แพทย์รามา vs แพทย์ศิริราช

Liam Liam 2519728 0.01 14,460 15 มิ.ย. 55 02:29 น.
ความคิดเห็น

38

ติดตามกระทู้

2

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
14
guest
Liam Liam
  • Liam Liam
  • 115.87.142.244
  • jeenny-ne-yohotmail.com

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


อยากทราบว่า แพทย์รามา vs แพทย์ศิริราช การเรียนของทั้งสองคณะนี้ มันแตกต่างกันอย่างไร และสังคมการอยู่เป็นแบบไหน คืออยากรู้จริงๆ อ่าค่ะ ใครรู้ช่วยตอบทีนะค่ะ

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 13 เมษายน 2556 เวลา 11:45 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

38

ติดตามกระทู้

2

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
14
ซ่อน

ความคิดเห็น Top 5

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    มาเพิ่มเติมละกัน ^^
    รามาไม่รู้เพราะอยู่ศิริราช
    เอาแต่ตอนที่ย้ายมาศิริราชละกัน เพราะ ศาลายาเดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปเยอะ ไม่มีข้อมูลอัพเดท
    ก่อนเข้า จะมีงานแรกรับ คือ งานรวมหมอทุกที่ แต่ศิริราชได้โปรดอย่าน้อยใจเราเรียนกันหนักจริง ไม่ค่อยมีรุ่นพี่ไปกันหรอก เคยไปแล้วกร่อย ต้องไปสันกับพระมงกุฎ งานรับน้องมหิดลที่ตึกกลม อันนี้พี่ๆก็จะไปร่วมแจมให้เห็นหน้าค่าตากันบ้าง งานทัวร์ศาลายา อันนี้รุ่นพี่จัดให้มากันเยอะมาก มีกิจกรรมสัน มารู้จักพี่ๆ และ... ต้องมาลองเองจึงจะรู้ อิอิ
    ปีหนึ่งก็เรียนกะรามา วชิร พระบรมราชชนก ทันตะ เภสัช
    มีกิจกรรมค่ายหนูน้อยที่พี่ๆจัดให้ ทำธงมหิดล(มาทำทีศิริราชนะมีรถมาส่ง บวกลบพี่เลี้ยงข้าวด้วย)
    จัดงานเฮลไนท์ งานใหญ่เลยนะ มีออกบูทขายของ คอนเสิรต
    ปีสอง มีงานอบรมข้ามฟาก พี่ๆซีเนียร์จะมาอบรมน้องๆเฟรชชี่กัน เนื้อหาสาระคุณธรรม ไม่ว๊าก
    แล้วก็ตบท้ายด้วยอบรมใหญ่ข้ามฟากมาปฎิญาณตนต่อหน้าพระราชบิดา ไหว้ครู งานเลี้ยงกลางคืนจะได้เจอกับรุ่นพี่มากมายจบไปแล้วเป็นสิบๆปี หรืออาจารย์ที่เป็นศิษย์เก่ามาร่วมงานกัน มีการแสดงที่น่าสนใจมากมาย แต่ละคน...จัดเต็ม! อ้อ ไฮไลท์อีกอย่าง อาจารย์ใหญ่ น้องๆจะได้จัดงานพระราชทานเพลิงศพให้อาจารย์ที่เสียสละมาเพื่อพวกเราด้วย แล้วก็เราจะได้รับเกียรติมีโอกาสเฝ้ารับเสด็จพระองค์ท่านด้วย ชั้นปีอื่นๆก็มีโอกาสนะแต่ปีสองดูว่างที่สุด 555+ เกือบลืมปีสองต้องจัดงานซีเนียรแฟรเวลให้พี่ๆที่ใกล้จบด้วยนะ มีโต๊ะจีนให้กินอีกตามเคย
    ปีสามเตรียมสอบnational license ขั้นตอนที่หนึ่ง เตรียมเงินสามพันไว้ด้วยนะ  สอบไม่ผ่านสามขั้น อดได้ใบประกอบโรคศิลป์นะเออ กิจกรรมที่ปีสามจัดก็จะมี family concert มีวงดนตรีในคณะมาเล่น อาจารย์ พี่ๆมาโชว์การแสดง มีสอยดาว ของน่าสอยมากกกก เคยสอยได้ปากการาคาห้าร้อยกว่า O_o แล้วแต่ของสอยแต่ละปี หนังสือเรียนบ้าง แฟ้มบ้าง จำได้ว่าเคยมีเอมพีสามด้วยมั้ง แล้วก็ละครเวทีที่ปีสามจะเป็นผู้จัด อลังมาก ดูกันจนถึงตีหนึ่งตีสอง
    ปีสี่ขึ้นคลินิกแล้ว ได้รู้สึกว่าการได้ดูแลคนไข้จริงๆทำยังไง เพื่อนร่วมงาน รุ่นพี่ เดนท์ พยาบาล(ที่ชอบกินหัว) ผู้ช่วย ฝึกทำหัตถการต่างๆ เจาะน้ำตาล เจาะเก็บเลือดแดง เจาะดูค่าเม็ดเลือด suctionท่อรูหายใจที่คอ ให้อินซูลิน เปิดเส้น ให้เลือดให้น้ำเกลือ ทำแผล ฝึกเย็บแผลปลอม เจาะฝีปลอม หัดตรวจร่างกาย คลำหน้าเต้านมหาก้อนเนื้อ ใส่สายปัสสาวะ เข้าช่วยการผ่าตัด(มือสาม สี่อ่านะ) หรือยืนดูอยู่ข้างหลังsurgeon ตรวจภายในสตรี ตรวจเด็กน้อยที่ชอบงอแงกัดไม้กดลิ้นทุกที บางคนก็ปิดปากไม่ให้ตรวจเลย ฮ่าๆ เรียนดูฟิลม์ ชมห้องฉายแสง ออกเวชศาสตร์ชุมชน ก็ไปฝึกเย็บแผลจริงกันข้างนอกนี่ล่ะ
    ปีห้าที่เพิ่มเติมมาก็ได้ทำคลอดธรรมชาติ ช่วยผ่าซีซาร์(มือสี่ ==ได้แค่จับมด ) ดูผ่าตัดเด็ก ผ่าต่อมลูกหมาก ดูแลเด็กทารกแรกเกิดที่มีปัญหา แก้เหลือง คือเด็กตัวเหลืองจะต้องส่องไฟไม่ส่องไฟรึป่าว ต้องอยู่เวรถึงเช้าด้วยนะ กล่อมให้หลับฝันดีด้วยคอรัสประสานเสียงอุแว้ๆๆ ตื่นมาคิดนมเด็ก ว่าควรจะกินกี่ซีซีดี ฝึกซักผู้ป่วยจิตเวชไปเยี่ยมบ้าผู้ป่วยพวกโรคซึมเศร้าต่างๆ หัดใส่เฝือก ส่องตาจมูกปากคอหอย ใส่ท่อช่วยหายใจเวลาผ่าตัด ดมยานั่นเอง นิติเวชก็เรียนพวกกฎหมาย ตายยังไง ออกเวรชันสูตรพลิกศพ พลิกจริงๆพลิกแล้วดู เคสไหนจำเป็นต้องผ่าเราก็ได้ดู..... ผ่านพาวเวอร์พอย 555 แต่สภาพก็นะ แต่ละเคสก็อืมมมม สุดๆ  ฝึกทำกายภาพบริหารร่างกาย เรียนวิธีใช้ไม้เท้า walker ประเภทต่างๆ การออกใบรับรองผู้พิการ สอบใบประกอบขั้นที่สอง เอ้อออ น่าจะหมดแล้วสำหรับปีห้า
    ปีหก ทำงานในรพช่วยสอนและในศิริราช วนสลับๆกันไปแล้วแต่ว่าจะไปอะไรก่อน ก็มีสูติ ศัลย์ เมด เด็ก ออร์โธ ICU ออกรพต่างจังหวัดฯลฯ... ก็จะได้เจอบรรยากาศของชีวิตจริงกับชีวิตในโรงเรียนแพทย์มันต่างกันยังไง การบริหารงานในรพชุมชนเป็นยังไง ยามีน้อยกว่า แลบที่ส่งได้น้อยกว่าผลออกช้ากว่า ออกตรวจชุมชน อสม  แล้วก็สอบขั้นสาม
    เล่ามาตั้งเยอะ แต่ที่ไม่ได้พูดถึงคือมันเหนื่อยมาก ปีสองเหนื่อยทำกรอส ปีสามเหนื่อยอ่านหนังสือ สอบแทบจะทุกสัปดาห์ สอบใหญ่สอบย่อยสอบเล็กๆน้อยจิปาถะ ปีสี่เหนื่อยขึ้นวอร์ดเริ่มมีอยู่เวร ทำงานเจาะเลือดเจาะน้ำตาลทำแผลเบาหวาน กว่าจะได้ลงทุ่มสองทุ่ม มีเรียนข้างเตียงผู้ป่วยถึงสามทุ่มก็ยังมี ปีห้าสนุกกว่าเดิมเล้กน้อยเพราะมีวอร์ดใหม่เพิ่มมา ได้ทำอะไรใหม่ๆ แต่อยู่เวรทีก็แทบกระอักอยู่ถึงเช้านอนคาวอร์ด ถ้าผู้ป่วยสบายดีไม่มีอะไรก็ได้นอนแต่ถ้าไม่ละก็ หึๆ ปีหกทำงานทุกวันราวน์วอร์ดทุกวัน อารมณ์คนทำละครเวที ลาตายได้อย่างเดียวอยู่เวรเยอะมากมีทั้งแบบนอนหอแต่โทรเรียกเวลาจำเป็น แบบอยู่แปดชมเว้นแปดชม อยู่แปดโมงถึงเที่ยงคืน ออกตรวจผู้ป่วยนอกเวลา แพทย์เวรนั่นเอง ห้องฉุกเฉิน พอออกไปรพนอกก็ต้องออกตรวจฉุกเฉินนอกเหนือจากเวรวอร์ดเช่นกัน
    สรุปเล่ามาตั้งยาว แน่ใจนะคะว่าจะเลือกทางสายนี้ เวลาฟังหรืออ่านมันดูเท่มากได้ทำนู่นทำนี่ได้ช่วยเหลือคนไข้ แต่ขอบอกว่าในความจริงแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด งานบางอย่างเจาะน้ำตาลอย่างงี้เราก็ทำแล้วทำอีกจนเบื่อ พยาบาลบางคนก็ชอบกินหัว หรือบางคนไม่ยอมกินหัวเพราะกลัวว่ากินไปแล้วจะมีแต่ขี้เลื่อย T T อยู่เวรดึกต้องเรียนเลคหลับคาห้อง อ่านหนังสือนอกเวลา ทำรายงานผู้ป่วยให้ทันเขียนให้ดี ทุกอย่างเป็นคะแนน ส่งรายงานไม่ครบไม่มีสิทธิ์สอบ ส่งช้าตัดคะแนน มาสายเกินสิบห้านาทีตัดคะแนน ชดเชยอยู่เวรเพิ่ม พร้อมที่จะมาเจอสภาพชีวิตแบบนี้แล้วจริงๆหรอคะ เสาร์อาทิตย์ไม่ได้กลับบ้าน วันหยุดราชการคนไข้ไม่หยุดป่วยหมอก็ต้องไม่หยุดตรวจเช่นกัน กลับบ้านทีไม่ถึงหนึ่งวันก็ต้องรีบกลับ คนอื่นเขาลั้ลลามีแฟน เรียนหมอหกปีไม่มีใคร คณะอื่นจบสี่ปีทำงานหาตังขับรถไปเที่ยว นัดเจอเพื่อนร่วมรุ่น แต่งงานมีลูก เรียนหมอนอกจากข้อดีที่ได้แต๊ะเอียเพิ่มมาสองปีแล้ว ก็ต้องเฝ้ามองเพื่อนๆรับปริญญา ทำงาน ไปเที่ยว มีแฟน แต่งงาน ไปงานแต่งเพื่อน(ถ้าหาเวลาไปได้อ่านะ) เวลาว่างมีต้องรีบนอน กินข้าวอยู่ดีๆแปรงฟันค้างอยู่มือถือดัง มีคนไข้แอดมิทใหม่ต้องรีบทิ้งทุกอย่างไปหาคนไข้ เวลาตรวจคนไข้ ผ่าตัดอยู่ก็มีโทรศัพท์โทรมาถามเรื่องคนไข้อีกคนขัดจังหวะ เดี๋ยวก็โทรๆ (แต่อันนี้จะยังไม่เกิดกับนศพหรอกนะ) เรียนจบแล้วก็ต้องมาปวดหัวว่าฉันจะเอายังไงกับชีวิตดี จะใช้ทุน เรียนต่อเลย หรือจะยังไง เดอะสตาร์? ดีมั้ย ปีหกก็อายุ 23-24 ใช้ทุน 3 ปี กลับมาเรียนอีก 3-5 ปี อายุเท่าไหร่แล้วละนี่ กระโดดจากเด็กเป็นวัยผู้ใหญ่ อดเป็นวัยรุ่น พร้อมจริงๆแล้วหรือคะ ตอนนี้ยังมีทางหันหลังกลับนะจ๊ะ ไม่ใช่ไม่สนับสนุนให้เรียนหมอ แต่การเรียนแบบนี้มันเหนื่อยมากกกจริงๆ ท้อใจเหนื่อยใจ ทรมานจิตใจร่างกาย รักษาดีทำดีก็เท่าตัว แต่ถ้าไม่ดีสังคมจวกเละ ประหนึ่งก้าวขาข้างหนึ่งไปรอในคุก ลองไปหาอ่านคดีที่เกี่ยวกับหมอดูนะ ทั้งที่เกี่ยวกับคนไข้แล้วก็ผู้มีอิทธิพล ชีวิตมันไม่ได้โลกสวยหรอกนะ บางทีที่เรารักษาไปอาจไม่ได้กำลังทำบุญอยู่แต่เป็นการทำบาปไม่รู้ตัวก็ได้ ฝากไว้แค่นี้แหละ เยอะมากแล้ว
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

หน้า 1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

     ได้ข่าวมาว่า รามาจะเฮฮามากนะ น่าอยู่ๆ 555
    ศิริราชก็จะอีกแบบนึงอะครับ ประมาณนั้น ><
  2. ความคิดเห็นที่ 2 ถูกลบเนื่องจาก

    มีเนื้อหาไม่เหมาะสม

  3. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ความคิดเห็นที่ 2 เขาคงไมไ่ด้เรียนที่แพทย์ หรือ เรียนที่มหิดล หรอกนะครับ
    คงเป็นเด็ก ม.ปลาย เกรียน ไม่ก็ เด็กมหาวิทยาลัยอื่น คณะอื่น ที่ชอบเกรียนๆ

    แพทย์ศิริราช หรือ แพทย์รามา เป็น แพทย์สังกัด มหาวิทยาลัยมหิดลทั้งคู่
    แต่มีความแตกต่างกันอย่างมาก(แต่จบมาก็เป็นแพทย์ด้วยกัน)

    ตั้งแต่การเรียนการสอน
    ช่วงปี 1
    การเรียนการสอนเหมือนกัน
    ช่วงพรีคลินิค
    ศิริราช ใช้การเรียนแบบดั้งเดิมคือแบบ Region
    เรียนแบบหลายๆวิชาแล้วสอบมิดเทอม ไฟนอล
    รามา ใช้การเรียนการสอนแบบ Block เรียนไปทีละวิชา
    วิชาละ 1-2 อาทิตย์แล้วก็ค่อยเปลี่ยนเป็นวิชาอื่น
    ช่วงคลินิค
    การเรียนการสอนเหมือนกัน

    สวัสดิการ หอพัก(ไม่นับปี 1 เพราะ ปีนึงเรียนที่ศาลายามีหอให้ทุกคน)
    ศิริราช มีหอให้อยู่ ตลอด(ปี 2-6) ปีละ 6,000 บาท
    รามา ปี 2-3 ต้องหาหอนอกอยู่เอง ปี 4-6 มีหอพักแพทย์ให้

    การแต่งกาย
    ศิริราช เข้มงวดเรื่องการแต่งกายอย่างมาก (ใครที่ชอบแต่งชุด นศ. แฟชั่นอย่าเลือกศิริราช)
    รามา ไม่ค่อยเข้มงวดมาก แต่ ไม่ได้ฟรีสไตล์ขนาดแพทย์จุฬา

    ค่าเทอม
    แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ศิริราช รามา เป็นโรงเรียนแพทย์ที่ค่าเทอมถูกที่สุดแล้ว

    ปณิธาน
    ศิริราช ก่อตั้งเพื่อเป็นโรงพยาบาลของแผ่นดิน
    ศิริราช จะดูขลังๆ เก่าแก่ ผลิตแพทย์ที่เก่ง และ ภาพลักษณ์ดีสู่สังคม
    รามา ก่อตั้งคือเพื่อสร้างแพทย์และเน้นวิจัยด้านการแพทย์
    รามาเน้นสร้างแพทย์ให้คิดอะไรใหม่ เพื่อพัฒนางานวิจัยในอนาคต

    เรียนแพทย์ที่ไหน จบมาก็ไม่แตกต่าง ในเรื่องของความรู้
    แต่แพทย์แต่ละที่ เขาจะมีจิตวิญญานที่ไม่เหมือนกัน

    แต่ที่สำคัญที่สุด จะเรียนศิริราช หรือ รามา เราก็คือมหิดลเหมือนกัน
    เป็นลูกพระราชบิดา เหมือนกัน
  4. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อ้าว #1 ไปว่าคนอื่นได้อย่างไรกันเนี่ย

    อย่าไปดูหมิ่นเหยียดหยามคนอื่นเขา ตัวเราดีแล้วหรือยังมิทราบ
  5. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ความเห็นที่ 1 นิสัยไม่ดี มีปมด้อยหรือเปล่า
  6. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อุ๊ย ขอโทษความเห็นที่ 1 จะว่าความเห็นที่ 2 นิสัยไม่ดี มีปมด้อยหรือเปล่า
  7. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    >>>แจกฟรี!! ตย.ข้อสอบ(ลับ!) กสพท.+รังสิต +โควตาต่างๆ
    และคอร์สเรียนที่ไหนดี
    -วางแผนการเตรียมสอบ เรียนที่ไหนดี
    -ตารางสอบที่ต่างๆ update
    -การเลือกคณะอย่างรอบคอบ
    และอื่นๆมากกว่าที่น้องๆรู้

    จากพี่ๆที่มากประสบการณ์และสอบติด

    สนใจemail มาที่ nine_dent@hotmail.com
    ระบุว่า guide to medicine


    ระเบียบการรับตรงมข. ออกแล้วนะ!!
  8. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ดีทั้งสองแล้วดีมากๆๆๆ
  9. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ตอนนี้รามาสอนแบบ region แล้วนะ
    เพิ่งปรับใช้ปีนี้จ้า เปลี่ยนระบบครั้งใหญ่เลย
    สังคมรามาจะออกแนวกันเอง ไม่มีระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง เราเน้นระบบ brotherhood
    คนในคณะจะค่อนข้างเฮฮากันหน่อย บ้าสันฯ เรียนเป็นเรียน เล่นเป็นเล่น เป็นครอบครัวที่อบอุ่น

    ศิริราชเค้าจะออกแนวเรียน everything มีนสูงปรี๊ดทะลุปรอทวัดไข้
    สถาบันเค้าจะดูแนวขลังๆ เก่าแก่ เพราะเค้าจัดตั้งมา 123 ปีแล้วน่ะ
    เสื้อผ้าหน้าผมเป๊ะ ดูแล้วผู้ดี๊ผู้ดี แลดูสูงส่ง ที่สำคัญ คนหน้าตาดีเยอะอ่ะ 555

    ชอบแบบไหนก็ลองเลือกดูนะ ทั้งสองสถาบันก็เหมือนเป็นพี่น้องกันแหละ
    แต่สไตล์การเรียนก็อาจจะต่างกันออกไปหน่อย

    คห.2 อย่าให้เจอนะเว้ยยยยย
  10. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    10
    guest
    สร้างสรรค์ปัญญาและมิตร
    สร้างสรรค์ปัญญาและมิตร 110.49.251.163
    คห2 น่าเป็นนักบู๊ ไม่รู้ก็อย่าเมนท์ สร้างความแตกแยกให้สถาบันดีๆท้ัง2แห่ง
  11. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    รามา...ศิริราช จบมาก็เป็นหมอได้เหมือนกันนั่นแหละ คห.2นี่...ช่างล่อ...

    PS.  ความหวังที่ริบหรี่ตอนนี้กลับส่องสว่างเจิดจ้ายิ่งกว่าดาวฤกษ์ใดๆ
  12. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ไม่รู้ค่ะ รู้แต่...
    ถ้าชอบหนุ่มเนิร์ดๆ หล่อๆ ตี๋ๆ น่ารัก เชิญที่ SI
    ถ้าชอบหนุ่มแนวๆ หล่อๆ เท่ๆ ดูดี เชิญที่ RA
    ถ้าชอบหนุ่มอวบๆ น่ากอด อบอุ่น ใจดี เชิญที่ BM
    ถ้าชอบหนุ่มบ้านๆ จริงใจ ซื่อๆ เชิญที่ PI ค่ะ

    อรั๊ยยยยยยยย ไปแหล่ว
  13. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ปี 1 เรียนเหมือนกัน

    ปี 2 เดี๋ยวนี้เรียนเป็น region เหมือนกันแล้ว

    ปี 3 เรียนความผิดปกติ

    คณะแพทย์ทุกคณะต้องเรียนวิชาเฉพาะ พวก Pathology(ความผิดปกติ) Microbio(จุลชีพ เน้นไปที่เชื้อโรค) Pharmacology(ยา) ฯลฯ

    ถ้าเป็นรามา จะเรียนเป็น block คือเรียนทีละวิชา เช่น ช่วงที่เรียน pathology ก็จะเรียนแค่วิชาเดียวจนจบแล้วสอบ แล้วค่อยเรียน microbio แล้วก็เรียนวิชาต่อไปเรื่อยจนหมด

    ถ้าเป็นศิริราช จะเรียนเป็น System คือเรียนตามระบบ เช่น เรียนโรคเกี่ยวกับสมอง ก็จะเรียน Patho(ความผิดปกติที่เกิดในสมอง) Microbio(เชื้อที่ทำให้เกิดโรคในสมอง) Pharmaco(ยาที่ใช้รักษาโรคในสมอง) ไปพร้อมๆกัน พอเรียนจบ system ก็สอบมันทุกวิชา

    พอเรียนจบปี 3 ก็จะมีความรู้ทาง preclinic เหมือนกันหมด แล้วปี4-6ขึ้นวอร์ดดูแลคนไข้ในโรงพยาบาลของตัวเอง

    เรื่องสังคมก็อย่างที่รู้กัน

    รามาจะอิสระมากกว่า อยากทำอะไรทำ ไม่ค่อยสนใจเรื่องรุ่นพี่รุ่นน้อง ปี2-3 ไม่มีหอพักให้

    ส่วนศิริราชจะค่อนข้างเรียบร้อย เจอรุ่นพี่ต้องโค้ง อาจารย์ดูแลนักศึกษาใกล้ชิด มีหอพักให้ตลอด 6 ปี

    ค่าเทอมถูกทั้งสองที่ครับ (ศิริราชเป็นคณะแพทย์ที่ค่าเทอมถูกที่สุด) ปีละประมาณ 18000 คิดเป็นเทอมก็เทอมละไม่ถึงหมื่น (คณะแพทย์แถวสยาม สวนลุม เทอมละ 18000)
  14. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

     
    รามาธิบดี
  15. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

     

    ศิริราช
  16. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ศิริราชกะรามา พี่น้องกัน

    ดีทั้งคู่แหละ
  17. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ส่งสาร คห1 โดนเข้าใจผิด
  18. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    พี่แพทย์ศิรราช นิสัยดีนะ  

    มาจากหลายจังหวัดเหมือนกัน

    แต่บางคนก็ลูกคุณหนูเกินไปนะ   ข้ามถนนยังไม่เป็นเลย


    55555
  19. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

     โห ค่าเทอมปีละหมื่นแปด

    ผมว่าค่าเทอมของแพทย์มชถูกแล้วนะ ยังตั้ง2หมื่น4
    (รวมค่าหอด้วยนะ ปีละ1,800)
  20. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    มาเพิ่มเติมละกัน ^^
    รามาไม่รู้เพราะอยู่ศิริราช
    เอาแต่ตอนที่ย้ายมาศิริราชละกัน เพราะ ศาลายาเดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปเยอะ ไม่มีข้อมูลอัพเดท
    ก่อนเข้า จะมีงานแรกรับ คือ งานรวมหมอทุกที่ แต่ศิริราชได้โปรดอย่าน้อยใจเราเรียนกันหนักจริง ไม่ค่อยมีรุ่นพี่ไปกันหรอก เคยไปแล้วกร่อย ต้องไปสันกับพระมงกุฎ งานรับน้องมหิดลที่ตึกกลม อันนี้พี่ๆก็จะไปร่วมแจมให้เห็นหน้าค่าตากันบ้าง งานทัวร์ศาลายา อันนี้รุ่นพี่จัดให้มากันเยอะมาก มีกิจกรรมสัน มารู้จักพี่ๆ และ... ต้องมาลองเองจึงจะรู้ อิอิ
    ปีหนึ่งก็เรียนกะรามา วชิร พระบรมราชชนก ทันตะ เภสัช
    มีกิจกรรมค่ายหนูน้อยที่พี่ๆจัดให้ ทำธงมหิดล(มาทำทีศิริราชนะมีรถมาส่ง บวกลบพี่เลี้ยงข้าวด้วย)
    จัดงานเฮลไนท์ งานใหญ่เลยนะ มีออกบูทขายของ คอนเสิรต
    ปีสอง มีงานอบรมข้ามฟาก พี่ๆซีเนียร์จะมาอบรมน้องๆเฟรชชี่กัน เนื้อหาสาระคุณธรรม ไม่ว๊าก
    แล้วก็ตบท้ายด้วยอบรมใหญ่ข้ามฟากมาปฎิญาณตนต่อหน้าพระราชบิดา ไหว้ครู งานเลี้ยงกลางคืนจะได้เจอกับรุ่นพี่มากมายจบไปแล้วเป็นสิบๆปี หรืออาจารย์ที่เป็นศิษย์เก่ามาร่วมงานกัน มีการแสดงที่น่าสนใจมากมาย แต่ละคน...จัดเต็ม! อ้อ ไฮไลท์อีกอย่าง อาจารย์ใหญ่ น้องๆจะได้จัดงานพระราชทานเพลิงศพให้อาจารย์ที่เสียสละมาเพื่อพวกเราด้วย แล้วก็เราจะได้รับเกียรติมีโอกาสเฝ้ารับเสด็จพระองค์ท่านด้วย ชั้นปีอื่นๆก็มีโอกาสนะแต่ปีสองดูว่างที่สุด 555+ เกือบลืมปีสองต้องจัดงานซีเนียรแฟรเวลให้พี่ๆที่ใกล้จบด้วยนะ มีโต๊ะจีนให้กินอีกตามเคย
    ปีสามเตรียมสอบnational license ขั้นตอนที่หนึ่ง เตรียมเงินสามพันไว้ด้วยนะ  สอบไม่ผ่านสามขั้น อดได้ใบประกอบโรคศิลป์นะเออ กิจกรรมที่ปีสามจัดก็จะมี family concert มีวงดนตรีในคณะมาเล่น อาจารย์ พี่ๆมาโชว์การแสดง มีสอยดาว ของน่าสอยมากกกก เคยสอยได้ปากการาคาห้าร้อยกว่า O_o แล้วแต่ของสอยแต่ละปี หนังสือเรียนบ้าง แฟ้มบ้าง จำได้ว่าเคยมีเอมพีสามด้วยมั้ง แล้วก็ละครเวทีที่ปีสามจะเป็นผู้จัด อลังมาก ดูกันจนถึงตีหนึ่งตีสอง
    ปีสี่ขึ้นคลินิกแล้ว ได้รู้สึกว่าการได้ดูแลคนไข้จริงๆทำยังไง เพื่อนร่วมงาน รุ่นพี่ เดนท์ พยาบาล(ที่ชอบกินหัว) ผู้ช่วย ฝึกทำหัตถการต่างๆ เจาะน้ำตาล เจาะเก็บเลือดแดง เจาะดูค่าเม็ดเลือด suctionท่อรูหายใจที่คอ ให้อินซูลิน เปิดเส้น ให้เลือดให้น้ำเกลือ ทำแผล ฝึกเย็บแผลปลอม เจาะฝีปลอม หัดตรวจร่างกาย คลำหน้าเต้านมหาก้อนเนื้อ ใส่สายปัสสาวะ เข้าช่วยการผ่าตัด(มือสาม สี่อ่านะ) หรือยืนดูอยู่ข้างหลังsurgeon ตรวจภายในสตรี ตรวจเด็กน้อยที่ชอบงอแงกัดไม้กดลิ้นทุกที บางคนก็ปิดปากไม่ให้ตรวจเลย ฮ่าๆ เรียนดูฟิลม์ ชมห้องฉายแสง ออกเวชศาสตร์ชุมชน ก็ไปฝึกเย็บแผลจริงกันข้างนอกนี่ล่ะ
    ปีห้าที่เพิ่มเติมมาก็ได้ทำคลอดธรรมชาติ ช่วยผ่าซีซาร์(มือสี่ ==ได้แค่จับมด ) ดูผ่าตัดเด็ก ผ่าต่อมลูกหมาก ดูแลเด็กทารกแรกเกิดที่มีปัญหา แก้เหลือง คือเด็กตัวเหลืองจะต้องส่องไฟไม่ส่องไฟรึป่าว ต้องอยู่เวรถึงเช้าด้วยนะ กล่อมให้หลับฝันดีด้วยคอรัสประสานเสียงอุแว้ๆๆ ตื่นมาคิดนมเด็ก ว่าควรจะกินกี่ซีซีดี ฝึกซักผู้ป่วยจิตเวชไปเยี่ยมบ้าผู้ป่วยพวกโรคซึมเศร้าต่างๆ หัดใส่เฝือก ส่องตาจมูกปากคอหอย ใส่ท่อช่วยหายใจเวลาผ่าตัด ดมยานั่นเอง นิติเวชก็เรียนพวกกฎหมาย ตายยังไง ออกเวรชันสูตรพลิกศพ พลิกจริงๆพลิกแล้วดู เคสไหนจำเป็นต้องผ่าเราก็ได้ดู..... ผ่านพาวเวอร์พอย 555 แต่สภาพก็นะ แต่ละเคสก็อืมมมม สุดๆ  ฝึกทำกายภาพบริหารร่างกาย เรียนวิธีใช้ไม้เท้า walker ประเภทต่างๆ การออกใบรับรองผู้พิการ สอบใบประกอบขั้นที่สอง เอ้อออ น่าจะหมดแล้วสำหรับปีห้า
    ปีหก ทำงานในรพช่วยสอนและในศิริราช วนสลับๆกันไปแล้วแต่ว่าจะไปอะไรก่อน ก็มีสูติ ศัลย์ เมด เด็ก ออร์โธ ICU ออกรพต่างจังหวัดฯลฯ... ก็จะได้เจอบรรยากาศของชีวิตจริงกับชีวิตในโรงเรียนแพทย์มันต่างกันยังไง การบริหารงานในรพชุมชนเป็นยังไง ยามีน้อยกว่า แลบที่ส่งได้น้อยกว่าผลออกช้ากว่า ออกตรวจชุมชน อสม  แล้วก็สอบขั้นสาม
    เล่ามาตั้งเยอะ แต่ที่ไม่ได้พูดถึงคือมันเหนื่อยมาก ปีสองเหนื่อยทำกรอส ปีสามเหนื่อยอ่านหนังสือ สอบแทบจะทุกสัปดาห์ สอบใหญ่สอบย่อยสอบเล็กๆน้อยจิปาถะ ปีสี่เหนื่อยขึ้นวอร์ดเริ่มมีอยู่เวร ทำงานเจาะเลือดเจาะน้ำตาลทำแผลเบาหวาน กว่าจะได้ลงทุ่มสองทุ่ม มีเรียนข้างเตียงผู้ป่วยถึงสามทุ่มก็ยังมี ปีห้าสนุกกว่าเดิมเล้กน้อยเพราะมีวอร์ดใหม่เพิ่มมา ได้ทำอะไรใหม่ๆ แต่อยู่เวรทีก็แทบกระอักอยู่ถึงเช้านอนคาวอร์ด ถ้าผู้ป่วยสบายดีไม่มีอะไรก็ได้นอนแต่ถ้าไม่ละก็ หึๆ ปีหกทำงานทุกวันราวน์วอร์ดทุกวัน อารมณ์คนทำละครเวที ลาตายได้อย่างเดียวอยู่เวรเยอะมากมีทั้งแบบนอนหอแต่โทรเรียกเวลาจำเป็น แบบอยู่แปดชมเว้นแปดชม อยู่แปดโมงถึงเที่ยงคืน ออกตรวจผู้ป่วยนอกเวลา แพทย์เวรนั่นเอง ห้องฉุกเฉิน พอออกไปรพนอกก็ต้องออกตรวจฉุกเฉินนอกเหนือจากเวรวอร์ดเช่นกัน
    สรุปเล่ามาตั้งยาว แน่ใจนะคะว่าจะเลือกทางสายนี้ เวลาฟังหรืออ่านมันดูเท่มากได้ทำนู่นทำนี่ได้ช่วยเหลือคนไข้ แต่ขอบอกว่าในความจริงแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด งานบางอย่างเจาะน้ำตาลอย่างงี้เราก็ทำแล้วทำอีกจนเบื่อ พยาบาลบางคนก็ชอบกินหัว หรือบางคนไม่ยอมกินหัวเพราะกลัวว่ากินไปแล้วจะมีแต่ขี้เลื่อย T T อยู่เวรดึกต้องเรียนเลคหลับคาห้อง อ่านหนังสือนอกเวลา ทำรายงานผู้ป่วยให้ทันเขียนให้ดี ทุกอย่างเป็นคะแนน ส่งรายงานไม่ครบไม่มีสิทธิ์สอบ ส่งช้าตัดคะแนน มาสายเกินสิบห้านาทีตัดคะแนน ชดเชยอยู่เวรเพิ่ม พร้อมที่จะมาเจอสภาพชีวิตแบบนี้แล้วจริงๆหรอคะ เสาร์อาทิตย์ไม่ได้กลับบ้าน วันหยุดราชการคนไข้ไม่หยุดป่วยหมอก็ต้องไม่หยุดตรวจเช่นกัน กลับบ้านทีไม่ถึงหนึ่งวันก็ต้องรีบกลับ คนอื่นเขาลั้ลลามีแฟน เรียนหมอหกปีไม่มีใคร คณะอื่นจบสี่ปีทำงานหาตังขับรถไปเที่ยว นัดเจอเพื่อนร่วมรุ่น แต่งงานมีลูก เรียนหมอนอกจากข้อดีที่ได้แต๊ะเอียเพิ่มมาสองปีแล้ว ก็ต้องเฝ้ามองเพื่อนๆรับปริญญา ทำงาน ไปเที่ยว มีแฟน แต่งงาน ไปงานแต่งเพื่อน(ถ้าหาเวลาไปได้อ่านะ) เวลาว่างมีต้องรีบนอน กินข้าวอยู่ดีๆแปรงฟันค้างอยู่มือถือดัง มีคนไข้แอดมิทใหม่ต้องรีบทิ้งทุกอย่างไปหาคนไข้ เวลาตรวจคนไข้ ผ่าตัดอยู่ก็มีโทรศัพท์โทรมาถามเรื่องคนไข้อีกคนขัดจังหวะ เดี๋ยวก็โทรๆ (แต่อันนี้จะยังไม่เกิดกับนศพหรอกนะ) เรียนจบแล้วก็ต้องมาปวดหัวว่าฉันจะเอายังไงกับชีวิตดี จะใช้ทุน เรียนต่อเลย หรือจะยังไง เดอะสตาร์? ดีมั้ย ปีหกก็อายุ 23-24 ใช้ทุน 3 ปี กลับมาเรียนอีก 3-5 ปี อายุเท่าไหร่แล้วละนี่ กระโดดจากเด็กเป็นวัยผู้ใหญ่ อดเป็นวัยรุ่น พร้อมจริงๆแล้วหรือคะ ตอนนี้ยังมีทางหันหลังกลับนะจ๊ะ ไม่ใช่ไม่สนับสนุนให้เรียนหมอ แต่การเรียนแบบนี้มันเหนื่อยมากกกจริงๆ ท้อใจเหนื่อยใจ ทรมานจิตใจร่างกาย รักษาดีทำดีก็เท่าตัว แต่ถ้าไม่ดีสังคมจวกเละ ประหนึ่งก้าวขาข้างหนึ่งไปรอในคุก ลองไปหาอ่านคดีที่เกี่ยวกับหมอดูนะ ทั้งที่เกี่ยวกับคนไข้แล้วก็ผู้มีอิทธิพล ชีวิตมันไม่ได้โลกสวยหรอกนะ บางทีที่เรารักษาไปอาจไม่ได้กำลังทำบุญอยู่แต่เป็นการทำบาปไม่รู้ตัวก็ได้ ฝากไว้แค่นี้แหละ เยอะมากแล้ว
  21. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ชอบความเห็นในกระทู้นี้ค่ะ มีรายละเอียด บอกความเเหมือน ความแตกต่างอย่างสุภาพ และเป็นมิตรกัน ใม่ยกตนข่มท่าน ไม่อวดเาอร็ สถาบันอื่นๆควรเอาเป็นแบบอย่าง น่ายินดีที่มหิดลสร้างความแตกต่างหลายรูปแบบขื้นมา

    อยากรู้ว่า เมื่อจบออกมาแล้ว ทั้งศิริราช รามา ออกไปทำงาน รพ เอกชนกันสักกี่เปอร็เซนต็คะ มีคนบอกว่ามีหมอ รพ เอกชนราว 4000 จากแพทย็ทั้งหมดสี่หมื่น

    นักเรียนที่ตั้งใจเลือกแพทย็เน้นรวยกันจัง จริงๆแล้วรายได้หมอเป็นอย่างใร เริ่มทำเงินตอนอายุเท่าใหร่

    เรียนหมอนี่โอกาสขื้นคานดูจะสูง แพทย็ขื้นคานเยอะมั้ยคะ ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง เค้าแต่งงานกันอายุเท่าไหร่ แต่งกับคนอาชีพไหนมากสุดคะ คนที่เป็นแฟนกับหมอ กับพวกแต่งกับหมอมีความสุขมั้ยคะ เพราะคุยดูแล้วเครียดมากขื้นทุกปี อยู่บ้านอารมณ็เสียมั้ยคะ น่ากลัว

    แล้วถ้าหมอแต่งงานช้าไปปลดปล่อยกันที่ไหนหรือคะ หรือเป็นพระไปเลย
  22. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ไม่ต่างกันหรอกครับ
    ตัวผมเองเรียนแพทย์ที่รามา แล้วมีเพื่อนอยู่ศิริราชเยอะแยะ
    สังคมภายในของรามานะครับ จะกันเองมากหน่อยแต่มีความความเคารพรุ่นพี่เหมือนกัน ไม่ลามปาม เน้นความเป็นพี่น้องมากกว่าระบบอาวุโส
    ส่วนเรื่องของหลักสูตรผมว่าท้ายที่สุดแพทย์ที่ไหนไม่ต่างกันเพราะว่าปัจจุบันมี National License ของศรว.มาประเมินความรู้แล้วครับ

    ท้ายที่สุดนะครับ ไม่ว่ารามาธิบดี หรือ ศิริราช หรือคณะแพทย์ใดก็ตาม ล้วนผลิตแพทย์ที่มีคุณภาพมาเพื่อดูแลสุขภาพปวงชนทั้งนั้น

    และอย่าลืมว่า แพทย์เป็นเพียงอาชีพหนึ่ง คนที่เรียนแพทย์ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ย่อมมีการกระทำแบบมนุษย์ทั่วไป รัก โลภ โกรธ หลง และสุดท้าย หมอไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่ว่าจะรักษาโรคได้ทุกโรค
    การดูแลสุขภาพตนเอง เชื่อฟังคำแนะนำของหมอ และปฎิบัติตาม เป็นสิ่งที่ดีที่สุดครับ
  23. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ไม่ว่าเรียนจบที่ไหน ก็เป็นหมอเหมือนกัน
    อันนี้สำคัญๆๆ
    คนไข้ไม่มีถามห่อนถูกตรวจว่าหมอจบจากไหน
    แต่อนาคตก็ไม่แน่ ถ้ามีหมอที่แตกต่างกันมากๆทั้งด้านจิตวิญญาณและพฤติกรรม
    ก็อาจจะมีถาม และบางทีอาจจะมีหมอเลือกคนไข้

    อ่าวนอกเรื่องไปซะได้

    เรื่องการเรียนอันนี้เราไม่รู้
    แต่เรื่องการใช้ชีวิต ก็ใช้ให้คุ้มๆละกันเน้อ ปีที่ศาลายามีอะไรดีๆมากมาย
    ศิริราช รามา ทุกคณะ เค้าให้มีสิทธิ์จองหอในกันหมด
    อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ลิ้มรสชีวิตนักศึกษามหิดลศาลายา
    ทำตัวเข้าสังคมให้ได้ ..สังคมที่ไม่เหมือนกัยสังคมที่ตัวเองจากมา
    อย่าทำตัวหยิ่ง..เดี๋ยวจะติดไปตอนเป็นหมอ
    มันไม่น่ารัก..แต่ว่าอันนี้ยังไม่เคยได้ยินว่า หมอที่จบจากสองสถาบันี้หยิ่ง
    พูดจาไม่ไพเราะ..(ได้ยินแต่จากที่อื่น ..วีนพยาบาล วีนคนไข้ โยนชาร์จเลยก็มี
    แสดงว่าตอนเรียนเนี่ย เค้าไม่สอนเรื่องจริยะรรม เข้าไม่ถึงจิตวิญญาณของพระราชบิดา
    น่าสงสารคนป่วย)
    ต้องชื่นชมอาจารย์ที่นี่

    สรุปว่า..ตามนั้น
  24. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    แต่อนาคตก็ไม่แน่ ถ้ามีหมอที่แตกต่างกันมากๆทั้งด้านจิตวิญญาณและพฤติกรรม
    ก็อาจจะมีถาม และบางทีอาจจะมีหมอเลือกคนไข้


    และจะมีคนไข้ที่เลือกหมอ ด้วยครับ

    คนไทยรู้จักหมอดีครับ เพราะต้องรู้จักหมอ โรงพยาบาลตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ญาติป่วย
    จิตวิญญานของหมอ โรงพยาบาลแต่ละที่ไม่เหมือนกันชัดเจน หมอเรียนที่ไหน เรารู้สืกได้ทันที ไปนั่งอ่านประวัติการศืกษาแพทย็ตามป้าย ในหนังสือแจกก็รู้  หมอที่จบจากบางที่แนวโน้มเหมือนกัน เห่อคนรวย จ่ายยา ตรวจโรคธรรมดาทีละหลายหมื่น วีนเจ้าหน้าที่  ไม่ชอบคนจน

    ขอยกย่องเชิดชูแพทย็จากศิริราช และรามา ด้วยความเคารพอย่างสูง ท่่านจิตใจดี  ครูบาอาจารย็อบรมมาดี มีประวัติศาสตร็การเสียสละมายาวนานมาก  พอเหมาะพอควร

    อยากให้โรงเรียนแพทย็อื่นๆเอาเป็นแบบอย่าง ในเรื่องจริยธรรม คุณธรรม จิตวิญญาน
    ผ่านไปโรงพยาบาลทีไหน ส่วนใหญ่ตั้งใจไป ก็บริจาคให้โรงพยาบาลตามกำลัง

    โดยเฉพาะศิริราชต้องขอชื่นชมเป็นพิเศษที่ช่วยดูแล ถวายการรักษา การอารักขาในหลวงของพวกเรา  ขอบคุณมหิดลทั้งมหาวิทยาลัยเลย

    น้องๆนักเรียนที่จะเรียนหมอ ดูพี่ๆเป็นตัวอย่าง ถ้างกเงิน เห็นแก่เงิน คนเขาจะสร้างขบวนการมาต่อต้าน นะ

    นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการเชิดชูพระราชบิดา และมหาวิทยาลัยด้วยการกระทำ
  25. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ตอนกิจกรรมรับน้องที่ศิริราช พี่ปี2จัดเล็กๆสนุกๆ ตอนแรกหมายกำหนดการเลิก 18.00 น

    แต่วันนั้นต้องเลิกแค่ 16.00

    ทุกคนยินดีมาก เพราะมานั่งรับเสด็จในหลวง  ที่ทรงเสด็จไปพักผ่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยา

    เห็นพระองค์ท่านใกล้ๆ 2-3 เมตรเอง

    พระองค์ยังถามกะอาจารย์หมอว่าว่า ทำไมเด็กๆ ใส่เสื้อสีเขียวกันเยอะ

    ดีใจมากๆ  นำตาไหลเลยยยยย
  26. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อยากบอกน้องๆที่ศิริราชว่า ที่นี่มิได้เป็นเพียงโรงเรียนแพทย็ที่มีชื่อเสียง วันนี้ ศิริราชทำหน้าที่สำคัญที่สุดของชาติ คือ ถวายความปลอดภัย ทำหน้าที่เป็นพระราชฐาน ทำหน้าที่เป็นที่ทรงงานของประเทศ ในขณะที่ทำหน้าที่ถวายการรักษาอาการพระประชวรด้วย

    เป็นสถานที่ที่คนไทยที่เดินทางผ่าน ทั้งทางบก ทางน้ำ ยกมือไหว้ และมีผู้คนมากมายพร้อมตายเพื่อรักษาศิริราชไว้

    นอกเหนือจากการถวายความเคารพต่อพระเจ้าอยูหัว และพระบรมวงศานุวงศ็แล้ว คนไทยไหว้ทุกคนที่ทำงาน เรียนหนังสือที่ศิริราช คณะหนื่งของมหาวิทยาลัยมหิดลด้วยความเคารพ รวมถืงนักศืกษาด้วย

    และอยากให้น้องๆทุกคนได้รู้ว่า ประเพณีการไหว้หมอนั้น เกิดจากการทำงานที่เสียสละ ไม่งกเงินของหมอศิริราชที่ผ่านมาเป็นร้อยปี ในยุคที่คนไทยยากจนทั้งประเทศ หมอรุ่นหลังทุกสถาบันจืงได้รับความเคารพ ต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน

    รักษาพระนามมหิดลไว้
  27. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ไม่ว่าจะเรียน รามาธิบดี หรือ ศิริราช ทั้งสองก็คือผู้สือสานพระราชปณิธานของพระราชบิดาแห่งมหาวิทยาลัยมหิดลเหมือนกันครับ ^________^
  28. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ทำไมพูดถึงแต่ศิริราช กับรามา แล้วพระมงกุฎ ก็เป็นหนึ่งในมหิดลเหมือนกัน

    ไม่เห็นกล่าวถึงเลย  (น้อยใจจัง)
  29. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ใช่ค่ะ ไม่อยากจะสร้างแรงกดดันให้รุ่นน้องมหิดลนะคะ
    แต่คิดว่าเราก้มกราบปฏิญาณตนเป็นลูกพระราชบิดา
    และมีเรื่องทุกข์ใจ กังวลเรื่องสอบ เดินผ่านพระบรมรูปเราก้มกราบพระบิดาเกือบทุกครั้ง
    ...
    และทุกครั้งที่ทำก็หวังอยู่ในใจ
    ให้เราสำเร็จในการศึกษานี้
    เพื่อเราจะได้กระทำตนเป็นประโยชน์แก่สังคมดั่งพระราชปณิธานของพระบิดา
    หรือถ้าพูดง่ายๆคือจิตวิญญาณของการทำประโยชน์เพื่อนผู้อื่น


    (หากหมอท่านใดลงพื้นที่ชายแดน หรือว่าอยู่รพ.ชุมชน
    คนในชุมชน ในอำเภอที่เป็นเพียงคนหาเช้ากินค่ำ เขาไม่ได้ใส่ใจหรอกค่ะว่าจะจบจากสถาบันไหน
    ให้การรักษาเขาอย่างดี พูดคุยด้วยท่าทีที่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ไหว้คนอื่นก่อนให้เป็น อยู่ที่ไหน ใครก็รัก
    ก็ชื่นชม และเป็นความสุขง่ายๆในการใช้ชีวิต แม้อาชีพจะหนัก แต่ถ้าไม่ทำตัวสูงส่ง อยู่ในสังคมได้ก็มีความสุขได้ไม่ยาก


    ฝากไว้ด้วยนะคะ
    (อันนี้เคยเจอมากับตัว ไม่ยอมไหว้คนที่ต่ำกว่าปริญญาตรี ไม่บอกว่านักศึกษากลุ่มนี้เรียนจากที่ไหน
    กลัวเสียชื่อมหา'ลัยเขา ..เราก็แปลกใจทำไมทำตัวไม่น่ารักเลย ตนมาฝึกงานกับโรงพยาบาลต่างจังหวัดแท้ๆ เป็นเด็กก็ต้องเคารพผู้ใหญ่สิ..เด็กกลุ่มนี้ไม่ประทับใจอย่างแรง )
  30. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ถึง คหที่ 28 ไม่เห็นต้องน้อยใจเลย กระทู้เขาถาม แพทย์ศิริราชและแพทย์รามาชึ่งเป็น 2 คณะในมหิดล ส่วนคณะแพทย์ที่อื่นเป็นสถาบันสมทบเพื่อขอรับปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตของมหิดลเท่านั้น เราก็เรียนของเราเขาก็เรียนของเขา โอนะ
  31. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    พร่ำเพ้อกันจัง จะตายขึ้นมา ถามไหม้ หมอจบที่ใหนมา
  32. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    คนที่มีปัญญา เขารู้ว่า  หมอแต่ละที่  "แตกต่าง"
    1. เรียนหมอมารักษาคนไข้ทุกคนได้เหมือนกันค่ะ ต่างกันเเค่จิตสำนึกเเละจิตวิญญาณความเป็นเเพทย์ ซึ่งหมอทุกคนมีหมด สุดเเต่ว่าบางคนมีมากบางคนมีน้อย
      ว๊าว
  33. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ไม่ว่าจะเรียนที่ไหน จบมาก็เป็นหมอด้วยกันทั้งนั้น ใช่ว่าจบคนละที่และจะเป็นศัตตรูกันซะหน่อย
    การเป็นหมอก็คือการได้ช่วยคนไข้ ไม่ว่าจะเคสไหนๆ ทั้งคอยให้กำลังใจ ทั้งคอยช่วย
    เพราะงั้นต่อจากนี้ เลือกทางเดินของคุณเอง แล้วเดินต่อไปในสายแพทย์(ถ้าคุณมั่นใจ)

    (ยายนี้เพ้ออะไรของมันเนี่ย-*-)
  34. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ไม่รู้จะเข้ามาช้าไปรึยัง แต่(ป้าก็ละกัน) ป้าไม่ได้เป็นหมอ แต่มีพ่อเป็นหมอจบศิริราช ป้าเคยเป็นพยาบาลศิริราช (ที่ไม่เคยกินหัวหมอ มีแต่กินมาม่าเวรดึกหม้อเดียวกับหมอ เพราะหมอหิว) มีน้องจบมหิดลที่ไม่ใช่หมอ และมีเพื่อน, รุ่นพี่, รุ่นน้องที่อยู่ศิริราชและรามาจนถึงปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะศิริราชหรือรามา ความรู้สึกที่มีคือเราเป็นพี่น้องกัน เวลาที่ออกไปอยู่ที่อื่นแล้ว ได้เจอกับคนร่วมสถาบัน คือมหิดล มันดีใจ ตื่นเต้น รู้สึกเหมือนได้เจอเพื่อนเก่า ทั้งที่บางคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
    สิ่งที่เห็นมาตลอดเวลาที่อยู่ในศิริราช คือทุกคนเรียนหนัก ทำงานยิ่งกว่าหนัก แต่เมื่อได้พักหายเหนื่อย เราก็ยังรู้สึกภูมิใจ ดีใจที่ได้เรียน ได้ทำงานในสถาบันนี้ เพราะฉะนั้นหลานๆคนไหนที่อยากเป็นหมอ และคิดว่าสู้งานหนัก สู้ความเหนื่อย(ที่สุด) เสียสละชีวิตกว่าครึ่งที่จะหายไปเพือยกให้กับงานและคนไข้ สามารถเป็นหมอที่ดีอย่างที่จะต้องปฏิญาณตนไว้ได้ ก็เข้ามาเถอะนะคะ ความอิ่มใจที่เราทำให้กับคนไข้ มันคือความสุขที่หลายๆอาชีพไม่สามารถทำได้

    ป้าไม่ได้อยู่ศิริราชแล้ว แต่ยังคงแวะเวียนไปหาเพื่อนๆ, ไปสักการะพระราชบิดา และไปบริจาคเงินให้ผู้ป่วยยากไร้บ่อยๆ และยังทำงานร่วมกับหมอจากหลายสถาบัน เห็นด้วยกับคห.23 ว่าไม่เคยเห็นหมอจากที่นี่แสดงกิริยาที่ไม่สมควรทุกชนิดกับพยาบาล  อันนี้ไม่ได้ว่าที่นี่ดีกว่าที่อื่นนะ เพียงแต่เคยเห็นที่ไม่ดีและมาจากสถาบันอื่น ก็เลยมาเล่าเท่านั้น

    ความเห็นส่วนตัวจากการที่ทำงานในวงการนี้มานาน เจอทั้งหมอและพยาบาลจากหลายสถาบัน ยังไงก็ยังยืนยันว่าจบที่ไหนก็เป็นหมอน่ะใช่ แต่ไม่เหมือนกันหรอกค่ะ อย่างแรกมาจากตัวคนเองน่ะถูก แต่การเป็นหมอที่เก่ง คือต้องวินิจฉัยโรคได้เก่งด้วย ต้องรู้จักสงสัยว่าคนไข้จะเป็นโรคอะไรได้บ้างจากอาการที่เห็น ไม่ใช่รักษาแบบหว่านนา ซึ่งหมอจะทำอย่างนี้ได้ ก็ขึ้นอยู่กับอาจารย์ด้วย อาจารย์เก่ง นักเรียนก็มักจะเก่ง สถาบันจึงสำคัญค่ะ ก็เหมือนกับจบ ม.6 แต่ละรร. นักเรียนก็ไม่เหมือนกัน ถึงจะ IQ เท่ากัน แต่วิธีคิด วิธีแก้ปัญหา รวมไปถึงกิริยามารยาทก็ต่างกันนั่นแหละค่ะ

    สรุปศิริราชหรือรามา ก็เหมือนกันในด้านวิชาความรู้ ต่างกันด้านสังคม การใช้ชีวิต (ที่ไม่มีใครดีกว่าใคร แล้วแตชอบค่ะ)
  35. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    35
    guest
    SI doctor
    SI doctor 58.11.1.179