ราชกิจจานุเบกษา

รองศาสตราจารย์ ดร.ชัษชภูมิ ตระกูลสิงขร 1493318 0.00 400 1 พ.ย. 52 17:48 น.
ความคิดเห็น

2

ติดตามกระทู้

1

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
guest
รองศาสตราจารย์ ดร.ชัษชภูมิ ตระกูลสิงขร
  • รองศาสตราจารย์ ดร.ชัษชภูมิ ตระกูลสิงขร
  • 124.121.158.52
  • chatchapoomyahoo.com

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


เมื่อกล่าวถึงหนังสือ “ราชกิจจานุเบกษา” (Royal Gazette) นักกฎหมายทั้งหลายต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี เนื่องจากกฎหมายทั้งหลายที่จะใช้บังคับในบ้านเมืองได้ต้องมีการประกาศให้ทราบในหนังสือราชกิจจานุเบกษาก่อนจึงจะมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมาย ทำให้การมีผลใช้บังคับของกฎหมายกลายเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งซึ่งคนส่วนใหญ่รู้จักเมื่อกล่าวถึงหนังสือราชกิจจานุเบกษา และหากพิจารณาในมุมมองต่างๆแล้ว หนังสือราชกิจจานุเบกษาเป็นหนังสือซึ่งมีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว
    หากพิจารณาในด้านความเป็นมาทางประวัติศาสตร์จะพบได้ว่า หนังสือราชกิจจานุเบกษาเป็นสิ่งพิมพ์ฉบับแรกของรัฐบาลไทย โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงมีพระราชปรารภให้ตั้งการตีพิมพ์ราชกิจจานุเบกษาฉบับแรกขึ้นเมื่อ วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พุทธศักราช 2401 (ขึ้น 1 ค่ำ เดือนห้า ปีมะเมีย) นับระยะเวลาถึงปัจจุบันมีอายุยาวนานถึง 147 ปี และเป็นสิ่งพิมพ์ที่มีอายุยาวนานที่สุดของประเทศไทย
    สาเหตุที่มีการให้ประกาศเรื่องต่างๆ ในหนังสือราชกิจจานุเบกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายนั้น ปรากฏตามพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ ดังนี้
“…ทรงพระราชดำริตริตรองในการจะทำนุบำรุงแผ่นดินให้เรียบร้อยสำเร็จประโยชน์ทั่วถึงแลแน่นอนให้ดีขึ้นไปกว่าแต่ก่อน จึงทรงพระราชวิตกว่าราชการต่าง ๆ ซึ่งสั่งด้วยบัตรหมายแก่กรมวังให้สัสดีแลทะลวงฟันเดินบอกตามหมู่ตามกรมต่างๆ นั้นก็ดี การที่บังคับนายอำเภอมีหมายป่าวประกาศแก่ราษฎรในกรุงก็ดี การที่มีท้องตราไปให้เจ้าเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือ มีหมายให้กำนันรั้วแขวงอำเภอประกาศแก่ราษฎรในแขวงนั้นๆ ก็ดี…การใดๆที่ควรข้าราชการทั้งปวง หรือราษฎรทั้งปวงจะพึงทราบทั่วกันนั้นแต่ก่อนเป็นแต่บัตรหมายแลทำคำประกาศ เขียนเส้นดินสอดำ กระดาษส่งกันไปส่งกันมาแลให้ลอกต่อกันไปผิดๆ ถูกๆ แลเพราะฉบับหนังสือนั้นน้อย ผู้ที่จะได้อ่านก็น้อยไม่รู้ทั่วถึงกันว่า การพระราชประสงค์ และประสงค์ของผู้ใหญ่ในแผ่นดินจะบังคับมาแลตกลงประการใด ข้าราชการทั้งปวง แลราษฎรทั้งปวงก็ไม่ทราบทั่วกัน ได้ยินแต่ว่ามีหมายว่าเกณฑ์ว่าประกาศว่าบังคับมา เมื่อการนั้นเกี่ยวข้องกับตัวใครก็เป็นแต่ถามกันต่อไป ผู้ที่อ่านต้นหมายต้นท้องตรานั้นน้อยตัวถึงจะได้อ่านก็ไม่เข้าใจ เพราะราษฎรเมืองไทยผู้ที่รู้หนังสือนั้นน้อยกว่าที่ไม่รู้ คนไพร่ในประเทศบ้านนอก หนังสือก็อ่านไม่ออก ดวงตราของขุนนางในตำแหน่งซึ่งจะบังคับราชการเรื่องอะไร จะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้จัก ดูสักแต่ว่าเห็นดวงตราที่ตีมาด้วยชาด แลเส้นแดงๆ แล้วก็กลัว ผู้ที่ถือมาว่ากระไรก็เชื่อเพราะฉะนั้นจึงมีคนโกงๆ คดๆ แต่งหนังสือเป็นดังท้องตราบัตรหมายอ้างสั่งวังหลวงแลวังหน้า แลเจ้านาย แลเสนาบดีที่เป็นที่ราษฎรนับถือยำเกรงแล้วก็ว่าการบังคับไปต่างๆ ตามใจตัวปรารถนา ด้วยการที่มิได้เป็นธรรม แลทำให้ราษฎรเดือดร้อน และเสียพระเกียรติของพระเจ้าแผ่นดิน แลพระนามเจ้านายแลชื่อขุนนางไป เพราะฉะนั้น บัดนี้ ทรงพระราชดำริจะบำบัดโทษต่างๆดังว่ามาแล้วนี้ทุกประการ จึงโปรดให้ตั้งการตีพิมพ์หนังสืออย่างหนึ่ง มีชื่อโดยภาษาสันสกฤตว่า หนังสือราชกิจจานุเบกษา แปลว่า หนังสือเป็นที่เพ่งดูราชกิจ…”
    จากพระราชปรารภข้างต้นจะเห็นได้ว่า การออกหนังสือราชกิจจานุเบกษามีขึ้นเพื่อให้กฎหมายที่ใช้ภายในประเทศเป็นกฎหมายอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยมีการประกาศกฎหมายให้ราษฎรสามารถรู้ได้ในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เนื่องด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ คือ
    1) เพื่อแก้ไขการลอกกฎหมายส่งต่อกันไปอย่างไม่ถูกต้อง
    2) เพื่อให้ประชาชนรู้กฎหมายได้อย่างทั่วถึง
    3) เพื่อป้องกันการแอบอ้างความมีอยู่ของกฎหมายโดยมิชอบ
    การประกาศกฎหมายในหนังสือราชกิจจานุเบกษาจึงส่งผลให้กฎหมายที่ใช้อยู่ในแต่ละท้องที่มีการบังคับใช้ไปในทางเดียวกัน การใช้อำนาจโดยมิชอบหรือใช้กฎหมายโดยบิดเบือนย่อมกระทำได้ยากลำบากขึ้นเพราะประชาชนสามารถรู้ถึงบทบัญญัติแห่งกฎหมายได้ และมีผลเป็นการจำกัดการใช้อำนาจตามอำเภอใจของขุนนางข้าราชการ เพราะเมื่อประชาชนมีความรู้ย่อมยากที่ขุนนางข้าราชการจะใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรม ด้วยอาศัยเหตุแห่งความไม่รู้กฎหมายของประชาชนกดขี่ ข่มเหงประชาชนให้ได้รับความเดือดร้อนตามอำเภอใจโดยง่ายอีกต่อไป การประกาศกฎหมายในหนังสือราชกิจจานุเบกษาจึงเป็นการวางแนวทางตามหลักการปกครองโดยกฎหมายในระบอบการปกครองของไทยขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
    ในอดีตรูปแบบการปกครองตามหลักนิติรัฐยังไม่มีความชัดเจนเช่นในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายที่ใช้ในการปกครองมักถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มของชนชั้นผู้ปกครองทำให้ราษฎรไม่อาจรู้ได้ว่ามีกฎหมายบัญญัติไว้อย่างไร อาจเพราะด้วยเหตุผลประการหนึ่งว่าหากราษฎรรู้กฎหมายแล้วจะทำให้การปกครองทำได้ยากลำบากขึ้น แต่ในปัจจุบันหลักกฎหมายที่ว่า “บุคคลจะปฏิเสธว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้” ความ “รู้กฎหมาย” หรือ “ไม่รู้กฎหมาย” จึงกลับกลายเป็นเรื่องสำคัญ ส่งผลให้การประกาศกฎหมายเป็นกระบวนการสำคัญในการออกกฎหมายและเมื่อได้ประกาศใช้กฎหมายใดแล้ว ย่อมเป็นหน้าที่ของประชาชนที่ต้อง “รู้” ว่ามีกฎหมายบัญญัติไว้อย่างไร มิเช่นนั้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายเพราะความ “ไม่รู้กฎหมาย” ขึ้นได้ ซึ่งพิจารณาได้จากคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้
    คำพิพากษาฎีกาที่ 456/2531 โจทก์เพียงแต่ยื่นคำร้องเข้ามาในวันนัดพิจารณาว่า โจทก์มาศาลตามกำหนดนัดไม่ได้ เพราะโจทก์ต้องเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ปรากฏว่ามีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องแถลงให้ศาลทราบถึงเหตุว่าเป็นอย่างไร ทั้งยังต้องแสดงให้เป็นที่พอใจของศาลอีกด้วยว่า ถ้าศาลไม่ให้เลื่อนคดีจะทำให้เสียความยุติธรรมแต่โจทก์มิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 ที่แก้ไข ศาลจึงไม่อาจให้เลื่อนการพิจารณาได้ แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 ที่แก้ไข ได้เริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2527 อันเป็นวันที่โจทก์ขอเลื่อนคดี แต่เมื่อมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ใช้เป็นกฎหมายแล้วโจทก์จะอ้างว่าไม่ทราบถึงการแก้ไขกฎหมายเพื่อไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายนั้นไม่ได้
    คำพิพากษาฎีกาที่ 304/2534 พระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กำหนดเขตที่ดินให้เป็นเขตพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในปี พ.ศ.2467 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาระบุแนวเขตที่ดินไว้แล้วมีผลเป็นกฎหมายที่บุคคลทุกคนรวมทั้งกรมที่ดินและกระทรวงมหาดไทย จำเลยทั้งสอง จะต้องรับรู้ว่าที่ดินในบริเวณดังกล่าวเป็นที่หลวงไม่อาจออกโฉนดให้บุคคลใดได้ แม้ขณะออกโฉนดที่ดินพิพาทยังมิได้มีการลงแนวเขตพระราชนิเวศน์มฤคทายวันในระวางแผนที่ เนื่องจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นผู้ดูแลรักษาพระราชนิเวศน์มฤคทายวันยังมิได้มีคำขอให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามที่ระบุไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ 26 (พ.ศ.2516) แต่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวเพิ่งจะออกมาใช้บังคับในภายหลัง จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตพระราชนิเวศน์มฤคทายวันเพราะเหตุดังกล่าว หาได้ไม่
    การประกาศกฎหมายให้ประชาชนได้รับรู้นั้นจึงสอดคล้องกับแนวทางการปกครองในรัฐสมัยใหม่ และเมื่อประชาชนไม่สามารถอ้างความไม่รู้กฎหมายมาเป็นข้อแก้ตัวได้ ดังเช่นที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 64 ความว่า
    “บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาไม่ได้ แต่ถ้าศาลเห็นว่า ตามสภาพและพฤติการณ์ผู้กระทำความผิดอาจจะไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด ศาลอาจอนุญาตให้แสดงพยานหลักฐานต่อศาล และถ้าศาลเชื่อว่า ผู้กระทำไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้”
    จึงต้องถือเป็นหน้าที่ของราษฎรที่จะต้องแสวงหาความรู้ทางกฎหมายเพื่อที่จะได้ประพฤติปฏิบัติตนได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย
    หนังสือราชกิจจานุเบกษาจึงเป็นหนังสือที่บุคคลใช้ในการอ้างอิงสิทธิและหน้าที่ของตนตามกฎหมาย ดังเช่นคำพิพากษาต่อไปนี้
    คำพิพากษาฎีกาที่ 684/2509 การที่ทางราชการจะให้อำเภอหรือจังหวัดจัดหาที่ดินสงวนไว้เป็นที่สาธารณะประจำหมู่บ้านหรือตำบลนั้น จะต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกาประกาศเขตที่ดินซึ่งสงวนไว้เป็นสาธารณะ ทั้งที่นั้นก็ต้องเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่มีเอกชนเป็นเจ้าของอยู่และต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ใหญ่บ้านเขียนป้ายนำไปปิดประกาศไว้ว่าเป็นที่สาธารณะนั้น ไม่ทำให้ที่ดินนั้นกลายสภาพเป็นที่สาธารณะหวงห้ามไปได้ เพราะทางการยังไม่ได้ดำเนินการออกเป็นพระราชกฤษฎีกาหวงห้ามไว้เพื่อประชาชน
    ในทางโครงสร้างของเนื้อหาหนังสือ ราชกิจจานุเบกษา ไม่ได้มีแต่ประกาศที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายเท่านั้นแต่ประกอบด้วยเนื้อหารายละเอียดอย่างอื่นด้วย ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มเนื้อหาที่ประกาศได้เป็น 4 ประเภท  ได้แก่
    -ประเภท ก. ฉบับกฤษฎีกา เป็นประกาศเกี่ยวกับกฎหมาย เช่น รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง รวมถึงกฎต่างๆ ข้อกำหนด ระเบียบ และประกาศเฉพาะที่ออกโดยหน่วยงานหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ กระทู้ถามของสมาชิกรัฐสภาพร้อมคำตอบของรัฐมนตรี คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกำหนด
    -ประเภท ข. ฉบับทะเบียนฐานันดร เป็นประกาศเกี่ยวกับ การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เหรียญราชการ และเหรียญยศ
    -ประเภท ค. ฉบับทะเบียนการค้า เป็นประกาศเกี่ยวกับ การจดทะเบียนและเปลี่ยนแปลงทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัท
    -ประเภท ง. ฉบับประกาศทั่วไป เป็นประกาศเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากสามประเภทข้างต้น เช่น ประกาศแต่งตั้ง คำสั่งศาล และอาจมีการออกเพิ่มเติมเป็นตอนพิเศษกรณีมีเรื่องด่วน
    หากพิจารณาทางด้านกระบวนการตรากฎหมาย จะพบว่าการประกาศกฎหมายลงในหนังสือราชกิจจานุเบกษามีความสำคัญต่อการเริ่มต้นมีผลใช้บังคับของกฎหมาย เพราะการประกาศลงในหนังสือราชกิจจานุเบกษาส่งผลให้ “ร่างกฎหมาย” ที่ได้รับความเห็นชอบและผ่านกระบวนการตามรัฐธรรมนูญแล้วกลายเป็น “กฎหมาย” ที่ใช้บังคับในบ้านเมืองโดยสมบูรณ์ ดังเช่นที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ.2540) บัญญัติไว้ใน มาตรา 93 ความว่า
    “ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในยี่สิบวันนับแต่ได้รับร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นจากสภา เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้”
    ถ้าพิจารณาจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรานี้แสดงให้เห็นว่าถึงแม้การร่างกฎหมายจะครบถ้วนถูกต้องตามกระบวนการร่างกฎหมายและได้รับความเห็นชอบให้ใช้เป็นกฎหมายแล้วแต่หากยังไม่มีการนำประกาศในราชกิจจานุเบกษา ร่างกฎหมายที่ได้รับความเห็นชอบนั้นย่อมไม่มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ และเพื่อป้องกันไม่ให้มีการถ่วงเวลาประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไปรัฐธรรมนูญจึงบัญญัติไว้ใน มาตรา 232 ว่า “บทกฎหมายที่ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วหรือถือเสมือนหนึ่งว่าได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยพลัน”
    กรณีที่เป็นปัญหาว่าเรื่องใดมีผลเป็นกฎหมายหรือไม่มักจะเกิดขึ้นกับบรรดาประกาศ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือข้อกำหนดต่างๆ เนื่องจากประกาศ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือข้อกำหนด ที่เป็นกฎหมายเกิดขึ้นจากการที่มีพระราชบัญญัติมอบอำนาจให้แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในการออกประกาศ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือข้อกำหนดนั้น ถ้าไม่มีกฎหมายแม่บทให้อำนาจประกาศ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือข้อกำหนดนั้นย่อมเป็นเพียง “ระเบียบภายใน” ที่ใช้บังคับในหน่วยงานซึ่งไม่มีผลใช้บังคับแก่ประชาชนทั่วไป  เช่น
    คำพิพากษาฎีกาที่ 1176/2492 ประกาศในราชกิจจานุเบกษานั้น ตามนิตินัยมิใช่ว่าประกาศที่ออกในราชกิจจานุเบกษาแล้วจะต้องถือว่าเป็นกฎหมายอันรู้ถึงประชาชน ทั้งนี้ต้องแล้วแต่ว่าประกาศที่ออกแล้วนั้น จะได้รับการสนับสนุนให้มีผลใช้ได้ในกฎหมายเพียงใด ประกาศของคณะกรรมการสำรวจและห้ามกักกันข้าว ซึ่งลงในราชกิจจานุเบกษานั้นเป็นประกาศธรรมดาไม่ใช่เป็นกฎหมายอันประชาชนจะพึงปฏิเสธไม่ได้
    จากคำพิพากษาดังกล่าวเห็นได้ว่า “ประกาศ” ของคณะกรรมการสำรวจและห้ามกักกันข้าว เป็นเพียงประกาศธรรมดา ไม่ใช่ประกาศที่อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจึงมีลักษณะเป็นเพียงระเบียบภายในขององค์กรรัฐฝ่ายปกครองเท่านั้น ถึงแม้จะนำมาประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็ไม่ทำให้ประกาศธรรมดาซึ่งเป็นระเบียบภายในของส่วนราชการนั้นมีผลกลายเป็นกฎหมายได้
    ในช่วงเวลาที่ผู้เขียนดำเนินการเขียนบทความเรื่องนี้ปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงบางประการที่เกี่ยวข้องกับการประกาศใช้กฎหมายในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ซึ่งทำให้ผู้เขียนรู้สึกยินดีที่มีผู้สนใจติดตามประกาศและข่าวคราวต่างๆในหนังสือราชกิจจานุเบกษา แม้ว่าในปัจจุบันจะมีสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆอยู่เป็นจำนวนมากก็ตาม ดังจะเห็นได้จากประเด็นข่าวที่ว่า ระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาผู้ที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2543 ยังไม่ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีหลายคนมองว่าระเบียบฉบับนี้มีปัญหาว่ามีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายหรือไม่
    สำหรับประเด็นดังกล่าวผู้เขียนเห็นว่าระเบียบดังกล่าวจะเป็นกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าระเบียบดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่มีพระราชบัญญัติมอบอำนาจให้แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในการออกระเบียบหรือไม่ และระเบียบนั้นมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปหรือไม่ เพราะหากไม่มีผลเป็นกฎหมายระเบียบนั้นย่อมเป็นเพียง “ระเบียบภายใน” ที่ใช้บังคับในหน่วยงานซึ่งไม่มีผลใช้บังคับแก่ประชาชนทั่วไป ดังปรากฏตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 ความว่า
    “ให้ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินรักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และให้มีอำนาจออกประกาศหรือระเบียบโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
     ประกาศและระเบียบตามวรรคหนึ่งที่มีผลเป็นการทั่วไป เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้”
    ในกรณีดังกล่าว ผู้เขียนเห็นว่าระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาผู้ที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2543 ไม่ได้เป็นระเบียบที่มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป แต่เป็นแนวปฏิบัติภายในของทางราชการในการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาผู้ที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเท่านั้น ซึ่งมีผลผูกพันต่อการปฏิบัติราชการตามสายการบังคับบัญชาที่ต้องดำเนินการตามระเบียบ และเมื่อระเบียบดังกล่าวไม่ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาระเบียบดังกล่าวจึงไม่เป็นกฎหมาย อีกทั้งการประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือไม่ย่อมไม่กระทบกระเทือนต่อการมีผลใช้บังคับระเบียบดังกล่าว ซึ่งเทียบเคียงได้จากคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้
    คำพิพากษาฎีกาที่ 1091/2496 ระเบียบการของกระทรวงมหาดไทยใช้บังคับเฉพาะภายในวงจำกัดไม่ได้ประกาศเป็นกฎหมายไม่มีผลบังคับได้ทั่วไปและประชาชนไม่จำเป็นต้องรู้ จะยืนยันแต่เพียงว่ามีระเบียบการนั้นๆ อยู่แล้ว หากไม่ปฏิบัติโดยจะรู้หรือไม่รู้ว่ามีอยู่ก็เป็นการกระทำผิดกฎหมายในตัวแล้ว ดังนี้หาได้ไม่
    คำพิพากษาฎีกาที่ 588/2523 ประกาศกระทรวงเกษตรเรื่องกำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ แม้จะได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็ตามแต่ประกาศดังกล่าวเป็นเพียงข้อกำหนดของทางราชการเท่านั้น หาใช่กฎหมายหรือเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันทั่วไปไม่
    คำพิพากษาฎีกาที่ 3981/2524 คำสั่งตั้งพนักงานประเมินภาษีโทเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานเก็บภาษีเพื่อปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน เป็นเรื่องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมาย ไม่ใช่การมอบอำนาจให้ปฏิบัติราชการแทนตาม มาตรา 35 แห่ง พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร จึงไม่ต้องแต่งตั้งบุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตราดังกล่าวและไม่ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา
    หนังสือราชกิจจานุเบกษา แม้ว่าจะไม่ได้เป็นสิ่งพิมพ์ที่ติดตลาดตามกระแสนิยมในปัจจุบันแต่จากเรื่องราวที่ได้หยิบยกมาจะเห็นได้ว่าหนังสือราชกิจจานุเบกษามีความสำคัญและเนื้อหาที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งสามารถใช้อ้างอิง ศึกษาและค้นคว้าเรื่องราวต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของกฎหมายเท่านั้นแต่รวมถึงข้อมูลต่างๆของทางราชการและเรื่องสำคัญที่ประชาชนควรทราบ ยิ่งในยุคนี้มีผู้นำเสนอหนังสือที่คนไทยควรอ่านอยู่ไม่น้อย ผู้เขียนจึงขอเสนอหนังสือราชกิจจานุเบกษา ให้เป็นหนังสือที่น่าอ่านและน่าติดตาม สำหรับคนไทยด้วยอีกเล่มหนึ่ง

รองศาสตราจารย์ ดร.ชัษชภูมิ ตระกูลสิงขร

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 9 มิถุนายน 2555 เวลา 19:24 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

2

ติดตามกระทู้

1

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

หน้า 1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ขี้เกียจอ่าน อ่ะ -O-
  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ข้อมูลเยอะมากกกกก
ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน
1. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้จัดสร้างโดยผู้ลงข้อมูลเอง ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้ลงข้อมูลโดยตรง
ห้ามคัดลอก/เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงข้อมูล
2. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้ทำการคัดลอกมาจากของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงข้อมูลต้องทำการขออนุญาต และอ้างอิงอย่างเหมาะสม
3. ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ เป็นการส่งข้อความโดยผู้ใช้ หากพบเห็นข้อความหรือรูปภาพที่ไม่เหมาะสม, ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการโดยเร็ว

ร้องเรียนปัญหากระทู้ภายใน
เว็บไซต์ Dek-D.com

board@dek-d.com
( ทุกวัน 24 ชม )
02-860-1142 ต่อ 140
( จ-ศ 09.00-18.00 พักเที่ยง 12.00-13.00 )
refer: