ท้าวพกาพรหม ต่อกร พระพุทธเจ้า

ความคิดเห็น

6

ติดตามกระทู้

1

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
10

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด


สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่โคนต้นรังใหญ่ในสุภควัน ใกล้เมืองอุกกัฏฐา ทรงตรวจดูด้วยสัพพัญญุตาญาณ ก็เห็นว่าท้าวพกาพรหมมีมิจฉาทิฎฐิ หลงเชื่อว่า พรหมโลกนี้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่เคลื่อนเป็นธรรมดา และพระพรหมนี้ไม่ต้องเกิด ไม่แก่ ไม่จาย ไม่จุติ ไม่เคลื่อน ไม่อุบัติ การได้เกิดเป็นพรหมนี้พ้นทุกข์

          เหตุที่ท้าวพกาพรหมมีมิจฉาทิฏฐินี้ ก็เนื่องจากสมัยท่านเกิดเป็นมนุษย์ ได้บวชเป็นพระดาบส ประกอบกุศลกรรมและรักษาฌาณสมาบัติ เมื่อสิ้นชีวิตแล้วจึงมาอุบัติในพรหมโลก

          เมื่อแรกมาอุบัติในพรหมโลกนั้น ท้าวพกาพรหมอุบัติในพรหมโลกชั้นที่10คือ เวหัปผลาพรหมภูมิ มีอายุ500กัป เมื่อจุติจากเวหัปผลาพรหมภูมิก็ไปอุบัติยังพรหมโลกชั้นที่9คือสุภกิณหาพรหมภูมิ มีอายุได้64กัป เมื่อจุติจากสุกิณหาพรหมภูมิ ก็อุบัติยังพรหมโลกชั้นที่6คือชั้นอาภัสราพรหมมีอายุอีก8กัป

          รวมแล้ว ท้าวพกาพรหมอุบัติเป็นพรหมมาแล้วมากกว่า500กัปด้วยเวลาอันยาวนานมากจนไม่อาจจดจำ อดีตของตนว่าได้กระทำกรรมอะไรจึงได้เป็นพรหม แล้วหลงเข้าใจอีกว่าตนนั้นมีมาอยู่ก่อนสิ่งใด พรหมนี้เที่ยง ไม่มีเกิด แก่ ดับ สุขอื่นยิ่งกว่าพรหมอีกไม่มี

          เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบวาระจิตของท้าวพกาพรหมแล้ว พระองค์จึงหายไปจากโคนต้นรังใหญ่ เสด็จถึงพรหมโลกเพียงครู่เดียว เหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนออกแล้วคู้แขนเข้าฉะนั้น

          ท้าวพกาพรหมเห็นพระโลกเชษฐ์เสด็จมา ก็กราบทูลพระพุทธองค์ว่า

"ดูกร ท่านผู้มิรทุกข์ เชิญท่านมาสู่พรหมโลกนี้เถิด พรหมโลกนี้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง แข็งแรง มีความไม่เคลื่อนเป็นธรรมดา พรหมโลกนี้ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่จาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ สุขอื่นกว่าพรหมโลกนี้ไม่มีอีกแล้ว"

พระพุทธเจ้าจึงตรัสตอบว่า

"ดูกร พรหมผู้เจริญ ท่านกล่าวว่าสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง กล่าวว่าสิ่งที่ไม่ยั่งยืนว่ายั่งยืน กล่าวว่าสิ่งที่ไม่มั่นคงว่ามั่นคง กล่าวว่าสิ่งที่ไม่แข็งแรงว่าแข็งแรง กล่าวว่าสิ่งที่มีความเคลื่อนเป็นธรรมดาว่ามีความไม่เคลื่อน พรหมโลกนี้มีทั้งเกิด ทั้งแก่ ทั้งตาย ทั้งจุติ ทั้งอุบัติอยู่เป็นปกติ แต่ท่านกลับกล่าวว่าพรหมโลกนี้ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ ดูกร ท่านผู้เจริญท่านกำลังหลงในอวิชชาแล้วหนอ"

ท้าวพกาพรหมกล่าวแย้งว่า

"ข้าแต่พระโคดม พวกข้าพระองค์มี72คน ล้วนได้ทำบุญมาดีแล้ว มีอำนาจเหนือคนเหล่าอื่น ก้าวล่วงพ้นจากความเกิดและความแก่ การเกิดเป็นพรหมนี้ชื่อว่าถึงพระเวทแล้ว ข้าแต่พระโคดม การเกิดเป็นพรหมนี้ เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย ความสุขยิ่งกว่าพรหมนี้ไม่มีอีกแล้ว"

ครั้งนั้น มารก็เข้าสิงกายของพรหมบริวารผู้หนึ่ง กล่าวกับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

"ดูกรสมณะ ท่านอย่ารุกรานท้าวพกาพรหมนี้เลย พกาพรหมผู้นี้เป็นมหาพรหม เป็นพรหมผู้เป็นใหญ่ปกครองพรหมโลก เป็นผู้สร้างโลกและสรรพสัตว์ เป็นบิดาของสรรพสิ่งทั้งหลาย

ดูกรสมณะ สมณะและพราหมณ์เหล่าใด เป็นผู้ติเตียนดินเกลียดดิน เป็นผู้ติเตียนน้ำ เกลียดน้ำ เป็นผู้ติเตียนไฟ เกลียดไฟ เป็นผู้ติเตียนลม เกลียดลม เป็นผู้ติเตียนสัตว์เกลียดสัตว์ เป็นผู้ติเตียนเทวดา เกลียดเทวดา เป็นผู้ติเตียนพรหม เกลียดพรหม ว่าพรหมนี้ไม่เที่ยง สมณะและพราหมณ์เหล่านั้นเมื่อกายแตกดับไปแล้ว ล้วนต้องไปเกิดในอบาย

ดูกรสมณะ สมณะและพราหมณ์เหล่าใด เป็นผู้สรรเสริญดินชมเชยดิน เป็นผู้สรรเสริญน้ำ ชมเชยน้ำ เป็นผู้สรรเสริญไฟ ชมเชยไฟ เป็นผู้สรรเสริญลม เกลียดลม เป็นผู้สรรเสริญสัตว์ชมเชยสัตว์ เป็นผู้สรรเสริญเทวดา ชมเชยเทวดา เป็นผู้สรรเสริญพรหม ชมเชยพรหม ว่าพรหมนี้เที่ยง สมณะและพราหมณ์เหล่านั้นเมื่อกายแตกดับไปแล้วก็ได้ไปอุบัติในพรหมโลก

ดูกรสมณะ เพราะเหตุนั้น ท่านจงทำตามคำที่พกาพรหมบอกแก่ท่านเท่านั้น ท่านอย่าฝ่าฝืนคำของพกาพรหมเลย"

พระชินสีห์ทรงทราบว่ามารเข้าสิงสู่ในพรหมผู้นั้น จึงมีพุทธดำรัสตอบโต้มารว่า

"นี่แน่ะมาร ท่านอย่าเข้าใจว่าเราไม่รู้จักท่าน เรานี้รู้จักท่าน และไม่อยู่ในอำนาจของท่านดังเช่นพรหมที่ท่านครอบงำอยู่"

มารฟังคำของพระทศพลแล้วจึงหนีไป

ส่วนท้าวพกาพรหมนั้น ได้เจรจาอวดอ้างมหิทฤทธานุภาพของตนว่าเหนือกว่าผู้ใด ตนนั้นเป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่งและไม่มีสิ่งใดในสากลจักรวาลซ่อนเร้นทิพยจักษุของเราได้ มีดำริคิดต่อกรท้าทายพระพุทธเจ้าว่า จะหายตัวไปไม่ให้พระพุทธเจ้าทรงมองเห็นได้  พระพุทธองค์ทรงรับคำท้าแล้ว พกาพรหมก็หายตัวไปเพียงครู่เดียว

ครั้งแรกท้าวพกาพรหมจำแลงตนเป็นนก เพียงครู่เดียวพระพุทธเจ้าก็มีพุทธดำรัสว่า พกาพรหมท่านต้องการเป็นนกหรือ

ครั้งที่สองก็จำแลงตนเป็นผึ้ง เพียงครู่เดียวพระพุทธเจ้าก็มีพุทธดำรัสว่า พกาพรหมท่านต้องการเป็นผึ้งหรือถึงได้เที่ยวตอมดมดอกไม้อยู่

ครั้งสุดท้ายพกาพรหมได้จำแลงตนให้ละเอียดลงถึงขั้นกลายเป็นเม็ดสอดแทรกในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ถึงกระนั้นเพียงครู่เดียวก็มีพระพุทธดำรัสว่า พกาพรหมท่านไม่ต้องการเสวยสุขบนสวรรค์แล้วหรือจึงได้ไปแฝงตัวซ่อนเร้นอยู่ในเม็ดทรายในมหาสมุทร

พกาพรหมนั้น ยังไม่ละทิฎฐิ ท้าทายให้พระพุทธองค์ทรงายตัวบ้าง พระทศพลญาณก็หายตัวไปทันใด พกาพรหมนั้นก็ได้เข้าฌาณส่องทิพยจักษุญาณไปยังโลกธาตุต่างๆ เข้าไปยังนิคม ในบ้าน ในราชฐาน ในภูเขา ในแผ่นดินฝากโน้น แผ่นดินฝากนี้ ในแอ่งน้ำ แม่น้ำ ในมหาสมุทร ในโลกมนุษย์ ครั้นไม่พบก็ ส่องทิพยจักษุญาณไปยังโลกธาตุอื่น ในอบายภูมิ ในเทวโลกทั้ง6ชั้น ส่องไปในพรหมโลกทั้งหลาย ตลอดจนโลกธาตุและธาตุอันละเอียด ก็หาพระจอมไตรไม่พบ จึงยอมพ่ายแพ้ กล่าวขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้าปรากฎตัวออกมา

ทันใดนั้น พระโลกนาถก็ตรัสขึ้นว่า "พกาพรหม ตลอดเวลาที่ท่านหาเราอยู่นั้น เราเดินจงกรมอยู่เหนือเศียรของท่าน"และพระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงพระสัทธรรมด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะยิ่ง  

พระพุทธเจ้าทรงแสดงกุศลธรรมของท้าวพกาพรหมว่า

"ดูก่อนท่านผู้เจริญ เรานี้รู้อดีตของท่าน ก่อนนี้ในกัปหนึ่ง ท่านเกิดเป็นดาบสอยู่ในทะเลทรายที่กันดาร ได้เนรมิตน้ำให้พ่อค้าเกวียน500เล่มที่หลงทาง นี้เป็นกุศลของท่าน

          ก่อนนี้ท่านเป็นดาบสอาศัยอยู่ชายป่า มีโจรลงมาจากเขา มาปล้นชาวบ้านแล้วจับเอาคนจำนวนมากขึ้นไปบนเขา ท่านแปลงกายเป็นพระราชพร้อมกองทหาร ขับไล่โจรไป แล้วช่วยชีวิตชาวบ้านเอาไว้ นี่เป็นกุศลของท่าน

          ก่อนนี้ท่านเป็นดาบสอยู่ริมฝั่งน้ำ ชาวเรือทิ้งเศษอาหารลงไปในน้ำทำให้พระยานาคโกรธ ขึ้นมาจะทำลายเรือ ท่านแปลงเป็นครุฑขับไล่ พระยานาคไป นี้เป็นกุศลของท่าน

ดูกรพรหมผู้เจริญ เรารู้บุญกรรมของท่านดุจนอนหลับแล้วตื่นขึ้น"

พระพุทธเจ้าทรงแสดงความไม่เที่ยงต่อไปว่า

"ดูก่อนพกาพรหม ความจริงอายุของท่านไม่มากเลย ท่านอย่าสำคัญว่าอายุของท่านมาก อายุของท่านเหลือเพียงหนึ่งแสนนิรพุทเท่านั้น"

ในที่สุดท้าวพกาพรหมจึงยอมจำนน เมื่อนั้น เหล่าพรหมทั้งหลายกล่าว่า องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าชนะท้าวพกาพรหมแล้ว

การพ่ายแพ้ของท้าวพกาพรหมครั้งนี้ดุจหิงห้อยที่ด้อยแสงคิดขันแข่งพระสุริยันย่อมย่อยยับอัปราเป็นแน่แท้

เมื่อจบการเทศนาญาณแล้ว พรหมทั้งหลายจำนวนหนึ่งหมื่นองค์ก็บรรลุธรรม มีโสดาปัตติผลเป็นต้น



แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2554 / 01:51
แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2554 / 01:54
แก้ไขครั้งที่ 3 เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2554 / 01:54
แก้ไขครั้งที่ 4 เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2554 / 02:01
แก้ไขครั้งที่ 5 เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2554 / 01:57
แก้ไขครั้งที่ 6 เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2554 / 01:59
แก้ไขครั้งที่ 7 เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2554 / 02:00
แก้ไขครั้งที่ 8 เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2554 / 02:01
แก้ไขครั้งที่ 9 เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2554 / 13:18

PS.  

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 2 มกราคม 2556 เวลา 21:52 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

6

ติดตามกระทู้

1

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
10
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

หน้า 1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ความคิดเห็นที่ 1 ถูกลบเนื่องจาก

    มีเนื้อหาไม่เหมาะสม

  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    1กัป เปรียบว่า มีภูเขาหินแข็งแรง สูง1โยชน์ กว้าง1โยชน์ ยาว1โยชน์ ทุก1ร้อยปีมีเทวดานำผ้าบางเท่าสำลี หรือบางเท่าควันไฟมาปัดทีหนึ่ง ภูเขานี้เกี้ยนเตี้ยนลงเสมอแผ่นดินเมื่อไหร่นับเป็น1กัป *โยชน์เท่ากับ16กิโลเมตร

    1นิรพุท เท่ากับเลข1ตามด้วยเลขศูนย์อีก64ตัว แล้วนับเป็นปี

    PS.  
  3. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เยี่ยม ชอบเรื่องนี้จัง
ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

refer: