หมอชีวกโกมารภัจจ์

ความคิดเห็น

15

ติดตามกระทู้

1

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

อ่านพระไตรปิฎกแล้วทึ่งค่ะ กับหมอสมัยพุทธกาล เก่งมากๆเลยค่ะ

ชีวกคือหมอใหญ่ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาและมีชื่อเสียงมาก
ในครั้งพุทธกาล  เป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระเจ้าพิมพิสาร
และพระเจ้าพิมพิสาร  ได้ถวายให้เป็นแพทย์ประจำพระองค์
ของพระพุทธเจ้าด้วย,  เรียกชื่อเต็มว่า ชีวกโกมารภัจจ์

กำเนิดชีวกโกมารภัจจ์  
    ก็สมัยนั้น ในพระนครราชคฤห์ มีกุมารีชื่อสาลวดีเป็นสตรี
ทรงโฉมสคราญตาน่าเสน่หาประกอบด้วยผิวพรรณเฉิดฉายยิ่ง
จึงพวกคนมีทรัพย์ชาวพระนครราชคฤห์  ได้คัดเลือกกุมารีสาลวดี
เป็นหญิงงามเมือง
    ครั้นนางกุมารีสาลวดี(สาสวดี)ได้รับเลือกเป็นหญิงงามเมืองแล้ว
ไม่ช้านานเท่าไรนัก  ก็ได้เป็นผู้ชำนาญในการฟ้อนรำ  ขับร้อง
บรรเลงเครื่องดนตรี มีคนที่มีความประสงค์ต้องการตัวไปร่วม
อภิรมย์ ราคาตัวคืนละ ๑๐๐ กษาปณ์
    ครั้นมิช้ามินาน นางสาลวดีหญิงงามเมืองก็ตั้งครรภ์.
    นางมีความคิดเห็นว่า ธรรมดาสตรีมีครรภ์ไม่เป็นที่พอใจของ
พวกบุรุษ   ถ้าใครๆ ทราบว่า เรามีครรภ์ ลาภผลของเราจักเสื่อม
หมด ถ้ากระไร เราควรแจ้งให้เขาทราบว่าเป็นไข้
    ต่อมานางได้สั่งคนเฝ้าประตูไว้ว่า
    นายประตูจ๋า โปรดอย่าให้ชายใดๆ เข้ามา และผู้ใดถามหาดิฉัน
จงบอกให้เขาทราบว่า เป็นไข้นะ !
    คนเฝ้าประตูนั้นรับคำนางสาลวดีหญิงงามเมืองว่า
    จะปฏิบัติตามคำสั่งเช่นนั้น
    หลังจากนั้น อาศัยความแก่แห่งครรภ์นั้น นางได้คลอด
บุตรเป็นชาย และสั่งกำชับทาสีว่า แม่สาวใช้จงวางทารกนี้ลงบน
กระด้งเก่าๆ แล้วนำออกไปทิ้งที่กองหยากเยื่อ(กองขยะ)
    ทาสีนั้นรับคำนางว่า ทำเช่นนั้นได้ เจ้าค่ะ ดังนี้ แล้ววางทารก
นั้น  ลงบนกระด้งเก่าๆ  นำออกไปทิ้งไว้ ณ กองหยากเยื่อ(กองขยะ).
    ก็ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า เจ้าชายอภัย กำลังเสด็จเข้าสู่พระราชวัง
ได้ทอดพระเนตร  เห็นทารกนั้นอันฝูงกาห้อมล้อมอยู่
    ครั้นแล้วได้ถามมหาดเล็กว่า พนายนั่นอะไรฝูงการุมกันตอม
    ม. ทารก พ่ะย่ะค่ะ
    อ. ยังเป็นอยู่หรือ พนาย
    ม. ยังเป็นอยู่ พ่ะย่ะค่ะ
    อ. พนาย ถ้าเช่นนั้น จงนำทารกนั้นไปที่วังของเรา ให้นางนม
เลี้ยงไว้.
    คนเหล่านั้นรับสนองพระบัญชาว่า
    อย่างนั้น พ่ะย่ะค่ะ
    แล้วนำทารกนั้นไปวังเจ้าชายอภัย มอบแก่นางนมว่า
    โปรดเลี้ยงไว้ด้วย อาศัยคำว่า ยังเป็นอยู่ เขาจึงขนานนามทารก
นั้นว่า ชีวก (ยังมีชีวิตอยู่)
    ชีวกนั้น อันเจ้าชายรับสั่งให้เลี้ยงไว้ เขาจึงได้ตั้งนามสกุลว่า
โกมารภัจจ์ ต่อมาไม่นานนัก ชีวกโกมารภัจจ์ก็รู้เดียงสา จึงเข้าเฝ้า
เจ้าชายอภัย
    ครั้นแล้วได้ทูลคำนี้แด่เจ้าชายอภัยว่า
    ใครเป็นมารดาของเกล้ากระหม่อม ใครเป็นบิดาของเกล้า
กระหม่อม พ่ะย่ะค่ะ
    เจ้าชายรับสั่งว่า พ่อชีวก แม้ถึงตัวเราก็ไม่รู้จักมารดาของเจ้า ก็
แต่ว่าเราเป็นบิดาของเจ้า  เพราะเราได้ให้เลี้ยงเจ้าไว้.
    จึงชีวกโกมารภัจจ์มีความคิดเห็นว่า ราชสกุลเหล่านี้แล คนที่ไม่
มีศิลปะ จะเข้าพึ่งพระบารมี ทำไม่ได้ง่าย ถ้ากระไร เราควรเรียนวิชา
แพทย์ไว้.



แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 17 กรกฎาคม 2554 เวลา 20:07 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

15

ติดตามกระทู้

1

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

หน้า 1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เรียนศิลปะทางแพทย์ 
        ชีวกโกมารภัจจ์พออายุได้ ๑๖ปี ทราบว่า นายแพทย์ทิศาปาโมกข์
    ตั้งสำนักอยู่ ณ เมืองตักกสิลา  ชีวกโกมารภัจจ์ ไม่ทูลลาเจ้าชายอภัย
    ลอบเดินทางไปเมืองตักกสิลา  เดินรอนแรมไปโดยลำดับ  ถึงเมือง
    ตักกสิลา แล้วเข้าไปหานายแพทย์ผู้นั้น.
        ครั้นแล้วได้กราบเรียนคำนี้แก่นายแพทย์ว่า
        ท่านอาจารย์ กระผมประสงค์จะศึกษาศิลปะ 
        นายแพทย์สั่งว่า พ่อชีวก ถ้าเช่นนั้น จึงศึกษาเถิด. 
        ครั้งนั้นชีวกโกมารภัจจ์ เรียนวิชาได้มาก เรียนได้เร็ว เข้าใจดีด้วย
    และวิชาที่เรียนได้แล้วก็ไม่ลืม.
        ครั้นล่วงมาได้ ๗ ปี ชีวกโกมารภัจจ์คิดว่า
        ตัวเราเรียนวิชาได้มาก เรียนได้เร็ว เข้าใจดีด้วย ทั้งวิชาที่เรียนได้
    ก็ไม่ลืม และเราเรียนมาได้ ๗ ปีแล้ว  ยังไม่สำเร็จศิลปะนี้ เมื่อไร
    จักสำเร็จสักที   จึงเข้าไปหานายแพทย์ผู้นั้นแล้วได้เรียนถามว่า
        ท่านอาจารย์ กระผมเรียนวิชาได้มากเรียนได้เร็ว เข้าใจดีด้วย
    ทั้งวิชาที่เรียนได้แล้วก็ไม่ลืม และกระผมได้เรียนมาเป็นเวลา ๗ ปี
    ก็ยังไม่สำเร็จ เมื่อไรจักสำเร็จสักทีเล่า ขอรับ.
        นายแพทย์ตอบว่า พ่อชีวก ถ้าเช่นนั้นเธอจงถือเสียมเที่ยวไป
    รอบเมืองตักกสิลา ระยะทาง ๑ โยชน์ ตรวจดูสิ่งใดไม่ใช่ตัวยา
    จงขุดสิ่งนั้นมา.
        ชีวกโกมารภัจจ์รับคำนายแพทย์ว่า
        เป็นเช่นนั้นท่านอาจารย์ ดังนั้นแล้ว ถือเสียมเดินไปรอบเมือง
    ตักกสิลาระยะทาง ๑ โยชน์ มิได้เห็นสิ่งใดที่ไม่เป็นตัวยาสักอย่างหนึ่ง
    จึงเดินทางกลับ  เข้าไปหานายแพทย์ และได้กราบเรียนคำนี้ต่อ
    นายแพทย์ว่า  
        ท่านอาจารย์กระผมเดินไปรอบเมืองตักกสิลาระยะทาง ๑ โยชน์
    แล้ว มิได้เห็นสิ่งที่ไม่เป็นยาสักอย่างหนึ่ง 
        นายแพทย์บอกว่า พ่อชีวก เธอศึกษาสำเร็จแล้ว เท่านี้ก็พอที่เธอ
    จะครองชีพได้แล้ว  ได้ให้เสบียงเดินทางเล็กน้อยแก่ชีวกโกมารภัจจ์
        ลำดับนั้น ชีวกโกมารภัจจ์ถือเสบียงเล็กน้อยนั้นแล้ว ได้เดินทาง
    มุ่งไปพระนครราชคฤห์  ครั้นเดินทางไปเสบียงเพียงเล็กน้อยนั้นได้
    หมดลงที่เมืองสาเกต  ในระหว่างทาง จึงเกิดความปริวิตกว่าหนทาง
    เหล่านี้แลกันดารอัตคัดน้ำ อัตคัดอาหาร คนไม่มีเสบียงจะเดินไป
    ทำไม่ได้ง่าย  จำเราจะต้องหาเสบียง.

  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ภาคปฏิบัติงานแพทย์
        ก็โดยสมัยนั้นแล ภรรยาเศรษฐีที่เมืองสาเกต เป็นโรคปวดศีรษะ
    อยู่ ๗ ปี นายแพทย์ทิศาปาโมกข์ใหญ่ๆ หลายคนมารักษา ก็ไม่
    สามารถรักษาให้หาย ได้ขนเงินไปเป็นอันมาก
        ขณะนั้น  ชีวกโกมารภัจจ์เข้าไปสู่เมืองสาเกต ถามคนทั้งหลายว่า
        พนาย ใครเจ็บไข้บ้าง ฉันจะรักษา   คนทั้งหลายพากันบอกว่า
        ท่านอาจารย์ ภรรยาเศรษฐีนั้นปวดศีรษะอยู่ ๗ ปี  เชิญไปรักษา
    ภรรยาเศรษฐีเถิดท่านอาจารย์ จึงชีวกโกมารภัจจ์เดินทางไปบ้าน
    เศรษฐีคหบดี
        ครั้นถึงแล้วได้สั่งคนเฝ้าประตูว่า
        พ่อนาย ท่านจงไปกราบเรียนภรรยาเศรษฐีว่า
        คุณนายขอรับ หมอมาแล้ว เขามีความประสงค์จะเยี่ยมคุณนาย 
    คนเฝ้าประตูรับคำชีวกโกมารภัจจ์ว่า เป็นอย่างนั้นขอรับ อาจารย์
        ดังนั้น แล้วเข้าไปหาภรรยาเศรษฐี แล้วได้กราบเรียนว่า
        คุณนายขอรับ หมอมาแล้ว เขามีความประสงค์จะเยี่ยม 
        คุณนายภรรยาเศรษฐีถามว่า
        พ่อนายเฝ้าประตูจ๋า หมอเป็นคนเช่นไร 
        พ. เป็นหมอหนุ่มๆ ขอรับ 
        ภ. ไม่ละ พ่อนายเฝ้าประตู หมอหนุ่มๆ จักทำอะไรแก่ฉันได้
    นายแพทย์ทิศาปาโมกข์ใหญ่ ๆ  หลายคนมารักษา ก็ไม่สามารถ
    รักษาให้หาย ได้ขนเงินไปเป็นอันมาก.
        นายประตูนั้น จึงเดินออกมาหาชีวกโกมารภัจจ์ แล้วได้เรียนว่า
        ท่านอาจารย์ ภรรยาเศรษฐีพูดอย่างนี้ว่า ไม่ละ พ่อนายเฝ้าประตู
    หมอหนุ่มๆ จักทำอะไรแก่ฉันได้ นายแพทย์ทิศาปาโมกข์ใหญ่ๆ
    หลายคนมารักษา ก็ไม่สามารถรักษาให้หาย ได้ขนเงินไปเป็นอันมาก.
        ชี. พ่อนายเฝ้าประตู ท่านจงไปกราบเรียนภรรยาเศรษฐีว่า
        คุณนายขอรับ คุณหมอสั่ง มาอย่างนี้ว่า ขอคุณนายอย่าเพิ่งให้
    อะไรๆ ต่อเมื่อหายโรคแล้ว คุณนายประสงค์จะให้สิ่งใด จึงค่อย
    ให้สิ่งนั้นเถิด
        นายประตูรับคำชีวกโกมารภัจจ์ว่า เป็นอย่างนั้น ขอรับอาจารย์
    ดังนั้นแล้วเข้าไปหา ภรรยาเศรษฐี ได้กราบเรียนว่า คุณนายขอรับ คุณ
    หมอบอกข่าวมาอย่างนี้ว่า ขอคุณนายอย่าเพิ่ง  ให้อะไรๆ ก่อน ต่อเมื่อ
    คุณนายหายโรคแล้ว ประสงค์จะให้สิ่งใด จึงค่อยให้สิ่งนั้นเถิด
        ภรรยาเศรษฐีสั่งว่า พ่อนายประตู ถ้าเช่นนั้นเชิญคุณหมอมา.
        นายประตูรับคำภรรยาเศรษฐีว่า
        อย่างนั้นขอรับ แล้วเข้าไปหาชีวกโกมารภัจจ์ แล้วได้ แจ้งให้
    ทราบว่า ท่านอาจารย์ ภรรยาเศรษฐีขอเชิญท่านเข้าไป.

  3. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เริ่มรักษาภรรยาเศรษฐี 
        ลำดับนั้นชีวกโกมารภัจจ์เข้าไปหาภรรยาเศรษฐี ครั้นแล้ว
    ตรวจดูความผันแปรของภรรยาเศรษฐี     แล้วได้กล่าวคำนี้แก่
    ภรรยาเศรษฐีว่า 
        คุณนายขอรับ ผมต้องการเนยใสหนึ่งซองมือ
        ครั้นภรรยาเศรษฐีสั่งให้หาเนยใสหนึ่งซองมือมาให้แก่ชีวกแล้ว
    ชีวกโกมารภัจจ์จึงหุงเนยใสหนึ่งซองมือนั้น  กับยาต่างๆ ให้ภรรยา
    เศรษฐีนอนหงายบนเตียง แล้วให้นัตถุ์  ขณะนั้นเนยใสที่ให้นัตถุ์นั้น
    ได้พุ่งออกจากปาก   จึงภรรยาเศรษฐีถ่มเนยใสนั้นลงในกระโถน
    สั่งทาสีว่า แม่สาวใช้จงเอา  สำลีซับเนยใสนี้ไว้ จึงชีวกโกมารภัจจ์
    ได้คิดว่า แปลกจริงพวกเรา แม่บ้านคนนี้ช่างสกปรก เนยใสนี้
    จำเป็นจะต้องทิ้ง  ยังใช้ให้ทาสีเอาสำลีซับไว้  ส่วนยาของเรามี
    ราคาแพงๆ มากกว่า  กลับปล่อยให้เสีย แม่บ้านคนนี้จักให้ขวัญ
    ข้าวอะไรแก่เราบ้าง 
        ขณะนั้นภรรยาเศรษฐีสังเกตรู้อาการอันแปลกของชีวก
    โกมารภัจจ์ แล้วได้ถามคำนี้แก่ชีวกโกมารภัจจ์ว่า
        อาจารย์ท่านแปลกใจอะไรหรือ
        ชี. เวลานี้ผมกำลังคิดอยู่ว่า แปลกจริงแม่บ้านคนนี้ช่างสกปรก
    เหลือเกิน เนยใสนี้  จำเป็นจะต้องทิ้ง ยังใช้ให้ทาสีเอาสำลีซับไว้
    ส่วนยาของเรามีราคาแพงๆ มากกว่าปล่อยให้เสียแม่บ้านคนนี้
    จักให้ขวัญข้าวอะไรแก่เราบ้าง
        ภรรยา. อาจารย์ พวกดิฉันชื่อว่าเป็นคนมีเหย้าเรือน จำเป็น
    จะต้องรู้จักสิ่งที่ควรสงวน  เนยใสนี้ยังดีอยู่จะใช้เป็นยาสำหรับ
    ทาเท้าพวกทาสหรือกรรมกรก็ได้ ใช้เป็นน้ำมันเติมตะเกียงก็ได้
    อาจารย์ท่านอย่าได้คิดวิตกไปเลย ค่าขวัญข้าวของท่านจักไม่ลดน้อย.
        คราวนั้นชีวกโกมารภัจจ์ได้กำจัดโรคปวดศีรษะของภรรยา
    เศรษฐี  ซึ่งเป็นมา ๗ ปีให้หาย  โดยวิธีนัตถุ์ยาคราวเดียวเท่านั้น
        ครั้นภรรยาเศรษฐีหายโรคแล้ว ได้ให้รางวัลชีวกโกมารภัจจ์
    เป็นเงิน ๔,๐๐๐ กษาปณ์  บุตรเศรษฐีได้ทราบว่ามารดาของเรา
    หายโรคแล้ว ได้ให้รางวัลเพิ่มอีก ๔,๐๐๐ กษาปณ์   บุตรสะใภ้ได้
    ทราบว่า แม่ผัวของเราหายโรคแล้ว ก็ได้ให้รางวัล ๔,๐๐๐ กษาปณ์
    เศรษฐีคหบดีทราบว่า  ภรรยาของเราหายโรคแล้วได้เพิ่มรางวัลให้
    อีก ๔,๐๐๐ กษาปณ์ และให้ทาสทาสี รถม้าอีกด้วย  ชีวกโกมารภัจจ์
    รับเงิน ๑๖,๐๐๐ กษาปณ์ กับทาส ทาสี และรถม้าเดินมุ่ง ไป
    พระนครราชคฤห์ ถึงพระนครราชคฤห์โดยลำดับ เข้าเฝ้าเจ้าชายอภัย
        ครั้นแล้วได้กราบทูลว่าเงิน ๑๖,๐๐๐ กษาปณ์ กับทาส ทาสี
    และรถม้านี้เป็นการกระทำครั้งแรกของเกล้ากระหม่อม   ขอใต้ฝ่า
    พระบาทจงทรงพระกรุณาโปรดรับค่าเลี้ยงดูเกล้ากระหม่อมเถิด
    พระเจ้าข้า
        พระราชกุมารรับสั่งว่า อย่าเลย พ่อนายชีวก ทรัพย์นี้จงเป็นของ
    เจ้าคนเดียวเถิด และเจ้าจงสร้างบ้านอยู่ในวังของเราเถิด
        ชีวกโกมารภัจจ์ทูลรับพระบัญชาเจ้าชายอภัยว่า เป็นพระกรุณา
    ยิ่งพระเจ้าข้า แล้วได้สร้าง  บ้านอยู่ในวังของเจ้าชายอภัย.
            เรื่องพระเจ้าพิมพิสารทรงประชวรโรคริดสีดวงงอก 
        ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชทรง
    ประชวรโรคริดสีดวง งอก พระภูษาเปื้อนพระโลหิต พวก
    พระสนมเห็นแล้วพากันเย้ยหยันว่า บัดนี้พระเจ้าอยู่หัวทรงมีระดู
        ต่อมาพระโลหิตบังเกิดแก่พระองค์แล้ว ไม่นานเท่าไรนัก
    พระองค์จักประสูติ  พระราชาทรงเก้อเพราะคำเย้ยหยันของ
    พวกพระสนมนั้น
        ต่อมาท้าวเธอได้ตรัสเล่าความนั้นแก่เจ้าชายอภัยว่า 
        พ่ออภัย  พ่อป่วยเป็นโรคเช่นนั้นถึงกับภูษาเปื้อนโลหิต
    พวกพระสนมเห็นแล้วพากันเย้ยหยันว่า บัดนี้พระเจ้าอยู่หัวทรง
    มีระดู ต่อมพระโลหิตบังเกิดแก่พระองค์แล้ว ไม่นานเท่าไรนัก
    พระองค์  จักประสูติ เอาเถอะ พ่ออภัย เจ้าช่วยหาหมอชนิดที่
    พอจะรักษาพ่อได้ให้ทีเถิด
        อ. ขอเดชะ นายชีวกผู้นี้เป็นหมอประจำข้าพระพุทธเจ้า
    ยังหนุ่มทรงคุณวุฒิ เธอจักรักษาพระองค์ได้ 
        พ. พ่ออภัย ถ้าเช่นนั้นเธอจงสั่งหมอชีวก เขาจักได้รักษาพ่อ.
        ครั้งนั้นเจ้าชายอภัย สั่งชีวกโกมารภัจจ์ว่า
        พ่อนายชีวก เธอจงไปรักษาพระเจ้าอยู่หัว ชีวกโกมารภัจจ์
    รับสนองพระบัญชาว่า
        อย่างนั้นพระเจ้าข้า แล้วเอาเล็บตักยาเดินไปในราชสำนัก 
        ครั้นถึงแล้วเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช
    แล้วได้กราบทูลคำนี้แด่พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชว่า
        พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าจักตรวจโรคของพระองค์ แล้ว
    รักษาโรคริดสีดวงงอกของพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช
    หายขาดด้วยทายาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น 
        ครั้นพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ทรงหายประชวร
    จึงรับสั่งให้สตรี ๕๐๐ นางตกแต่งเครื่องประดับทั้งปวง ให้เปลื้อง
    ออกทำเป็นห่อแล้ว ได้มีพระราชโองการแก่ชีวกโกมารภัจจ์ว่า
        พ่อนายชีวก  เครื่องประดับทั้งปวงของสตรี ๕๐๐ นางนี้
    จงเป็นของเจ้า 
        ชี. อย่าเลย พระพุทธเจ้าข้า ขอพระองค์จงทรงโปรดระลึกว่า
    เป็นหน้าที่ของข้าพระพุทธเจ้าเถิด
        พ. ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงบำรุงเรากับพวกฝ่ายใน และภิกษุสงฆ์มี
    พระพุทธเจ้าเป็นประมุข
        ชีวกโกมารภัจจ์ทูลรับสนองพระบรมราชโองการว่า
        เป็นอย่างนั้นพระพุทธเจ้าข้า.

  4. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เรื่องเศรษฐีชาวพระนครราชคฤห์ 
        ก็โดยสมัยนั้นแล เศรษฐีชาวพระนครราชคฤห์ป่วยเป็นโรค
    ปวดศีรษะอยู่ ๗ ปีนายแพทย์ทิศาปาโมกข์ใหญ่ๆ หลายคนมารักษา
    ก็ไม่สามารถรักษาให้หาย   ขนเงินไปเป็นอันมาก.
        อนึ่ง เศรษฐีนั้นถูกนายแพทย์บอกคืน นายแพทย์บางพวกได้
    ทำนายไว้อย่างนี้ว่า  เศรษฐีคหบดี จักถึงอนิจกรรมในวันที่ ๕
    บางพวกทำนายไว้อย่างนี้ว่า จักถึงอนิจกรรมในวันที่ ๗.
        ครั้งนั้น พวกคนร่ำรวย ชาวพระนครราชคฤห์ได้มีความปริวิตก
    ว่า เศรษฐีคหบดีผู้นี้แล  มีอุปการะมากแก่พระเจ้าอยู่หัวและชาวนิคม
    แต่ท่านถูกนายแพทย์บอกคืนเสียแล้ว นายแพทย์  บางพวกทำนายไว้
    อย่างนี้ว่า เศรษฐีคหบดีจักถึงอนิจกรรมในวันที่ ๕ บางพวกทำนายไว้
    อย่างนี้ว่า  จักถึงอนิจกรรมในวันที่ ๗ ก็ชีวกผู้นี้เป็นนายแพทย์หลวงที่
    หนุ่มทรงคุณวุฒิ ถ้าเช่นนั้นพวกเราพึงทูลขอนายแพทย์ชีวกต่อพระเจ้า
    อยู่หัว เพื่อจะให้รักษาเศรษฐีคหบดี แล้วจึงพากันไปในราชสำนัก.
        ครั้นถึงแล้วได้เข้าเฝ้ากราบบังคมทูลแด่พระเจ้าพิมพิสาร
    จอมเสนามาคธราชว่า
        ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม
    เศรษฐีคหบดีผู้นี้มีอุปการะมากแก่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
    และชาวนิคม  แต่ท่านถูกนายแพทย์บอกคืนเสียแล้ว นายแพทย์
    บางพวกทำนายไว้ อย่างนี้ว่า เศรษฐีคหบดี จักถึงอนิจกรรม
    ในวันที่ ๕ บางพวกทำนายไว้อย่างนี้ว่า จักถึงอนิจกรรมใน
    วันที่ ๗  ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส  ขอใต้ฝ่า
    ละอองธุลีพระบาทจงทรงมีพระบรมราชโองการสั่งนาย
    แพทย์ชีวก เพื่อได้รักษาเศรษฐีคหบดี.
        ครั้งนั้นพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ทรงมี
    พระราชดำรัสสั่งชีวกโกมารภัจจ์ว่า  พ่อนายชีวก เจ้าจงไป
    รักษาเศรษฐีคหบดี
        ชีวกโกมารภัจจ์ทูลรับสนองพระบรมราชโองการว่า
        อย่างนั้นขอเดชะ แล้วไปหาเศรษฐีคหบดี สังเกตอาการ
    ที่ผิดแปลกของเศรษฐีคหบดีแล้ว ได้ถามเศรษฐีคหบดีว่า
        ท่านคหบดี ถ้าฉันรักษาท่านหายโรค จะพึงมีรางวัลอะไร
    แก่ฉันบ้าง?
        ศ. ท่านอาจารย์ ทรัพย์สมบัติทั้งปวงจงเป็นของท่าน และตัว
    ข้าพเจ้าก็ยอมเป็นทาสของท่าน
        ชี. ท่านคหบดี ท่านอาจนอนข้างเดียวตลอด ๗ เดือนได้ไหม? 
        ศ. ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าอาจนอนข้างเดียวตลอด ๗ เดือนได้
        ชี. ท่านคหบดี ท่านอาจนอนข้างที่สองตลอด ๗ เดือนได้ไหม?
        ศ. ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าอาจนอนข้างที่สองตลอด ๗ เดือนได้.
        ชี. ท่านคหบดี ท่านอาจนอนหงายตลอด ๗ เดือนได้ไหม?
        ศ. ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าอาจนอนหงายตลอด ๗ เดือนได้
        ครั้งนั้น ชีวกโกมารภัจจ์ให้เศรษฐีคหบดีนอนบนเตียง มัดไว้กับ
    เตียงถลกหนังศีรษะเปิดรอยประสานกระโหลกศีรษะ นำสัตว์มีชีวิต
    ออกมาสองตัว แล้วแสดงแก่ประชาชนว่า ท่านทั้งหลายจงดูสัตว์มีชีวิต
    ๒ ตัวนี้ เล็กตัวหนึ่ง ใหญ่ตัวหนึ่ง พวกอาจารย์ที่ทำนายไว้อย่างนี้ว่า 
        เศรษฐีคหบดีจักถึงอนิจกรรมในวันที่ ๕ เพราะท่านได้เห็นสัตว์
    ตัวใหญ่นี้ มันจักเจาะกินมันสมอง ของเศรษฐีคหบดีในวันที่ ๕
    เศรษฐีคหบดีถูกมันเจาะกินสมองหมด ก็จักถึงอนิจกรรม สัตว์ตัวใหญ่
    นี้ ชื่อว่า อันอาจารย์พวกนั้นเห็นถูกต้องแล้ว
        ส่วนพวกอาจารย์ที่ทำนายไว้อย่างนี้ว่า 
        เศรษฐีคหบดีจักถึงอนิจกรรมในวันที่ ๗ เพราะท่านได้เห็น
    สัตว์ตัวเล็กนี้ มันจักเจาะกินมันสมอง ของเศรษฐีคหบดีในวันที่ ๗
    เศรษฐีคหบดีถูกมันเจาะกินมันสมองหมด ก็จักถึงอนิจกรรม
    สัตว์ตัวเล็กนี้ ชื่อว่าอันอาจารย์พวกนั้นเห็นถูกต้องแล้ว ดังนี้
    แล้วปิดแนวประสานกระโหลกศีรษะเย็บหนังศีรษะแล้วได้ทายา
    สมานแผล.
        ครั้นล่วงสัปดาห์หนึ่ง เศรษฐีคหบดีได้กล่าวคำนี้ต่อชีวก
    โกมารภัจจ์ว่า
        ท่านอาจารย์ข้าพเจ้าไม่อาจนอนข้างเดียวตลอด ๗ เดือนได้.
        ชี. ท่านคหบดี ท่านรับคำฉันว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าอาจนอน
    ข้างเดียวตลอด ๗ เดือน ได้ดังนี้ มิใช่หรือ?
        ศ. ข้าพเจ้ารับคำท่านจริง ท่านอาจารย์ แต่ข้าพเจ้าจักตายแน่
    ข้าพเจ้าไม่อาจนอนข้างเดียวตลอด ๗ เดือนได้ 
        ชี. ท่านคหบดี ถ้าเช่นนั้น ท่านจงนอนข้างที่สองตลอด ๗ เดือน
    เถิด 
        ครั้นล่วงสัปดาห์หนึ่ง เศรษฐีคหบดี ได้กล่าวคำนี้ต่อชีวก
    โกมารภัจจ์ว่า
        ท่านอาจารย์  ข้าพเจ้าไม่อาจนอนข้างที่สองตลอด ๗ เดือนได้.
        ชี. ท่านคหบดี ท่านรับคำฉันว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้านอนข้างที่
    สองตลอด ๗ เดือนได้ดังนี้มิใช่หรือ?
        ศ. ข้าพเจ้ารับคำท่านจริง ท่านอาจารย์ แต่ข้าพเจ้าจักตายแน่
    ข้าพเจ้าไม่อาจนอนข้างที่สองตลอด ๗ เดือนได้
        ชี. ท่านคหบดี ถ้าเช่นนั้น ท่านจงนอนหงายตลอด ๗ เดือนเถิด 
        ครั้นล่วงสัปดาห์หนึ่ง เศรษฐีคหบดี ได้กล่าวคำนี้ต่อชีวก
    โกมารภัจจ์ว่า
        ท่านอาจารย์  ข้าพเจ้าไม่อาจนอนหงายตลอด ๗ เดือนได้ 
        ชี. ท่านคหบดี ท่านรับคำฉันว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าอาจนอน
    หงายตลอด ๗ เดือนได้ดังนี้ มิใช่หรือไม่?
        ศ. ข้าพเจ้ารับคำท่านจริง ท่านอาจารย์ แต่ข้าพเจ้าจักตายแน่
    ข้าพเจ้าไม่อาจนอนหงาย  ตลอด ๗ เดือนได้ 
              ชี. ท่านคหบดี ถ้าฉันไม่บอกท่านไว้ ท่านก็นอนเท่านั้นไม่ได้
    แต่ฉันทราบอยู่ก่อน  แล้วว่า เศรษฐีคหบดีจักหายโรคในสามสัปดาห์
    ลุกขึ้นเถิด ท่านหายป่วยแล้ว ท่านจงรู้  จะได้รางวัลอะไรแก่ฉัน 
        ศ. ท่านอาจารย์ ก็ทรัพย์สมบัติทั้งปวงจงเป็นของท่าน ตัวข้าพเจ้า
    ก็ยอมเป็นทาสของท่าน
        ชี. อย่าเลย ท่านคหบดี ท่านอย่าได้ให้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดแก่ฉัน
    เลย และท่านก็ไม่ต้องยอมเป็นทาสของฉัน ท่านจงทูลเกล้าถวายทรัพย์
    แก่พระเจ้าอยู่หัวแสนกษาปณ์ ให้ฉันแสนกษาปณ์ก็พอแล้ว.
        ครั้นเศรษฐีคหบดีหายป่วย ได้ทูลเกล้าถวายทรัพย์แด่พระเจ้าอยู่หัว
    แสนกษาปณ์ ได้ให้  แก่ชีวกโกมารภัจจ์ แสนกษาปณ์.

  5. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อึ้งการรักษษครั้งสุดท้ายนี่แหละ "O_0
    PS.  
  6. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ที่จริงเรื่องยังไม่จบนะคะ เมื่อวานโดนไล่ให้ไปนอนก่อน ^ ^''

    ต่อเลยนะคะ

    เรื่องบุตรเศรษฐีป่วยโรคเนื้องอกที่ลำไส้  
        ก็โดยสมัยนั้นแล เศรษฐีบุตรชาวพระนครพาราณสีผู้เล่น
    กีฬาหกคะเมน ได้ป่วย เป็นโรคเนื้องอกที่ลำไส้ ข้าวยาคูที่เธอดื่ม
    เข้าไปก็ดี ข้าวสวยที่เธอรับประทานก็ดี ไม่ย่อย อุจจาระและปัสสาวะ
    ออกไม่สะดวก เพราะโรคนั้น เธอจึงซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณ
    ซูบซีด เหลืองขึ้นๆ มีตัวสะพรั่งด้วยเอ็น
        ครั้งนั้นเศรษฐีชาวพระนครพาราณสี   ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า
        บุตรของเราได้เจ็บป่วยเช่นนั้น ข้าวยาคูที่เธอดื่มก็ดี ข้าวสวยที่
    เธอรับประทานก็ดี ไม่ย่อย  อุจจาระและปัสสาวะออกไม่สะดวก
    บุตรของเรานั้นจึงซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณซูบซีด เหลืองขึ้นๆ
    มีตัวสะพรั่งด้วยเอ็น เพราะโรคนั้น ถ้ากระไร เราพึงไปพระนคร
    ราชคฤห์แล้วทูลขอ นายแพทย์ชีวกต่อพระเจ้าอยู่หัว  เพื่อจะได้รักษา
    บุตรของเรา
        ต่อแต่นั้นเศรษฐีชาวพระนครราชคฤห์ แล้วเข้าเฝ้าพระเจ้า
    พิมพิสารจอมเสนามาคธราช แล้วได้กราบทูลว่า
        ขอเดชะฯ บุตรของ ข้าพระพุทธเจ้าได้เจ็บป่วยเช่นนั้น ข้าวยาคู
    ที่เธอดื่มก็ดี ข้าวสวยที่เธอรับประทานก็ดี ไม่ย่อย อุจจาระและ
    ปัสสาวะออกไม่สะดวก เธอจึงซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณซูบซีด
    เหลืองขึ้นๆ มีตัวสะพรั่งด้วยเอ็น เพราะโรคนั้น ขอพระราชทาน
    พระบรมราชวโรกาส ขอใต้ฝ่าละอองธุลี พระบาทจงมีพระบรม
    ราชโองการสั่งนายแพทย์ชีวก เพื่อจะได้รักษาบุตรของข้าพระพุทธเจ้า
        ลำดับนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ได้ทรงมีพระราช
    ดำรัสสั่งชีวกโกมารภัจจ์ว่า ไปเถิด พ่อนายชีวก เจ้าจงไปพระนคร
    พาราณสี แล้วรักษาบุตรของเศรษฐีชาวกรุงพาราณสี
        ชีวกโกมารภัจจ์ทูลรับสนองพระบรมราชโองการว่า
        อย่างนั้นขอเดชะฯ แล้วไปพระนครพาราณสี เข้าไปหา
    เศรษฐีบุตรชาวพระนครพาราณสี   สังเกตอาการที่ผิดแปลก
    ของเศรษฐีบุตรชาวพระนครพาราณสี เชิญประชาชนให้ออก
    ไปเสีย ขึงม่านมัดเศรษฐีบุตรไว้กับเสา ให้ภรรยาอยู่ข้างหน้า
    ผ่าหนังท้อง นำเนื้องอกที่ลำไส้ออกแสดงแก่ภรรยาว่า
        เธอจงดูความเจ็บป่วยของสามีเธอ  ข้าวยาคูที่สามีเธอดื่มก็ดี
    ข้าวสวยที่สามีเธอรับประทานก็ดี ไม่ย่อย อุจจาระและปัสสาวะ
    ออกไม่สะดวก เพราะโรคนี้ สามีเธอนี้จึงซูบผอม เศร้าหมอง มี
    ผิวพรรณซูบซีด เหลืองขึ้นๆ  มีตัวสะพรั่งด้วยเอ็นดังนี้ แล้วตัด
    เนื้องอกในลำไส้ออก สอดใส่ลำไส้กลับดังเดิม แล้วเย็บหนังท้อง
    ทายาสมานแผล ต่อมาไม่นานเท่าไรนัก เศรษฐีบุตรชาวพระนคร
    พาราณสี ได้หายโรคแล้ว  
        ครั้งนั้น เศรษฐีชาวพระนครพาราณสีคิดว่า
        บุตรของเราหายโรคพ้นอันตรายแล้ว   จึงให้รางวัลแก่ชีวก
    โกมารภัจจ์เป็นเงิน ๑๖,๐๐๐ กษาปณ์ ชีวกโกมารภัจจ์รับเงิน
    ๑๖,๐๐๐ กษาปณ์นั้น เดินทางกลับมาสู่พระนครราชคฤห์ตามเดิม.
  7. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เรื่องพระเจ้าจัณฑปัชโชตทรงประชวรโรคผอมเหลือง 
        ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าปัชโชตราชาในกรุงอุชเชนี ทรง
    ประชวรโรคผอมเหลือง  นายแพทย์ที่ใหญ่ๆ มีชื่อเสียงโด่งดัง
    หลายคนมารักษา  ก็ไม่อาจทำให้โรคหาย ได้ขนเงินไป  เป็นอันมาก
        ครั้งนั้น พระเจ้าปัชโชตได้ส่งราชทูตถือพระราชสาส์น ไปใน
    พระราชสำนักพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช มีใจความว่า
        หม่อมฉันเจ็บป่วยเป็นอย่างนั้น ขอพระราชทาน พระบรม
    ราชวโรกาส ขอพระองค์โปรดสั่งหมอชีวก  เขาจักรักษาหม่อมฉัน
    พระเจ้าพิมพิสาร จอมเสนามาคธราช จึงได้ดำรัสสั่งชีวกโกมารภัจจ์ว่า
        ไปเถิด พ่อนายชีวก เจ้าจงไปเมืองอุชเชนีรักษาพระเจ้าปัชโชต. 
        ชีวกโกมารภัจจ์ทูลรับสนองพระบรมราชโองการ แล้วเดินทาง
    ไปเมืองอุชเชนี เข้าไปใน พระราชสำนัก แล้วเข้าเฝ้าพระเจ้าปัชโชต
    ได้ตรวจอาการที่ผิดแปลกของพระเจ้าปัชโชต แล้วได้กราบทูลคำนี้
    แด่ท้าวเธอว่า
        ขอเดชะฯ ข้าพระพุทธเจ้าจักหุงเนยใส พระองค์จักเสวยเนยใสนั้น
        พระเจ้าปัชโชตรับสั่งห้ามว่า อย่าเลย พ่อนายชีวก ท่านเว้นเนยใส
    เสีย อาจรักษาเรา  ให้หายโรคได้ด้วยวิธีใด ท่านจงทำวิธีนั้นเถิด เนยใส
    เป็นของน่าเกลียด น่าสะอิดสะเอียน  สำหรับฉัน 
        ขณะนั้น ชีวกโกมารภัจจ์ได้มีความปริวิตกว่า
        พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้แล ทรงประชวรเช่นนี้ เราเว้นเนยใสเสีย
    ไม่อาจรักษาพระองค์ให้หายโรคได้  เอาละเราควรหุงเนยใสให้มีสี
    กลิ่น รส เหมือนน้ำฝาด  ดังนี้ แล้วได้หุงเนยใสด้วยเภสัชนานาชนิด
    ให้มีสี กลิ่น รส  เหมือนน้ำฝาด ครั้นแล้วฉุกคิดได้ว่า
        เนยใสที่พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้เสวยแล้ว เมื่อย่อย จักทำให้เรอ
    พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ทรงเกรี้ยวกราด จะพึงรับสั่งให้พิฆาตเรา
    เสียก็ได้ ถ้ากระไรเราพึงทูลลาไว้ก่อน
        วันต่อมาจึงไปในพระราชสำนัก เข้าเฝ้าพระเจ้าปัชโชต แล้ว
    ได้กราบทูลคำนี้  แด่ท้าวเธอว่า
        ขอเดชะ ฯ พวกข้าพระพุทธเจ้าชื่อว่าเป็นนายแพทย์ จักถอนราก
    ไม้มาผสมยาชั่วเวลาครู่หนึ่งเช่นที่ประสงค์นั้น ขอประทานพระบรม
    ราชวโรกาส ขอฝ่าละอองธุลีพระบาท จงทรงมีพระราชโองการตรัส
    สั่งเจ้าพนักงานในโรงราชพาหนะและที่ประตูทั้งหลายว่า
        หมอชีวกต้องการไปด้วยพาหนะใด  จงไปด้วยพาหนะนั้น
    ปรารถนาไปทางประตูใด จงไปทางประตูนั้น ต้องการไปเวลาใด
    จงไปเวลานั้น ปรารถนาจะเข้ามาเวลาใด จงเข้ามาเวลานั้น
        พระเจ้าปัชโชตได้มี พระราชดำรัสสั่งเจ้าพนักงานในโรง
    ราชพาหนะและที่ประตูทั้งหลาย  ตามที่หมอชีวกกราบทูลขอ
    บรมราชานุญาตไว้ทุกประการ 
        ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าปัชโชตมีช้างพังชื่อภัททวดี เดินทางได้
    วันละ ๕๐ โยชน์ จึงหมอชีวกโกมารภัจจ์ได้ทูลถวายเนยใสนั้นแด่
    พระเจ้าปัชโชตด้วยกราบทูลว่า
        ขอใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจงเสวยน้ำฝาด
        ครั้นให้พระเจ้าปัชโชตเสวยเนยใสแล้วก็ไปโรงช้างหนีออกจาก
    พระนครไปโดยช้างพังภัททวดี ขณะเดียวกันนั้น เนยใสที่พระเจ้า
    ปัชโชตเสวยนั้นย่อย ได้ทำให้ทรงเรอขึ้น จึงพระเจ้าปัชโชตได้รับ
    สั่งแก่พวกมหาดเล็กว่า พนายทั้งหลาย เราถูกหมอชีวกลวง
    ให้ดื่ม เนยใส  พวกเจ้าจงค้นจับหมอชีวกมาเร็วไว.
        พวกมหาดเล็กกราบทูลว่า หมอชีวกหนีออกจากพระนครไปโดย
    ช้างพังภัททวดีแล้ว  พระพุทธเจ้าข้า
        ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าปัชโชตมีมหาดเล็กชื่อกากะ ซึ่งอาศัย
    เกิดกับอมนุษย์ เดินทาง  ได้วันละ ๖๐ โยชน์ จึงพระเจ้าปัชโชตดำรัส
    สั่ง กากะมหาดเล็กว่า พ่อนายกากะ เจ้าจงไปเชิญ หมอชีวกกลับมา
    ด้วยอ้างว่า ท่านอาจารย์ พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้เชิญท่านกลับไป
    ขึ้นชื่อว่า หมอเหล่านี้แลมีมารยามาก เจ้าอย่ารับวัตถุอะไรๆ ของเขา
        ครั้งนั้น กากะมหาดเล็กได้เดินไปทันชีวกโกมารภัจจ์ ผู้กำลังรับ
    ประทานอาหารมื้อเช้า  ในระหว่างทางเขตพระนครโกสัมพี จึงได้
    เรียนแก่ชีวกโกมารภัจจ์ว่า ท่านอาจารย์ พระเจ้าอยู่หัว  รับสั่งให้เชิญ
    ท่านกลับไป 
        ชี. พ่อนายกากะ ท่านจงรออยู่เพียงชั่วเวลาที่เรารับประทาน
    อาหาร เชิญท่านรับประทานอาหารด้วยกันเถิด
        ก. ช่างเถิดท่านอาจารย์ พระเจ้าอยู่หัวดำรัสสั่งข้าพเจ้าไว้ว่า พ่อ
    นายกากะ ขึ้นชื่อว่า หมอเหล่านี้มีมารยามาก อย่ารับวัตถุอะไรของเขา 
        ทันใดนั้น ชีวกโกมารภัจจ์ ได้แซกยาทางเล็บ พลางเคี้ยว
    มะขามป้อม และดื่มน้ำ รับประทาน แล้วได้ร้องเชื้อเชิญกากะ
    มหาดเล็กว่า
        เชิญพ่อนายกากะมาเคี้ยวมะขามป้อมและดื่มน้ำรับประทาน
    ด้วยกัน  จึงกากะมหาดเล็กคิดว่า หมอคนนี้แลกำลังเคี้ยวมะขามป้อม
    และดื่มน้ำรับประทาน คงไม่มีอะไรจะให้โทษ แล้วเคี้ยวมะขามป้อม
    ครึ่งผล และดื่มน้ำรับประทาน มะขามป้อมครึ่งผลที่เขาเคี้ยวนั้นได้
    ระบายอุจจาระออกมาในที่นั้นเอง
        ครั้งนั้น กากะมหาดเล็กได้เรียนถามชีวกโกมารภัจจ์ว่า ท่าน
    อาจารย์ ชีวิตของข้าพเจ้า  จะรอดไปได้หรือ? 
        ชีวกโกมารภัจจ์ตอบว่า อย่ากลัวเลย พ่อนายกากะ ท่านจักไม่มี
    อันตราย แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงเกรี้ยวกราด จะพึงรับสั่งให้พิฆาตเรา
    เสียก็ได้ เพราะเหตุนั้น เราไม่กลับละ แล้วมอบช้างพังภัททวดีแก่นาย
    กากะ เดินทางไปพระนครราชคฤห์ รอนแรมไปโดยลำดับ ถึงพระนคร
    ราชคฤห์แล้วเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช กราบทูลเรื่องนั้น
    ให้ทรงทราบทุกประการ 
        พระเจ้าพิมพิสารรับสั่งว่า พ่อนายชีวก เจ้าไม่กลับไปนั้นชื่อว่าได้
    ทำถูกแล้ว เพราะพระราชาองค์นั้นเ้ยมโหด จะพึงสั่งให้สำเร็จโทษ
    เจ้าเสียก็ได้.
        ครั้นพระเจ้าปัชโชตทรงหายประชวร ทรงส่งราชทูตไปที่สำนัก
    ชีวกโกมารภัจจ์ว่า เชิญหมอชีวกมา เราจักให้พร 
        ชีวกกราบทูลตอบไปว่า
        ไม่ต้องไปก็ได้ พระพุทธเจ้าข้า ขอใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท 
    จงทรงโปรดอนุสรณ์ถึงความดีของข้าพระพุทธเจ้า.

  8. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    พระราชทานผ้าสิไวยกะ
        ก็โดยสมัยนั้นแล ผ้าสิไวยกะคู่หนึ่งบังเกิดแก่พระเจ้าปัชโชต
    เป็นผ้าเนื้อดีเลิศประเสริฐ  มีชื่อเด่น อุดม และเป็นเยี่ยมกว่าผ้าทั้ง
    หลายเป็นอันมาก ตั้งหลายคู่ ตั้งหลายร้อยคู่ หลายพันคู่  หลายแสนคู่
        ครั้นนั้น พระเจ้าปัชโชต ทรงส่งผ้าสิไวยกะคู่นั้นไปพระราชทาน
    แก่ชีวกโกมารภัจจ์จึงชีวกโกมารภัจจ์ได้มีความดำริว่าผ้าสิไวยกะคู่นี้
    พระเจ้าปัชโชตส่งมาพระราชทาน เป็นผ้าเนื้อ  ดีเลิศ ประเสริฐ มีชื่อ
    เด่น อุดม และเป็นเยี่ยมกว่าผ้าทั้งหลายเป็นอันมาก ตั้งหลายคู่ ตั้งหลาย
    ร้อยคู่ หลายพันคู่ หลายแสนคู่ นอกจากพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา
    สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น หรือพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชแล้ว
    ใครอื่นไม่ควรอย่างยิ่งเพื่อใช้ผ้าสิไวยกะ  คู่นี้.
                    พระผู้มีพระภาคเสวยพระโอสถถ่าย 
        ก็โดยสมัยนั้นแล พระกายของพระผู้มีพระภาคหมักหมม
    ด้วยสิ่งอันเป็นโทษ  จึงพระผู้มีพระภาครับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า
        ดูกรอานนท์ กายของตถาคตหมักหมมด้วยสิ่งอันเป็นโทษ
    ตถาคตต้องการจะฉันยาถ่าย.
        ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เดินไปหาชีวกโกมารภัจจ์
        ครั้นถึงแล้วได้กล่าวคำนี้กะชีวกโกมารภัจจ์ว่า
        ท่านชีวก พระกายของพระตถาคตหมักหมมด้วยสิ่งอันเป็นโทษ
    พระตถาคต  ต้องการจะเสวยพระโอสถถ่าย ชีวกโกมารภัจจ์กล่าวว่า
        พระคุณเจ้า ถ้าอย่างนั้น ขอท่านจงโปรด  ทำพระกายของ
    พระผู้มีพระภาคให้ชุ่มชื่นสัก ๒-๓ วัน
        ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์ได้ทำพระกายของพระผู้มีพระภาคให้
    ชุ่มชื่น ๒-๓ วันแล้ว เดินไปหาชีวกโกมารภัจจ์ ครั้นถึงแล้วได้กล่าว
    คำนี้กะชีวกโกมารภัจจ์ว่า
        ท่านชีวก พระกายของพระตถาคตชุ่มชื่นแล้ว บัดนี้ ท่านรู้กาล
    อันควรเถิด
        ครั้งนั้น ชีวกโกมารภัจจ์ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า
        การที่เราจะพึงทูลถวายพระโอสถ  ถ่ายที่หยาบแด่
    พระผู้มีพระภาคนั้น ไม่สมควรเลย ถ้ากระไร เราพึงอบก้านอุบล
    ๓ ก้านด้วยยาต่างๆ แล้วทูลถวายพระตถาคต
        ครั้นแล้วได้อบก้านอุบล ๓ ก้านด้วยยาต่างๆ แล้วเข้าเฝ้า
    พระผู้มีพระภาค ครั้นแล้วได้ทูลถวายก้านอุบลก้านที่หนึ่งแด่
    พระผู้มีพระภาค กราบทูลว่า
        พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงสูดก้านอุบลก้าน
    ที่ ๑ นี้ การทรงสูดก้านอุบลนี้จักยังพระผู้มีพระภาคให้ถ่ายถึง ๑๐ ครั้ง
        แล้วได้ทูลถวายก้านอุบลก้านที่ ๒ แด่พระผู้มีพระภาคกราบทูลว่า 
        พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงสูดอุบลก้านที่ ๒ นี้
        การทรงสูดก้านอุบลนี้จักยังพระผู้มี พระภาคให้ถ่ายถึง ๑๐ ครั้ง
    แล้วได้ทูลถวายก้านอุบลก้านที่ ๓ แด่พระผู้มีพระภาค กราบทูลว่า
        พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงสูดก้านอุบลก้านที่ ๓ นี้
    การทรงสูดก้านอุบลนี้  จักยังพระผู้มีพระภาคให้ถ่ายถึง ๑๐ ครั้ง
    ด้วยวิธีนี้ พระผู้มีพระภาคจักทรงถ่ายถึง ๓๐ ครั้ง
        ครั้นชีวกโกมารภัจจ์ ทูลถวายพระโอสถถ่ายแด่พระผู้มีพระภาค
    เพื่อถ่ายครบ ๓๐ ครั้งแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณ
    กลับไป ขณะเมื่อชีวกโกมารภัจจ์เดินออกไปนอกซุ้มประตูแล้วได้มี
    ความปริวิตกดังนี้ว่า
        เราทูลถวายพระโอสถถ่ายแด่พระผู้มีพระภาคเพื่อถ่ายครบ ๓๐ ครั้ง
    พระกายของพระตถาคตหมักหมมด้วยสิ่งอันเป็นโทษ จักไม่ยัง
    พระผู้มีพระภาคให้ถ่าย ครบ ๓๐ ครั้ง จักให้ถ่ายเพียง ๒๙ ครั้ง
    แต่พระผู้มีพระภาคทรงถ่ายแล้วจักสรงพระกาย
        ครั้นสรง  พระกายแล้ว จักถ่ายอีกครั้งหนึ่ง อย่างนี้
    พระผู้มีพระภาคจักทรงถ่ายครบ ๓๐ ครั้ง
        ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความปริวิตกแห่งจิตของชีวก
    โกมารภัจจ์ด้วยพระทัยแล้ว รับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า
        อานนท์ ชีวกโกมารภัจจ์ กำลังเดินออกนอกซุ้มประตูวิหารนี้
    ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า
        เราถวายพระโอสถถ่ายแด่พระผู้มีพระภาคเพื่อถ่ายครบ ๓๐ ครั้ง
    แล้ว  พระกายของพระตถาคตหมักหมมด้วยสิ่งอันเป็นโทษ จักไม่ยัง
    พระผู้มีพระภาคให้ถ่ายครบ ๓๐ ครั้ง  จักให้ถ่ายเพียง ๒๙ ครั้ง แต่
    พระผู้มีพระภาคทรงสรงพระกาย ครั้นสรงพระกายแล้วจักถ่าย
    อีกครั้งหนึ่ง อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคจักทรงถ่ายครบ ๓๐ ครั้ง
    อานนท์ถ้าอย่างนั้น เธอจงจัดเตรียม  น้ำร้อนไว้
        พระอานนท์ทูลรับสนองพระพุทธพจน์แล้ว จัดเตรียมน้ำร้อนไว้
    ถวายต่อมา ชีวกโกมารภัจจ์ไปในพุทธสำนัก ครั้นถึงแล้วถวายบังคม
    พระผู้มีพระภาคนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลถาม
    พระผู้มีพระภาคว่า พระผู้มีพระภาคทรงถ่ายแล้วหรือ พระพุทธเจ้าข้า 
        ภ. เราถ่ายแล้ว ชีวก 
        ชี. พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้ากำลังเดินออกไปนอกซุ้ม
    ประตูพระวิหารนี้ ได้มีความ ปริวิตกดังนี้ว่า
        เราถวายพระโอสถถ่ายแด่พระผู้มีพระภาคเพื่อถ่ายครบ ๓๐ ครั้ง
    แล้ว พระกายของ  พระผู้มีพระภาคหมักหมมด้วยสิ่งอันเป็นโทษ จัก
    ไม่ยังพระผู้มีพระภาคให้ถ่ายครบ ๓๐ ครั้ง แต่พระผู้มีพระภาคทรง
    ถ่ายแล้วจักสรงพระกาย ครั้นสรงพระกายแล้วจักถ่ายอีกครั้งหนึ่ง
    อย่างนี้  พระผู้มีพระภาคจักทรงถ่ายครบ ๓๐ ครั้ง พระพุทธเจ้าข้า
    ขอพระผู้มีพระภาคจงโปรดสรงพระกายขอพระสุคตจงโปรด
    สรงพระกาย 
        ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงสรงน้ำอุ่น ครั้นสรงแล้ว ทรงถ่าย
    อีกครั้งหนึ่งอย่างนี้  เป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงถ่ายครบ ๓๐ ครั้ง
    ลำดับนั้น ชีวกโกมารภัจจ์ได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า
        พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคไม่ควรเสวยพระกระยาหาร
    ที่ปรุงด้วยน้ำต้มผัก ต่างๆ จนกว่าจะมีพระกายเป็นปกติ 
        ต่อมาไม่นานนัก พระกายของพระผู้มีพระภาคได้เป็นปกติแล้ว.

  9. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    กราบทูลขอพร 
        ครั้งนั้น ชีวกโกมารภัจจ์ ถือผ้าสิไวยกะคู่นั้นไปในพุทธสำนัก
    ครั้นถึงแล้วถวายบังคม พระผู้มีพระภาค นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง 
    ชีวกโกมารภัจจ์นั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาค
    ว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะขอประทานพรต่อพระผู้มีพระภาคสักอย่างหนึ่ง
    พระพุทธเจ้าข้า
        ภ. พระตถาคตทั้งหลายเลิกให้พรเสียแล้ว ชีวก
        ชี. ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานพรที่สมควรและไม่มีโทษ
    พระพุทธเจ้าข้า
        ภ. จงว่ามาเถิด ชีวก 
        ชี. พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคและพระสงฆ์ทรงถือผ้า
    บังสุกุลเป็นปกติอยู่ ผ้าสิไวยกะของข้าพระพุทธเจ้าคู่นี้ พระเจ้า
    ปัชโชตทรงส่งมาพระราชทาน เป็นผ้าเนื้อดีเลิศ ประเสริฐมีชื่อ
    เสียงเด่นอุดม และเป็นเยี่ยมกว่าผ้าทั้งหลายเป็นอันมาก ตั้งหลายคู่
    ตั้งหลายร้อยคู่  หลายพันคู่  หลายแสนคู่ ขอพระผู้มีพระภาคจง
    ทรงพระกรุณาโปรดรับผ้าคู่สิไวยกะของข้าพระพุทธเจ้า และ
    ขอจงทรงพระพุทธานุญาตคหบดีจีวรแก่พระสงฆ์ด้วยเถิด
    พระพุทธเจ้าข้า. 
        พระผู้มีพระภาคทรงรับผ้าคู่สิไวยกะแล้ว ครั้นแล้วทรงชี้แจงให้
    ชีวกโกมารภัจจ์ เห็นแจ้ง  สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา
        ครั้นชีวกโกมารภัจจ์ อันพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง
    สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วลุกจากที่นั่งถวายบังคม
    พระผู้มีพระภาคทำประทักษิณกลับไป. 
                    หมอชีวกบรรลุโสดาบัน
        หมอชีวกได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน และด้วยศรัทธา
    ในพระพุทธเจ้า ปรารถนาจะไปเฝ้าวันละ ๒-๓ ครั้ง เห็นว่า
        พระเวฬุวันไกลเกินไปจึงสร้าง วัดถวายในอัมพวันคือ
    สวนมะม่วงของตนเรียกกันว่า ชีวกัมพวัน (อัมพวัน ของหมอชีวก) 
        เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูเริ่มน้อมพระทัยมาทางศาสนาหมอชีวก
    ก็เป็นผู้แนะนำให้เสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า    ด้วยเหตุที่หมอชีวก
    เป็นแพทย์ประจำคณะสงฆ์และเป็นผู้มีศรัทธาเอาใจใส่เกื้อกูล
    พระสงฆ์มาก 

  10. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    โรคระบาด ๕ ชนิด
        ครั้นหนึ่ง มีโรคระบาดในมคธชนบท ๕ ชนิด คือ โรคเรื้อน ๑
    โรคฝี ๑ โรคกลาก ๑ โรคมองคร่อ ๑ โรคลมบ้าหมู ๑ จึงเป็นเหตุ
    ให้มีคนมาบวชเพื่ออาศัยวัดเป็นที่รักษาตัวจำนวนมาก  จนหมอชีวก
    ต้องทูลเสนอพระพุทธเจ้า  ให้ทรงบัญญัติข้อห้ามมิให้รับบวช
    คนเจ็บป่วย  ด้วยโรค ๕ ชนิด  ใครบวชให้ถือว่าเป็นอาบัติทุกกฏ
                    อนุญาติให้สงฆ์รับคหบดีจีวร
        สมัยหนึ่ง หมอชีวกได้ทูลขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้าอนุญาตให้
    สงฆ์รับคหบดีจีวรเป็นครั้งแรก.
                ทูลเสนออนุญาติที่จงกรมและเรือนไฟ
        นอกจากนั้น หมอชีวกได้กราบทูลเสนอให้ทรงอนุญาตที่จงกรม
    และเรือนไฟเป็นครั้งแรก  เพื่อเป็นที่บริหารกายช่วยรักษาสุขภาพ
    ของภิกษุทั้งหลาย. 
                    พระเทวทัตทำโลหิตุปบาทกรรม
        ในสมัยหนึ่ง  พระเทวทัตเป็นผู้ร่วมคิดกับพระเจ้าอชาตศัตรู
    ขึ้นสู่เขาคิชฌกูล  มีจิตคิดร้าย  คิดว่า
        “เราจักปลงพระชนม์พระศาสดา”  จึงกลิ้งหินลงยอดเขา  ๒  ยอด
    รับหินนั้นไว้.  สะเก็ดซึ่งแตกออกจากหินนั้น  กระเด็นไป  กระทบ
    พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้ายังพระโลหิตให้ห้อแล้ว
    เวทนากล้าเป็นไปแล้ว.
                    หมอชีวกทำการพยาบาลแผล
        ภิกษุทั้งหลายนำพระศาสดาไปยังสวนมัททกุจฉิ.   พระศาสดา
    มีพระประสงค์จะเสด็จ  แม้จากสวนมัททกุจฉินั้นไปยังสวนมะม่วง
    ของหมอชีวกจึงตรัสว่า
        “เธอทั้งหลาย  จงนำเราไปในสวนมะม่วงของหมอชีวกนั้น.”
        พวกภิกษุได้พระพระผู้มีพระภาคเจ้าไปยังสวนมะม่วงของแล้ว. 
    หมอชีวกทราบเรื่องนั้น  ไปสู่สำนักพระศาสดา  ถวายเภสัชขนาน
    ที่ชะงัด  เพื่อประโยชน์กำชับแผล  พันแผลเสร็จแล้ว  ได้ทราบทูล
    คำนี้กะพระศาสดาว่า
        “พระเจ้าข้า  ข้าพระองค์ประกอบเภสัชแก่มนุษย์ผู้หนึ่งภายใน
    พระนคร,  ข้าพระองค์จักไปยังสำนักของมนุษย์นั้นแล้ว จัก  (กลับ)
    มาเฝ้า  นี้จงตั้งอยู่โดยนิยามที่ข้าพระองค์พันไว้นั่นแหละ  จนกว่า
    ข้าพระองค์จะกลับมาเฝ้า.”
        เขาไปทำกิจที่ควรทำแก่บุรุษนั้นแล้ว  กลับมาในเวลาปิดประตู
    จึงไม่ทันประตู.
        ทีนั้น  เขาได้มีความวิตกอย่างนี้ว่า 
        “แย่จริง  เราทำกรรมหนักเสียแล้ว,  ที่เราถวายเภสัชอย่างชะงัด
    พันแผลที่พระบาทของพระตถาคตเจ้า  ดุจคนสามัญ  เวลานี้เป็น
    เวลาแก้แผลนั้น,  เมื่อแผลนั้นอันเรายังไม่แก้,  ความเร่าร้อนใน
    พระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าจักเกิดตลอดคืนยังรุ่ง.”
                    แผลของพระศาสดาหายสนิท
        ขณะนั้น  พระศาสดาตรัสเรียกพระอานนทเถระมาเฝ้า  รับสั่งว่า
        “อานนท์  หมอชีวกมาในเวลาเย็นไม่ทันประตู,  ก็เขาคิดว่า
        ‘เวลานี้เป็นเวลาแก้แผล’  เธอจงแก้แผลนั้น.”  พระเถระแก้แล้ว. 
    แผลหายสนิทดุจสะเก็ดไม้หลุดออกจากต้นไม้.
                    พระอรหันต์ไม่มีความเร่าร้อนใจ
        หมอชีวกมายังสำนักพระศาสดาโดยเร็ว  ภายในอรุณนั่นแล 
    ทูลถามว่า 
        “พระเจ้าข้า  ความเร่าร้อนเกิดขึ้นในพระสรีระของพระองค์
    หรือไม่?”
        พระศาสดาตรัสว่า  “ชีวก  ความเร่าร้อนทั้งปวงของตถาคต
    สงบราบคาบแล้ว  ที่ควรโพธิพฤกษ์นั่นแล”  ดังนี้แล้ว  เมื่อจะทรง
    สืบอนุสนธิแสดงธรรม  จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:-
            “ความเร่าร้อน  ย่อมไม่มีแก่ท่านผู้มีทางไกล
        อันถึงแล้ว  หาความเศร้าโศกมิได้  หลุดพ้นแล้วใน
        ธรรมทั้งปวง  ผู้ละกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวงได้แล้ว.”

  11. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ทูลถามเนื้อที่ไม่ควรบริโภค  และควรบริโภค
        สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่  ณ  อัมพวันของหมอ
    ชีวกโกมารภัจจ์  เขตพระนครราชคฤห์. 
        ครั้งนั้นแล  หมอชีวกโกมารภัจจ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
    ถึงที่ประทับ  ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง  ณ  ที่ควรส่วน
    ข้างหนึ่ง.  ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
        ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังคำนี้มาว่า 
        ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม  พระสมณโคดม
    ทรงทราบข้อนั้นอยู่  ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้ 
        ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ชนเหล่าใดกล่าวอย่างนี้ว่า 
        ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม  พระสมณโคดม
    ทรงทราบข้อนั้นอยู่  ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน  อาศัยตนทำ  ดังนี้
        ชนเหล่านั้นชื่อว่า  กล่าวตรงกับที่พระผู้มีพระภาคตรัส  ไม่ชื่อว่า
    กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่เป็นจริง  ชื่อว่ายืนยัน  ธรรมอัน
    สมควรแก่ธรรม  การกล่าวและกล่าวตามที่ชอบธรรม  จะไม่ถึง
    ข้อติเตียนละหรือ?
            เนื้อที่ไม่ควรบริโภค  และควรบริโภค  ๓  อย่าง 
        พ.  ดูกรชีวก  ชนใดกล่าวอย่างนี้ว่า  ชนทั้งหลายย่อมฆ่า
    สัตว์เจาะจงพระสมณโคดม   พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ 
    ก็ยังเสวยเนื้อสัตว์ที่เขาทำเฉพาะตน  อาศัยตนทำ  ดังนี้ชนเหล่านั้น
    จะชื่อว่า  กล่าวตรงกับที่เรากล่าวหามิได้  ชื่อว่า กล่าวตู่เราด้วยคำ
    อันไม่เป็นจริง. 
        ดูกรชีวกเรากล่าวเนื้อว่า  ไม่ควรเป็นของบริโภคด้วยเหตุ 
    ๓  ประการ  คือ  เนื้อที่ตนเห็น  เนื้อที่ตนได้ยิน  เนื้อที่ตนรังเกียจ
        ดูกรชีวก  เรากล่าวเนื้อว่าเป็นของไม่ควรบริโภคด้วยเหตุ  ๓
    ประการ  นี้แล
        ดูกรชีวก  เรากล่าวเนื้อว่า  เป็นของควรบริโภคด้วยเหตุ  ๓ 
    ประการ  คือ  เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น  เนื้อที่ตนไม่ได้ยิน  เนื้อที่ตน
    ไม่ได้รังเกียจ. 
        ดูกรชีวก  เรากล่าวเนื้อว่า  เป็นของควรบริโภคด้วยเหตุ  ๓ 
    ประการนี้แล.
                การแผ่เมตตา,กรุณา,มุทิตา,อุเบกขา
        ดูกรชีวก  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  อาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใด
    แห่งหนึ่งอยู่  เธอมีใจประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา 
    แผ่ไปตลอดทิศหนึ่ง  อยู่ที่ ๒  ที่  ๓  ที่  ๔ ก็เหมือนกัน  ตามนัยนี้
    ทั้งเบื้องบน  เบื้องล่าง  เบื้องขวาง  แผ่ไปตลอดโลก  ทั่วสัตว์ทุก
    เหล่าโดยความมีตนทั่วไปในทุกสถาน  ด้วยใจประกอบด้วย
    เมตตาอันไพบูลย์  ถึงความเป็นใหญ่  หาประมาณมิได้  ไม่มีเวร
    ไม่มีความเบียดเบียนอยู่  คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดี  เข้าไปหาเธอ
    แล้วนิมนต์ด้วยภัต  เพื่อให้ฉัน 
        ในวันรุ่งขึ้น  ดูกรชีวก  เมื่อภิกษุหวังอยู่  ก็รับนิมนต์  พอล่วง
    ราตรีนั้นไป  เวลาเช้า  ภิกษุนั้นนุ่งแล้ว  ถือบาตรและจีวรเข้าไปยัง
    นิเวศน์ของคฤหบดีหรือบุตรของคฤหบดี  แล้วนั่งลงบนอาสนะ
    ที่เขาปูลาดไว้  คฤหบดีหรือบุตรของคฤหบดีนั้น  อังคาสเธอด้วย
    บิณฑบาตอันประณีต  ความดำริว่า  ดีหนอ  คฤหบดีหรือบุตร
    คฤหบดีผู้นี้  อังคาสเราอยู่ด้วยบิณฑบาตอันประณีต  ดังนี้  ย่อม
    ไม่มีแก่เธอ  แม้ความดำริว่า 
        โอหนอ  คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีผู้นี้  พึงอังคาสเราด้วย
    บิณฑบาตอันประณีตเช่นนี้  แม้ต่อไป  ดังนี้  ก็ไม่มีแก่เธอ  เธอ
    ไม่กำหนด  ไม่สยบ  ไม่รีบกลืนบิณฑบาตนั้นมีปกติเห็นโทษ 
    มีปัญญาเครื่องถอนตน  บริโภคอยู่ 
        ดูกรชีวก  ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนว่า 
        ในสมัยนั้น  ภิกษุนั้นย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตน  เพื่อเบียดเบียน
    ผู้อื่น  หรือเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้างหรือ? 
        ไม่เป็นเช่นนั้น  พระพุทธเจ้าข้า.
        ดูกรชีวก  สมัยนั้น  ภิกษุนั้นชื่อว่าฉันอาหารอันไม่มีโทษมิใช่
    หรือ?
        อย่างนั้น  พระพุทธเจ้าข้า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
    ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับมาว่า  พรหมมี  ปกติอยู่ด้วยเมตตา  คำนั้น
    เป็นแต่ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับมา  คำนี้พระผู้มีพระภาคเป็นองค์
    พยาน  ปรากฎแล้ว  ด้วยว่า  พระผู้มีพระภาคทรงมีปกติอยู่ด้วย
    เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา.
        ดูกรชีวก  บุคคลพึงมีความพยาบาท  เพราะราคะ  โทสะ  โมหะ
    ใด  ราคะ  โทสะ โมหะนั้น  ตถาคตละแล้ว  มีมูลอันขาดแล้ว  เป็น
    ดุจตาลยอดด้วน  ถึงความไม่มี  มีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา 
        ดูกรชีวก  ถ้าแลท่านกล่าวหมายเอาการละราคะ  โทสะ  โมหะ
    เป็นต้นนี้เราอนุญาตการกล่าวเช่นนั้นแก่ท่าน.
        ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระพุทธเจ้ากล่าวหมายเอาการละ
    ราคะ  โทสะ  และโมหะเป็นต้นนี้.

  12. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้