การบูชาพระจันทร์

moon 2591685 0.00 571 30 ก.ย. 55 19:10 น.
ความคิดเห็น

1

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
guest
moon
  • moon
  • 58.11.49.26
  • -

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

คติแห่งจันทรา……………เชื่อกันมานานแล้วว่าพระจันทร์มีเพศเป็นผู้หญิง หลายตำนานว่าเป็นมเหสีของพระอาทิตย์  บางตำนานว่าเป็นน้องสาวแห่งพระสุริยัน  พระจันทร์ในความเชื่อของชาวโรมันเรียกกันว่า “ลูน่าร์”  (Lunar) ส่วนทางกรีกเรียก “เซลีน” (Selene) ถือกันว่าเป็นน้องสาวแห่งสุริยเทพ “เฮลิออส” (Helios) ทั้งชาวกรีกและชาวโรมันต่างเชื่อกันว่าทุกเย็นลูน่าร์จะต้องเดินทางมาอาบน้ำในมหาสมุทรและเดินทางข้ามเส้นขอบฟ้าด้วยราชรถสีเงินยวงเสมอๆ

             ชาวจีนกับความเชื่อเรื่องพระจันทร์  ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ต่างมีความเชื่อว่าหากภายในบ้านหลังไหนมีการนำเอารูปภาพพระจันทร์มาประดับไว้บนฝาผนังจะทำให้เกิดมงคลอันยิ่งใหญ่ เกิดความมั่งคงสงบสุข ชีวิตจะเต็มไปด้วยพลังแห่งความหวัง ความกระตือรือร้น ไม่เฉื่อยเนืองเกียจคร้าน  นอกจากนี้ภาพดวงจันทร์ยังบันดาลความร่มเย็น จิตใจที่อ่อนโยน และจะนำโชคดีในเรื่องการดำรงชีวิตคู่มาสู่เจ้าของบ้านด้วย

             อินเดียนแดงเผ่า Algonkin ซึ่งอาศัยอยู่ทางตอนเหนือแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำออตตาวาของอเมริกาเหนือเชื่อกันว่าพระจันทร์คือหญิงสาวที่แสนฉลาดหลักแหลม  เธอมักที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองทุกวัน  เพราะฉะนั้นทุกเดือนจะมีช่วงที่ดวงจันทร์หยุดส่องแสงเพื่อหลบไปเกี้ยวพาราสีกับพระสุริยาทิตย์ที่กลับมาจากการล่าสัตว์

             ในแอฟริกาบางท้องถิ่นเชื่อกันว่าในสมัยโบราณมีพระอาทิตย์สองดวง  ดวงหนึ่งเป็นหญิง  ดวงหนึ่งเป็นชาย  ทั้งสองเป็นคู่รักกันปานจะกลืนกิน  วันหนึ่งดวงอาทิตย์ที่เป็นหญิงไปอาบน้ำที่ท่าน้ำแห่งหนึ่งจนน้ำในท่าน้ำแห่งนั้นล้างแสงแห่งสุริยะฉายจนหมดสิ้น  คงเหลือเพียงสีขาวสบายตากลายเป็นดวงจันทร์ขึ้นมาแทน  ส่วนรอยกระดำกระด่างที่ปรากฏให้ได้เห็นบนพื้นผิวของดวงจันทร์บางขณะนั้นชาวแอฟริกาบางท้องถิ่นเชื่อว่าเป็นเพราะนางทะเลาะกับพระอาทิตย์จึงถูกพระสวามีเอาโคลนขว้างใส่  จึงเกิดเป็นรอยดังกล่าวขึ้น

             ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เชื่อกันว่าพระจันทร์เป็นดวงตาของกลางคืน คู่กับพระอาทิตย์ที่เชื่อกันว่าเป็นดวงตาของกลางวัน  การกำเนิดแห่งพระจันทร์ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เชื่อว่ามี 2 สายความเชื่อคือ  สายแรกเชื่อว่าพระอิศวรเป็นผู้สร้าง  สายที่สองเชื่อว่าพระจันทร์เกิดขึ้นมาครั้งเทวดาและอสูรร่วมกันกวนเกษียรสมุทร  ส่วนรูปลักษณ์ของพระจันทร์นั้นเชื่อว่าเป็นเพศชายมีผิวกายสีนวล ทรงอาภรณ์ด้วยแก้วประพาฬ  มีสองกร  กรหนึ่งถือดอกบัวส่วนอีกกรถือคฑา มีที่อยู่เป็นวิมานสีมุกดา  มีม้าเป็นเทพพาหนะ

             อนึ่งเรื่องชาติกำเนิดแห่งพระจันทร์กับการกวนเกษียรสมุทรในกฤษดายุค  ผู้ที่นับถือในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ต่างมีความเชื่อกันว่ายุคต่างๆที่ปรากฏในโลกมนุษย์นั้นมี 4 ยุคด้วยกันคือ
1.กฤดายุค  คือยุคที่มนุษย์มีความดีอยู่มาก........พระนารายณ์ท่านจึงมีกายเป็นสีขาว
2.ไตรดายุค คือยุคถัดมาที่มนุษย์เกิดความเสื่อมทางความดีลง.......พระนารายณ์ท่านจึงมีกายเป็นสีแดง
3.ทวาบรยุค คือยุคที่คุณงามความดีของมนุษย์เริ่มเสื่อมลงไปกว่าไตรดายุค........พระนารายณ์ท่านจึงมีกายเป็นสีเหลือง
4.กลียุค หรือยุคปัจจุบัน เชื่อกันว่ามนุษย์มีความเสื่อมทางคุณงามความดีมากที่สุด..........พระนารายณ์ท่านจึงมีกายเป็นสีดำ หรือสีดอกอัญชัน กลียุคจึงถือเป็นยุคแห่งมืดบอดของคุณงามความดีอย่างแท้จริง

             เนื่องด้วยพระนารายณ์ท่านอวตารลงมาในยุคที่เรียกกันว่า “กฤดายุค” ตามตำนานนั้นจึงเชื่อกันว่า ท่านนั้นมีสีของผิวกายเป็นสีขาว ตามตำนานทางความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ล้วนเชื่อสอดคล้องสัมพันธ์กันว่า ในยุคกฤดายุคนี้เอง ในช่วงที่เรียกกันว่า “กูรมาวตาร”  หรือพระนารายณ์อวตารปางที่ 2 มีฤษีท่านหนึ่งมีชื่อว่า “ทุรวาส”  หรือพระศิวะจำแลง ได้ออกเดินทางท่องเที่ยวไปในพื้นพิภพโดยทั่ว ครั้งเดินทางไปได้นานพอควรก็ไปเจอเข้ากับพระอินทร์ซึ่งประทับอยู่บนพญาช้างเอราวัณ ฤษีทุรวาสเห็นเป็นดังนั้นจึงคิดเข้าไปชื่นชมบารมีของพระอินทร์บ้าง จึงเดินย่างกรายเข้าไปพร้อมมอบถวายพวงมาลัยดอกไม้สดให้พวงหนึ่ง  พระอินทร์ท่านทรงพอพระทัยเป็นยิ่งจึงนำพวงมาลัยดอกไม้สดมาวางเอาไว้บนกระพองของพญาช้างเอราวัณ  แต่เนื่องด้วยกลิ่นของพวงมาลัยดอกไม้สดนั้นทำให้พญาช้างเกิดอาการมึนเมาจึงใช้งวงจับพวงมาลัยได้ก็โยนลงพื้นดินแล้วใช้เท้ากระทืบจนแหลกละเอียด
            
             ฤษีทุรวาสเกิดบันดารโทษะในเหตุการณ์ดังกล่าวจึงสาปแช่งขอให้พระอินทร์และเหล่าเทพยดาทั้งหลายบนสวรรค์รบแพ้เหล่าอสูรท่ามกลางความตกใจของพระอินทร์  กาลเวลาล่วงเลยผ่านมาไม่นานปรากฏว่าเทวดาเริ่มรบแพ้อสูรมากครั้งขึ้นเรื่อยๆ พระนารายณ์จึงแนะนำพระอินทร์ว่าให้แก้คำสาปของฤษีทุรวาส(พระศิวะแปลง)ด้วยพิธี “กวนเกษียรสมุทร” เสียก็จะดีเอง  พระอินทร์ท่านทรงเห็นดีเห็นงามด้วยจึงไปทำการสงบศึก(ชั่วคราว)กับอสูร แล้วบอกว่าขอให้ช่วยกันมากวนเกษียรสมุทรเสร็จแล้วจะแบ่งน้ำอมฤตให้  เหล่าอสูร และยักษ์ต่างหลงกลจึงเกิดพิธีกวนเกษียรสมุทรขึ้น ณ บัดนั้น  ด้วยการที่เหล่าเทวดาและอสูรได้ช่วยกันไปยกภูเขามันทระอันเป็นภูเขาใหญ่บนยอดหิมาลัยนครมาตั้งเข้าที่เกษียรสมุทรหรือในทะเลน้ำนม จากนั้นจึงใช้ให้พญาอนันตนาคราชหรือพญาวาสุกรีมาพันล้อมรอบภูเขามันทระ มีอสูรดึงทางซ้าย มีเทวดาดึงทางขวา มีพระนารายณ์ทรงเป็นเทวะประทานอยู่เบื้อบนภูเขา ครั้งดึงกันไปดึงกันมาได้หลายร้อยปีพญาอนันตนาคราชก็บังเกิดความเจ็บปวดเป็นอันมากแก่กายาของตนจึงต้องคายพิษร้ายออกมา(เพื่อลดความเจ็บปวด)  คราวนี้แหล่ะที่พวกอสูรที่เป็นฝ่ายฉุดดึงทางหัวต้องเจอเข้ากับพิษร้ายที่พญานาคตนดังกล่าวคายออกมา  เหล่าอสูรต่างได้รับความเจ็บปวดเป็นอันมาก และเนื่องด้วยพิษร้ายในคราวนี้เองจึงทำให้หน้าตาของพวกอสูรที่เคยหมดจดงดงามประหนึ่งเป็นเทพ เทวดาต้องมลายหายไปเป็นมีหน้าตาที่น่าเกลียดน่ากลัวดังปัจจุบัน

              พิษร้ายของพญาอนันตนาคราชนี้เองแม้จะแผดเผาใบหน้าและกายาของเหล่าอสูรไปมาก แต่ก็ยังมีพิษร้ายหลงเหลืออยู่อีกมากก่อให้เกิดเป็นมหาไฟกรดปกคลุมไปทั่วทั้งจักรวาล  พระศิวะทรงเห็นเข้าพอดีจึงมีความคิดที่จะไถ่โทษในคำสาปของตนเองบ้างจึงตรงปรี่เข้ามาพร้อมทั้งดูดกลืนพิษร้ายที่เหลือเกือบทั้งหมดไว้ในปากของพระองค์เอง  และเนื่องด้วยพิษของมหาไฟกรดในครั้งนี้เองจึงทำให้พระองค์ท่านจึงมีลำคอที่ไหม้เกรียมเนื่องด้วยต้องอำนาจแห่งมหาพิษร้าย พระศิวะ หรือ พระอิศวร ท่านจึงได้ฉายานามอีกหนึ่งว่านิลกัณฐ์หรือผู้มีลำคอสีดำแต่บัดนั้นเป็นต้นมา  แต่ยังไม่หมดครับพิษร้ายของพญาอนันตนาคราชยังไม่หมด ยังมีพิษอีกบางส่วนที่ยังคงลอยล่องตกลงมายังพื้นพิภพ  โลกเรานี่แหล่ะครับ  พิษส่วนนี้เองที่ตกลงมายังพื้นดินแห่งหนึ่งพวกงู และสัตว์ต่างๆบนโลกในขณะนั้นเองยังไม่มีพิษเป็นของตนเองจึงตรงรี่เข้าแย่งชิงพิษของพญาอนันตนาคราชมาเป็นพิษประจำตน  โดยในครั้งนั้นงูพญาตะบองหลาหรืองูจงอางมาถึงก่อนเพื่อนจึงได้รับพิษที่ร้ายแรงที่สุดไป ครั้งไม่นานงูเห่า งูแมวเซาก็มาถึงในพื้นที่ดังกล่าวบ้างจึงเกิดการแย่งชิงพิษกันจนแทบหมด  ในที่สุดคางคกซึ่งเดินทางมาช้ากว่าเพื่อนก็มาถึงจึงใช้คางรับเอาพิษที่เหลือหยดสุดท้ายไว้คางคกจึงมีพิษที่คางนับแต่บัดนั้น  เข้าเรื่องกันต่อครับกับพิธีกวนเกษียรสมุทรที่เหล่าอสูรและเทวดากำลังกวนกันอยู่นี้เองผ่านมาหลายร้อยปีแล้ว  ก็ปรากฏว่าเหล่าเทวดาและอสูรได้โยนเอาสมุนไพรและสิ่งวิเศษต่างๆลงไป ปีแล้วปีเล่า ปีแล้วปีเล่าจนแผ่นดินในบริเวณดังกล่าวเริ่มแตกออกเป็นเสี่ยงๆ  พระนารายณ์เห็นเป็นดังนั้นก็เริ่มวิตกว่าโลกใบนี้ แผ่นดินนี้จะรองรับและต้านทานการกวนเกษียรสมุทรได้หรือ? พระองค์(พระนารายณ์)ท่านจึงแปลงกายเป็น “กูรมะ” หรือ “เต่า” ใช้กระดอง(ซึ่งเป็นเพชร)รองรับภูเขามันทระเอาไว้แทน

             จนกาละเวลาล่วงเลยผ่านมาจนครบปีที่ 1000  ครับพอครบปีที่หนึ่งพันแล้วนี่ก็ปรากฏว่าเกิดสิ่งของวิเศษต่างๆออกมาจากพิธีกรรมดังกล่าวมากมายเป็นดังนี้
1.แม่โคสารพัดนึกชื่อ “สุรภี”
2.นางวารุณี(เทพีแห่งสุรา)
3.ต้นปาริชาต
4.นางอัปสรา 35 ล้านนาง
5.พระจันทร์
6.พระศรี หรือ พระลักษมี
7.ม้าอุจไฉศรพะ
8.น้ำอมฤต หรือน้ำทิพย์ที่เชื่อกันว่าเมื่อกินเข้าแล้วจะทำให้เป็น “อมร” หรือ “ผู้ซึ่งไม่รู้จักตาย”
9.หอยสังข์
10.เกาษฏก หรือ ดวงแก้ววิเศษ
11.ของวิเศษอื่นๆ
พระจันทร์จึงมีชาติกำเนิดมาจากคราวกวนเกษียรสมุทรในครานั้นตามคติแห่งพราหมณ์-ฮินดูตามตำนานกล่าวไว้เบื้องต้น

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 1 ตุลาคม 2555 เวลา 00:19 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

1

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ทะเลาะแล้วมีการขว้างโคลนใส่กันอีก
    PS.  เลือกที่จะก้าวต่อไป และตัดใจจากอดีตที่ผ่านมา
ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

refer: