มารู้จักพวกเค้ากัน [ชนเผ่ามายา] ผู้กำหนดวันสิ้นโลก!!!

ความคิดเห็น

186

ติดตามกระทู้

9

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
14

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

ชนเผ่ามายา

ชาวมายา ผู้อาศัยอยู่ในดินแดนยูคาทาน ในเม็กซิโกและกัวเตมาลาในราวศตวรรษที่ 3-16 ก่อนคริสตกาล นับเป็นอีกชนชาติหนึ่งที่มีความก้าวหน้าล้ำยุคจนนักวิชาการต่างๆ พากันส่ายหน้าปวดหัวด้วยความแปลกใจเป็นอันมาก
กล่าวคือ ชาวมายามีความเป็นเลิศทางด้านการคำนวณและดาราศาสตร์

สิ่งที่ชาวมายาคิดค้นได้ก็คือ ปฏิทินและการคำนวณบางประการที่ไม่น่าเชื่อว่า ชนเผ่าโบราณอันลึกลับนี้ จะสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์สมัยใหม่อย่าพวกเราเข้าไปช่วยแม้แต่น้อย ปฏิทินของชาวมายาใช้ในระยะวงโคจร 5000 ปี และวงโคจรที่ใกล้กับปัจจุบันมากที่สุด จะจบลงในวันที่ 24 ธันวาคม ปี พ.ศ.2554 (ซึ่งตามความเชื่อของชาวมายาก็คือ พระเจ้า ของพวกเขาจะเสด็จกลับลงมายังโลกนี้อีกครั้ง ก่อนพูดถึงเรื่องอื่นต่อไป อยากให้ทุกคนทำความเข้าใจกับระบบตัวเลขและแนวคิดของชาวมายากันนิดนึงก่อน เริ่มกันที่เลข 20 อันเป็นเลขที่ชาวมายาเค้าถือกันว่าเป็นเลขศักดิ์สิทธิ์ คนโบราณพวกนี้มีแนวคิดทางตัวเลขที่น่าสนใจมาก กล่าวคือ มนุษย์ในปัจจุบันนิยมใช้เลขฐานสิบเป็นหลัก โดยยืนพื้นอยู่บนนิ้วมือทั้งสิบ แต่ชาวมายากลับแตกต่างกันไปเพราะพวกเขารวมนิ้วเท้าอีกสิบเข้าไปด้วยเป็นเลขฐาน 20 พอดิบพอดี ลองมาดูสัญลักษณ์ของชาวมายาที่นับจาก 0-20 กันดีไหม? เลขศูนย์ถูกแทนด้วยสัญลักษณ์วงกลม เลขหนึ่งด้วยหนึ่งจุด เลขสองแทนด้วยจุดตามแนวนอน เลขสามด้วยจุดสามจุด เลขห้าแทนด้วยเส้นแนวขวาง เลขหกแทนด้วยจุดหนึ่งจุดเหนือเส้นแนวขวางและเป็นแบบนั้นไปตามลำดับ เลขสิบเก้าแทนด้วยจุดสี่เหลี่ยมเหนือเส้นแนวขวางสามเส้นที่ซ้อนกันขึ้นไป เลขยี่สิบแทนด้วยสัญลักษณ์คล้ายวงกลมที่มีจุดจุดหนึ่งอยู่ด้านบน ดังภาพ


ความสัมพันธ์อีกประการของปฏิทินของชาวมายาก็คือ หนึ่งอุยนัลหรือเดือนของพวกเขามีอยู่ 20 คิน หรือ 20วัน :)

อาณาจักรมายาเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่มาแต่ครั้งโบราณ ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ประเทศกัวเตมาลา ครั้งหนึ่งอาณาจักรนี้เคยคึกคักรุ่งเรืองเป็นที่สุด เมืองใหญ่ๆเช่น ติกัลหรือพาเลงกอมีประชากรร่วมแสน เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เรื่องคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ และเป็นเมืองที่มีอิทธิพลทางการค้าเป็นอย่างมาก แต่ด้วยเหตุผลกลใดหาใครทราบ เมืองยุคแรกของชาวมายาเช่นติกัลก็ได้เริ่มเสื่อมสลายทีละน้อยในช่วง ค.ศ. 200-900 นักโบราณคดีรู้สึก ประหลาดใจมากกับหลักฐานที่ว่า ด้วยเหตุผลบางประการชาวมายาได้ละทิ้งเมืองอันรุ่งเรืองของพวกเขาในช่วงเวลานั้น หยุดชะงักอารยธรรมที่กำลังเติบโตทั้งหลายทั้งมวลคล้ายๆกับว่าจู่ๆพวกเขาหมดกำลังใจในชีวิตกันไปแล้ว

บางคนอาจนึกถึงการเข้ามาของชาวยุโรปว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้อารยธรรมมายาล่มสลายไป มันไม่ใช่อย่างนั้นน่ะ เพราะชาวยุโรปเข้ามายังโลกใหม่เมื่อราวๆศตวรรษที่ 17 ตอนนั้นอารยธรรมมายาเสื่อมสลายลงเกือบหมดแล้วเหลือเพียงชนพื้นเมืองกลุ่มเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วคาบสมุทรยูคาทานกับเม็กซิโกตอนใต้เท่านั้น

มีอะไรบางอย่างที่ทำให้ชาวมายาหยุดความก้าวหน้าทางอารยธรรมลง เหมือนชนชาติที่เสียแรงกระตุ้น เพราะจู่ๆพวกเขาก็หยุดชะงักเอาเฉยๆหลังจากรุ่งเรืองด้วยอารยธรรมอันน่าพิศวงสุดขีดมาหลายศตวรรษ อะไรที่ทำให้พวกเขาเป็นแบบนั้น?



เนื่องจากเป็นเคสที่น่าสนใจจึงมีทฤษฎีว่าด้วยการล่มสลายของอารยธรรมมายาขึ้นมาเพียบ นักวิชาการบางคนเชื่อว่าเกิดจากการที่ทาสกับประชาชนลุกขึ้นมาโค่นล้มชนชั้นปกครองผู้เผด็จการ แต่ไม่น่าเป็นไปได้ครับ เพราะอารยธรรมที่รุ่งเรืองขนาดนั้น สังคมที่แข็งแกร่งขนาดนั้นไม่น่าจะมาพังพาบง่ายๆกับอีเรื่องไม่เป็นเรื่องแค่นี้ แถมไม่มีหลักฐานอะไรชี้ชัดเอาเสียเลยว่ามีการแข็งข้อแข็งเมืองเกิดขึ้นในนครรัฐของชาวมายา การจะเข้าใจอารยธรรมมายาได้อย่างถ่องแถ้นั้นเราต้องเอาใจเราเข้าไปจับใจของชาวมายาเสียก่อน
เลิกคิดแบบมนุษย์ปัจจุบัน เลิกยึดติดกับความรุ่งเรืองทางวัตถุแบบ อารยธรรมตะวันตก

ในสายตาของมนุษย์สมัยใหม่ชาวมายาไม่ได้ต่างอะไรไปเลยจากมนุษย์ถ้ำสมัยหิน ไม่มีอะไรมากไปกว่าการสร้างปิระมิดด้วยศิลาอย่างไร้เหตุผล ไม่มีเทคโนโลยีด้านสกัดแร่หรือถลุงโลหะ ไม่มีอาวุธมากกว่ามีดและหอก

นักวิชาการหลายคนมองชาวมายาเป็นอัจฉริยะผู้ไร้สติ คือทั้งๆที่พวกเขาวชาญด้านคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ และสถาปัตยกรรมอันไร้เทียมทาน
แต่กลับไม่ได้นำมาสร้างสรรค์หรือแผ่ขยายอารยธรรมแต่ประการใดเลย
นักวิชาการไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมอารยธรรมที่ฟันฝ่าอุปสรรคมาจนรุ่งเรืองได้ขนาดนั้นจู่ๆกลับเสื่อมสลายลง อัจฉริยะทางดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ชาวมายาหายหัวไปไหนหมด

พวกเขาส่งผ่านมรดกอะไรให้แก่ชนรุ่นหลังบ้าง ทำไมจึงทิ้งเมืองใหญ่อันโอฬารอย่าง ติกัล อักซมัล พาเลงกอ และชิตเซนอิซาเอาไว้ หลงเหลือแต่เพียงซากปรักหักพังอยู่กลางป่าดงดิบในกัวเตมาลา แล้วก็วาดภาพแกะสลัก ทำเส้นสายด้วยรหัสภาษาที่ไม่มีใครอ่านออกเอาไว้ ทิ้งให้นักโบราณคดีรุ่นหลังตีอกชกหัวกุมขมับปิ้มจะบ้าทำไม...

เราคงตอบคำถามนี้ไม่ได้ตราบใดที่ไม่ขจัดปัญหาบางประการออกไปเสียก่อน ปัญหาที่ว่านี้ไม่ได้อยู่ที่ชาวมายา แต่อยู่ที่ทฤษฎีของพวกเรา อยู่ที่วิธีวัดความสำเร็จที่มนุษย์ปัจจุบันใช้กับชาวมายานั่นแหละ หลายศตวรรษที่ผ่านมาจนถึทุกวันนี้

พวกเราวัดความรุ่งเรืองทางอารยธรรมของมนุษยชาติด้วยไม้บรรทัดที่ถือมาตั้งแต่สมัยเรเนอซองส์ ทุกอย่างตั้งอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีทางวัตถุ นวัตกรรมใหม่ๆอันจะนำเอาความเจริญทางวัตถุมาให้มนุษย์

ตั้งแต่ยุคเครื่องจักรไอน้ำจนถึงกระสวยอวกาศ ตั้งแต่ยุคหัวธนูจนถึงขีปนาวุธนิวเคลียร์ ตั้งแต่ยุคหลอดสูญญากาศจนถึงซิลิกอนชิป ชาวมายาล้าหลังจริงๆหากจะมองในแง่นั้น ทฤษฎีต่อไปนี้อาจจะบ้าหลุดโลกสำหรับพวกคุณ แต่ปฏิทินของชาวมายาเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างเวลาและตัวเลข ภาพด้านล่างเป็นตัวแทนวันในแต่ละเดือนของพวกเขา ซึ่งในบางครั้งจะถูกผนวกเข้ากับสัญลักษณ์ที่เรียกว่าโซลคินอันเป็นแกนตัวเลข 13 ตัว ถูกออกแบบให้อยู่ในลักษณะของแกนสอดประสาน เพื่อให้ได้มาซึ่งการประสานกันระหว่างจิตใจและแกแล็คซี่



แกนตัวเลขสอดประสานเพื่อให้ได้มาซึ่งการสอดประสานกันของแกแล็คซี่ นักวิชาการน้อยคนนักที่จะเข้าใจเรื่องนี้ และผู้ที่เข้าใจก็ยากที่จะทำใจรับมันได้เนื่องจากค่อนข้างหลุดโลกเอาการอยู่

แนวคิดนี้ขัดแย้งกับทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ปรากฏการณ์ทางกายภาพ ที่นักโบราณคดีงงเป็นไก่ตาแตกกับอารยธรรมมายาเนื่องจากว่าพวกเขายากที่จะทำใจมองข้ามแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์
หันไปมองแนวคิดทางจิตใจแบบชาวมายาได้ เพราะการมองแต่หลักฐานทางวัตถุนี่แหละ จึงทำให้นักโบราณคดีหลายคนไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า ทำไมชาวมายาจึงพัฒนานครรัฐได้อย่างยิ่งใหญ่ สร้างสถาปัตยกรรมโอฬาริกได้มากมาย แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าพวกเขาจะประยุกต์นำความรู้นี้ไปใช้ และพัฒนาอารยธรรมของพวกเขาไปในรูปแบบอารยธรรมของชาวตะวันตกอย่างที่ควรจะทำ เช่น การยกระดับความเป็นอยู่ พัฒนาเรื่องการขนส่ง การสื่อสาร อาวุธยุทโธปกรณ์

ซึ่งแน่นอนว่า ด้วยความก้าวหน้าขนาดคำนวณปฏิทินได้เป็นล้านๆปี รอบรู้เรื่องวงโคจรของดาวพระเคราะห์ต่างๆจนถึงขั้นคำนวณปฏิทินของดาวศุกร์และดวงจันทร์ได้อย่างชาวมายานั้น การจะสร้างอารยธรรมให้ก้าวทันปัจจุบันเห็นจะไม่ใช่เรื่องยาก เพียงกินเวลาไม่กี่ร้อยปีเท่านั้นดีไม่ดีชาวมายาอาจครองยุโรปและเอเชีย จนถึงขั้นมีนครรัฐมายาแทนสหรัฐอเมริกาจอมเกเรอย่างทุกวันนี้ก็เป็นได้ เป็นไปได้ลองย้อนดูอารยธรรมของเราสิ เมื่อ 400 ปีก่อนเรามีเทคโนโลยีทางการแพทย์ เทคโนโลยีการสื่อสารแค่ขี้ปะติ๋วเท่านั้น แล้วดูตอนนี้สิ สี่ศตวรรษหรือหนึ่งแบ็กทันต่อมา เราพัฒนามาถึงไหนกันแล้วครับ เมื่อร้อยปีก่อนเรายังเคาะโทรเลขก๊อกแก๊กกันอยู่ แต่ตอนนี้เราถึงขั้นสื่อสารแบบไร้สายได้มีโอกาสมา "เธอวางก่อนดิ... ดิ ดิ ดิ..." อย่างง่ายๆราวปาฏิหารย์

พวกเราสามารถสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกในรอบ 100 ปีได้มากกว่าที่เคยทำได้ในรอบ 1000 ปีเสียด้วยซ้ำ แล้วชาวมายาล่ะครับเขาทำอะไร เขาไม่ได้ทำอะไรกับความรู้อันสูงส่งของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

พวกเขาเป็นต้นแบบของนักการเมืองไทยในการถอยหลังลงคลอง ชาวมายาย้อนกลับไปสู่สังคมแบบพริมิทีฟเอามากๆ โดยเฉพาะตั้งแต่ประมาณ ค.ศ.83 ชาวมายาก็ได้เจริญลงๆ จนกระทั่งถึง ค.ศ. 900 หรือสิ้นสุดแบ็กทันที่ 10
อารยธรรมอันมหัศจรรย์สมชื่อมายานี้ก็ได้ถึงการเสื่อมสลายลงอย่างสมบูรณ์ คิดแล้วก็น่าเศร้า? แบ็กทันคืออะไรอย่างนั้น?

แบ็กทันเป็นมาตรวัดเวลาของชาวมายา กินเวลาราว 395 ปีของมนุษย์ปัจจุบัน แนวคิดนี้ค่อนข้างซับซ้อนแต่เชื่อว่าชาว Myth น่าจะทำความเข้าใจได้ไม่ยากเท่าไหร่

แนวคิดนี้มีอยู่ว่า ชาวมายามีวัตถุประสงค์ในการอยู่บนโลกที่แตกต่างออกไป
พูดง่ายๆคือมีหลักฐานมากพอที่จะชี้ให้เห็นว่าชาวมายามีหน้าที่วางตำแหน่งโลกและระบบสุริยะ ให้สอดคล้องกับประชาคมแกแล็กซี่ที่ใหญ่กว่า โดยได้รับบัญชาจากเทพเจ้าของพวกเขาซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นนักบินอวกาศแห่งโบราณยุค พูดง่ายๆก็คืออาคันตุกะจากดาวดวงอื่นนั่นล่ะ

ภารกิจหลักของชาวมายามีอะไรบ้างนั้นพวกเรายังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด เดาได้เพียงแต่ว่าเมื่อถึงประมาณ ค.ศ.830 หรือสิ้นสุดแบ็กทันที่เก้าชาวมายาก็ได้จากไป บางคนยังหลงเหลือทายาทไว้ที่นี่ในฐานะผู้พิทักษ์หรือการ์เดี้ยน
ทิ้งรหัสของพวกเขาเอาไว้อันได้แก่โซลคินแกนตัวเลขประสานของชาวมายา
เพื่อให้ได้มาซึ่งการสอดประสานแห่งห้วงจักรวาล



เนื่องจากนี่เป็นเพียงข้อสมมติฐานของนักเขียนบางคนเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเชื่อตามนะ อันว่าสิ่งที่ชาวมายาทิ้งไว้นั้นเป็นเรื่องท้าทายวงการวิทยาศาสตร์อย่างหนัก เราจำเป็นต้องวางแนวคิดยึดติดวัตถุในรูปแบบเดิมเอาไว้เสียก่อน แล้วลองมามองจักรวาลอย่างที่ชาวมายาเขามองกัน ยกตัวอย่างปฏิทินของชาวมายากันสักเล็กน้อย เช่นเดียวกับพวกเราครับ ชาวมายาวัดขนาดของเวลาจากเล็กไปสู่ใหญ่ จากวินาทีเป็นนาที ชั่วโมง วัน เดือน ฯลฯ อารยธรรมตะวันตกวัดเวลาตามปฏิทินเกรเกอเรียนซึ่งกินเวลา 365 วัน/ปี อันเป็นคาบเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ถัดจากปีเราก็มายืนอยู่บนเลขฐาน 10 นั่นคือ 10 ปีต่อ 1 ทศวรรษ, 10 ทศวรรษต่อ 1 ศตวรรษ, 10 ศตวรรษต่อ 1 สหัสวรรษ บลา บลา บลา...

แต่ปฏิทินของชาวมายานั้นแตกต่างออกไปเพราะตั้งอยู่บนค่าของเลข 20 เป็นหลัก 1 คินจะแทนค่าแทน 1 วัน นับตามแบบของเราคือโลกหมุนรอบตัวเองครบ 1 รอบ อุยนัลแทนค่า 1 เดือนประกอบด้วย 20 คิน

ส่วนปีของมายาแทนด้วนทันอันประกอบด้วย 18 อุยนัลหรือ 360 คิน(ใกล้เคียงกับ 365 วันของพวกเรามากทีเดียว) 1 คาทันของชาวมายาเทียบได้กับทศวรรษของพวกเราเพียงแต่ยาวกว่า 2 เท่า เพราะระบบเลขของพวกเขาคือฐาน 20


ดังนั้น 1 คาทันจะมีความยาวประมาณ 19.5 ปี สำหรับ 1 แบ็กทันจะยาว 20 คาทันหรือประมาณ 394.5 ปี

จุดเริ่มการสร้างสรรค์ของชาวมายาตามบันทึกของพวกเขาซึ่งบันทึกเวลาได้เที่ยงตรงมากนั้นจะอยู่ประมาณ 3116

ปีก่อน ค.ศ. วงจรนี้จะกินเวลา 13 แบ็กทันของพวกเขาหรือ 5129 ปีของพวกเรา แบ็กทันที่เก้าสิ้นสุดลงราวปี ค.ศ. 830

ดังนั้นจุดสิ้นสุดของแบ็กทันที่ 13 จึงน่าจะอยู่ที่ ค.ศ. 2012 โดยประมาณ ทีนี้ก็มาถึงประเด็นสำคัญล่ะว่า หนึ่งวงจรของชาวมายานั้นมีความสำคัญอย่างไร
และนี่คือปฏิทินเทียบระหว่างปฏิทินของเรากับวงจรของชาวมายา รอบแบ็กทัน ปฏิทินมายา ปฏิทินเกรเกอเรียน เหตุการณ์สำคัญ

1 1.0.0.0.0 3116-2734 BC จุดเริ่มต้น
2 2.0.0.0.0 2734-2339 BC ยุคปิระมิด
3 3.0.0.0.0 2339-1944 BC ยุคล้อ
4 4.0.0.0.0 1944-1550 BC อารยธรรมอียิปต์
5 5.0.0.0.0 1550-1155 BC อารยธรรมบ้านเชียง
6 6.0.0.0.0 1155 - 761 BC สงครามม้า
7 7.0.0.0.0 761-366 BC ยุคปรัชญา
8 8.0.0.0.0 366 BC - ค.ศ. 28 ยุคเมสไซอาห์
9 9.0.0.0.0 ค.ศ. 28-422 อาณาจักรโรมัน
10 10.0.0.0.0 ค.ศ. 422-817 มายา
11 11.0.0.0.0 ค.ศ. 817-1211 สงครามครูเสด
12 12.0.0.0.0 ค.ศ. 1211-1606 ยุคล่าอาณานิคม
13 13.0.0.0.0 ค.ศ. 1606-2012~ ยุคอุตสาหกรรมใหม่

... เป็นอันว่าเราเกือบครบรอบวงจรใหญ่ของชาวมายากันแล้ว โดยนับจากแบ็กทันแรกถึงแบ็กทันที่สิบสามตามเวลาปฏิทินของมนุษย์ยุคใหม่เรา
ส่วนการอ่านปฏิทินตัวเลขของชาวมายานั้นให้อ่านแบบนี้ครับ ดูตัวเลขที่เรียกลำดับกัน 5 กลุ่ม แต่ละกลุ่มนั้นจะแทนช่วงลำดับเวลา ตามนี้

แบ็กทัน, คาทัน, ทัน, อุยนัล, คิน
คิน = 1 วัน
อุยนัล = 20 คิน
ทัน = 360 คิน
คาทัน = 20 ทัน (7200 คิน)
แบ็กทัน = 20 คาทัน (144000 คิน)

จากนั้นก็คูณตัวเลขในแต่ละช่วงเวลาออกมาเพื่อให้ได้จำนวนวันจริงๆ

แล้วเอาจำนวนวันจริงๆไปบวกจุดอ้างอิงของเราคือ 3116 BC. เราก็จะได้วันที่ตามปฏิทินสากลของเราแบบเท่ากันทุกประการ เป็นทฤษฎีที่หลุดโลกมาเลยใช่ไหมล่ะ ในข้อที่ว่าบรรพบุรุษของชาวมายาได้เดินทางจากห้วงอวกาศอันไกลโพ้นมาเยือนโลกพิภพของเรา เพื่อภารกิจในการสอดประสานระหว่างโลกมนุษย์กับแกแล็กซี่อื่น คุณอาจจะกำลังบริภาษอยู่ในใจว่าบ้าไปแล้วแน่ๆ
มีหลักฐานหรือเปล่าว่าชาวมายาเดินทางมาจากดาวเคราะห์ดวงอื่น พวกเขามาที่โลกของเราได้ยังไง นั่งเรือมาเรอะ?

หลักฐานการเดินทางล่ะมีไหม เอาล่ะ มีคำอยู่สองคำที่คุณต้องทำความรู้จักเอาไว้เสีย นั่นคือคำว่า ฮูแน็บ คู กับ คูซาน ซูอัม

คำว่าฮูแน็บ คู หมายถึงผู้ให้การเคลื่อนไหวและมาตรวัดเดียว เป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่ดำรงอยู่เหนือดวงอาทิตย์ เหนือแกนแกแล็กซี่ที่เป็นจุดกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง

ส่วนคำหลังคือ คูซาน คูอัม ถนนสู่ท้องฟ้าที่นำไปสู่แกนแกแล็กซี่หรือฮูแน็บ คู ส่วนที่ตั้งของ ฮูแน็บ คู

ตามแผนที่ดาราศาสตร์ปัจจุบันคือจุดระหว่างดาวฤกษ์สองดวงในกลุ่มดาวเซ็นทอร์ใต้ มีระห่างจากโลกของเรา 139 ปีแสง จุดเชื่อมระหว่างโลกและดาวอันไกลโพ้นของชาวมายาดวงนี้ก็คือ คูซาน ซูอัม นั่นเอง



เพ่งรูปนี้กันดีๆ ปากาล โวทาน ผู้นำชาวมายาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
อาณาจักรมายาคลาสสิคมีความรุ่งเรืองถึงขีดสุดในยุคการปกครองของเขา
ปากาลตายในปี ค.ศ. 683 ภาพนี้คัดลอกมาจากภาพนูนแกะสลักบนฝาหินของเขาที่พบใน ค.ศ. 1952 ในอุโมงค์ฝังศพที่ตบแต่งไว้อย่างสวยงาม ในวิหารแห่งคำจารึก (Temple of inscriptions) ที่พาเลงกอในเชียพัส ประเทศเม็กซิโก นักคิดนักเขียนบางคนเรียกปากาลว่าผู้แทนแห่งแกแล็กซี่ ผู้อาศัยคูซาน ซูอัม เพื่อไปถึง ฮูแน็บ คู หลังจากที่ภารกิจของเขาลุล่วงไปแล้ว

...อ่านแล้วก็ขนลุกขนพองตามใช่ไหม ทีนี้ก็มาถึงประเด็นสำคัญอีกประเด็นว่าทำไมถึงเป็นชาวมายา ไม่ใช่อียิปต์ อินคา หรือ สุเมเรียนที่เป็นอารยชนที่ยิ่งใหญ่พอๆกัน บอกได้เพียงแต่ชาวมายาก็มีอิทธิพลไม่น้อยในอารยธรรมอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น คำว่ามายาเป็นคำศาสนาฮินดูหมายถึงต้นกำเนิดของจักรวาล

ในภาษาสันสกฤตเป็นคำที่เกี่ยวโยงกับสภาพจิตใจ เวทย์มนตร์คาถาและแม่
แม้แต่พระมารดาของพระพุทธองค์เองก็มีนามว่าสิริมหามายา ในภาษา อียิปต์คำว่ามาเย็ตหมายถึงระเบียบของจักรวาล ส่วนในตำนานกรีกดาวที่ส่องสว่างที่สุดในกลุ่มดาวลูกไก่และเป็นน้องคนสุดท้องก็มีนามว่ามายาขนิษฐาของเฮดีส

เครดิต หลงเข้ามา

PS.  ขอบคุณมากมายครับผม...

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 14 มกราคม 2556 เวลา 15:09 น.
โอ้โหเด็ด

เค้าว่ากระทู้นี้ "โอ้โหเด็ด"..แล้วคุณล่ะ? โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


2 โหวต จากทั้งหมด 2 โหวตเลือก โอ้โหเด็ด

ความคิดเห็น

186

ติดตามกระทู้

9

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
14
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

หน้า 1

ความคิดเห็นที่ 1 - 50

  1. ยังไม่มีความคิดเห็น

หน้า 2

ความคิดเห็นที่ 51 - 100

  1. ยังไม่มีความคิดเห็น

หน้า 3

ความคิดเห็นที่ 101 - 150

  1. ยังไม่มีความคิดเห็น

หน้า 4

ความคิดเห็นที่ 151 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    151
    guest
    เจ้าหญิงแห่งความรัก
    เจ้าหญิงแห่งความรัก 61.19.145.19
    แต่เราว่านะในเมื่อโลกเกิดขึ้นมาได้ทำไมจะล่มสลายไม่ได้ละ  โลกเราก็เกิดจากการที่หินอุกบาตมาชนกัน  อนุภาคต่างๆรวมกันแล้วทำไมจะเป็นไปไม่ได้ละ   มันอาจจะไม่ใช่2012แต่มันก็ต้องมีสักวัน
    ไม่ใช่รุ่นเราก็รุ่นลูกรุ่นหลานเราแหละ  เคยเห็นอะไรที่มันอยู่อย่างมันคงไหมละทุกอย่างเกิดขึ้นมาได้ก็สลายไปได้นะค่ะ
  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อยากเห็นชนเผ่ามายาจังเลย
  3. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เบื่อพวกทำตัวขว้างโลกวะจะเชื่อไม่เชื่อก็เงียบไว้แค่ออกความคิดเห็นแค่ว่าชนเผ่านี้ทำไมถึงรู้ว่าโลกจะสิ้น
  4. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    พระพุทธเจ้า , พระอัลเลาะห์ , พระเจ้า , เทพเจ้า ทุกพระองค์ที่ได้จุติบนโลกเรานี้ ท่านได้นำคำสอน
    และการปฏิบัติอันเป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งสามารถรักษาสมดุลของโลกเราได้  หากปฏิบัติตามคำสอน  แต่มนุษย์ส่วนใหญ่กลับมองข้าม  และส่วนใหญ่เป็นผู้ทำลายสมดุลย์ของโลก  จึงจำเป็นที่ะจะถูกธรรมชาติลงโทษ จากการเปลี่ยนแปลงสมดุลย์ ซึ่งอาจถึงขั้นวิกฤติทั่วโลก  ขอให้เตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว  ( สิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกนี้เกิดจากการกระทำ 2 รูปแบบ คือ  1. เกิดจากการกระทำของมนุษย์  2. เกิดจากการกระทำของธรรมชาติ )
  5. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    คนเราเชื่อไว้ไมเสียหายบางคนบอกง่าไม่จริงแต่ลองย้อนคิดสักนิดทุกวันนี้เกิดอะไรกับโลกเราบ้าง  เช่น ใน  1วันมีทั้งหนาว  ร้อน  ฝนตกแต่ไม่ได้บอกว่าโลกจะแตกโพล๊ะหรอกมันค่อยๆเกิดที่ละนิดสิ่งที่เราไม่เคยเห็นก็เห็นเป็นต้น  ไม่เชื่อแต่คิดสักนิดย้อนไปสู่วันที่ไม่มีอะไรเกิดกับโลกเราแล้วกลับมาคิดว่าทำไมทุกวันมันจึงเกิดได้
  6. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เราว่าชาวมายายังไม่ล่มสลาย(สูญพันธ์)หรอก
    แต่เค้าย้ายไปอยู่ที่ดาวดวงอื่น
    แล้วสะเพร่าลืมเอาปฎิทินของเผ่าไปดาวด้วยเท่าน้านนน
    ขำๆน้ะ
  7. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ขอบคุณคะ
  8. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    .........  เยอะมากค่ะเพ่
  9. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ตีความผิดๆให้คนเเตกตื่น
  10. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    จะกลัวอะไรในสิ่งที่ยังไม่เกิดแค่ทำทุกๆวันให้มีความสุขและไม่ทำใครเดือนร้อนก็พอแล้ว
  11. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    วันนี้ 18 กรกฏาคม 2555 แล้ว
    ยังไม่เป็นไรเลย
  12. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ชาวมายาคำนวนแล้วว่าปี 2012 โลกจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ จึงพากันอพยพครอบครัวไปอยูดาวดวงใหม่
  13. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    มันเป็นกลยุทธในการเผยแพร่ศาสนา ที่ใช้มาหลายครั้งหลายหนในประวัติศาสตร์ โดยอ้างหลักวิทยาศาสตร์ที่มีวงเล็บว่าความน่าจะเป็นคือหนึ่งในแสนล้าน พอมีข่าวเรื่องเช่นนี้เมื่อใด ผู้คนก็จะหันไปสนใจพระเจ้า พระผู้ไถ่ กันมากขึ้น และการหวังผลในการเผยแพร่ศาสนาของเขาก็มีผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าแอบแฝงอยู่คืออำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม พูดง่ายๆ ว่าต้องการครองโลกโดยอยู่บนปทัสถานความกลัวของผู้คนโดยสัญชาตญานธรรมชาติที่ถูกปลูกฝัง หลอกลวง หรือบังคับให้เชื่อกันมานับล้านๆ ปี นั่นแล
  14. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ไช่  ความจิงหรือไม่  เร็วๆๆ  นี้  เดียวก็ ไ ด้รุ้กัน
  15. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    วันสิ้นโลกมีจริงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
  16. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    แย่จัง!!
  17. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    167
    guest
    สัสเกลียดผวก
    สัสเกลียดผวก 58.9.198.73
    สัส ที่เผ่านั้นสูนพันไปอาจจะเปนอยากที่พูด เเต่กูมีอีกข้อคือเผ่านั้นมันรีบล่มสลายก่อนวันสิ้นโลกรึป่าวนะ ถ้าเปนงั่ลจิงก๊เตรียมตัวตายได้เเร่้ว
  18. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ชอบเผ่ามายามาก ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน
  19. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เอริ่ม(?) ทำไมบางแหล่งบอกว่า 21 บางแหล่งบอก 22 ไปตกลงกันให้ดีก่อนดีป่ะ???? =___=
    PS.  แม้ต้องเหนื่อย....และแม้ต้องเจ็บ จะล้มลงอีก ก็ยังจะสู้ไป ยังเต็มใจ "ก็นี่แหละคือชีวิตที่ต้องการ " \m/
  20. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ผมว่านะถึงโลกจะแตกยังไงเราก็ไม่รอด(แต่ยังไงอ่า เราไม่ได้ตายคนเดียวหนิ)                  
    แล้วจะกลัวไปทำไม ครับ ใช้ชิวิต แบบมีความสุขดีกว่า
  21. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ถ้ามันจะแตกจริงๆนะ ทุกๆประเทศต้องเกิดเหตุการณ์อันสะพรึงที่หนักที่สุด(ย้ำว่าทุกประเทศนะ)มันจะได้เป็นสัญญาณเตือนไง ชนเผ่ามายาเราก็เชื่อนะ แต่ เผ่าเค้ายังไม่รู้เลยว่าจะแตกสลายตอนใหน เชื่อนักวิทยาศาสตร์ตอนนี้ดีที่สุด.
  22. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ทางพุทธศาสนาไม่สอนให้เชื่อเรื่องวันสิ้นโลก เเต่สอนให้เราคิด เราเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนเเปลง จะมากน้อยขึ้นอยู่กับหลายปัยจัย เเต่ที่สำคัญเริ่มจากตัวเราเอง เรานึกเเต่ความเจริญก้าวหน้าเเต่ไม่นึกถึงธรรมชาติ เทคโนโลยีฆ่าตัวเราเอง ธรรมชาิติสร้างเรามาเเต่เรากล้บทำร้าย สึนามิเป็นบทเรียนหนึ่งที่ธรรมชาติให้กับเรา.........เเล้วเราสอนลูกหลานอย่างไรกับ..ธรรมชาติ เรามุ่งเเต่สอนให้เเข่งขัน สอนให้เรียนได้หลายภาษา  คอมพิวเตอร์ื เเต่เขากลับไม่รู้จักธรรมชาติ เด็กส่วนใหญ่รู้จักเเค่ร้านเกมส์ พฤติกรรมความรุนเเรง นำมาสู่ยาเสพติด ลักขโมย.....เราเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนเเปลง ความเสื่อมโทรม เเก่งเเย่งเเข่งขัน...ทุกอย่างจะจบลงหมดสิ้นยุคมนุษย์..ถ้าเรายังไม่หยุด

  23. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ได้ความรู้ดีคับแต่ ปวดตา นิดหน่อย เยอะจัด
  24. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    น่ากลัวจุงเบย
  25. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    น่ากัวจุงเบย
  26. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ครูบอกว่าโลก คงไม่แตกง่ายๆ แต่จะเกิดภัยทางธรรมชาติเท่านั้นเอง อย่าคิดมากน่ะทุกคน
  27. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

  28. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ถ้า ใคร มานั่ง อ่าน ข้อความ ยาวๆ ดังกล่าว

    บอกได้ คำเดียว  ...ปัญญาอ่อนครับ  .... !!

    ไม่มีคำอธิบาย อื่นๆ

    อ้าย คน ใส่ ข้อมูล นี้ ด้วย ก็ เหมือนกัน เมิง ไป หา อะไร ที่ดี กว่านี้ ทำไป๊
  29. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อย่างนีเราต้องร่วมมือกับน้องเนย เลิกกินผัก ! 
  30. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    นี่ก็ปี 2013แล้วไม่เห็นโลกจะแตกเลยคิดมากไปเองอ่ะเปล่า
  31. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    นิสัยของมนุษย์คือ เห็นเเก่ตัวไม่รับฟังความคิดคนอื่นเเละการเอาตัวรอด ซึ่งไม่ต่างจากสัตว์ทั่วไป เเต่เรายังมีสมองอันชาญฉลาดกว่าสัตว์อื่นที่ธรรมชาติสร้างไว้ให้เรารู้จักคิด นำไปสู่ปัญญา รู้จักความคิดเห็นคนอื่น ลดเห็นเเก่ตัวเเละการเเก่งเเย่งเพื่อเอาตัวรอด ...เเก้วน้ำที่คว่ำอยู่กลางสายฝนย่อมไม่มีทางเติมเต็ม...เปรียญเสมือนเราอยู่กับนักปราชน์เเต่ก็ยังโง่เขลาอยู่นั่นเอง..
  32. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ท่าคุณตายคุณรู้ไหมว่าคุณไปที่ไหน (คุณคิดว่าคุณจะได้ไปสวรรค์ หรือนนก)คุณเป็นคนเลียกเอง
    โดยการกระทำของคุร
  33. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ลึกลับมาก
    1. อ่านไม่ออกวะ
  34. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    วันสิ้นโลกที่เข้าใจนั้น เป็นวันที่สิ้นสุดปฏิทิน เขาถือว่า เป็นการกลับมาของเทพเจ้าเขาตะหากเล่า
    อยากเจอชนเผ่านี้มว๊ากๆ แต่เรารุ้มาว่า ที่อยู่ๆก็แยกย้ายไปนั้น เพราะว่าขาดทรัพยากร อย่างเช่น น้ำ วัสดุก่อสร้างที่จะพัฒนาต่อ เป็นต้น คิคิ ชอบอะเรื่องแบบนี้ อยากรู้วันที่ไขปริศนานี้ได้ มากกกก
    เพราะว่ามันจะเชื่อมโยงไปในเหตุการณ์ต่างๆที่ยังเป็นปริศนาอยู่ กดLIKEซึ้ง
ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน
1. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้จัดสร้างโดยผู้ลงข้อมูลเอง ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้ลงข้อมูลโดยตรง
ห้ามคัดลอก/เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงข้อมูล
2. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้ทำการคัดลอกมาจากของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงข้อมูลต้องทำการขออนุญาต และอ้างอิงอย่างเหมาะสม
3. ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ เป็นการส่งข้อความโดยผู้ใช้ หากพบเห็นข้อความหรือรูปภาพที่ไม่เหมาะสม, ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการโดยเร็ว

ร้องเรียนปัญหากระทู้ภายใน
เว็บไซต์ Dek-D.com

board@dek-d.com
( ทุกวัน 24 ชม )
02-860-1142 ต่อ 140
( จ-ศ 09.00-18.00 พักเที่ยง 12.00-13.00 )
refer: