โปรโตซัว

ความคิดเห็น

3

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
2
guest
กอร์น
  • กอร์น
  • 202.28.35.2
  • koonkornhotmail.com

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

ลักษณะทั่วไปและกระบวนการเมตาบอลิซึมของโปรโตซัว
    1.  รูปร่างลักษณะและหน้าที่การทำงานของส่วนต่างๆ  (Form  and  Function)
    โปรโตซัวเป็นสัตว์เซลล์เดียวมี  nucleus  อย่างน้อยหนึ่งอันหรืออาจจะมีมากกว่านั้น  ที่สำคัญคือ  cytoplasm  มีเยื่อหุ้ม  (ประยงค์และคณะ,2539)  ซึ่งมีโครงสร้างเหมือนกับสัตว์ชั้นสูง  (วิฑูรย์และพีรพรรณ,2540)  โครงสร้างของโปรโตซัวทั่วไปประกอบด้วย  2  ส่วน  (พิสัย  และประยงค์,2541)  คือ
    1.1  ไซโตพลาซึม  (cytoplasm)
    1.2  นิวเคลียส  (nucleus)
    
    1.1  ไซโตพลาสซึม  (cytoplasm)  แบ่งออกเป็น  2  ส่วน
        1.1.1  Ectoplasm  จะอยู่ส่วนนอกเป็น  hyaline  มีหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันเซลล์  (protection)  การเคลื่อนไหว  (locomotion)  และการสัมผัสจากภายนอก  (sensation)  โครงสร้างที่พัฒนามาจาก  ectoplasm  ได้แก่  อวัยวะที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่  contractile  vacuole, rudimentary  digestive organ  (ทำหน้าที่เกี่ยวกับการกินอาหาร  เช่น  cystosome  และ  cytopharynx)  และ  ผนังซีสต์  (cyst  wall)  (ประยงค์และคณะ,2539)
            -  เยื่อหุ้มเซลล์  (cell  membrane)  เป็นยูนิตเมมเบรนประกอบด้วย  Phospohlipoprotein  ทำหน้าที่หุ้มห่อเซลล์  ป้องกันเซลล์จากสิ่งแวดล้อมภายนอก  ป้องกันการผ่านเข้าออกของสารโดยอิสระ  นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการกินและขับถ่ายของเสียอีกด้วย  เยื่อเพื่อรอเวลาเข้าสู่โฮสต์ใหม่  (วิฑูรย์และพีรพรรณ,2540)
            -  ไมโครทิวบูลและไมโคฟิลาเมนต์  (microtubule  and  microfilament)  การที่โปรโตซัวมีรูปร่างค่อนข้างแน่นอนเนื่องจากมีไมโครทิวบูล  และไมโครฟิลาเมนต์ทำหน้าที่เป็นโครงร่างอยู่ใต้เยื่อเซลล์  นอกจากนี้  microtubule  ยังเป็นองค์ประกอบของ  flagella  และ  cilia  ซึ่งประกอบด้วย  tubulin  ที่ทำหน้าที่ในการเคลื่อนไหว  ส่วน  filament  ประกอบด้วยโปรตีน  actin  myocin  tropomyosin  และ  troponin – C  นอกจากเป็นโครงร่างแล้ว  microfilament  ยังทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่เคลื่อนที่แบบ  amoeboid  movement  ซึ่งพบได้ในโปรโตซัวบางกลุ่ม  เช่น  amoeba  (วิฑูรย์และพีรพรรณ,2540)
        1.1.2  Endoplasm  จะอยู่ส่วนใน  เป็นส่วนของ  granule  มีหน้าที่เกี่ยวกับอาหารและการสืบพันธ์
            -  ถุงอาหาร  (foof  vacuole)  โปรโตซัวกินอาหารโดยใช้เยื่อเซลล์หุ้มอาหารและสร้างเป็นถุงอาหารส่งเข้าไปใน  cytoplasm  เพื่อนำไปย่อยจนได้เป็นสารอาหารที่ต้องการ  การกินอาหารทางเยื่อเซลล์เรียกว่า  endocytosis  ซึ่งสามารถแบ่งแบบย่อยๆ ได้อีก  กล่าวคือ  การกินอาหารโดยใช้ขาเทียมโอบล้อมเรียกว่า  phagocytosis  ซึ่งมักจะใช้กับอาหารประเภทแข็ง  แต่ถ้าเป็นอาหารประเภทของเหลวหรือของแข็งที่มี่ขนาดเล็กจะใช้วิธีที่เรียกว่า  pinocytosis  โดยอาหารจะเข้าไปทางรอยบุ๋มเล็กๆ  บนเยื่อเซลล์แล้วจึงมีการสร้างถุงอาหารเกิดขึ้นตามมา  การกินอาหารทั้ง  2  วิธีดังกล่าวอาจเกิดขึ้นบริเวณใดของเซลล์ก็ได้แล้วแต่ขาเทียมหรือรอยบุ๋มจะเกิดขึ้นตรงที่ใด  แต่การกินอาหารของ  ciliate  และ  flagellate  ชนิดที่มีร่องปาก  (cytostome)  จะเกิดขึ้นตรงที่บริเวณร่องปากแล้วจึงมีการสร้างถุงอาหาร  เรียกวิธีนี้ว่า  phagotrophy  (วิฑูรย์  และ
พีรพรรณ,2540)
            -  ไลโซโซม  (Lysosome)  สร้างมาจาก  Golgi  body  มีลักษณะเป็นที่ภายในมี  enzyme  ที่ใช้ในการย่อย  เมื่อจะเกิดกระบวนการย่อยอาหาร  Lysosome  จะไปล้อมถุงอาหาร  จากนั้นเยื่อหุ้มถุงอาหารและ  Lysosome  จะสลาย  และเชื่อมรวมเรียกว่า  Phagolysosome  จากนั้นจะเกิดกระบวนการย่อยขึ้นภายใน
            -  ไมโตคอนเดรีย  (mitochondria)  เป็น  organelle  ที่ใช้สร้างพลังงานโปรโตซัวที่เป็นปรสิตส่วนใหญ่จะพบ  mitochondria  ในช่วงหนึ่งของวงชีวิต  mitochondria  ของโปรโตซัวจะมีลักษณะเช่นเดียวกับของสัตว์ชั้นสูง  มีเยื่อหุ้ม  2  ชั้น  ชั้นในขดงอเป็นกลีบ  ภายในประกอบด้วย  enzyme  ที่ใช้ในการสร้างพลังงานด้วยกระบวนการ  oxidative  (วิฑูรย์  และพีรพรรณ์,2540  :  Muller  and  Baker,1990)
            -   เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม  (endoplasmic  reticulum)  มีโครงสร้างเป็นระบบท่อที่มีการเชื่อมประสานกันทั่วทั้งเซลล์  endoplasmic  reticulum  ชนิดที่มี  ribosome  อยู่ที่ผิวทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีน  ส่วนชนิดที่ไม่มี  ribosome  
ติดอยู่ทำหน้าที่ในการสังเคราะห์ไขมัน  รวมทั้งทำหน้าที่ในการสะสมสารต่างๆ  
โปรโตซัวที่เป็นปรสิตมักไม่ค่อยพบว่ามี  endoplasmic  reticulum  เนื่องจากไม่จำเป็นต้องสร้างโปรตีนเอง  (วิฑูรย์และพีรพรรณ์,2540)
            -  กอลจิบอดี  (Golgi  body  or  Dityosome)  เป็นแบบ  unit  membrane  เช่นเดียวกับ  endoplasmic  reticulum  ทำหน้าที่ดัดแหลงสารที่ถูกส่งมากจาก  endoplasmic  reticulum  ให้เหมาะสมก่อนที่จะส่งไปยัง  cytoplasm  หรือออกสู่นอกเซลล์  นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการสร้าง  lysosome  และอาจพบ  organelle  ที่เรียกว่า  parabasal  body  ซึ่งก็คือ  Golgi  body  นั่นเอง  (วิฑูรย์  และพีรพรรณ์,2540)
1.2  นิวเคลียส  (nucleus)  เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของโปรโตซัว  ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ  และควบคุมการสืบพันธ์แบบอาศัยเพศ  ประกอบด้วย
        1.2.1  ผนังหุ้มนิวเคลียส  (nuclear  membrance)  อยู่นอกสุดห่อหุ้มนิวเคลียส
        1.2.2  ส่วนที่อยู่ภายในนิวเคลียส  (nucleoplasm)  
        1.2.3  Chromation  granule  อยู่บริเวณรอบๆ  ด้านในผนังหุ้มนิวเคลียส  เกิดจาก  DNA  (Dioxyribonucleic  acid)  รวมตัวกับ  ฮิสโตน  (histone)  ในรูปของเส้นใยของโครมาติน
        1.2.4  Karyosome  เป็นแกรนูลที่รวมตัวกันเป็นก้อนเล็กๆ  ภายในนิวเคลียส  ล้อมรอบด้วย  chromatin  particle  ซึ่งจะเรียงตัวกันเป็นเหมือนใยแมงมุม  (chromation  network  karyosome)  ประกอบด้วย  RNA  (Ribonucleic  acid)  ทำหน้าที่ในการสังเคราะห์  ribosome  (Neva and Brown,1994)

    2.  อวัยวะที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่  (Locomotory  organelles)
        2.1  ขาเทียม  (pseudopodia)  เป็นการยื่นยาวของ ectoplasm  ชั่วคราว จากการลื่นไหลของ  protoplasm  เนื่องจากผิวของ  emoeba  มีเยื่อหุ้มที่บางมาก  ทำให้มีการเคลื่อนที่  เพื่อตรวจหาและรับรู้สภาพแวดล้อมที่มันอาศัยอยู่  และเพื่อกินอาหาร  บางชนิดลื่นไหลไปกับของเหลวที่เรียกว่า  germinative  movement  (ประยงค์  และคณะ,2539)
        2.2  หนวด  (flagella)   เป็นหนวดยาวคล้ายเส้นด้าย  มีแกนกลางเรียก  axoneme  และปลอก  (outersheath)  บางชนิดจะมีแผ่นแบนๆ  เรียกว่า  undulating  membrane  หนวดสามารถพัดโบก  เร็ว  ช้า  เดินหน้า  ถอยหลัง  หรือทำให้โปรโตซัวหมุนควงสว่านไปมาได้  ตัวหนวดฝังอยู่ใต้ถุงที่เรียกว่า  flagella  reservoir  แกน  axoneme  งอกออกจากส่วนที่เรียกว่า  basal  body  หรือ  kinetosome  หรือ  blepharoplast  ซึ่งในโปรโตซัวที่เรียกว่า  Trypanosome  จะมีอวัยวะที่อยู่ใกบ้  basal  body  อยู่  2  ส่วน  (ประยงค์  และคณะ,2539)  ได้แก่
            -  kinetoplast  ประกอบด้วย  DNA  ที่มีผิวหุ้มอยู่  2  ชั้น  มีการแบ่งตัวแบบ  mitosis  ยาวเป็นเส้นอยู่ใน  mitochondria  ซึ่งทอดยาวไปตลอดลำตัว
             -  parabasal  body  เป็นส่วนของ  Golgi  body  ที่เป็นเส้นโยงใยไปจนถึง  kinetosome
        2.3  ขน  (cilia)  เป็นเส้นเล็กๆ  สั้นๆ  คล้ายเข็มอยู่รอบๆผิวด้านนอกของเซลล์  มีแกนกลางและปลอกเช่นเดียวกับ  flagella
3.  การหายใจ  (respiration)  
    ขบวนการที่ให้พลังงานออกมา  แบ่งเป็น  2  แบบ  ได้แก่
        3.1  การหายใจโดยใช้  ออกซิเจน  (aerobic  respiration)  มักจะเป็นโปรโตซัวที่อยู่ในกระแสเลือดและเนื้อเยื่อ  โดยสันดาป  (oxidise)  น้ำตาลกลูโคส  ซึ่งจะให้พลังงาน  น้ำ  และ  คาร์บอนได้ออกไซด์  (carbondioxzide)  โดยทั่วไปวิถี  metabolism  ไม่ต่างจากสัตว์ชั้นสูงที่มีหลายเซลล์  โดยกระบวนการเอมเดน-เมเยอร์ฮอฟ์  พาธเวย์  (Embden-Meyerhof  pathway),  Kreb cycle  และระบบไซโตโครม  ซึ่งสองกระบวนการสุดท้ายเกิดขึ้นที่  mitochrondria  อย่างไรก็ตาม  บางชนิดที่มี  mitochrondria  ไม่สมบูรณ์  แต่ก็สามารถสร้างพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพใน  organelle  พิเศษเช่น  glycosome  ซึ่งพบได้ใน  Trypanosoma  brocei  หรือ  hydrogenosome  ซึ่งพบใน  Trichomonas  sp.  เป็นต้น  (Gutterigde  and  Coombs,1973 : Muller,1980  อ้างใน  วิฑูรย์  และพีรพรรณ,2540)
        3.2  anaerobic  respiration  เป็นโปรโตซัวที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร  มี  oxygen  tension  ต่ำ  อาหารสะสมของโปรโตรซัวจะเก็บไว้ในรูปของ  Carboxyhydrate
    4.  การขับถ่ายของเสียและรักษาระดับของของเหลว  (Excretion  and  Osmoregulation)  
    ส่วนใหญ่ปล่อยของเสีย  nitrogern ออกมาในรูปของ  ammonia  โดยซึมผ่าน  cell  membrane  ส่วนโปรโตซัวในเซลล์จะปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซด์,  lactate,  pyruvate  และ  กรดทำให้เซลล์ตาย  เป็นอันตรายต่อโฮสท์
    Contractile  vacuole  จะทำหน้าที่รักษาระดับของของเหลวผ่านเนื้อเยื่อ  และในกลุ่ม  amoeba,  Balamtidium  coli  ทำหน้าที่กำจัดของเสียที่เป็นของเหลว
    5.  การสืบพันธ์  (reproduction)
    5.1  การเพิ่มจำนวนแบบไม่อาศัยเพศ  (asexual  multiplication)  มี  4  วิธี  (ประยงค์  และคณะ,2539 :  Zaman  and  Keong,1994)  คือ
        5.1.1  binary  fission  (simple  fission)  โปรโตซัวจะแบ่งตัวเพิ่มจาก  1  เป็น  2  และทวีคูณตามลำดับในแนวยาว  (longitudinal)  หรือแนวขวาง  (transverse)  โดยก่อนแบ่งตัวจะมีการสร้างอวัยวะภายในขึ้นใหม่ชุดหนึ่งซึ่งเหมือนกับชุดแรก  เริ่มต้นจากนิวเคลียส  แล้วจึงแบ่ง  cytoplasm  ภายหลัง  ได้โปรโตซัว  2  ตัวที่มีขนาดเดียวกัน  เหมือนกัน
        5.1.2  multiple  fission  หรือ  Schizogony  ลักษณะการแบ่งตัวคือ  นิวเคลียสแบ่งซ้ำกันหลายๆครั้ง ก่อนจะมีการแบ่งตัวของ  cytoplasm  ล้อมรอบนิวเคลียส  เซลล์เหล่านี้มีชื่อแต่ละเซลล์เรียกว่า  schizont  เมื่อการแบ่งตัวเสร็จสิ้นสมบูรณ์  เซลล์แม่ที่มีลักษณะเป็น  schizont  จะแตกออกปล่อยให้เซลล์ลูก  (daughter  cell)  หลุดออกมากเรียกว่า  merozoites  พร้อมที่จะเข้าสู่วงจรชีวิตอื่นต่อไป
        5.1.3  budding  การแตกหน่อ  เป็นการแบ่งตัวจาก  1  เป็น  2  แต่เซลล์ลูกมีขนาดเล็กกว่า  เซลล์แม่  หลังจากเจริญเติบโตต่อไปถึงมีขนาดเท่าเซลล์แม่
        5.1.4  encystation  บางชนิดระยะนี้จะมีการแบ่งตัวและเพิ่มจำนวนของนิวเคลียส  ซึ่งหลังจาก  excystation  แล้วจะได้จำนวน  trophozoite  มากขึ้นตามจำนวนนิวเคลียสที่แบ่ง
    5.2  การเพิ่มจำนวนแบบอาศัยเพศ  (sexual  reproduction)  (พิสัยและและประยงค์,2541  :  Zaman  and  Keong, 1994)
        5.2.1  conjugation  เกิดจากการที่โปรโตซัว  2  ตัว  สามารถเชื่อมติดกันชั่วคราวเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทางพันธุกรรมซึ่งกันและกัน  หลังจากนั้นจะแยกจากกันเหมือนเดิม  การสืบพันธ์วิธีนี้พบในพวกซิลิเอต  เช่น  Balantidium  coli  
        5.2.2  syngamy  เป็นกระบวนการสืบพันธ์แบบอาศัยเพศ  โดยที่จะมีการสร้างเซลล์  (gamete)  ซึ่งประกอบด้วยเพศเมีย  (macrogamete)  และเซลล์เพศผู้  (microgamete)  จะมีการปฏิสนธิ  (fertilizstion)  โดยเซลล์เพศเมียจะรวมตัวกับเซลล์เพศผู้เป็นเซลล์เดียวกัน  (zygote)  วิธีนี้พบได้ในพวก  plasmodium  spp.
        5.2.3  sporogony  ขบวนการนี้เกิดจากการที่เซลล์เพศผู้และเซลล์เพศเมียรวมตัวกันเป็น  oocyst  ซึ่งภายใน  oocyst  จะมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้เซลล์ใหม่หลายเซลล์  ซึ่งแต่ละเซลล์เรียกว่า  sporozoite  ซึ่งพบได้ในโปรโตซัวจำพวก  sporozoa  (Leventhal  and  Cheadle, 1996)

วงจรชีวิตของโปรโตซัว  
    วงจรชีวิตของโปรโตซัวมีหลายแบบ  (สุชาติ,2534)  ดังนี้
    1.  person  to  person  transfer  จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งโดยตรง  เช่น  Trichomonas  vaginalis  ติดต่อโดยการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง
        1.1  การเข้าเกราะของโปรโตซัว  (encystation)
            การเข้าเกราะทำให้มีการป้องกันตอนเองและแพร่พันธุ์  เช่นตัวโปรโตซัว  Balantidium  coli  เมื่อเข้าเกราะจะป้องกันตัวเองต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกและแพร่เข้าไปใน  host  ใหม่ได้ด้วยระยะเข้าเกราะนี้  โดยตัวมันไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง  ส่วนการเข้าเกราะเพื่อแพร่พันธุ์เพิ่มจำนวน  โดยแบ่งนิวเคลียสขณะเข้าเกราะ  เมื่อแตกออกจากเกราะแบ่ง  cytoplasm  ออกเป็นจำนวนเท่า  nucleus  โปรโตซัวโดยมากมีระยะเข้าเกราะเมื่อสภาพสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสม  เช่น
        -  อาหารไม่เพียงพอ  หรือมีมากเหลือเฟือมากเกิน
        -  มีของเสียขับถ่ายจากกลุ่มพวกเดียวกัน  หรือ  bacteria  หรือจุลชีพอื่น
        -  มีการเปลี่ยนแปลง  ความเป็นกรดด่าง  (pH)  ของสิ่งแวดล้อม
        -  มีความแห้งเกิดขึ้นในถิ่นที่มันอยู่
        -  ขาด  oxygen หรือมีมากเกิน
        -  จำนวนโปรโตซัวอยู่กันหนาแน่น


        1.2  การออกจากเกราะ  (excystation)
            เกิดขึ้นเนื่องจากความเป็นกรดเป็นด่างที่เหมาะสมของสภาพแวดล้อม  และมีปฏิกิริยาจาก  enzyme  ของ  host  tissue  มากระตุ้นร่วมด้วย
2.  การนำการแพร่กระจาย  มักได้แก่โปรโตซัวที่อาศัยอยู่ในกระแสเลือด  หรือในเนื้อเยื่อแมลงเป็นตัวนำ  เช่น  ตัวไร  (mites)  และยุง


การจำแนกชนิดโปรโตซัว  (Classification  of  protozoa)
    การตกลงร่วมกันของคณะกรรมการสมาคมนักโปรโตซัวนานาชาติ  ปี  2523  โปรโตซัวถูกแบ่งเป็น  4  กลุ่ม  โดยอาศัยออกาเนลล์ที่ใช้ในการเคลื่อนที่  โฮสท์  (วิฑูรย์  และพีรพรรณ์,2540)  คือ
    1.  Sarcodina  ได้แก่  พวกที่ใช้ขาเทียมในการเคลื่อนที่  ได้แก่  อะมีบาชนิดต่างๆ
    2.  Flagellata  ได้แก่  พวกใช้แฟลกเจลลาในการเคลื่อนที่  เช่น  พวกแฟลกเจลเลตต่างๆ
    3.  Cilata  ได้แก่  พวกใช้ชิเลียในการเคลื่อนที่  เช่น  พวกซิลิเอตต่างๆ
    4.  Sporozoa  ได้แก่   พวกที่ไม่มีออกาเนลล์ในการเคลื่อนที่ทั้ง  3 ชนิด  เคลื่อนที่โดยอาศัยไมโครทิวบูลที่อยู่ใต้เยื่อเซลล์เป็นพวกที่สร้างสปอร์ในวงจรชีวิต  ได้แก่  เชื้อ  มาลาเรีย

    มีการปรับปรุงในปี  2527  จัดให้โปรโตซัวอยู่ใน  Kingdom  Protista  จำแนกเป็น  7  phylum  แบ่งเป็น
    1. Phylum  Sarcomastigophora  เป็นโปรโตซัวที่มีนิวเคลียสชนิดเดียว  มี  แฟลกเจลเลตและขาเทียม
    2.  Phylum  Ciliophora  เป็นพวกที่มีนิวเคลียส  2  ชนิด  แบ่งตัวจาก  1  เป็น  2  ตามแนวขวาง  ใช้ชิเลียในการเคลื่อนที่  มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ  อาจเป็นแบบ  conjugation  autogamy  หรือ  cytogamy
    3.  Phylum  Apicomplex  ไม่มีออแกเนลล์สำหรับเคลื่อนที่  แต่อาจมีแฟลกเจลลาในระยะเกมมีตได้  มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ  เรียกว่า  syngamy  ที่สำคัญมี  apical  complex  เป็น  organelle  สำหรับเข้าสู่  เซลล์ของโอสท์  เนื่องจากต้องอาศัยอยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอื่นเสมอ
    ส่วน  4  Plylum  ไม่มีความสำคัญทางการแพทย์  ได้แก่  Labyrinthomopha,  Ascetospora,  Myxozoa,  อย่างไรก็ตาม  Phylum  Microspora  เริ่มเข้ามามีบทบาทเป็นปรสิตฉวยโอกาสในผู้ป่วยเอดส์
    ปรับปรุงใหม่ครั้งล่าสุด  จำแนก  Kingdom  Protista  เป็นกลุ่มย่อยตามลักษณะของ  organelle  ที่ใช้ในการเคลื่อนที่ออกเป็น  4  กลุ่ม  โดยโปรโตซัวที่มีความสำคัญทางการแพทย์ได้ถูกแบ่งใหม่  (วิฑูรย์  และพีรพรรณ,2540)  ดังนี้

กลุ่มที่  1  พวกใช้แฟลกเจลลาในการเคลื่อนที่
    -  Phylum  Kinetoplasta  มีแฟลกเจลลา  1-2  เส้น  พบ  kinetoplast  อยู่ใน  mitochondria  โดยอยู่ติดกับ  basal  body  เช่น  Genus  Lieshmania,  Trypanosoma
    -  Phylum  Metamonada  แฟลกเจลลามากกว่า  1  เส้น    และมี  mastogontcomplex เช่น  Genus  Giardia
    -  Phylum  Parabasalia  มีแฟลกเจลลาตั้งแต่  4  เส้น  พบ  parabasal  body  ซึ่งก็คือ  Golgi  body  ร่วมกับ  filament  และมี  flagella  วิ่งย้อนกลับไปทางด้านท้ายของลำตัว  เช่น  Genus  Trichomonas

กลุ่มที่  2  โปรโตซัวจำพวกอมีบา  เคลื่อนที่โดยใช้ขาเทียม
    -  Phylum  RhiZopoda  เคลื่อนที่ด้วยขาเทียมซึ่งอาจมีรูปร่างคล้ายนิ้วมือ  (lobopodium)  เป็นเส้นยาว  (filopodium)  คล้ายร่างแห่  (reticulopodium)

กลุ่มที่ 3  โปรโตซัวจำพวกสปอรโรซัว  ไม่มีออกาเนลล์สำหรับเคลื่อนที่  มีทั้งการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ  สร้างสปอร์หลังการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ
    -  Phylum  Apicomplex  (sporozoa)  สร้างสปอร์โดยซึ่งไม่มี  polar  filament  เข้าสู่เซลล์โดยใช้  apical  complex  เช่น   Genus  Toxoplasma,  ISospora,Plasmodium
    -  Phylum  Microsporidia  สร้างสปอร์เซลล์เดียวโดยไม่มี  polar  fiolament  มีลักษณะแป็นท่อกลวงซึ่งเป็นทางออกของ  sporoplasm  เมื่อปรสิตจะเข้าสู่เซลล์ของโฮสต์

กลุ่มที่  4 โปรโตซัวจำพวกซิลิเอต  เคลื่อนที่ด้วยซีเลีย
-    Phylum  Ciliophora  เป็นพวกที่มีนิวเคลียส  2  ชนิด  โดยมีรูปร่างและขนาดต่างกัน  แบ่งตัวจาก 1  เป็น  2  ตามแนวขวาง  เช่น  Genus  Balantidium
อย่างไรก็ตาม  มักนิยมแบ่งโดยวิธีง่ายๆ  เป็น  4  กลุ่มตามลักษณะของออกาเนลล์
ที่ใช้ในการเคลื่อนที่  และแต่ละกลุ่มจะแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยตามแหล่งที่อยู่อาศัยในโฮสท์  (วิฑูรย์  และพีรพรรณ,2540)  ดังนี้

Amoeba
    1.  ในระบบทางเดินอาหาร  ได้แก่  Entamoeba  histolytica
    2.  ในเนื้อเยื่อและสมอง  (อะมีบาฉวยโอกาส)  ได้แก่  Genus  Naegleria,  Acanthamoeba
    3.  อะมีบาคล้ายยีสต์ในระบบทางเดินอาหาร  Blastocystis  hominis
Flagellate
    1.  ในระบบทางเดินอาหาร  ได้แก่  Giardia  lamblia
    2.  ในระบบสืบพันธุ์  ได้แก่  Trichomonas  vaginalis
3.  ในกระแสโลหิต  ได้แก่  Genus  Lieshmania, Trypanosoma
Ciliate
    1.   มีซิลิเอตเพียงชนิดเดียวที่ทำให้เกิดโรคในคนที่อาศัยในทางเดินอาหาร  คือ  Balantidium  coli
Sporozoa
    1.  ในทางเดินอาหาร  ได้แก่  Isospora  beli,  Cryptosporidium  parvum และ  Cychospora  cayetanensis
    2.  ในเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ  ได้แก่  Genus  Sarcocystis,  Toxoplasma
    3.  ในกระแสเลือด  ได้แก่  Genus  Plasmodium  และ  Bebesia
    4.  สปอร์โรซัวเดิมที่จัดกลุ่มไม่ได้  ได้แก่  Pneumocystis  carinii (ปัจจุบันอาจจัดเป็นเชื้อรา)
Habitat  Classification  of  protozoa
    เป็นการแบ่งโปรโตซัวออกเป็นหมวดหมู่ตามที่อยู่ของโปรโตซัวที่อาศัยอยู่  
(สุชาติ, 2534)  ดังนี้
    1.  โปรโตซัวในลำไส้  (Intestinal protozoa)
    2.  โปรโตซัวในระบบสืบพันธ์  (Genital  protozoa)
    3.  โปรโตซัวในเลือดและในลำไส้  (Blood  and  Tissue  protozoa)

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 8 ตุลาคม 2553 เวลา 19:51 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

3

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
2
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

หน้า 1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เออยาวไปมัย

    เรางง
  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ขอบคุณน่ะค่ ะ


    แต่มันยาวไปนิ๊ ด ด  *
  3. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ดีมากเลยพี่น้อง ขอบคุณมาก
ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน
1. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้จัดสร้างโดยผู้ลงข้อมูลเอง ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้ลงข้อมูลโดยตรง
ห้ามคัดลอก/เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงข้อมูล
2. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้ทำการคัดลอกมาจากของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงข้อมูลต้องทำการขออนุญาต และอ้างอิงอย่างเหมาะสม
3. ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ เป็นการส่งข้อความโดยผู้ใช้ หากพบเห็นข้อความหรือรูปภาพที่ไม่เหมาะสม, ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการโดยเร็ว

ร้องเรียนปัญหากระทู้ภายใน
เว็บไซต์ Dek-D.com

board@dek-d.com
( ทุกวัน 24 ชม )
02-860-1142 ต่อ 140
( จ-ศ 09.00-18.00 พักเที่ยง 12.00-13.00 )
refer: