อานาปานสติ

ความคิดเห็น

7

ติดตามกระทู้

1

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

เพื่อนๆชาวพุทธในบอร์ดนี้ทำสมาธิด้วยวิธีไหนกันคะ แชร์กันนะคะ

เราเสนอวิธีอานาปานสติค่ะ

2วันก่อนเราบังเอิญแวะไปดูหนังสือของพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก ชื่อ อานาปานสติ:วิถีแห่งความสุข2 อานาปานสติขั้นที่1-8 อ่านๆแล้วรู้สึกว่าเป็นวิธีที่ดี มีขั้นตอนให้ทำไปเป็นลำดับจากง่ายไปยาก และบอกถึงว่าแต่ละระดับอย่างไหนจึงเรียกว่าทำสำเร็จแล้ว

อ่านดูคร่าวๆแล้ว อานาปานสติแบ่งได้เป็น16ขั้น แบ่งเป็น4หมวดคือหมวดกาย เวทนา จิต และธรรม โดยในเล่มที่เราถืออยู่คือขั้น1-8 คือหมวดกายกับเวทนา

16ขั้นที่แบ่งได้มีดังนี้
1. เมื่อหายใจออกยาวก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่า เราหายใจออกยาว ดังนี้ เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่าเราหายใจเข้ายาว ดังนี้
2. เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่าเราหายใจออกสั้น ดังนี้ เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่าเราหายใจเข้าสั้น ดังนี้
ขั้น1-2นี้เป็นการเจริญสติระดับศีล เป็นศีลสิกขา

3. ย่อมทำในบทศึกษาว่าเราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจออกดังนี้ ย่อมทำในบทศึกษาว่าเราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จัดหายใจเข้าดังนี้ (รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง ในหนังสืออธิบายว่า รู้พร้อมเฉพาะซึ่งลมหายใจตลอดสาย คือเบื้องต้นของลมหายใจ ท่ามกลางของลมหายใจ และที่สุดของลมหายใจ)

4. ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่จักหายใจออกดังนี้ ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่จักหายใจเข้า ดังนี้(คำอธิบาย กายสังขาร คือสภาพปรุงแต่งกายคือ อัสสาสะ ปัสสาสะ ร่างกายที่เราเห็นเป็นรูปร่างนี้ ถูกปรุงแต่งตลอดเวลา ไม่สามารถหยุดอยู่เฉยๆได้ เราต้องกินอาหาร ดื่มน้ำ แล้วก็หายใจออกหายใจเข้าอยู่เป็นประจำ การระงับกายสังขารก็คือ การระงับลมหายใจ คืออาการของจิตที่สงบจนเกือบไม่มีลมหายใจ ลมหายใจละเอียดขึ้น จนในที่สุดก็ไม่มีลมหายใจ นี่คือการเข้าฌาน ซึ่งในหนังสือบอกไว้ว่าจะทำได้ก็ต้องทำขั้นที่3ให้สมบูรณ์ก่อน)

ขั้นที่3-4เป็นการเจริญสติในระดับสมาธิเป็นสมาธิสิกขา
ทั้ง4ขั้นนี้คือหมวดกายเป็นสมถะกรรมฐานเมื่อขั้นที่4สมบูรณ์จะถือว่ากรรมฐานสมบูรณ์

5. ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะปิติจักหายใจออกดังนี้ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะปิติจักหายใจเข้าดังนี้(ขั้นนี้เป็นการกำหนดปิติซึ่งก็คือเวทนาทางใจ กำหนดปิติให้เพิ่มขึ้นแล้วระงับลง ในหนังสือกล่าวไว้เยอะมากค่ะไว้ไปหาอ่านดูเองนะคะ)

6.ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุขจักหายใจออกดังนี้ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุขจักหายใจเข้าดังนี้(เปรียบสุขกับปิติ ปิติคือเวทนาแบบหยาบ ส่วนสุขคือเวทนาแบบละเอียด มักมาพร้อมกันเหมือนน้ำซุปไก่กับเนื้อไก่ เปรียบปิติได้เหมือนเนื้อ เปรียบสุขเหมือนน้ำซุป ขั้นนี้ให้กำหนดสุข)

7. ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขารจักหายใจออกดังนี้ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขารจักหายใจเข้าดังนี้(จิตตสังขารคือการปรุงแต่งของจิตโดยเวทนาขันธ์และสัญญาขันธ์ ทั้งปิติและสุขเป็นเวทนาขันทธ์เป็นจิตตสังขารฝ่ายกุศล ส่วนจิตตสังขารฝ่ายอกุศลคือความรู้สึกทุกข์ทางใจ หงุดหงิด ที่เกิดอยู่ในชีวิตประจำวัน ขั้นที่7นี้ทำจิตตั้งมั่นเพื่อสังเกตุดู เพื่อเข้าใจความจริงของจิตตสังขาร คือเข้าใจขันธ์5 และเข้าใจปฏิจจสมุปบาท)

8. ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่จักหายใจออกดังนี้ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่จักหายใจเข้าดังนี้(ขั้นนี้ทำต่อจากขั้นที่7ซึ่งเมื่อทำขั้นที่7ได้สมบูรณ์แล้วก็สามารถกำหนดรู้เท่าทันเวทนาคือจิตตสังขารได้ จะเห็นว่าเวทนาเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)

ขั้นที่5-8 เป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นสมถะ+วิปัสสนากรรมฐาน เป็นการเจริญสติในระดับปัญญา เป็นปัญญาสิกขา

9.ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตจักหายใจออกดังนี้ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตจักหายใจเข้าดังนี้

10.ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้จิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจออกดังนี้ ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้จิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจเข้าดังนี้

11.ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้จิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจออกดังนี้ ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้จิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจเข้าดังนี้

12.ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้จิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจออกดังนี้ ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้จิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจเข้าดังนี้

9-12เป็นหมวดจิตยังไม่มีคำอธิบายเนื่องจากไม่มีหนังสือเล่มต่ออยู่ในมือ

13.ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ จักหายใจออกดังนี้ ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้าดังนี้

14. ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นความจางคลายอยู่เป็นประจำ จักหายใจออกดังนี้ ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นความจางคลายอยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้าดังนี้

15.ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ จักหายใจออกดังนี้ ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้าดังนี้

16. ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ จักหายใจออกดังนี้ ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้าดังนี้

13-16เป็นหมวดธรรม ซึ่งก็ไม่มีคำอธิบายเช่นกัน

ถ้าทำสำเร็จก็มรรคผลนิพพานนั่นแล

สำหรับเราขั้น1-2ยังไม่ไปไหนเลยค่ะ แต่มันก็ค่อยๆเข้าที่แล้ว พอรู้สึกตัวฝึกมีสติดีค่ะ แต่คิดว่าอีกนานกว่าจะเลื่อนไปทำขั้น3

ทางมีให้เลือกเดินแล้ว หากได้ก้าวออกจากจุดเริ่มต้นแล้ว ก้าวเดินออกไปไม่ออกนอกเส้นทางจะก้าวช้าหรือก้าวเร็วก็ต้องไปถึงจุดหมายซักวัน ขอให้เจริญในธรรมค่ะ

เสียเวลาวันละ5-10นาทีฝึกอานาปานสติ ดีกว่าเสียเวลาไปกับการนั่งดูละครนั่งฟังเพลงนะคะ


แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 16 มิถุนายน 2554 / 22:16

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 27 สิงหาคม 2554 เวลา 23:33 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

7

ติดตามกระทู้

1

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

หน้า 1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ขออนุโมทนากับ No name ด้วยครับ ผมก็ชอบอาณาปานสติเหมือนกัน ทำแล้วรู้สึกดีมากเลยครับ อย่างน้อยก็รักษาสุขภาพใจดี สุขภาพกายก็ดีด้วย เพราะถ้าหายใจเข้าลึกๆ ร่างกายก็จะได้รับโอโซนเต็มที่ สมองดี อายุยืน ^ ^

  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์

    [๑๔๖] ดูกรราหุล เธอจงเจริญอานาปานสติภาวนาเถิด เพราะอานาปานสติที่บุคคล
    เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผล มีอานิสงส์ใหญ่. ก็อานาปานสติอันบุคคลเจริญอย่างไร
    ทำให้มากอย่างไร จึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่? ดูกรราหุล ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี
    อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติ
    หายใจออก มีสติหายใจเข้า. เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า หายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาว
    ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว.  เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้น
    ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น. ย่อมสำเหนียกว่า จักกำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเหนียก
    ว่า จักกำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักระงับกายสังขารหายใจออก
    ย่อมสำเหนียกว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักกำหนดรู้ปีติหายใจออก
    ย่อมสำเหนียกว่า จักกำหนดรู้ปีติหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักกำหนดรู้สุขหายใจออก ย่อม
    สำเหนียกว่า จักกำหนดรู้สุขหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักกำหนดรู้จิตสังขารหายใจออก ย่อม
    สำเหนียกว่า จักกำหนดรู้จิตสังขารหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักระงับจิตสังขารหายใจออก
    ย่อมสำเหนียกว่า จักระงับจิตสังขารหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักกำหนดรู้จิตหายใจออก
    ย่อมสำเหนียกว่า จักกำหนดรู้จิตหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักทำจิตให้ร่าเริงหายใจออก
    ย่อมสำเหนียกว่า จักทำจิตให้ร่าเริงหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักดำรงจิตมั่นหายใจออก
    ย่อมสำเหนียกว่า จักดำรงจิตมั่นหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักเปลื้องจิตหายใจออก ย่อม
    สำเหนียกว่า จักเปลื้องจิตหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยง
    หายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า จักพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยงหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียก
    ว่า จักพิจารณาธรรมอันปราศจากราคะหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า จักพิจารณาธรรมอันปราศจาก
    ราคะหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักพิจารณาธรรมเป็นที่ดับสนิท หายใจออก ย่อมสำเหนียก
    ว่า จักพิจารณาธรรมเป็นที่ดับสนิท หายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า จักพิจารณาธรรมเป็นที่
    สละคืน หายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า จักพิจารณาธรรมเป็นที่สละคืน หายใจเข้า. ดูกรราหุล
    อานาปานสติที่บุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่
    ดูกรราหุล เมื่ออานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ลมอัสสาสะ
    ปัสสาสะ อันมีในภายหลัง อันบุคคลผู้เจริญอานาปานสติทราบชัดแล้ว ย่อมดับไป หาเป็น
    อันบุคคลผู้เจริญอานาปานสติไม่ทราบชัดแล้ว ดับไปไม่ได้ดังนี้.
  3. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อนุโมทนาด้วยครับ
    การฝึกกรรมฐานไม่ว่าจะเป็นกองไหนก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการกำหนดลมหายใจ
    ทำดีแล้วครับ :)
  4. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรมค่ะ
    ขอเสริมต่อจากเมื่อวานนะคะ เนื่องจากพิมพ์เองทั้งหมดเมื่อวานเลยได้แค่นั้น

    อานาปานสติ อันบุคคลเจริญทำให้มากแล้ว
    ย่อมทำสติปัฏฐาน4ให้บริบูรณ์
    ย่อมทำโพชฌงค์7ให้บริบูรณ์
    ย่อมทำวิชชา และวิมุตติให้บริบูรณ์

    สติปัฏฐาน4คืออะไร?
    สติปัฏฐาน4คือการตั้งสติพิจารณาสิ่งทั้งหลายมี กาย เวทนา จิต และธรรม ซึ่งคือตัวเราเองนี่แหละ การที่เราทำอานาปานสติก็เพื่อศึกษากายกับใจของตัวเราเอง เพื่อเข้าใจกายกับใจตามความเป็นจริง

    โพชฌงค์7คืออะไร?
    โพชฌงค์7คือ ธรรมะที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ประกอบด้วย
    1.สติสัมโพชฌงค์ คือความระลึกได้
    2.ธัมมวิจยะสัมโพชฌงค์ คือการพิจารณาธรรม
    3.วิริยะสัมโพชฌงค์ คือความเพียร
    4.ปิติสัมโพชฌงค์ คือความอิ่มเอิบใจ
    5.ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ คือความสงบกายสงบใจ
    6.สมาธิสัมโพชฌงค์ คือความมีใจตั้งมั่น
    7.อุเบกขาสัมโพชฌงค์ คือความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามความเป็นจริง

    แล้ววิชชา8คืออะไร?
    วิชชา8คือความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษได้แก่
    1.วิปัสนาญาณ คือญาณในวิปัสสนา
    2.มโนมยิทธิ คือฤทธิ์ทางใจ
    3.อิทธิวิชา คือแสดงฤทธิ์ต่างๆได้
    4.ทิพยโสต คือหูทิพย์
    5.เจโตปริยญาณ คือกำหนดรู้ใจผู้อื่น
    6.ปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือระลึกชาติได้
    7.ทิพยจักขุญาณ คือตาทิพย์
    8.อาสวักขยญาณ คือความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ

    แล้ววิมุตติ5คืออะไร?
    วิมุตติ5คือความหลุดพ้นจากกิเลส หรือความดับกิเลส คือ นิโรธ5หรือวิราคะ5 ได้แก่
    1.วิกขัมภนนิโรธ ดับกิเลสด้วยการข่มไว้ด้วยอำนาจสมาธิและฌาน
    2.ตทังคนิโรธ ดับกิเลสชั่วคราวด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับ เช่น เจริญเมตตาเพื่อระงับความโกรธ อารมณ์อสุภะระงับราคะ
    3.สมุจเฉทนิโรธ ดับกิเลสโดยเด็ดขาดคือโลกุตตรมรรค
    4.ปฏิปัสสัทธินิโรธ ดับอย่างสงบระงับเพราะกิเลสหมดสิ้นแล้วคือโลกุตตรผล
    5.นิสสรณนิโรธ ดับเพราะสลัดกิเลสออกได้อย่างเด็ดขาดแล้วคืออมตธาตุ(คือนิพพาน) จึงดำรงอยู่ในภาวะนั้นตลอดไป

    จึงเห็นได้ว่าการทำอานาปานสตินั้นมีอานิสงค์ใหญ่ดังที่คุณsadamiได้ยกพุทธพจน์ขึ้นมากล่าวให้ได้อ่าน ถ้าทำจนถึงที่สุดแล้วได้มรรคผลนิพพานแน่นอน

    ปล.หากเราพิมพ์อะไรผิดหรือกล่าวผิดที่ตรงไหนหรือมีอะไรที่ตกหล่น วานผู้ที่ศึกษาที่รู้ชัดช่วยชี้จุดนั้นหรือกล่าวเสริมด้วยนะคะ

  5. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อธิบายเพิ่มเติม

    สติ
    สติคือความระลึกได้ เป็นไป3กาลคือ อดีตกาล อนาคตกาล และปัจจุบันกาล
    ขยาย อดีตกาล คือการมีสติรำลึกได้ว่าเราเคยทำ พูด คิด อะไรบ้างในอดีตเมื่อไหร่ ที่ไหน กับใคร อย่างไร
    ขยาย อนาคตกาล คือ สติที่นึกไปอนาคต นึกได้ ระลึกได้ว่าควรจะทำอะไร พูดคิดอะไรเช่น การนัดพบ หรือควรจะทำอะไร กับใคร ที่ไหน เวลาใด ไม่หลงลืม ระลึกได้ จำได้ การเจริญมรณานุสติ เป็นการระลึกอนาคตที่จะมาถึงคือความตายที่จะเกิดแก่เรา แล้วทำตนเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อย่างถูกต้อง
    ขยาย ปัจจุบันกาล เป็นการระลึกถึงความจริงของตนมี2ระดับ คือสมมุติสัจจะ สติระลึกถึงฐานะของตนเอง เช่นเป็นผู้ชาย เป็นผู้หญิง เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นเพื่อน เป็นครู เป็นพ่อค้าฯลฯ และอีกอย่างคือปรมัตสัจจะ เป็นการระลึกถึงสติปัฏฐาน4 คือ กาย เวทนา จิต ธรรม ซึ่งเป็นหัวใจของการปฏิบัติที่เรากำลังศึกษาอยู่ทุกขณะในปัจจุบัน ทำให้เราอยู่อย่างปราศจากทุกข์เดือดร้อนได้

    สังโยชน์10
    สังโยชน์คือธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ มี10อย่าง
    1. สักกายทิฏฐิ คือความเห็นว่า เป็นตัวเป็นตน เช่นเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นตัวเป็นตน
    2. วิจิกิจฉา คือความสงสัย ความลังเล
    3. สีลัพพตปรามาส คือความถือมั่นศีลพรตโดยสักว่าทำตามๆกันไปอย่างงมงาย เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและพรต
    4. กามราคะ คือความกำหนัดในกาม ความติดใจในกาม
    5. ปฏิฆะ คือความกระทบกระทั่งใจ ความหงุดหงิดขัดเคือง
    6. รูปราคะ คือความติดใจในอารมณ์แห่งฌาณหรือรูปธรรมอันประณีต
    7. อรูปราคะ คือความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน
    8. มานะ คือความสำคัญตน
    9. อุทธัจจะ คือความฟุ้งซ่าน
    10. อวิชชา คือความไม่รู้จริง

    พระโสดาบันบุคคล ละสังโยชน์ข้อที่1-3ได้ ได้ดวงตาเห็นธรรม
    พระสกิทาคามีบุคคล ละสังโยชน์ได้เท่ากับพระโสดาบันบุคคลแต่สามารถทำสังโยชน์ที่เหลือให้เบาบางลงได้
    พระอนาคามีบุคคล ละสังโยชน์ข้อ4-5ได้
    พระอรหันต์บุคคล ละสังโยชน์ข้อ6-10ได้

    อธิบายอริยะบุคคลต่อ
    พระโสดาบันบุคคล จะเกิดในกามภพอีกไม่เกิน1-7ชาติ และปิดทางนรก ปิดทางอบาย ไม่ตกลงต่ำอีก
    พระสกิทาคามีบุคคล จะเกิดในกามภพอีกชาติเดียว
    พระอนาคามีบุคคล จะไม่กลับมาเกิดในกามภพอีก ท่านเสวยสุขในสุทธาวาสแล้วปรินิพพานที่นั่น
    พระอรหันต์ ท่านตัดกิเลสได้โดยเด็ดขาด จะไม่กลับมาเกิดอีก

  6. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อนุโมทนาบุญกับเจ้าของกระทู้ และก็ sadami ด้วยนะคะ  เป็นประโยชน์มากๆเลย


    ของเราทำสมาธิแบบวางใจนิ่งๆ ไว้ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่7
    ใจจะอยู่ตรงกลางท้องเรื่อยๆ   บางครั้งเราก็อานาปานสติ กำหนดลมหายใจเข้าออก
    ได้ความสงบเหมือนกันค่ะ
    เราว่าการทำสมาธิมีหลายวิธีให้เลือกปฏิบัติแล้วแต่จริตของแต่ละคน
    แต่สุดท้ายหนทางที่เข้าถึงธรรมภายในตัวของเราก็เป็นทางเดียวกัน
  7. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อานาปานสติแม้ชั่ว กาลเพียงลัดนิ้วมือ
    ธรรมบรรยายพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล
    http://www.hidhamma.com/?p=762

    ลองเข้าไปดูกันนะค่ะ เข้าใจง่ายนะค่ะ
ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน
1. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้จัดสร้างโดยผู้ลงข้อมูลเอง ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้ลงข้อมูลโดยตรง
ห้ามคัดลอก/เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงข้อมูล
2. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้ทำการคัดลอกมาจากของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงข้อมูลต้องทำการขออนุญาต และอ้างอิงอย่างเหมาะสม
3. ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ เป็นการส่งข้อความโดยผู้ใช้ หากพบเห็นข้อความหรือรูปภาพที่ไม่เหมาะสม, ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการโดยเร็ว

ร้องเรียนปัญหากระทู้ภายใน
เว็บไซต์ Dek-D.com

board@dek-d.com
( ทุกวัน 24 ชม )
02-860-1142 ต่อ 140
( จ-ศ 09.00-18.00 พักเที่ยง 12.00-13.00 )
refer: