ที่เขาจะได้สัมผัสความสงบจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปลูกฝังเขามาตั้งแต่เด็กๆ 

         ส่วนบ้านอีกหลังของวิกรมอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ใช้ชื่อว่า "AmataCastle" โดยเขาตั้งใจสร้างให้เป็นปราสาทหินทรายฝังบรอนซ์หลังใหญ่ ภายในจะมีทั้งสเตเดียมแบบกรีกโรมัน, ห้องบอลรูม และสวนป่าหิมพานต์ พร้อมทั้งยังเปิดเป็นหอศิลป์โชว์ภาพเขียนของศิลปินในเมืองไทย อีกทั้งยังมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงของโบราณและของใช้ส่วนตัวที่มีค่าทางจิตใจต่อตัวเขาอีกด้วย

         แม้ชีวิตวิกรมจะมีหลายสิ่งที่ทำให้เขาได้รับการยกย่องและเชิดชูให้เป็นบุคคลที่มากไปด้วยความสามารถ เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และประสบความสำเร็จมากๆ คนหนึ่ง แต่ใครจะรู้ว่าในอีกมุมชีวิตของวิกรมยังมีเรื่องให้อึ้งได้เช่นกัน พร้อมกับเกิดคำถามตามมาว่า
"เขาทำเช่นนี้ได้อย่างไร"

         ทั้งนี้วิกรมเคยมีปัญหากับพ่อ และถึงขนาดว่าเขาได้ทำร้ายพ่อมาแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาต้องหนีออกจากบ้าน และทุกวันนี้เขาก็ไม่เคยกลับบ้านนานมาแล้วหลายปี และที่เคยคุยกับพ่อก็เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา แถมเป็นการคุยกันทางโทรศัพท์อีกต่างหาก

         "ผมล้มเหลวกับครอบครัว โดยเฉพาะกับพ่อ และนี่คือสิ่งที่ผมอยากถ่ายทอดให้แก่คนรุ่นใหม่ อะไรที่เป็นสีดำ อะไรที่เป็นความผิดพลาดในชีวิตของผม ผมไม่ปิดบังเลยนะ อย่างเรื่องที่ผมขัดแย้งกับพ่อ ผมไม่อยากให้มันเกิดกับคนอื่น ผมถึงเอาตัวผมเป็นตัวอย่าง เอาตัวผมไปเป็นตัวละคร ให้คนอื่นได้ดูว่าตัวละครตัวนี้มันเต้นผิดยังไง มันร้องผิดรำผิดยังไง"

         ส่วนชีวิตด้านครอบครัวนั้นเขาเคยแต่งงานมาก่อนแล้ว หากคุณเคยดูบทสัมภาษณ์รายการหรือสื่อต่างๆ ถ้าถามเรื่องชีวิตครอบครัวเขาก็จะบอกเสมอว่า เขามีภรรยาคนเดียวและจะมีคนสุดท้ายก็คือ เคลลี่

         วิกรมกับเคลลี่เจอกันที่ไต้หวัน ตอนนั้นเขาเพิ่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และได้ไปเรียนต่อที่ไต้หวัน เคลลี่เป็นลูกสาวของนายสถานีวิทยุกระจายเสียง ส่วนแม่เป็นเจ้าของโรงงานตุ๊กตาหินส่งออกไปขายยังต่างประเทศ ความน่ารักและเป็นคนเก่งของเคลลี่ ทำให้วิกรมตกหลุมรักและประทับใจในความมีน้ำใจของเธอที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลเด็กพลัดถิ่นอย่างเขา จนทำให้เป็นบ่อเกิดแห่งความรัก ความซาบซึ้งใจและความผูกพันในมิตรภาพของกันและกัน

         วิกรมเล่าว่า "ตอนนั้นผมเพิ่งเริ่มติดต่อการค้า บางวันแย่หนักมีเงินติดตัวเพียง 25 สตางค์เท่านั้น ก็มีแต่เคลลี่ที่ส่งเงินมาทางจดหมายครั้งละ 5 เหรียญ 10 เหรียญ ให้ผมได้ใช้ประทังชีวิต"

วิกรม กรมดิษฐ์



         อีก 10 ปีต่อมา เขาและเคลลี่ก็จัดงานแต่งงานอย่างใหญ่โตขึ้นที่ไทเปและสวนสามพราน ชีวิตคู่ของวิกรมมีความสุขดีมาตลอดจนถึงช่วงก่อนอายุ 30 ปี ธุรกิจของวิกรมเริ่มอยู่ตัว เขากับภรรยาไม่เคยทะเลาะกันเลย เพราะมีความรักแบบเพื่อนที่เข้าอกเข้าใจกันดี แต่ไม่นานนักความรักระหว่างคนทั้งสองก็เริ่มเกิดปัญหาจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ วิกรมจึงส่งเคลลี่ไปเรียนปริญญาโทที่อเมริกา ด้วยความหวังว่าการห่างกันจะทำให้อะไรๆ ดีขึ้น แต่ความจริงกลับไม่เป็นอย่างที่คิด ความสัมพันธ์ระหว่างเขาทั้งสองยิ่งยากจะประสานให้ดีดังเดิม สุดท้ายทั้งคู่ก็ได้หย่าขาดจากกัน 

         การตัดสินใจเลิกกันทั้งคู่ ทำให้เขาใช้เวลารักษาแผลใจอยู่ช่วงใหญ่ และทำให้ วิกรมสิ้นศรัทธาต่อความรัก หมดความเชื่อมั่นและความหวังในเรื่องการแต่งงานเลยทีเดียว จนในที่สุดเขาก็กลับมาใช้ชีวิตใหม่อีกครั้ง พร้อมกับมีผู้หญิงมากมายเข้ามาชีวิต แต่เขาก็ไม่เคยแต่งาน หรือยกย่องใครมาเป็นภรรยา จนทำให้เขาถูกสังคมมองว่า เป็นเพลย์บอยคนหนึ่งของเมืองไทย ซึ่งผู้หญิงที่เข้ามาในชีวิตวิกรมทุกคนจะต้องยอมรับในเงื่อนไขและขอบเขตแห่งความสัมพันธ์ไว้ล่วงหน้า ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ และการเป็นอิสระต่อกัน ไม่มีการผูกมัดหรือมีพันธะใดๆ ต่อกัน หากมีผลพวงที่เกิดจากความสัมพันธ์ขึ้นก็จะต้องจบลงที่คลีนิกเท่านั้น 

         "ผมทำผู้หญิงท้อง 10 กว่าคน และพาไปทำแท้งทั้งหมด ถ้าเกิดมาแล้วเป็นปัญหาจะให้(เด็ก)เกิดมาทำไม ก็พาไปทำแท้ง ทำให้ทุกวันนี้ผมไม่มีภาระเรื่องลูก ลูกของผมคนแรกถ้าผมไม่ให้เธอทำแท้ง วันนี้เขามีอายุ 30 ปีแล้ว" 

         สำหรับเหตุผลที่เขาเลือกการทำแท้ง ก็เนื่องจากความคิดที่ว่า ไม่ต้องการสร้างปัญหาให้กับใคร ไม่ว่าผู้หญิงหรือคนรอบข้างและสังคม โดยเฉพาะผู้ที่จะเกิดมาซึ่งไม่มีส่วนร่วมรู้ในสิ่งที่พ่อกับแม่ได้สร้างขึ้น หากพ่อกับแม่ไม่มีความพร้อมในทุกด้าน ก็เท่ากับเรากำลังสร้างบาปให้แก่ผู้บริสุทธิ์ และมีส่วนในการสร้างปัญหาและมลภาวะแก่สังคมถ้าถามเขาว่า แล้วทรัพย์สมบัติที่มีมากมายเขาจะให้ใคร เขาบอกว่า คนนั้นอาจจะเป็นลูกหลาน เป็นญาติ เป็นพนักงาน หรือใครก็ได้ที่เป็นคนดี สามารถสืบทอดเจตนารมณ์ของเขาได้ 

         "ลูกน้องผมอยู่กับผมมาตั้งแต่เริ่มเปิดบริษัท แล้ววันนี้พวกเขาก็ทำได้ดี ผมไปแย่งงานเขาทำก็ไม่มีประโยชน์ เราชอบหลอกตัวเองแบบเถ้าแก่ว่าต้องลงมือทำเองทุกเรื่อง คนจีนยุคก่อน ถ้าไม่ใช่ลูกหลาน ไม่ใช่พรรคพวก ก็ไม่ให้ตำแหน่ง ผมเองก็มีเชื้อจีน แต่ผมว่าความคิดแบบนั้นมันไม่ถูก ผมบอกไว้เลยว่าบริษัทผมต้องเป็นของมหาชนอย่างแท้จริง ดังนั้นไม่ควรจะมีคนจากครอบครัวผมเกิน 2 คน เป็นกรรมการหรือผู้บริหาร"

         ทุกวันนี้งานของวิกรม คือ อ่าน เขียน และถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของตัวเองให้คนอื่นๆ ได้รู้ ได้นำไปปรับใช้ในชีวิต ไม่เข้ามานั่งบริหารธุรกิจหลายร้อนล้านเอง แต่คอยให้คำแนะนำและคอยชี้ทางให้กับลูกน้อง … หลายคนที่สนิท ได้สัมผัสกับชีวิตอันเรียบง่าย มีวิสัยทัศน์กว้างไกลของเขา ก็ทำให้บ่อยครั้งมีคำถามว่า "คุณวิกรมไม่คิดลงเล่นการเมืองเหรอ ไม่คิดไปช่วยพัฒนาประเทศชาติบ้างเหรอ" เขาก็บอกว่าเขาไม่คิดเล่นการเมือง และทุกวันนี้เขาก็มีส่วนช่วยประเทศชาติในการเพิ่ม GDP ให้กับประเทศ เพราะ บริษัทของเขามี GDP สูงทีเดียว นอกจากนี้เขายังบอกอีกว่าไม่ต้องการเงินทอง ไม่ต้องการชื่อเสียง ลาภยศสรรเสริญ ถึงมีคนมาให้รางวัล ก็จะไม่รับรางวัลอะไรทั้งนั้นในชีวิตนี้ แม้กระทั่งโนเบล เพราะเขาคิดว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่มุ่งหวัง สิ่งที่เขาคาดหวังคือความสุขกับความภูมิใจต่างหาก

         "ทุกวันนี้ห้องที่ผมนอนจะมืดหมดเลย ห้องนอนผมไม่มีหน้าต่าง ไม่มีเสียง ไม่มีแสง ผมอยู่กับความเป็นศูนย์ เวลาผมปิดไฟมันก็มืดหมด มืดแบบไร้ซึ่งขอบเขต เงียบ ไร้ซึ่งทุกอย่าง นำไปสู่ความสงบ การที่เราอยู่กับตัวเอง ไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้องกับตัวตนของเรา มันทำให้เรารู้จัก เข้าใจความเป็นตัวตน ความเป็นวิกรมอย่างแท้จริง ผมว่าถ้าเราเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ และอย่างถูกต้อง เราจะรู้จักตัวเอง และรู้ว่าเรากำลังมองหาอะไรในชีวิต"

         นี่เป็นเพียงเรื่องราวส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ "วิกรม กรมดิษฐ์" นักธุรกิจหลายร้อยล้าน นักปรัชญาของเมืองไทย ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและยังคงดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย แต่ในชีวิตก็มีด้านมืดดังคนอื่นๆ เช่นกัน

ประวัติ 

         ชื่อ : วิกรม กรมดิษฐ์
         วันเกิด : 17 มีนาคม พ.ศ.2496
         สถานภาพ : โสด

การศึกษา : 

         - วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยแห่งชาติ ไต้หวัน
         - บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ประสบการณ์ระหว่างเป็นนักศึกษา

         1971 : ได้รับทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี จากรัฐบาลไต้หวัน
         1973 : ได้รับรางวัลในฐานะนักเรียนนานาชาติยอดเยี่ยม ในการกล่าวสุนทรพจน์
         1973 : ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมศิษย์เก่านักเรียนไทยในไต้หวัน

ประสบการณ์ในอดีต

         1975-1994 : กรรมการผู้จัดการบริษัท วี แอนด์ เค คอร์ปอเรชั่น (มหาชน)
         1989-1994 : ประธานบริษัท กรมดิษฐ์ โฮลดิ้ง
         1992-1997 : รองประธาน บี ไอ พี แอนจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน)

ตำแหน่งทางสังคมปัจจุบัน

         - รองประธานสภาธุรกิจไทย – จีน 
         - เหรัญญิก ของสมาคมไทย – ญี่ปุ่น 
         - รองประธานสมาคมศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยไต้หวัน
         - สมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
         - สมาชิกสมาคมการสื่อสารแห่งประเทศไทย
         -  สมาชิกสมาคมสัตว์ป่าแห่งประเทศไทย

ตำแหน่งทางสังคมในอดีต

         1990-1992 : เลขานุการสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย
         1992-1995 : รองประธานสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย
         1992-1994 : กรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
         1992-1993 : ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
         1993-1994 : ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
         1994-1996 : ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ประธานสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย
         1998-2002 : ประธานคณะกรรมการไทย – ไต้หวัน สภาอุตสาหกรรม

เครดิต : http://hilight.kapook.com/view/17324


PS.  อารายกันวะเนี่ย ชีวิต!!!! เคยอยู่คนเดียวมาก็นาน จู่ๆเธอก็เข้ามาในชีวิต ทำให้ชั้นต้องเปลี่ยนไป เฮ้อ!!!

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 เวลา 20:23 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

66

ติดตามกระทู้

2

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
2

คนที่ดูกระทู้นี้มักจะดูกระทู้เหล่านี้ต่อ

ซ่อน
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

หน้า 1

ความคิดเห็นที่ 1 - 50

  1. ยังไม่มีความคิดเห็น

หน้า 2

ความคิดเห็นที่ 51 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ยังไงถ้าเป็นนายกจิงๆก็ขอให้จ่ยภาษีให้ประเทศนี้ด้วยแล้วกัน เดี๋ยวไม่มีแผ่นดินอยู่เหมือนแม้ว
  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    "ผมทำผู้หญิงท้อง 10 กว่าคน และพาไปทำแท้งทั้งหมด ถ้าเกิดมาแล้วเป็นปัญหาจะให้(เด็ก)เกิดมาทำไม ก็พาไปทำแท้ง ทำให้ทุกวันนี้ผมไม่มีภาระเรื่องลูก ลูกของผมคนแรกถ้าผมไม่ให้เธอทำแท้ง วันนี้เขามีอายุ 30 ปีแล้ว"


    เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนนะคะ เยาวชนหลายคน ยึดถือคุณวิกรม เป็นตัวอย่าง ไม่อยากให้นำเสนอเรื่องการทำแท้งมาเกินไปนะคะ จริง ๆ ในละครควรตัดออก เพราะไม่ได้ให้อะไรกับสังคมเลย

    คุณควรรู้จักวิธีป้องกัน ในการมีเพศสัมพันธ์ คุณเป็นคนมีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นคนที่คนหลายคนยึดถือเป็นแบบอย่าง
    ทำไมเรื่องแค่นี้คุณคิดไม่ได้คะ คุณทำผู้หญิงท้องมา 10 กว่าคนแล้ว คุณน่าจะรู้จักป้องกันตั้งแต่ พลาดทำ แฟนคนแรกท้องแล้ว ความรับผิดชอบแค่นี้ทำไมคุณทำไม่ได้ล่ะคะ

    ก็ได้แต่หวังว่า หลาย ๆ คนคงแยกแยะ ออกระหว่างถูกกับผิด คุณเก่ง คุณรวยจริง
    แต่เรื่องทำแท้งซ้ำแล้วซ้ำอีกนี่ รับไม่ได้จริง ๆ ค่ะ
  3. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ความรักมันทำเขาเพี้ยนๆ ตั้งแต่เด็กคุณพ่อเขา แต่ก็ชอบนะเป็นแรงผลักดันดี
    แต่น้อยคนที่จะทำได้อย่างเขาคนนี้
    มากพร้อมด้วยความสามารถ และดวงดังจินตนาการ
    ทุกอย่างเพอเฟคค่ะ แค่รู้สึกสงสารที่ผู้ชายวัยกลางคนคนนี้ซึ่งมีพร้อมทุกสิ่ง
    ขาดอยู่อย่างเดียวในจักรวาลนี้ คือความรักความอบอุ่นที่สมควรได้รับอย่างมนุษย์ปุถุชนทั่วไป
    ไม่ได้ลบหลู่ หรือหยามแค่รู้สึกตามที่อ่านประวัติจบ
    ถ้าสมมุติทั่นขอพรได้ หรือเลือกได้ ทั่นคงมีอะไรในใจเยอะ.........ที่เก็บไว้จนลึกถึงก้นบึ้ง
    ซ่อนด้วยความเย็นสง่าดุจขุนเขา! (ไม่สมควรเลยที่ผู้ชายดีๆอย่างนี้จะต้องวิ่งไล่ฝันเพื่อหนี......)
  4. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    คห 22

    ภาษาวิบัติที่สุดครับหัดเขียนให้ถูกต้องบ้างอย่าทำตัวเป็นคนไร้การศึกษา คนที่การศึกษาน้อยยังเขียนถูกต้อง เห็นด้วยที่ว่าถ้าไม่ใช่คนไทยก็ออกไปจากประเทศซะ ฝรั่งยังเขียนได้ถูกต้องกว่า  


    ...โง่............
  5. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

  6. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    โดยส่วนตัวผมแล้วยกให้คุณวิกรมคือคนที่เปลี่ยนแปลงชีวิตความคิดผมไปในทางที่ดีจริงๆจากการที่ผมได้อ่านหนังสือของคุณวิกรม อยากให้เยาวชนที่กำลังหลงผิดหรือไม่รู้ว่าชีวิตตัวเองมีเป้าหมายอะไรทิศทางของชีวิตจะไปทางไหนได้อ่านมากๆเชื่อว่าปัญหาต่างๆจะลดลงเยาวชนจะมีคุณภาพมากขึ้นกว่าทุกวันนี้......นกกาเรียน
  7. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    57
    guest
    ยิ่งศักดิ์ โกวิทวณิชชา
    ยิ่งศักดิ์ โกวิทวณิชชา 223.206.165.212
    อยากถามคุณวิกรมหน่อยว่าถ้าวันข้างหน้ามีการพิสุจน์ได้ว่ามีที่ประกาศให้เป็นเขตป่าฟืนและคลองสัตตะพงเมื่อปีพศ.2474  เกิดอยู่ในเขตนิคมอมตะนครของคุณวิกรมขึ้นมาจริงๆแล้วคุณวิกรมจะมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง  เพราะประจุบันที่ประกาศเป็นเขตป่าฟืนและคลองสัตตะพงเมื่อปีพศ.2474ก็หายไปหมดโดยมีทั้งข้าราชการบางคนรวมทั้งนักการเมืองท้องถิ่นบางคนร่วมมือกันกระทำความผิดอยู่อย่างเห็นได้ชัดเจนและประจุบันก็มีผู้เสียหายและได้ยื่นการร้องเรียนไปยังสำหนักงานที่มีการรับผิดชอบในเรื่องนี้แล้วซึ่งผมคิดว่าอีกไม่นานเรื่องราวต่างๆคงน่าที่จะปรากฏชัดขึ้นมา  อนึ่งการที่มีผู้รับเหมาบ้างรายได้นำเอาเศษเสาเข็มและแผ่นปูนซึ่งมีน้ำหนักต่อแผ่นแผ่นละหลายๆตันไปทิ้งในเขตประกาศเป็นเขตป่าฟืนและคลองสัตตะพงรวมทั้งการพยายามให้ที่ดินของบุคคลอื่นเป็นที่ตาบอดให้ได้ซึ่งปกติแล้วทางอบต.บ้านเก่าต้องเป็นผู้ดำเนินคดีต่อผู้ที่กระทำความผิดรายนี้แต่เพราะเหตุใดอบค.บ้านเก่าถึงมิได้มีการเอาผิดต่อผู้กระทำความผิดรายนี้    อีกทั้งสิ่งที่เอามาทิ้งนั้นในความจริงแล้วผู้ที่ให้ผู้รับเหมานำมาทิ้งก็ควรที่จะถามและดูว่าผู้รับเหมารายนั้นจะเอาสิ่งที่ไม่ต้องการไปทิ้งนะที่ไหนสร้างความเดือดร้อนให้กับบุคคลอื่นหรือไม่เพราะในสังคมแล้วทุกๆคนก็ต้องช่วยเหลือกันซึ่งคุณวิกรมก็ดูแลนิคมอมตะนครอย่างพี่ดูแลน้องแล้ว  สิ่งที่ผมถามมาก็เพราะเห็นว่าคนที่รวบรวมซื้อที่ดินให้คุณวิกรมสร้างอมตะนครก็คือนายกอบต.บ้านเก่านายวินัยคุ้มครองนายกอบต.บ้านเก่าคนประจุบันนี้เองถามมาก็อยากมีคำตอบด้วยถ้าคุณวิกรมได้อ่านข้อความจากยิ่งศักดิ์  โกวิทวณิชชา
  8. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ไม่ชอบ
    1
    "ทุกวันนี้เขาก็ไม่เคยกลับบ้านนานมาแล้วหลายปี และที่เคยคุยกับพ่อก็เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา แถมเป็นการคุยกันทางโทรศัพท์อีกต่างหาก"
    2
    "ผมทำผู้หญิงท้อง 10 กว่าคน และพาไปทำแท้งทั้งหมด"

    ถึงจะประสบความสำเร็จหลายๆเรื่อง
    แต่ในใจลึกๆ คงปกปิด ด้านมืด ของตัวเอง
  9. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    59
    guest
    สยามเหล็กไทย
    สยามเหล็กไทย 61.19.66.103
    ขายหลังคาเหล็ก เครื่องรีดหลังคาเมทัลชีท http://www.siamlekthai.com
  10. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    Gclubclick  ศูนย์รวมคาสิโนดัง พนันบอล แค่คลิกเดียวที่มีให้ท่านได้ร่วมสนุกกับเราไม่ว่าจะเป็นคาสิโนยอดนิยม และคาสิโนใหม่ ๆ เช่น GClub , Royal1688 , Ruby888 , Holiday-Palace , Genting-Crown ,Reddragon88 ท่านจะได้สัมผัสบรรยากาศจริง sภายในคาสิโนจริงทุกเกมส์การ เล่นตื่น เต้นเราใจ และนอกจากคาสิโนคุณภาพที่เราคัดสรรมาให้ ท่าน แล้วทาง
    Gclubclick.com เองยังมี SportBetting Onlineให้ท่านได้เลือกเดิมพนันกีฬาโปรด ที่ท่านชื่นชอบอย่างจุใจ อาทิ เช่น SBOBET ,IBCBET , WinningFT , MMMBET ท่าน สามารถเปิดเล่นกับเราได้แล้ววันนี้ ทางเรามีพนักงาน Call Center ไว้คอยบริการท่านด้วยความเป็นกับเองประทับ ในตลอด 24 ชม.
    ติดต่อสอบถาม 24 ชัวโมง
    081-122-5019 , 081-122-4019 , 080-559-7275
    http://www.Gclubclick.com
    http://gclubclick.blogspot.com/
  11. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อ่านมาก็ดีไปหมดเลยนะ
    แต่ดันมาเสียอยู่จุดเดียว แถมเป็นจุดที่สังคมรับไม่ได้เลย คือทำแท้งกับเมียมา 10 กว่าคน??? ไม่บอกด้วยว่าคนนึงทำไปกี่ครั้ง ตามกฏหมายแบบนี้ผมว่าเค้าจะไม่รอดเอานะ เพราะยังไงก็ผิดกฏหมายแน่นอน แถมมีประวัติแบบนี้เป็นนายกไม่ได้แน่นอน
  12. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ้คิดกันโคตรมันเลย
  13. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ้คิดกันโคตรมันเลยการสร้างอาณาจักรกับการสรัางชาติไม่เหมือนกัน  คนเก่งกับคนดีก็เป็นคนละเรื่องกัน  ประเทศชาติกว่าจะมาถีงวันนี้เราสร้างมาจากการเสียสละของบรรพบุรุษที่สละขีวิต
    ดรอบดรัว  สละความสุขทุกอย่างแลกมา ดูอย่างนายจันหนวดเขี้ยว  หลังพิงฝา  ดาบชี้ฟ้าตั้งแต่หนังหัว
    จรดฝ่าเท้าไม่ใช่รอยสักแต่เป็นรอยดาบกับคราบเลือดที่ละเลงมาตุภูมิ  และอีกหลากชีวิต  หลายจิตวิญญาณที่หลอมให้ขวานทองเล่มนี้ยังปรากฎอยู่บนแผนที่โลก  เราไม่ปฎิเสธหมอดู  เพราะอาชีพนี้มีมาคู่กับการเกิดของมนุษย์  แต่แค่คำทำนายของหมอดูสร้างชาติหรือล่มชาติไม่ได้  ถ้าเรานับถือคนๆหนี่งว่าความคิดของเขาดีเหมาะแก่การนำเป็นตัวอย่าง  จงอ่านคำแนะนำของเขาให้เข้าใจ  ว่าสิ่งที่เขาแนะนำจนทึ่งไปทั้งเมืองนั้น..........เขาแนะนำให้คิดพึ่งเขาหรือ....เขาแนะนำให้เรารู้จักคิดและพึ่งตนเอง
    โดยใช้ส่วนดีของเขาเป็นต้นแบบหรือเราจะใช้ส่วนดีของเขาเป็นความเพ้อฝัน  สำหรับต้นแบบเช่นคุณวิกรม  กรมดิษฐ์  คงอกแตกตายแน่ถ้าทราบว่า........การเปิดตัวของเขาทำให้คนยืนอยู่บนความเพ้อฝันแทนที่จะอยู่ในโลกของความจริงเพราะความฝันไม่เสียสตางค์แต่..........ทำให้เสียเวลาถัาไม่รีบตื่น
  14. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ถ้าประเทศไทยชูบุคคลที่จะเป็นนายกในอนาคตที่ผ่านการมีบุตรธิดาที่อยู่ในโลกของวิญญาณมาแล้วถึงสิบครั้งหรืออาจมากกว่านั้น  เราจะทึ่งผู้ที่เลือกเขาเข้ามาแบบชนิดชมรมขนห้วลุกชิดซ้าย  โอ้ประเทศไทย  นายแน่มาก
  15. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    แต่....ให้ตายเถอะ  คุณวิกรม  กรมดิษฐ์  ขอใช้ภาษาบ้านๆ  นายแน่มาก,มีวิธีการเปิดตัวแบบไม่ซำ้้้ซาก  ปกติถ้าไม่เปิดตัวแบบเทพบุตรก็คุณหนูหรูสุดๆ  แต่นี่หลุมดำในอวกาศคงจิ๊บๆใส่มุมมืดของคุณไม่หมด  เปิดมาเถอะตรับเรื่องแย่ๆของคนอื่นที่ไม่ใช่ของตัวเองนื่มันส์ดีครับ....ไม่ต้องเสียเวลาไปแอบถามใคร  เจ้าของให้ข่าวเอง  แต่ขอถามหน่อยเถอะคร้บ.....คุณเป็นคนปกติหรือเปล่า
  16. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    รายการทางช่อง 3 เป็นรายการที่มดีมาก เสียดายที่คุณวิกรมพูดไทยไม่ชัดมาก ๆ ออกเสียงอักขระภาษาไทยอยู่ในขั้นสอบตก แม้แต่คำว่า "วิกรม" แกยังออกเสียงว่า "วิ-กม" เลย ถ้าไม่พัฒนาจุดนี้ เลิกจัดรายการได้แล้ว สงสารเด็กไทยจะจำอะไรผิด ๆ เช่น ประเทศ จะออกเสียง ปะ-เทด , ประชาชน ก็จะออกเสียง ปะ-ชา-ชน, ควบกล้ำ ก็จะเป็น ควบ-ก้ำ หวังดีจริง ๆ ไม้ได้ประสงค์ร้ายเพราะไม่มีกำไร-ขาดทุนกับคุณวิกม
ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน
1. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้จัดสร้างโดยผู้ลงข้อมูลเอง ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้ลงข้อมูลโดยตรง
ห้ามคัดลอก/เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงข้อมูล
2. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้ทำการคัดลอกมาจากของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงข้อมูลต้องทำการขออนุญาต และอ้างอิงอย่างเหมาะสม
3. ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ เป็นการส่งข้อความโดยผู้ใช้ หากพบเห็นข้อความหรือรูปภาพที่ไม่เหมาะสม, ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการโดยเร็ว

ร้องเรียนปัญหากระทู้ภายใน
เว็บไซต์ Dek-D.com

board@dek-d.com
( ทุกวัน 24 ชม )
02-860-1142 ต่อ 140
( จ-ศ 09.00-18.00 พักเที่ยง 12.00-13.00 )
refer: