Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

โหดเ้้ยมที่สุด!!! 7 การทดลองในประวัติศาสตร์

ตั้งกระทู้ใหม่
ตั้งกระทู้ใหม่
โหดเ้้ยมที่สุด!!! 7 การทดลองในประวัติศาสตร์

การทดลองทางวิทยาศาสตร์ก็มีมุมมืดเหมือนกัน การทดลอง 7 อันข้างล่างนี้มาจากบทความ "7 Absolutely Evil Medical Experiments" ของเว็บ Live Science ทั้งหมดเป็นการทดลองที่กระทำต่อมนุษย์ซึ่งถ้าตัดสินในมุมมองของจริยธรรมการ ทดลองในปัจจุบันก็ต้องเรียกว่า "ไร้มนุษยธรรมอย่างที่สุด"

  1. การทดลองที่ค่ายกักกัน Auschwitz ของนาซีเยอรมัน - คงไม่ต้องพูดถึงสำหรับการทดลองของนักวิทยาศาสตร์นาซีที่ทำต่อนักโทษ วัตถุประสงค์การทดลองส่วนใหญ่ก็เป็นไปเพื่อพิสูจน์ความเหนือกว่าของชนชาติ อารยันและทดสอบประสิทธิภาพของอาวุธเคมี/ชีวภาพ ผู้ร่วมรับการทดลอง(แบบไม่เต็มใจ)ต้องถูกทรมานสารพัดแบบ ตั้งแต่การรมก๊าซพิษ แช่แข็ง ขังในห้องความดันต่ำ ฯลฯ ผู้หญิงบางคนถูกรัดเต้านมด้วยเชือกเพื่อทดลองว่าทารกจะอดนมได้นานขนาดไหน จนแม่บางคนตัดใจฆ่าลูกตัวเองให้พ้นทรมานด้วยการฉีดมอร์ฟีนเข้าเส้นเลือดเด็ก หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลง นักวิทยาศาสตร์นาซีถูกจับตัวขึ้นศาลอาชญากรสงครามเกือบทุกคน บางคนก็หลบรอดไปได้ เช่น Josef Mengele แพทย์หน่วย SS หัวโจกของโครงการทดลองหลบหนีไปอเมริกาใต้และตายที่บราซิลในปี 1979

Nazi medical experiments

2. หน่วย 731 กองทัพญี่ปุ่น - ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้จับเชลยชาวจีนมาร่วมการทดลองสารพัด เช่น การบังคับให้เดินทางไกลลุยหิมะด้วยเท้าเปล่าเพื่อจะดูว่าวิธีไหนรักษาอาการ หิมะกัดได้ดีที่สุด การเข้าห้องรมก๊าซพิษ หรือโยนเข้าไปในห้องความดันจนลูกตาทะลักออกมา ไม่มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากการทดลองเท่าไร แต่ประเมินกันว่าไม่น่าต่ำกว่า 200,000 คน ในปี 1995 หนังสือพิมพ์ TImes เปิดเผยว่าทางการสหรัฐฯ ช่วยปกปิดการทดลองเหล่านี้ไว้เป็นความลับจากชาวโลก เนื่องจากต้องการเก็บไว้แบล็คเมล์ให้ญี่ปุ่นยอมเข้าร่วมเป็นพันธมิตรใน สงครามเย็น

Japan's Unit 731

3. Monster study - ชื่ออาจจะน่ากลัว แต่จริงๆ เป็นการทดลองเกี่ยวกับอาการติดอ่างของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยไอโอวาใน ปี 1939 จุดประสงค์การทดลองคือต้องการดูว่าความเครียดมีผลต่อการติดอ่างในเด็กหรือ ไม่ นักวิจัยได้ไปบอกกับเด็กกำพร้าในสถานเลี้ยงเด็กว่าพวกเขาจะมีอาการติดอ่างใน อนาคตเพื่อให้เด็กเกิดความเครียด ผลการทดลองคือเด็กไม่พัฒนาอาการติดอ่างขึ้นมา แต่กลับส่งผลให้เด็กเกิดความกังวล แยกตัวจากสังคม เป็นโรคซึมเศร้า สุดท้ายในปี 2007 ทางมหาวิทยาลัยต้องยอมจ่ายค่าชดเชยรวม $925,000 หลังจากถูกฟ้องจากผู้เสียหาย ชื่อ "Monster study" เป็นฉายาที่นักศึกษารุ่นหลังตั้งให้เพื่อเป็นการระลึกถึงตราบาป ของมหาวิทยาลัย

The "monster study"

4. การฆาตกรรมของ Burke & Hare - เนื่องจากในทศวรรษ 1830 รัฐบาลอังกฤษออกกฏหมายให้การผ่าตัดเพื่อศึกษากายวิภาคทำได้เฉพาะกับศพของนัก โทษประหารเท่านั้น ทำให้แพทย์ทางด้านนี้หาตัวอย่างมาศึกษากันยากขึ้น ตลาดมืดของการขายศพจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว สองสหายเจ้าของบ้านเช่าในเอดินเบอร์ก William Hare และ William Burke เลยผุดไอเดียทำเงิน ลักลอบฆ่าผู้เช่าให้ห้องเช่าตัวเอง แล้วเอาศพไปขายให้กับ Robert Knox แพทย์นักกายวิภาค สุดท้ายทั้งสองคนก็โดนจับได้ Burke ถูกแขวนคอ ส่วน Hare บ้างก็ว่าถูกปล่อย บ้างก็ว่าถูกฆ่า คดีนี้ส่งผลให้รัฐบาลอังกฤษยอมผ่อนปรนข้อกฏหมายเกี่ยวกับการศึกษากายวิภาค ให้เข้มงวดน้อยลง

The Burke and Hale murders

5. การทดลองสูตินารีเวชกับทาส - บิดาแห่งวิชาสูตินารีเวชสมัยใหม่ J. Marion Sims ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดเกี่ยวกับ จริยธรรมการทดลอง การทดลองส่วนใหญ่ของเขาจะทำกับทาสผู้หญิง เกือบทุกครั้งเขาไม่เคยวางยาสลบเลย เนื่องจากเขาให้เหตุผลว่าการผ่าตัดไม่น่าจะเจ็บมากอะไรมาก จึงไม่สมควรสิ้นเปลืองกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

Surgical experiments on slaves

6. การทดลองซิฟิลิสในกัวเตมาลา - ในปี 1946-1948 รัฐบาลของสหรัฐอเมริกากับกัวเตมาลาจับมือกันทำการทดลองลับๆ เกี่ยวกับการรักษาโรคซิฟิลิส ผู้ร่วมการทดลองประกอบด้วยนักโทษและผู้ป่วยทางจิตชาวกัวเตมาลา นักวิจัยทำการทดลองถ่ายเชื้อซิฟิลิสเข้าผู้ร่วมการทดลองโดยการจ่ายเงินให้ไป นอนกับโสเภณีที่ติดเชื้อ หรือไม่ก็กรีดหนังองคชาติแล้วเทเชื้อในจานเพาะลงบนแผล หลังจากที่เรื่องนี้แดงขึ้น เดือนตุลาคม 2010 ที่ผ่านมา Hilary Clinton และ Kathleen Sebelius ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษกับสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ทำลงไป

Guatemala syphilis study

7. การทดลองที่ Tuskegee - การทดลองนี้เหมือนเป็นมุมกลับของการทดลองในกัวเตมาลาข้อข้างบน ในปี 1932 นักวิจัยของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ทำการติดตามอาการของผู้ป่วยโรคซิฟิลิส 399 คนใน Tuskegee รัฐอะลาบามา ผู้ป่วยซึ่งเป็นคนผิวดำและไร้การศึกษาได้รับคำแนะนำแบบหลอกๆ จากนักวิจัยว่า "เขาป่วยเป็นโรคเลือดเสีย (Bad Blood)" จากนั้นนักวิจัยก็แกล้งทำเป็นรักษาไปเรื่อยๆ มีทดลองกับยาปลอมบ้างยาตัวใหม่บ้าง แต่ตลอดทั้งการวิจัยไม่มีผู้ป่วยคนใดได้รับการรักษาแบบจริงจังเลย การทดลองนี้กินเวลายาวนานถึง 40 ปี จนกระทั่งสาธารณชนรับรู้ความจริง รัฐบาลจึงต้องล้มเลิกโครงการในที่สุด

The Tuskegee study




แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 18 พฤษภาคม 2554 / 16:30

PS.  จงอยู่กับปัจจุบัน และอย่าเดินหน้าไปหาอดีต แต่บางครั้งเราอาจจำเป็นต้องถอยหลังไปสู่อนาคต !!

แสดงความคิดเห็น

>

5 ความคิดเห็น

you 18 พ.ค. 54 เวลา 19:48 น. 2

คห.1 หนังมันโหดมากกกกกกกกก
แต่เอฟเฟ็คยังไม่ค่อยจะดีนัก&nbsp เพราะหนังมันเก่ามากกกกก

0
secret girl 18 พ.ค. 54 เวลา 20:16 น. 4

น่าสงสารคนถูกทดลองจัง
โดยเฉพาะผู้หญิงที่ยอมฆ่าลูกตัวเองเพราะทนเห็นลูกทรมานไม่ได้

0
Okabe Riotaro 3 ก.ค. 54 เวลา 17:15 น. 5
จากใจYoung Scientist of TH
อยากรู้ว่าถ้าจับเพื่อนมาทดลองแต่เขาเต็มใจนี่ผิดไหม สมมุตนะสมมุต ไม่คิดทำจริงเพราะไม่มีแล็บ


PS.  From Young Scientist of Thailand
0