ทำดีได้ชั่วฉันใด

quiz 1721010 0.00 205 23 เม.ย. 53 21:35 น.
ความคิดเห็น

1

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
guest
quiz
  • quiz
  • 125.24.21.160
  • -

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

ทำดีได้ชั่วฉันใด

การที่บุคคลทำชั่วได้ดี ทำดีได้ชั่วนั้น พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่าขึ้นอยู่กับ อาสันนกรรม ซึ่งหมายถึง กรรมจวนเจียน คือกรรมที่ทำขณะจะสิ้นใจ และส่วนมากจะเป็นมโนกรรมเพราะคนที่กำลังจะตายนั้นสังขารมักไม่อำนวยให้ประกอบวจีกรรมหรือกายกรรม อาสันนกรรมจะส่งผลให้บุคคลที่กระทำก่อนกรรมอื่น ๆ ถ้าเป็นกรรมดีจะส่งผลให้บุคคลที่ทำกรรมนั้นไปสู่สุคติในนาทีที่ดับจิตลงไป เช่น บุคคลหนึ่งทำกรรมชั่วมามาก แต่มีกรรมดีอยู่บ้าง ตอนจะตายจิตผ่องใส เพราะนึกถึงกรรมดีที่ตนเคยทำ เมื่อจิตผ่องใส สุคติย่อมเป็นที่หมาย ดังพระบาลีว่า “ จิตฺเต อสงฺกิลิฏเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา – เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นอันหวังได้ ” จิตไม่เศร้าหมองก็คือจิตผ่องใสนั่นเอง กรรมที่นำเขาไปเกิดในสุคติเป็นกรรมดี มิใช่กรรมชั่ว ในทำนองเดียวกัน บุคคลที่ทำกรรมดีไว้มาก มีกรรมชั่วเพียงเล็กน้อย แต่ตอนตายจิตเศร้าหมองเพราะไปนึกถึงกรรมชั่วที่ตนเคยทำไว้ เมื่อจิตเศร้าหมอง ทุคติย่อมเป็นที่หมาย ดังพระบาลีว่า “ จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคติ ปาฏิกงฺขา – เมื่อจิตเศร้าหมองแล้วทุคติเป็นอันต้องหวัง ”

ตัวอย่างของบุคคลที่ทำกรรมดีไว้มาก มีกรรมชั่วเพียงเล็กน้อย เมื่อตายไปแล้ว ไปเกิดในทุคติภูมิก็คือ พระนางมัลลิกา มเหสีของพระเจ้าปเสนทิ แห่งแคว้นโกศล เมื่อตอนมีชีวิตอยู่ พระนางเป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และประกอบกรรมดีไว้มาก แต่มีกรรมชั่วอยู่เล็กน้อย คือ เคยโกหกพระสวามี เมื่อพระนางจะสิ้นใจ แทนที่จะนึกถึงกรรมดีที่ทำไว้มากนั้น กลับไปนึกถึงกรรมชั่วคือการโกหกพระเจ้าปเสนทิ จิตจึงเศร้าหมอง เมื่อตายขณะที่จิตเศร้าหมอง จึงไปเกิดในนรกอเวจีอยู่ ๗ วัน ครั้งหมดอกุศลกรรมแล้ว กุศลกรรมก็มาให้ผล พระนางได้จุติจากนรกอเวจีไปอุบัติเป็นเทพบุตรอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต (จุติ หมายถึงตาย ส่วนมากใช้กับเทวดา คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า หมายถึงเกิด)

เมื่อพระนางมัลลิกาสิ้นชีพ พระเจ้าปเสนทิทรงโศกาดูรเป็นอันมาก ได้เสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าทุกวัน เพื่อทูลถามว่าพระนางมัลลิกามเหสีของพระองค์ไปอุบัติที่สวรรค์ชั้นไหน พระพุทธองค์ทรงชวนสนทนาเรื่องอื่นๆ ให้ทรงเพลิดเพลินเพื่อให้ลืมเรื่องที่ตั้งพระทัยมาทูลถาม การณ์เป็นอยู่อย่างนี้กระทั่ง ๗ วันผ่านไป เมื่อพระนางมัลลิกาไปอุบัติในสวรรค์ชั้นดุสิตแล้ว พระพุทธองค์จึงตรัสตอบพระเจ้าปเสนทิว่า พระนางมัลลิกาเป็นคนดี บัดนี้พระนางได้ไปอุบัติเป็นเทพบุตรอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต พระเจ้าปเสนทิได้สดับดังนั้นก็ทรงตบพระชานุเสียงดังฉาดรับสั่งว่า “ นั่นยังไงล่ะ ถ้าคนดี ๆ อย่างพระนางมัลลิกาไม่ไปเกิดในสวรรค์ แล้วใครจะไปเกิด ”

เหตุที่พระพุทธองค์ทรงรอให้เวลาผ่านไป ๗ วันเสียก่อน ก็เพื่อจะให้พระเจ้าปเสนทิสบายพระทัย เพราะพระองค์กำลังเศร้าโศกที่พระมเหสีจากไป ถ้าทรงทราบว่าพระนางไปตกนรกอเวจีก็จะทรงโทมนัสหนักขึ้น และจะกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไม่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษอีกต่อไป ด้วยทรงเห็นว่า คนทำความดีไยจึงตกนรก แต่ถ้าพระพุทธองค์จะตรัสสาเหตุที่พระนางไปตกนรก ก็จะเป็นการไม่สมควรเพราะพระเจ้าปเสนทิไม่ทรงทราบว่าพระนางมัลลิกาโกหกพระองค์ แต่พระพุทธองค์ทรงทราบเรื่องนี้ด้วยพระญาณ อีกประการหนึ่งทรงเห็นว่าการนำเรื่องไม่ดีของผู้อื่นมากล่าวนั้น ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด จึงทรงรอให้เหตุการณ์วิกฤตนั้นผ่านพ้นไปก่อน

ในอรรถกถากล่าวไว้ว่า การที่พระนางมัลลิกาไปตกนรกอเวจีนั้นถือเป็นการดี เพราะพระนางจะได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับความทุกข์ และเกิดความเบื่อหน่ายในการที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร เมื่อพระนางไปอุบัติเป็นเทพบุตร จึงมิได้ประมาทมัวเมาหลงใหลเพลิดเพลินอยู่ในความสุขเหมือนเหล่าเทพบุตรเทพธิดาทั้งหลาย แต่ท่านได้ปฏิบัติธรรมกระทั่งบรรลุโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล เป็นพระโสดาบันในที่สุด เป็นอันว่าท่านสามารถทำ วิกฤต ให้เป็นโอกาส จนสามารถเปลี่ยน ทุกขะ ให้เป็น ทุกขขัย ได้ เพราะพระโสดาบันนั้นจะเวียนว่ายอยู่ในสุคติภูมิอีกไม่เกิน ๗ ชาติ ก็จะบรรลุอรหัตผล เป็นพระอรหันต์ เป็นการตัดขาดจากสังสารวัฏโดยสิ้นเชิง

สรุปว่าผู้ที่ตายขณะจิตผ่องใสจะไปเกิดในสุคติ ผู้ที่ตายขณะจิตเศร้าหมองจะไปเกิดในทุคติ ดังเช่นพระนางมัลลิกาที่เล่ามา ส่วนผู้ที่ตายขณะที่จิตเป็นกลาง ๆ คือไม่เป็นทั้งกุศลและอกุศล จะไปเกิดเป็นพวกสัมภเวสี แปลว่า พวกแสวงหาภพ (สัมภเวสีอีกความหมายหนึ่งหมายถึงผู้ที่ต้องเกิดอีก จึงหมายตั้งแต่ปุถุชนไปจนถึงพระอนาคามี ส่วนพระอรหันต์ไม่เป็นสัมภเวสี เพราะท่านเป็นผู้ที่ไม่ต้องเกิดอีก) พวกนี้ยังไม่ได้เกิดเป็นที่ตามกรรมที่ตนทำไว้ พวกสัมภเวสีก็คือพวกที่เราเรียกว่าผี นั่นเอง เมื่อพวกผีเหล่านี้นึกถึงกรรมที่ตนทำไว้ก็จะไปเกิดตามกรรมนั้น ๆ เช่น นึกถึงกรรมดีก็ไปเกิดในสุคติ นึกถึงกรรมชั่วก็ไปเกิดในทุคติ จึงหยุดเร่รอนหาที่เกิดไปชั่วคราว เพราะไปเกิดเป็นที่เป็นทางแล้ว

จะเห็นได้ว่าเรื่องของกรรมนั้นเป็นเรื่องที่ตัวเองทำเอง ไม่มีใครมาทำให้แต่ประการใด ซึ่งเรื่องนี้พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ชัดเจนมาก ดังปรากฏในพระสูตรว่า “ หญิง ชาย คฤหัสถ์ บรรพชิต ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่อาศัย เราทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักได้รับผลของกรรมนั้น ”

  

จากหนังสือ รู้อย่างนี้ เป็นคนดีตั้งนานแล้ว

รศ.ดร.สุจิตรา อ่อนค้อม

ผู้พิมพ์ สุวิภา กลิ่นสุวรรณ์

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 24 เมษายน 2553 เวลา 15:22 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

1

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

หน้า 1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    การโทษกรรมที่มักจะโทษกันมาก
    มีทั้งคุณและมีทั้งโทษ

    ควรทำความเข้าใจให้ดี จะได้ไม่ทำการโทษกรรมให้เป็นโทษ แต่ถ้าการโทษกรรมให้เป็นคุณ พูดเช่นนี้อาจจะมีบางคนฟังแล้ว ไม่เข้าใจชัดนักว่าหมายความว่าอย่างไร จะอธิบายตามที่เข้าใจว่าถูก ไม่ผิด

    คือมีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง ต่างๆ กัน แม้อะไรที่เกิดขึ้นจะให้ความทุกข์แก่ชีวิต เมื่อรู้แล้วเห็นแล้ว ไม่ปรารถนาให้เกิดเช่นนั้น ไม่ปรารถนาให้เป็นไปเช่นนั้น แต่ก็ไม่อาจทำให้เป็นไปสมปรารถนาได้ ความทุกข์ หรือความเคราะห์ร้ายคงเกิดอยู่ ไม่หมดไป

    ตามความรู้สึกนึกคิดของผู้เผชิญเคราะห์กรรมนั้น
    ก็ย่อมยกให้เป็นเรื่องของกรรม
    ที่มุ่งให้หมายถึงกรรมไม่ดีว่า กำลังเข้าครอบครองชีวิตของเขา

    จึงเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนวุ่นวายต่างๆ นานาไม่รู้จบไม่รู้สิ้น
    ตรงนี้ที่สำคัญ ที่จะเกิดโทษหรือเกิดคุณก็ตรงนี้
    ตรงที่คิดโทษกรรมว่าเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนร้อยแปดประการ

    คิดให้ดี คิดให้เป็นปัญญา
    คิดให้เป็นคุณ ก็คือต้องคิดให้เด็ดขาดลงไปว่า
    กรรมที่กำลังเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตเรา
    ที่กำลังทำให้เดือดร้อนต่างๆ นานา
    จะต้องไม่สามารถทำให้เราต้องตกอยู่ใต้อำนาจของกรรมโดยเด็ดขาด

    กรรมจะทำให้เราเดือดร้อนไม่ได้
    เราจะไม่ยอมให้กรรมบัญชาให้เราคิด
    หรือให้เราพูด หรือให้เราทำ ไปตามอำนาจความกดดันบัญชาใช้ของกรรม
    อันจะนำให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนแก่ชีวิตต่อไป

    ที่สำคัญคือแม้กรรมจะเป็นเหตุให้ต้องเป็นทุกข์เดือดร้อนหนักหนาก็ตาม เราจะไม่ยอมแพ้ จะไม่ยอมเดือดร้อน จะรับกรรมที่เข้ามาสู่ชีวิตอย่างไม่ยอมเป็นทุกข์ เพราะความทุกข์ไม่ได้อยู่ที่อะไรอื่น ความทุกข์อยู่ที่ใจ ความทุกข์อยู่ที่ความคิด ถ้า เราไม่ยอมแพ้กรรม ไม่ยอมคิดให้เป็นทุกข์ เราก็จะไม่ทุกข์แน่นอน เพราะความทุกข์อยู่ที่ความคิด พระพุทธศาสนารับรองไว้เช่นนี้ จะไม่เป็นอื่น.

    การโทษกรรมให้ถูกก็เป็นคุณ
    คือรู้ว่ากำลังเผชิญปัญหาเดือดร้อนรุนแรงร้อยแปด
    ก็รู้ทันกรรม คือรู้ว่ากรรมกำลังเข้ามาก่อความเดือดร้อนให้ชีวิตแล้ว
    จะไม่แพ้กรรมโดยเด็ดขาด คือจะไม่ยอมให้กรรมสั่งให้คิดจนเป็นทุกข์เดือดร้อนไปตามบัญชาของกรรม ไม่ยอมคิดให้เป็นทุกข์เสียอย่าง

    ต่อให้กรรมจะเข้ามาทำฤทธิ์ทำเดชกับเราเพียงไร ก็ไม่มีที่กรรมจะทำสำเร็จ กรรมจะทำให้เป็นทุกข์ไม่ได้ สำคัญที่เราต้องเก่งให้จริงในการสู้กับกรรม หัวเด็ดตีนขาดไม่ยอมแพ้กรรมคือจะไม่คิดให้เป็นทุกข์ ไม่คิดให้ทุกข์ใจก็จะไม่ทุกข์ ทุกข์ก็จะไม่เกิดแก่เราได้

    จะเหนื่อยยากลำบากตรากตรำต้องทำงานหนักเพียงไร เพราะความยากจนนักหนาก็ตาม เมื่อรู้ทันว่ากรรมกำลังเข้ามาครอบครองชีวิตเราแล้ว เราจะต้องชนะกรรม จะต้องไม่ยอมให้กรรมชนะเรา

    นั่นก็คือเหนื่อยยากลำบากกายก็ให้เหนื่อยให้ยากให้ลำบากไป ต้องไม่มีความทุกข์ใจในความเหนื่อยยากนั้น กรรมหรือจะชนะเราได้ ไม่มีทาง สำคัญที่สุดอยู่ที่ต้องระวังความคิดให้ดี อย่าคิดให้เป็นทุกข์อย่างยอมแพ้กรรม ต้องไม่คิดให้เป็นทุกข์กรรมจะชนะไม่ได้แน่นอน.


    : แสงส่องใจ อาสาฬหบูชา กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
    : สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


    ที่มา

    [url=http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=15518]::
    __________________
    http://www.wimutti.net
ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

refer: