ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง

ความคิดเห็น

6

ติดตามกระทู้

1

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
4

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

      ประวัติการค้นพบศิลาจารึก     

เมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้า น้องยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ได้ผนวชโดยทรงพระนามว่า วชิรญาณภิกขุ และได้เสด็จจาริกธุดงค์ไปทางหัวเมืองเหนือ ในปีพุทธศักราช ๒๓๗๖ ทรงพบจารึกพ่อขุนรามคำแหงฯบริเวณเมืองเก่าสุโขทัย พร้อมกับจารึกวัดป่ามะม่วงซึ่งจารึกเป็นภาษาเขมรและพระแท่นมนังคศิลา จึงโปรดฯให้นำลงมาที่วัดราชาธิวาส กรุงเทพฯ และต่อมาได้ย้ายมาที่ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ครั้นในปีพุทธศักราช ๒๓๙๔ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติแล้ว โปรดฯให้ย้ายศิลาจารึกไปตั้งไว้ที่ศาลารายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จนกระทั่งปีพุทธศักราช ๒๔๖๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้ย้ายหลักศิลาจารึกทั้งสองมารวมกับศิลาจารึกหลักอื่นๆ ที่อยู่ในตึกถาวรวัตถุ บริเวณหน้าวัดมหาธาตุฯ ซึ่งเป็นที่ทำการหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร

            ต่อมา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้ย้ายไปไว้ ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ในพระราชวังบวรสถานมงคล มาถึงปีพุทธศักราช ๒๕๐๘ กรมศิลปากรได้ย้ายศิลาจารึกไปไว้ยังหอพระสมุดวชิรญาณ ภายในหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี จนกระทั่งปลายปีพุทธศักราช ๒๕๑๑ ได้เคลื่อนย้ายเฉพาะจารึกพ่อขุนรามคำแหง มาเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และนำออกตั้งแสดง ณ ห้องแสดงพิพิธภัณฑ์สมัยสุโขทัย ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๑๒ จนถึงพุทธศักราช ๒๕๒๕ จึงได้ย้ายมาจัดแสดง ณ ห้องประวัติศาสตร์ชาติไทย ในพระที่นั่งศิวโมกพิมาน จนถึงบัจจุบัน

           

 ลักษณะ

            ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่๑ หรือศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชถือเป็นศิลาจารึกหลักแรกที่ใช้ตัวอักษร ไทยและภาษาไทย จารึกหลักนี้มีลักษณะเป็นแท่นหินทรายแป้งรูปสี่เหลี่ยม ยอดกลมมน สูง ๑๑๘ เซนติเมตร หนา ๓๕ เซนติเมตร มีการจารึกทั้งสี่ด้าน

            ข้อความจารึกทั้ง 4 ด้าน สูง 59 เซนติเมตร กว้าง 35 เซนติเมตร   ในด้านที่1 และด้านที่ 2 มี 35 บรรทัด ด้านที่ 3 และด้านที่ 4 มี 27 บรรทัด

เนื้อหา

                เนื้อหา สาระและคุณค่าของศิลาจารึก เนื้อความที่ปรากฏได้แสดงให้เห็นถึงสภาพบ้านเมืองของสุโขทัย ทั้งในด้านภูมิศาสตร์ การปกครองและสังคม ความเจริญรุ่งเรือง ความอุดมสมบูรณ์ สิทธิและเสรีภาพของผู้คน ความเชื่อและวัฒนธรรมประเพณีของสุโขทัย โดยที่ข้อความในศิลาจารึก แบ่งเป็น ๓ ตอน                         

                ตอนที่1

                                ตั้งแต่บรรทัดที่ 1-18 เป็นพระราชประวัติของพ่อขุนรามคำแหง ใช้คำว่า "กู" เป็นพื้น

                ตอนที่ 2

                                กล่าว ถึงพระราชกรณียกิจ และขนบธรรมเนียมในกรุงสุโขทัย เรื่องของการสร้างพระแท่นมนังศิลาบาตรเมื่อมหาศักราช 1214 เรื่องการสร้างพระมหาธาตุเมืองศรีสัชนาลัยเมื่อมหาศักราช 1207 และเรื่องการประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นเมื่อมหาศักราช 1205 ตอนนี้ไม่ใช้คำว่า "กู" เลย ใช้คำว่าพ่อขุนรามคำแหง

                 ตอนที่ 3

                                ตั้งแต่ ด้านที่ 4 บรรทัดที่ 12 ถึงบรรทัดสุดท้าย เป็นคำยอพระเกียรติพ่อขุนรามคำแหงตอนนี้เข้าใจว่าจารึกภายหลังจากตอนแรกหลาย ปี เพราะตัวหนังสือไม่เหมือนกับตอนที่ 1 และตอนที่ 2 คือ ตัวพยัญชนะลีบกว่า ทั้งสระที่ใช้ก็ต่างกันมาก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คำอ่านศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง   ด้านที่ 1

พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง

ตูพี่น้องท้องเดียวห้าคน ผู้ชายสามผู้ญีงโสง พี่เผือผู้อ้ายตายจากเผือเตียมแต่ยังเล็ก

เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดมาท่อเมืองตาก

พ่อกูไปรบขุนสามชนหัวซ้าย ขุนสามชนขับมาหัวขวา ขุนสามชนเกลื่อนเข้า

ไพร่ฝ้าหน้าใสพ่อกูหนีญญ่ายพ่ายจะแจ้(น) กูบ่หนี กูขี่ช้างเบกพล กูขับเข้าก่อนพ่อกู

กูต่อช้างด้วยขุนสามชน ตนกูพู่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ ขุนสามชนพ่ายหนี

พ่อกูจึ่งขึ้นชื่อกูชื่อพระรามคำแหง เพื่อกูพู่งช้างขุนสามชน

เมื่อชั่วพ่อกู กูบำเรอแก่พ่อกู กูบำเรอแก่แม่กู

กูได้ตัวเนื้อตัวปลา กูเอามาแก่พ่อกู กูได้หมากส้มหมากหวาน อันใดกินอร่อยกินดี กูเอามาแก่พ่อกู

กูไปตีหนังวังช้างได้ กูเอามาแก่พ่อกู กูไปท่อบ้านท่อเมือง ได้ช้างได้งวง ได้ปั่วได้นาง

ได้เงือนได้ทอง กูเอามาเวนแก่พ่อกู พ่อกูตาย ยังพี่กู กูพร่ำบำเรอแก่พี่กูดั่งบำเรอแก่พ่อกู

พี่กูตายจึ่งได้เมืองแก่กูทังกลม

เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีเข้า

เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ ลูท่างเพื่อนจูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้าง ค้า

ใครจักใคร่ค้าม้า ค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทอง ค้า ไพร่ฝ้าหน้าใสลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแล้ล้มตายหายกว่า

อย้าวเรือนพ่อเชื้อเสื้อคำมัน ช้างขอ ลูกเมีย เยียเข้า ไพร่ฝ้าข้าไทย ป่าหมาก ป่าพลู พ่อเชื้อมัน

ไว้แก่ลูกมันสิ้น ไพร่ฝ้าลูกเจ้าลูกขุน ผี้แล้ผิดแผกแสกว้างกัน

สวนดูแท้แล้จึ่งแล่งความแก่ขาด้วยซื่อ บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซ่อน เห็นเข้าท่านบ่ใคร่พีน

เห็นสีนท่านบ่ใคร่เดือด คนใดขี่ช้างมาหา พาเมืองมาสู่ ช่อยเหนือเฟื่อกู้ มันบ่มีช้าง บ่มีม้า

บ่มีปั่วบ่มีนาง บ่มีเงือนบ่มีทอง ให้แก่มัน ช่อยมันตวงเป็นบ้านเป็นเมือง

ได้ข้าข้าเสือหัวพู่งหัวรบก็ดี บ่ฆ่าบ่ตี

ในปากปตูมีกดีงอันณื่งแขวนไว้หั้น ไพร่ฝ้าหน้าปก กลางบ้านกลางเมือง มีถ้อยมีความ

เจ็บท้องข้องใจ มันจักกล่าวเถิงเจ้าเถิงขุนบ่ไร้ ไปลันกดีงอันท่านแขวนไว้

พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง   ด้านที่ 2

ยีน เรียกเมือถาม สวนความแก่มันด้วยซื่อ ไพร่ในเมืองสุโขทัยนี้จี่งชม

สร้างป่าหมากป่าพลูทั่วเมืองนี้ทุกแห่ง ป่าพร้าวก็หลายในเมืองนี้ ป่าลางก็หลายในเมืองนี้

หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มัน

กลางเมืองสุโขทัยนี้มีน้ำตระพังโพยสี ใสกินดีดั่งกินน้ำโขงเมื่อแล้ง รอบเมืองสุโขทัยนี้

ตรีบูรได้สามพันสี่ร้อยวา

คนในเมืองสุโขทัยนี้ มักทาน มักทรงศีล มันโอยทาน

พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทังชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุน

ทังสิ้นทังหลายทังผู้ชายผู้ญีง ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสน ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน

เมื่อโอกพรรษากรานกฐินเดือนณื่งจี่งแล้ว เมื่อกรานกฐิน มีพนมเบี้ย มีพนมหมาก มีพนมดอกไม้

มีหมอนนั่งหมอนโนน บริพารกฐิน โอยทานแล่ปีแล้ญิบล้าน ไปสูดญัตกฐินเถิงอไรญิกพู้น

เมื่อจักเข้ามาเวียง เรียงกันแต่อไรญิกพู้นเท้าหัวลาน ดมบังคมกลองด้วยเสียงพาทย์เสียงพีณ

เสียงเลื้อนเสียงขับ ใครจักมักเล่น เล่น ใครจักมักหัว หัว ใครจักมักเลื้อน เลื้อน

เมืองสุโขทัยนี้มีสี่ปากปตูหลวง เที้ยรย่อมคนเสียดกัน เข้ามาดูท่านเผาเทียนท่านเล่นไฟ

เมืองสุโขทัยนี้มีดั่งจักแตก

กลางเมืองสุโขทัยนี้มีพีหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารศ

มีพระ(พุ)ทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันราม มีพีหารอันใหญ่ มีพีหารอันราม มีปู่ครู

นีสไ(สยมุ)ต มีเถร มีมหาเถร

เบื้องตะวันตกเมืองสุโขทัยนี้มีอรัญญิก

พ่อขุนรามคำแหงกระทำโอยทานแก่มหาเถรสังฆราชปราชญ์เรียนจบบีฎกไตร หลวกกว่าปู่ครูในเมืองนี้ทุกคน

ลุกแต่เมืองศรีธรรมราชมา ในกลางอรัญญิก มีพีหารอันณื่ง มนใหญ่สูงงามแก่กม

มีพระอัฏฐารศอันณื่งลุกยืน

เบื้องตะวันโอกเมืองสุโขทัยนี้มีพีหาร มีปู่ครู มีทะเลหลวง

มีป่าหมากป่าพลู มีไร่มีนา มีถิ่นถ้าน มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก มีป่าม่วง มีป่าขาม ดูงามดังแกล้-

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง   ด้านที่ 3

-(ง แต่)ง เบื้องตีนนอนเมืองสุโขทัยนี้มีตลาดปสาน มีพระอัจนะ มีปราสาท มีป่าหมากพร้าวป่าหมากลาง

มีไร่มีนา มีถิ่นถ้าน มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก

เบื้องหัวนอนเมืองสุโขทัยนี้มีกูฎีพีหารปู่ครูอยู่ มีสรีดภงส

มีป่าพร้าวป่าลาง มีป่าม่วงป่าขาม มีน้ำโคก มีพระขพุง

ผีเทพดาในเขาอันนั้นเป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล้ ไหว้ดีพลีถูก

เมืองนี้เที่ยง เมืองนี้ดี ผี้ไหว้บ่ดีพลีบ่ถูก ผีในเขาอันบ่คู้มบ่เกรง เมืองนี้หาย

๑๒๑๔ ศกปีมะโรง พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัยนี้

ปลูกไม้ตาลนี้ได้สิบสี่เข้า จี่งให้ช่างฟันขดานหินตั้งหว่างกลางไม้ตาลนี้ วันเดือนดับ เดือนโอกแปดวัน

วันเดือนเต็ม เดือนบ้างแปดวัน ฝูงปู่ครู เถรมหาเถรขึ้นนั่งเหนือขดานนสูดธรรมแก่อูบาสกฝูงท่วยจำศีล

ผี้ใช่วันสูดธรรม พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัย ขึ้นนั่งเหนือขดานน

ให้ฝูงท่วยลูกเจ้าลูกขุน ฝูงท่วยถือบ้านถือเมืองคัล วันเดือนดับเดือนเต็ม

ท่านแต่งช้างเผือกกระพัดลยาง เที้ยรย่อมทองงาขวาชื่อรูจาครี

พ่อขุนรามคำแหงขึ้นขี่ไปนบพระอรัญญิกแล้วเข้ามา

จาริกอันณื่ง มีในเมืองชเลียง สถาบกไว้ด้วยพระศรีรัตนธาตุ

จาริกอันณื่ง มีในถ้ำชื่อถ้ำพระราม อยู่ฝั่งน้ำสำพาย จาริกอันณื่งมีในถ้ำรัตนธาร ในกลวงป่าตาลนี้

มีศาลาสองอัน อันณื่งชื่อศาลาพระมาส อันณื่งชื่อพุทธศาลา ขดานนนี้ ชื่อมนังคศีลาบาตร สถาบกไว้นี่

จี่งทังหลายเห็น

 

 

 

ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง   ด้านที่ 4

พ่อขุนพระรามคำแหง ลูกพ่อขุนศรีอินทราทิตย์

เป็นขุนในเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัย ทังมากาวลาว แล้ไทยเมืองใต้หล้าฟ้าต่อไทยชาวอูชาวของ มาออก ๑๒๐๗

ศกปีกุน ให้ขุดเอาพระธาตุออก ทังหลายเห็น กทำบูชาบำเรอแก่พระธาตุได้เดือนหกวัน

จี่งเอาลงฝังในกลางเมืองศรีสัชนาลัย ก่อพระเจดีย์เหนือ หกเข้าจี่งแล้ว ตั้งเวียงผาล้อมพระมหาธาตุ

สามเข้าจี่งแล้ว

เมื่อก่อนลายสือไทยนี้บ่มี ๑๒๐๕ ศกปีมะแม

พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจในใจแล่ใส่ลายสือไทยนี้ ลายสือไทยนี้จี่งมีเพื่อขุนผู้นั้นใส่ไว้

พ่อขุนพระรามคำแหงนั้น หาเป็นท้าวเป็นพระยาแก่ไทยทังหลาย

หาเป็นครูอาจารย์สั่งสอนไทยทั้งหลาย ให้รู้บุญรู้ธรรมแท้ แต่คนอันมีในเมืองไทย ด้วยรู้ด้วยหลวก

ด้วยแกล้วด้วยหาญ ด้วยแคะด้วยแรง หาคนจักเสมอมิได้ อาจปราบฝูงข้าเสีก มีเมืองกว้างช้างหลาย

ปราบเบื้องตะวันออก รอดสรลวงสองแคว ลุมบาจาย สคา เท้าฝั่งของ เถิงเวียงจันทน์เวียงคำเป็นที่แล้ว

เบี้งหัวนอน รอดคนที พระบาง แพรก สูพรรณภูมิ ราชบูรี เพชรบูรี ศรีธรรมราช

ฝั่งทะเลสมุทรเป็นที่แล้ว เบื้องตะวันตก รอดเมืองฉอด เมืองน หงสาพดิ สมุทรหาเป็นแดน

เบื้องตีนนอน รอดเมืองแพล เมืองม่าน เมืองน..เมืองพลัว พ้นฝั่งของ เมืองชวาเป็นที่แล้ว

ปลูกเลี้ยงฝูงลูกบ้านลูกเมืองนั้นชอบด้วยธรรมทุกคน

 

 

 

 


แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 16 ธันวาคม 2555 เวลา 14:57 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

6

ติดตามกระทู้

1

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
4
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

      ต่อนะครับ

    รูปคำปัจจุบัน 

                   

    ด้าน ที่1

             พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง ตูมีพี่น้องท้องเดียวห้าคน ผู้ชายสาม ผู้หญิงสอง พี่เผือผู้อ้ายตายจากเผือตั้งแต่ยังเล็ก

            เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดมาท่เมืองตาก พ่อกูไปรบขุนสามชนหัวซ้าย ขุนสามชนขับมาหัวขวา ขุนสามชนเกลื่อนเข้า ไพร่ฟ้าหน้าใสพ่อกู หนีญญ่ายพายจะแจ้น กูบ่หนี กูขี่ช้างเบกพล กูขับเข้าก่อนพ่อกู กูต่อช้างด้วยขุนสามชน ตนกูพุ่งช้าง ขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ ขุนสามชนพ่ายหนี พ่อกูจึ่งขึ้นชื่อกูชื่อพระรามคำแหง เพราะกูพุ่งช้างขุนสามชน

               เมื่อชั่วพ่อกู กูบำเรอแก่พ่อกู กูบำเรอแก่แม่กู กูได้ตัวเนื้อตัวปลา กูเอามาแก่พ่อกู กูได้หมากส้มหมากหวาน อันใดอันกินอร่อยกินดี กูเอามาแก่พ่อกู กูไปตีหนังวังช้างได้ กูเอามาแก่พ่อกู กูไปท่บ้านท่เมือง ได้ช้างได้งวง ได้ปั่วได้นางได้เงือนได้ทอง กูเอามาเวนแก่พ่อกู พ่อกูตายยังพี่กู กูพร่ำบำเรอแก่พี่กู ดั่งบำเรอแก่พ่อกู พี่กูตาย จึงได้เมืองแก่กูทั้ง(ก)ลม

                เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ ลูท่างเพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงินค้าทองค้า

                    ไพร่ฟ้าหน้าใสลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแล้ ล้มตายหายกว่าเหย้าเรือนพ่อเชื้อเสื้อคำมัน ช้างขอลูกเมียเยียเข้า ไพร่ฟ้าข้าไท ป่าหมากป่าพลูพ่อเชื้อมัน ไว้แก่ลูกมันสิ้น

              ไพร่ฟ้าลูกเจ้าลูกขุน ผิแล้ผิดแผกแสกว้างกัน สวนดูแท้แล จึ่งแล่งความแก่เขาด้วยซื่อ บ่เข้าผู้ลักนักมักผู้ซ่อน เห็นข้าวท่านบ่ใคร่พีน เห็นสินท่านบ่ใคร่เดือด คนใดขี่ช้างมาหา พาเมืองมาสู่ ช่อยเหนือเฟื้อกู้ มันบ่มีช้างบ่มีม้า บ่มีปั่วบ่มีนาง บ่มีเงินบ่มีทอง ให้แก่มัน ช่อยมันตวงเป็นบ้านเป็นเมือง ได้ข้าข้าเสือ หัวพุ่งหัวรบก่ดี บ่ข้าบ่ตี

                ในปากประตูมีกดิ่งอันหนึ่งแขวนไว้หั้น ไพร่ฟ้าหน้าปกกลางบ้านกลางเมือง มีถ้อยมีความ เจ็บท้องข้องใจ มันจักกล่าวเถิงเจ้าเถิงขุนบ่ไร้ ไปลั่นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้

     

     

                    ด้านที่ 2

                    ยินเรียกเมือถาม สวนความแก่มันด้วยซื่อ ไพร่ในเมืองสุโขทัยนี้จึ่งชม

                สร้างป่าหมากป่าพลูทั่วเมืองนี้ทุกแห่ง ป่าพร้าวก็หลายในเมืองนี้ ป่าลางก็หลายในเมืองนี้ หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มัน

                กลางเมืองสุโขทััยนี้ มีน้ำตระพังโพยสีใสกินดีดั่งกินน้ำโขงเมื่อแล้ง รอบเมืองสุโขทัยนี้ตรีบูรได้สามพันสี่ร้อยวา

               คนในเมืองสุโขทัยนี้มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุนทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายผู้ญีงฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสน ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน เมื่อออกพรรษากรานกฐิน เดือนหนึ่งจึงแล้ว เมื่อกรานกฐินมีพนมเบี้ย มีพนมหมาก มีพนมดอกไม้ มีหมอนนั่งหมอนโนน บริพารกถินโอยทานแล้ปีแล้ญิบล้าน ไปสูตญัติกฐินถึงอรัญญิกพู้น เมื่อจักเข้ามาเวียงเรียงแต่อรัญญิกพู้น เท่าหัวลานดํบงคํด้วยเสียงพาดเสียงพิณเสียงเลื้อนเสียงขับ ใครจักมักเหล้นเหล้น ใครจักมักหัว หัวใครจักมักเลื้อน เลื้อน

             เมืองสุโขทัยนี้มีสี่ปากประตูหลวง เที้ยนย่อมคนเสียดกันเข้ามาดูท่านเผาเทียนท่านเล่นไฟ เมืองสุโขทัยนี้มีดั่งจักแตก กลางเมืองสุโขทัยนี้มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารศ มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันราม มีพิหารอันใหญ่มีพิหารอันราม มีปู่ครูนิสัยมุตก์ มีเถร มีมหาเถรเบื้องตะวันตก

             เมืองสุโขทัยนี้มีอไรญิก พ่อขุนรามคำแหงกระทำโอยทานแก่มหาเถร สังฆราชปราชญ์เรียนจบปิฎกไตรหลวกกว่าปู่ครูในเมืองนี้ ทุกคนลุกแต่เมืองศรีธรรมราชมา ในกลางอรัญญิก มีพิหารอันหนึ่งงมนใหญ่ สูงงามแก่กม มีพระอัฏฐารศอันหนึ่งลุกยืน เบื้องตะวันออกเมืองสุโขทัยนี้มีพิหารมีปู่ครู มีทะเลหลวง มีป่าหมากป่าพลู มีไร่มีนามีถิ่นถ้าน มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก มีป่าม่วงมีป่าขาม ดูงามดั่งแกล้

    ด้านที่ 3

    (งแต่)ง

               เบื้องตีนนอนเมืองสุโขไทนี้มีตลาดปสาน มีพระอัจนะ มีปราสาท มีป่าหมากพร้าว ป่าหมากลาง มีไร่มีนา มีถิ่นถ้าน มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก เบื้องหัวนอนเมืองสุโขไทนี้ มีกุฎีพิหารปู่ครูอยู่ มีสรีดภงส(ศรีตระพังสระ???) มีป่าพร้าวป่าลาง มีป่าม่วงป่าขาม มีน้ำโคกมีพระขพุง ผีเทพดาในเขาอันนั้น เป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล้ ไหว้ดีพลีถูก เมืองนี้เที่ยงเมืองนี้ดี ผิไหว้บ่ดีพลีบ่ถูก ผีในเขาอันบ่คุ้มบ่เกรง เมืองนี้หาย

              ๑๒๑๔ ศก ปีมะโรง พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัยปลูกไม้ตาลนี้ได้สิบสี่เข้า จึ่งให้ช่างฟันขดารหินตั้งหว่างกลางไม้ตาลนี้ วันเดือนดับเดือนออกแปดวัน วันเดือนเต็ม เดือนบ้างแปดวัน ฝูงปู่ครู เถร มหาเถร ขึ้นนั่งเหนือขดานหินสูตธรรมแก่อูบาสกฝูงท่วยจำสีล ผิใช่วันสูตรธรรมพ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัยขึ้นนั่งเหนือ ขดารหิน ให้ฝูงลูกเจ้าขุน ฝูงท่วยถือบ้านถือเมือง ครั้นวันเดือนดับเดือนเต็ม ท่านแต่งช้างเผือกกระพัดลยางเที้ยนย่อมทองงา...ขวา ชื่อรูจาครี พ่อขุนรามคำแหงขึ้นขี่ไปนบพระ....(เถิง)อรัญญิกแล้วเข้ามา,

             จารึกอันหนึ่งมีในเมืองเชลียงสถาบกไว้ด้วยพระศรีรัตนธาตุ จารึกอันหนึ่งมีในถ้ำชื่อถ้ำพระราม อยู่ฝั่งน้ำสํพาย จารึกอันหนึ่งมีในถ้ำรัตนธารในกลวงป่าตาลนี้ มีศาลาสองอัน อันหนึ่งชื่อศาลาพระมาส อันณึ่งชื่อพุทธศาลา ขดารหินนี้ชื่อมนังศิลาบาตร สถาบกไว้หนี้(จึ่ง)ทังหลายเห็น

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

                    ด่านที่ 4

               พ่อขุนรามคำแหงลูกพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นขุนในเมืองสรีสัชนาลัย สุโขทัย ทั้งมากาวลาวแลเมืองไทเมืองใต้หล้าฟ้าฏไทชาวอูชาวของมาออก

             ๑๒๐๗ สก ปีกุน ให้ขุด(เอา)พระธาตุออกทั้งหลายเห็น กระทำบูชาบำเรอแก่พระธาตุได้เดือนหกวัน จึ่งเอาลงฝังในกลางเมืองสรีสัชนาลัย ก่อพระเจดีย์เหนือหกเข้าจึ่งแล้ว ตั้งเวียงล้อมพระมหาธาตุสามเข้าจึ่งแล้ว

               เมื่อ ก่อนลายสือนี้บ่มี ๑๒๐๕ สกปีมะแม พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจในใจ แลใส่ลายสืไทนี้ลายสือนี้จึ่งมีเพื่อขุนผู้นั้นใส่ไว้ พ่อขุนรามคำแหงนั้นหาเป็นท้าวเป็นพระญาแก่ไททังหลาย หาเป็นครูอาจารยสั่งสอนไททังหลายให้รู้บุญรู้ธรรมแท้แต่คนอันมีในเมืองไท ด้วยรู้ด้วยหลวก ด้วยแกล้วด้วยหาญ ด้วยแคะด้วยแรง หาคนจักเสมอมิได้

                  อาจปราบฝูงข้าเศิก มีเมืองกว้างช้างหลาย ปราบเบื้องตะวันออกรอดสรลวง สองแคว ลมบาจาย สคาเท้าฝั่งของเถีงเวียงจันทน์เวียงคำเป็นที่แล้ว เบื้องหัวนอนรอดคนที พระบาง แพรก สุพรณณภูมิ ราชบูรี เพช(บู)รี ศรีธรรมราช ฝั่งทะเลสมุทรเป็นที่แล้ว เบื้องตะวันตกรอดเมืองฉอด เมืองน หงษาวดี สมุทรหาเป็นแดน, เบื้องตีนนอน รอดเมืองแพร่ เมืองม่าน เมืองนเมืองพลัวพ้นฝั่งของ เมืองชวาเป็นที่แล้ว , ปลูกเลี้ยงฝูงลูกบ้านลูกเมืองนั้น ชอบด้วยธรรมทุกคน

     

  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

      คุณค่าของศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช 

     

     

     

     

     

              ศิลาจารึกนี้แม้มีเนื้อความสั้นเพียง 124 บรรทัด แต่บรรจุเรื่องราวที่อุดมด้วยคุณค่าทางวิชาการหลายสาขา ทั้งในด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐกิจสังคม ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ภาษาศาสตร์ วรรณคดี ศาสนา และจารีตประเพณี ด้านนิติศาสตร์ ศิลาจารึกหลักนี้อาจถือว่า เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญเทียบได้กับรัฐธรรมนูญฉบับแรกของอังกฤษ มีการกำหนดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และรักษาสิทธิมนุษยชน เห็นได้จากข้อความที่กล่าวถึง มีการคุ้มครองเชลยศึก นอกจากนี้ ยังมีข้อความเสมือนเป็นบทบัญญัติในกฎมณเฑียรบาลและบทบัญญัติในกฎหมายแพ่ง ลักษณะครอบครัวและมรดก ตลอดจนการพิจารณาความแห่งและอาญา          

    ด้านนิติศาสตร์

    ศิลา จารึกหลักนี้อาจถือได้ว่าเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญเทียบได้กับรัฐธรรมนูญฉบับแรก ของอังกฤษ มีการกำหนดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและรักษาสิทธิมนุษยชน เห็นได้จากข้อความที่กล่าวถึง มีการคุ้มครองเชลยศึกนอกจากนี้ยังมีข้อความเสมือนเป็นบทบัญญัติในกฎมณเทียร บาลและบทบัญญัติในกฎหมายแพ่งลักษณะครอบครัวและมรดกตลอดจนการพิจารณาความแพ่ง และอาญา ดังความที่ปรากฏในศิลาจารึกต่อไปนี้

    1.      ไพร่ฝ้า หน้าใสลูกเจ้า ลูกขุนผู้ใดแล้ล้มตายหายกว่าพ่อย้าวเรือนพ่อเชื้อเสื้อคำมัน ช้างขอ ลูกเมีย เยียเข้า ไพร่ฝ้าข้าไทย ป่าหมาก ป่าพลู พ่อเชื้อมันไว้แก่ลูกมันสิ้น ไพร่ฝ้าลูกเจ้าลูกขุน ผี้แล้ผิดแผกแสกว้างกัน

    2.      สวนดูแท้แล้จึ่ง แล่งความแก่ ขาด้วยซื่อ บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซ่อน เห็นเข้าท่านบ่ใคร่พีน

    3.      เห็นสีนท่านบ่ใคร่ เดือด คนใดขี่ช้างมาหา พาเมืองมาสู่ ช่อยเหนือเฟื่อกู้ มันบ่มีช้าง บ่มีม้า

    4.      บ่มีปั่วบ่มีนาง บ่มีเงือนบ่มีทอง ให้แก่มัน ช่อยมันตวงเป็นบ้านเป็นเมือง

    5.      ได้ข้าข้า เสือหัวพู่ งหัวรบก็ดี บ่ฆ่าบ่ตี

    6.      ป่าลางก็ หลายในเมือง นี้ หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มัน

     

    ด้านรัฐศาสตร์

    ข้อ ความในศิลาจารึกกล่าวถึงความใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์กับประชาชนว่า

    พ่อ ขุนรามคำแหงได้โปรดให้ข้าราชบริพารเข้าเฝ้าปรึกษาราชการได้ทุกวัน ยกเว้นวันพระ

    และ เปิดโอกาสให้ราษฎรมาตีกระดิ่งเพื่ออุทธรณ์ฎีกาได้ทุกเมื่อ ดังความที่ปรากฏในศิลาจารึกต่อไปนี้

    1.

     

     

     

     1.  ในปากปตูมี กดีงอัน ณื่งแขวนไว้หั้น ไพร่ฝ้าหน้าปก กลางบ้านกลางเมือง มีถ้อยมีความเจ็บท้องข้องใจ มันจักกล่าวเถิงเจ้าเถิงขุนบ่ไร้ ไปลันกดีงอันท่านแขวนไว้พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยีน เรียกเมือถาม สวนความแก่มันด้วยซื่อ

    2.      ผี้ใช่วัน สูดธรรม พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัย ขึ้นนั่งเหนือขดานนให้ฝูงท่วยลูกเจ้าลูกขุน ฝูงท่วยถือบ้านถือเมืองคัล

     

    ด้านเศรษฐกิจ

    ข้อ ความที่จารึกไว้ว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจในสมัยสุโขทัยนั้นมีความมั่นคงมาก นอกจากนี้ ยังมีการชลประทาน การทำไร่ทำนาอุดมสมบูรณ์ และการค้าขายก็ทำได้โดยสะดวกดังความที่ปรากฏในศิลาจารึกต่อไปนี้

    1.      เมือง สุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีเข้า เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลูท่างเพื่อนจูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้าง ค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้าใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า

    2.      เบื้องหัว นอนเมือง สุโขทัยนี้มีกูฎีพีหารปู่ครูอยู่ มีสรีดภงส มีป่าพร้าวป่าลาง มีป่าม่วงป่าขามมีน้ำโคก

     

    ด้านประวัติศาสตร์

    จาก ข้อความในศิลาจารึกหลักนี้ ช่วยให้เราได้ทราบถึงประวัติความเจริญรุ่งเรืองของชาติไทยในสมัยสุโขทัยและ ประวัติเรื่องราวอื่น ๆ เช่น ประวัติราชวงศ์สุโขทัย ประวัติการรวบรวมอาณาจักรไทยให้เป็นปึกแผ่นประวัติการค้าโดยเสรี ประวัติการสืบสร้างพระพุทธศาสนา และการประดิษฐ์ลายสือไทยดังความที่ปรากฏต่อไปนี้

    1.      พ่อกูชื่อศรีอิน ทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง

    2.      เจ้าเมือง บ่เอาจกอบใน ไพร่ ลูท่างเพื่อนจูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้าง ค้าใครจักใคร่ค้าม้า ค้า

    3.      พ่อขุนราม คำแหงกระทำ โอยทานแก่มหาเถรสังฆราชปราชญ์เรียนจบบีฎกไตร หลวกกว่าปู่ครูในเมืองนี้ทุกคนลุกแต่เมืองศรีธรรมราชมา

    4.      เมื่อก่อน ลายสือไทย นี้บ่มี ๑๒๐๕ ศกปีมะแม พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจในใจแล่ใส่ลายสือไทยนี้ลายสือไทยนี้จี่งมีเพื่อขุน ผู้นั้นใส่ไว้

     

    ด้านภูมิศาสตร์

    ศิลา จารึกหลักนี้ได้บอกอาณาเขตของสุโขทัยไว้อย่างชัดแจ้ง กล่าวถึงทิศตะวันออกว่าจดเวียงจันทน์ เวียงคำทิศใต้จดศรีธรรมราชและฝั่งทะเลสมุทร ทิศตะวันตกถึงหงสาวดี ทิศเหนือถึงชวา(หลวงพระบาง)ได้กล่าวถึงชื่อเมืองสำคัญต่าง ๆ หลายเมือง เช่น เชลียง เพชรบุรีนอกจากนี้ยังได้พรรณนาแหล่งทำมาหากินและแหล่งที่อยู่อาศัยของชาว เมืองสุโขทัยไว้ดังความที่ปรากฏในศิลาจารึกต่อไปนี้

    1.      เบื้อง ตะวันโอกเมือง สุโขทัยนี้มีพีหาร มีปู่ครู มีทะเลหลวง มีป่าหมากป่าพลู มีไร่มีนา มีถิ่นถ้านมีบ้านใหญ่บ้านเล็ก มีป่าม่วง มีป่าขาม ดูงามดังแกล้-

    2.      เบื้อง ตะวันออก รอดสรลวงสองแคว ลุมบาจาย สคา เท้าฝั่งของ เถิงเวียงจันทน์เวียงคำเป็นที่แล้วเบี้งหัวนอน รอดคนที พระบาง แพรก สูพรรณภูมิ ราชบูรี เพชรบูรี ศรีธรรมราชฝั่งทะเลสมุทรเป็นที่แล้ว เบื้องตะวันตก รอดเมืองฉอด เมืองน หงสาพดิ สมุทรหาเป็นแดน เบื้องตีนนอน รอดเมืองแพล เมืองม่าน เมืองน..เมืองพลัว พ้นฝั่งของ เมืองชวาเป็นที่แล้ว

     ด้านศาสนา

    ข้อ ความในศิลาจารึกหลักนี้ มีหลายตอนที่แสดงให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติไทยในสมัยพ่อขุนรามคำแหงนั้น ได้รับการอุปถัมภ์ เชิดชูอย่างดียิ่งประชาชนชาวไทยซึ่งมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ได้ทำนุบำรุงพระศาสนาให้มีความเจริญรุ่งเรืองสูงส่งด้วยปรากฏว่า พระสงฆ์เล่าเรียนจบพระไตรปิฎก

    มี ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุก่อสร้างไว้เป็นอันมากพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยสร้าง ขึ้นด้วยความศรัทธาในพระศาสนา จึงมีศิลปะงดงามยิ่งดังความที่ปรากฏในศิลาจารึกต่อไปนี้

    1.      กลางเมือง สุโขทัยนี้ มีพีหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารศมีพระ(พุ)ทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันราม มีพีหารอันใหญ่ มีพีหารอันราม มีปู่ครูนีสไ(สยมุ)ต มีเถร มีมหาเถร

    2.      เบื้องตะวันตก เมืองสุโขทัย นี้มีอรัญญิก พ่อขุนรามคำแหงกระทำโอยทานแก่มหาเถรสังฆราชปราชญ์เรียนจบบีฎกไตร หลวกกว่าปู่ครูในเมืองนี้ทุกคน ลุกแต่เมืองศรีธรรมราชมา ในกลางอรัญญิก มีพีหารอันณื่ง มนใหญ่สูงงามแก่กม มีพระอัฏฐารศอันณื่งลุกยืน

    ด้านจารีตประเพณี

    ศิลา จารึกหลักนี้ช่วยให้ทราบว่าสมัยสุโขทัยนั้นมีจารีตประเพณีหลายประการที่ ประชาชนนับถือและปฏิบัติกันอยู่มีทั้งประเพณีทางพระพุทธศาสนา และประเพณีอื่น ๆ เช่น ประเพณีรักษาศีลเมื่อเข้าพรรษาประเพณีฟังธรรมในวันพระ ประเพณีการทอดกฐิน ประเพณีการเผาเทียนเล่นไฟ เป็นต้นดังความที่ปรากฏในศิลาจารึกต่อไปนี้

    1.      คนในเมือง สุโขทัยนี้ มักทาน มักทรงศีล มันโอยทานพ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทังชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุนทังสิ้นทังหลายทังผู้ชายผู้ญีง ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสน ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคนเมื่อโอกพรรษากรานกฐินเดือนณื่งจี่งแล้ว เมื่อกรานกฐิน มีพนมเบี้ย มีพนมหมาก มีพนมดอกไม้มีหมอนนั่งหมอนโนน บริพารกฐิน โอยทานแล่ปีแล้ญิบล้าน ไปสูดญัตกฐินเถิงอไรญิกพู้นเมื่อจักเข้ามาเวียง เรียงกันแต่อไรญิกพู้นเท้าหัวลาน ดมบังคมกลองด้วยเสียงพาทย์เสียงพีณเสียงเลื้อนเสียงขับ ใครจักมักเล่น เล่น ใครจักมักหัว หัว ใครจักมักเลื้อน เลื้อนเมืองสุโขทัยนี้มีสี่ปากปตูหลวง เที้ยรย่อมคนเสียดกัน เข้ามาดูท่านเผาเทียนท่านเล่นไฟเมืองสุโขทัยนี้มีดั่งจักแตก

    2.      วันเดือน ดับ เดือนโอกแปดวัน วันเดือนเต็มเดือนบ้างแปดวัน ฝูงปู่ครู เถรมหาเถรขึ้นนั่งเหนือขดานนสูดธรรมแก่อูบาสกฝูงท่วยจำศีล…           

                และ เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่คณะกรรมการที่ปรึกษานานาชาติขององค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (องค์การยูเนสโก) ได้ประชุมเมื่อวันที่ 28-30 สิงหาคม 2546 ที่เมือง Gdansk ประเทศโปแลนด์ โดยได้พิจารณาใบสมัครจำนวน 43 รายการ จาก 27 ประเทศทั่วโลก ผลการประชุมมีมติสนับสนุนเป็นเอกฉันท์ให้องค์การยูเนสโกจดทะเบียนระดับโลก ศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหง พร้อมกับอีก 22 รายการ จาก 20 ประเทศ ทั้งนี้ โครงการมรดกความทรงจำของโลกเป็นโครงการเพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่มรดกความทรง จำที่เป็นเอกสาร วัสดุหรือข้อมูลข่าวสารอื่นๆ เช่น กระดาษ สื่อทัศนูปกรณ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วย แต่จะต้องมีความสำคัญในระดับนานาชาติ และจะต้องมีการเก็บรักษาในความทรงจำในระดับชาติและระดับภูมิภาคอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อองค์การยูเนสโกได้ประกาศจดทะเบียนแล้ว ประเทศเจ้าของมรดกมีพันธกรณีทางปัญญาและทางศีลธรรมที่จะต้องอนุรักษ์ ให้อยู่ในสภาพที่ดี และเผยแพร่ให้ความรู้แก่มหาชนอนุชนรุ่นหลังทั่วโลกให้กว้างขวาง เพื่อให้มรดกดังกล่าวอยู่ในความทรงจำของโลกตลอดไป

              





     

     

     

  3. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ดูดีมากๆๆครับ
  4. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    น่าจะใส่รูปด้วยนะครับ

  5. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

refer: