>>เทคนิคการแพทย์ vs กายภาพบำบัด . . แต่ละคณะเรียนกันยังไงบ้าง <<
แล้วแต่คณะจบไปทำงานแบบไหนบ้างคะ
รบกวนคนที่รู้ช่วยแนะนำหน่อยนะคะ
.
.
.
ไม่ได้ต้องการเปรียบเทียบนะคะ แต่อยากรู้ว่าคณะไหนดี ด้อยกว่ากันด้านไหนบ้าง
จะได้เลือกสิ่งที่เข้ากับตัวเองมากที่สุด
เรียนการเรียน การทำงานด้ายนะคะ
ขอบคุณมากๆๆ นะคะพี่ๆ เพื่อนๆทุกคน


Gift Store
Book Store
▼ 1 ▲
ความคิดเห็นที่ 1-50
ใช้เวลาเรียนตามหลักสูตร 4 ปี เรียนเกี่ยวกับงานสนับสนุนการรักษา ช่วยในการวินิจฉัยโรคทางด้านห้องปฏิบัติการตรวจสารคัดหลั่งต่าง ๆ ของร่างกายเช่น เลือด ปัสสาวะ อุจจาระ อสุจิ น้ำเหลือง เป็นต้น แบ่งออกเป็น จุลชีววิทยา โลหิตวิทยา เคมีคลินิก ธนาคารเลือด ปรสิตวิทยา จุลทรรศนศาสตร์ อณูชีววิทยา งานส่วนใหญ่ทำในห้องปฏิบัติการ
หลักสูตรวิทยาศาตรบัณฑิต สาขาวิชากายภาพบำบัด
ใช้เวลาเรียนตามหลักสูตร 4 ปี เรียนเกี่ยวกับการบำบัดโรค การจัดการการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เช่น การนวด การฝึกเดิน การเคาะปอด การขยับร่างกาย ส่วนใหญ่จะต้องกระทำโดยตรงกับผู้ป่วย
เงินเดือนของทั้งสองสาขาเท่ากันคือ อัตราจ้างฐานเงินเดือนของปริญญาตรี 4 ปี ส่วนรายได้ก็จะแตกต่างกันตาม OT แต่ละโรงพยาบาล และการที่คนคนนั้นจะรับ part time เยอะแค่ไหน อันนี้เป็นรายได้ที่ทำงานตรงสายงานะครับ
นอกจากนี้ยังมีอีกงานที่ผู้เรียนจบสองสาขานี้ชอบทำคือ งานผู้แทนยา ผู้แทนเวชภัณฑ์ ซึ่งอาชีผู้แทนยาและเวชภัณฑ์อาจจะไม่ใช่อาชีพที่ตรงสายงาน แต่รายได้ดีกว่าอาชีพที่ตรงสายงานเสียอีก
PS. อ่านคำตอบแล้วช่วย กด เห็นด้วย หรือ ขอบคุณ สักนิดจะได้รู้ว่าอ่านแล้ว
เทคนิคการแพทย์จะเรียนเกี่ยวกับการตรวจวินิจฉัยสิ่งส่งตรวตเช่น เลือด สารคัดหลั่ง อุจจาระ ปัสสาวะ การทำงานจะแบ่งเป็นหลักๆอยู่หลายแขนง ได้แก่
โลหิตวิทยาและจุลทรรศนศาสตร์ ก็จะเป็นแลปที่เกี่ยวกับการตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะ
ต่อมาคือ แขนงเคมีคลินิก ก็จะตรวจหาสารเคมีต่างๆที่อยู่ในเลือด ปัสสาวะ เช่น การตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด ระดับคอเลสเตอรอล หรือแม้แต่ปริมาณยาหรือสารพิษที่อยู่ในเลือด เป็นต้น
ต่อมาคือ แขนงภูมิคุ้มกันวิทยา ก็จะตรวจเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันต่างๆ รวมถึงตรวจพวกโรคติดเชื้อต่างๆได้ด้วยเพราะสมัยนี้มักอาศัยหลักการทางภูมิคุ้มกันมาช่วยในการตรวจวินิจฉัย ไม่ว่าจะตรวจ ซิฟิลิส เอดส์ ภูมิไวเกิน เป็นต้น
ต่อมาคือวิทยาศาสตร์การบริการโลหิต หรือว่า ธนาคารเลือดนั่นเอง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าธนาคารเลือด ก็มีหน้าที่รับบริจาคเลือด แล้วตรวจสอบความปลอดภัยของเลือดนั้น และตรวจสอบหมู่เลือด ซึ่งมีมากมายไม่ใช่แค่ ABO กับ Rh แน่นอน(งานแขนงนี้อันตรายมาก เพราะถ้าผิดพลาดผู้รับบริจาคเลือดมีอันตรายถึงชีวิตทันที)
ต่อมาคือ จุลชีววิทยาและปรสิตวิทยา อันนี้ก็ตรวจหาพวกเชื้อจุลชีพที่ก่อโรคทั้งหลาย เช่น วัณโรค ท้องเสีย ติดเชื้อในกระแสเลือด มีพยาธิในลำไส้ หรือในตับ หรือในกล้ามเนื้อ หรือแม้แต่พยาธิในเลือด แขนงนี้ใช้ความจำเยอะมาก เพราะต้องจำชื่อเชื้อ และผลการทดสอบของเชื้อแต่ละชนิดซึ่งมันไม่เหมือนกัน เหอๆๆ
การทำงานก็จะทำงานในห้องแลปของรพ.เป็นส่วนใหญ่ หลายคนอาจไม่เคยเห็นเพราะไม่ค่อยจะมีผู้ป่วยไปแถวนั้น จะมีก็แค่ไปเจาะเลือดตรวจสุขภาพ ไปตรวจปัสสาวะ ตรวจเบาหวานอะไรพวกนี้ ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้เห็นถึงการทำงานในห้องแลปเลย จึงทำให้หลายคนคิดไม่ตกว่าวิชาชีพเทคนิคการแพทย์จริงๆแล้วทำหน้าที่อะไรกันแน่ และสำคัญแค่ไหน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว วิชาชีพนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะเป็นกุญแจสำคัญให้กับแพทย์ ในการวินิจฉัยโรคให้ถูกต้องและนำมาซึ่งการรักษาที่ถูกต้องนั่นเอง