การบูชารูปปั้นสิงห์ ของชาวล้านนา

ของดีประเทศไทย 2622521 0.00 1,509 9 พ.ย. 55 16:21 น.
ความคิดเห็น

0

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
1
guest
ของดีประเทศไทย
  • ของดีประเทศไทย
  • 58.9.233.105
  • -

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


ตำนานรูปปั้นสิงห์
                  หลายท่านที่เคยได้มาเที่ยวทางภาคเหนือ    โดยเฉพาะใน 8 จังหวัดทางภาคเหนือตอนบน อาจจะเคยเห็นรูปปั้น “ สิงห์ ” อยู่ประตูหน้าวัด ไม่ว่าจะเป็นประตูใหญ่หรือประตูข้าง หน้าโบสถ์  หน้าวิหารบ้าง หรือรอบๆพระธาตุเจดีย์ ก็นิยมที่จะสร้างสิงห์ไว้  ความเป็นมาของเรื่องนี้จะลองนำมาเล่าให้ได้รับทราบกัน  หากจะถามว่าสิ่งนี้มีมาตั้งแต่เมื่อใด สมัยใดก็ไม่มีใครระบุให้ทราบแน่ชัด แต่ในวรรณกรรมบางเรื่องก็เคยได้บันทึกไว้  เป็นต้นว่า “นิราศหริภุญชัย” ซึ่งเป็นวรรณกรรมล้านนา สมัยอยุธยา ที่มีอายุ 500 กว่าปี  เป็นวรรณกรรมที่กล่าวแสดงความอาลัยรักต่อคนรักของตนที่ตนต้องจากไป เพื่อที่จะไปนมัสการพระธาตุหริภุญไชย   ในนิราศหริภุญชัยนี้ได้กล่าวถึงในช่วงที่กวีได้ผ่านหน้าวัดพระสิงห์( วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จ.เชียงใหม่  ซึ่งวัดนี้ก็มีรูปลงไว้ให้ชม ) ในบทที่ 11 กวีได้กล่าวไว้ว่า
                                  ลาถึงปราสาทสร้อย         สิงห์สอง
                                  โอนอ่ำดุงทิพทอง            ที่อ้าง
                                   เบงจาจำเนียรปอง           ปดต่ำ ลงนา
                                   จำจากแล้วร้าง                 ชาตินั้น ฤาดีฯ
ซึ่งเป็นกะโลงนิราศหริภุญชัย(โคลง)ในตอนที่กล่าวว่า “ ลาถึงปราสาทสร้อย   สิงห์สอง”  มาแล้วก็มาถึงวัดปราสาท (วัดปราสาท ใกล้ๆกับวัดพระสิงห์ ) ลาสิงห์สองตัวที่หน้าวัดพระสิงห์  จะเห็นว่ารูปปั้นสิงห์มีมานานแล้ว  ซึ่งตามตำนานที่เล่าต่อกันมา ได้มีการบอกกล่าวกันไว้ดังนี้
               นานมาแล้วมีพระนครแห่งหนึ่ง  พระราชาของพระนครแห่งนี้มีพระธิดาอยู่องค์หนึ่ง จากนั้นก็ได้อภิเษกกับเจ้าชายของเมืองอีกเมืองหนึ่ง  หลังจากอภิเษกแล้วก็ได้ลูกน้อย 2 คน หรือจะเรียกว่าพระโอรส 1 พระองค์ และพระธิดาอีก 1 พระองค์   ในขณะที่อยู่ในวัยเด็กอยู่นั้น  ในกาลครั้งนั้นยังมีพระยาสิงหา หรือพระยาราชสีห์ตัวหนึ่ง  อาศัยอยู่ในถ้ำป่าใหญ่ ได้ออกมาพบลูกน้อยที่เป็นพระโอรส พระธิดา 2 องค์นี้ กับแม่ที่เป็นมเหสีของเจ้าชาย  พระยาราชสีห์นั้นก็เกิดชอบพอใจ จากนั้นก็ได้ขโมย พระโอรสน้อย และพระธิดา พร้อมทั้งมเหสีของเจ้าชายนั้นไป  พาไปอยู่ในถ้ำในป่าใหญ่ที่เป็นที่อยู่ของตน แต่การลักพามาครั้งนี้ไม่ได้หวังที่จะทำร้ายแต่อย่างใด ที่ลักพามาก็เพราะความชอบพอใจในบุคคลทั้งสาม เมื่อลักพามาอยู่ในถ้ำก็ดูแลหาอาหารมาเลี้ยงสามคนนั้นเป็นอย่างดี
       กาลต่อมาเมื่อเวลาผ่านไป พระโอรส และพระธิดาของพระมเหสีก็โตเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นมา พระยาราชสีห์ก็สอนวิชาอาคมต่างๆ ให้กับพระโอรส  และวิชาที่สุดยอดที่สุดที่พระยาราชสีห์ที่ได้สอนให้กับพระราชโอรสก็คือ วิชาธนูสิงห์ เป็นวิชาการใช้ธนูที่มีฤทธิ์เดชมาก ธนูสิงห์นี้เมื่อยิงไปถูกอะไรก็จะทำให้สิ่งนั้นแตกหัก กระจัดกระจายไม่มีชิ้นดี ยิงไปโดนหิน โดนภูเขาก็ทำให้หินและภูเขาเหล่านั้นแตกระเบิดเป็นผุยผงถึงขนาดนั้น   ครั้นกาลเวลาผ่านไป พระโอรสและพระธิดาก็ให้สงสัยในตัวพวกเขาเองว่า พวกเขาเองนั้นรวมทั้งแม่ด้วยเป็นใคร มาจากไหน ไฉนจึงต้องมาอาศัยอยู่กับพระยาราชสีห์ ซึ่งเป็นสิงห์สาราสัตว์ แล้วพ่อของพวกเราเป็นใคร  ฝ่ายแม่หรือพระมเหสีหรือพระธิดาของพระยาเจ้าเมืองนั้นจึงเล่าความจริงทั้งหมดให้ฟังว่า “ อันตัวพวกเรานี้ไม่ใช่คนธรรมดา แม่นี้เป็นถึงลูกของพระยาเจ้าเมือง  พ่อของเจ้าทั้งสองเป็นถึงเจ้าชาย หลังจากแม่ได้แต่งงานกับพ่อของเจ้า และในขณะที่เจ้าทั้งสองยังเล็กอยู่นั้น พระยาราชสีห์ตนนี้ได้ลักพาพวกเราสามคนมาอยู่ในป่า ในถ้ำแห่งนี้  ครั้นจะหนีออกไปก็ไม่รู้ว่าจะหนีไปได้อย่างไร เดี๋ยวพระยาราชสีห์จะทำร้ายและฆ่าเอา ที่สำคัญพวกเราไม่รู้ทิศทางว่าจะหนีกลับออกไปทางไหน” หลังจากทั้งสองได้ทราบความจริงเช่นนี้ ก็ได้คิดวางแผนที่จะลักลอบพาแม่ตัวเองหนีออกไปจากที่นี่  เลยขออนุญาตกับพระยาราชสีห์ว่าขอออกไปเที่ยวข้างนอกถ้ำ และจะไปไม่ไกล พระยาราชสีห์ก็อนุญาตให้ทั้งสองไป  เพราะไม่คิดว่าจะหลบหนีไปไหน  เมื่อทั้งสองได้โอกาสออกนอกถ้ำไป วันแรกไปได้สักระยะพอรู้ทิศทางก็กลับมา วันที่สอง วันที่สาม ก็ไปไกลออกไปเรื่อยๆ  หลายวันต่อมาทั้งสองก็รู้ทิศทาง รู้ทางเข้ารู้ทางออกว่าจะลักลอบหนีออกมา และเดินทางไปทางใดจึงจะสามารถหนีเข้าไปถึงปราสาทราชวังได้  และในวันหนึ่งหลังจากพระยาราชสีห์ออกจากถ้ำไปเพื่อจะไปหาอาหารตามปกติ  พระโอรสและพระธิดาก็ถือโอกาสพาแม่ของตัวเองลักลอบหนีออกจากถ้ำนั้นไป ทั้งสามคนหนีออกมาได้   จนสามารถเข้าไปในปราสาทราชวัง  ทั้งพระโอรส และพระธิดานั้นก็ได้พบกับพ่อของตัวเอง  แต่เป็นที่น่าเสียใจว่าเจ้าพระยามหากษัตริย์นั้นได้สิ้นพระชนม์ไปเสียแล้ว  เหลือเฉพาะเจ้าชายที่เคยเป็นพระสวามีในครั้งก่อน  ทั้งสี่คนเมื่อได้พบกันก็ต่างดีใจ เพราะต่างก็ไม่คิดว่าจะได้พบกันอีก    ฝ่ายพระยาราชสีห์เมื่อกลับมาที่ถ้ำไม่พบสามคนแม่ลูกอย่างที่เคยมา ก็เป็นที่สงสัย จึงออกตามหาทั้งสามคน ครั้นไม่พบก็จึงแน่ใจว่าทั้งสามได้หลบหนีตนออกจากถ้ำนี้ไปเสียแล้ว  พระยาราชสีห์จึงโกรธมาก แค้นเคืองใจเป็นอย่างยิ่ง  จึงออกติดตามทั้งสามคนเข้าไปในเมือง  และติดตามไปแบบบ้าคลั่ง  เมื่อเจอมนุษย์เจอผู้คนที่ไหนก็แผดเสียงบันลือสีหนารถเข้าใส่จนผู้คนนั้นล้มตายกันเป็นจำนวนมาก เพราะว่าเสียงของพระยาราชสีห์นี้เป็นเสียงมรณะ  เมื่อคำรามใส่ผู้คน ก็จะทำให้ผู้คนนั้นหูแตกตายเดือดร้อนไปทั้งเมือง  ครั้นเมื่อเรื่องนี้ทราบถึงเจ้าชาย (ซึ่งในตอนนี้ได้สถาปนาเป็นพระยาเจ้าเมือง)
ก็เป็นทุกข์ว่าจะทำอย่างไร จะให้ใครไปปราบพระยาราชสีห์นี้ดี  ขณะนั้นเองพระโอรสของพระยาเจ้าเมืองที่เคยอยู่กับพระยาราชสีห์ก็มาเล่าความให้พ่อของตัวเองฟังว่า “ อันตัวพระยาราชสีห์นี้มีฤทธิ์เดชมากนัก ใครๆก็ไม่สามารถที่จะทำร้ายหรือต่อสู้กับพระยาราชสีห์นี้ได้  นอกจากลูกนี้คนเดียวเท่านั้น เพราะพระยาราชสีห์เคยได้สอนวิชาอาคมต่างๆให้ รวมถึงวิชาธนูสิงห์ จึงจะสามารถปราบพระยาราชสีห์นี้ได้”   เจ้าพระยาจึงอนุญาตให้พระโอรสนั้นออกไปต่อสู้กับพระยาราชสีห์  เมื่อพระโอรสกับพระยาราชสีห์ได้ประจันหน้ากัน  ต่างฝ่ายต่างที่จะห้ำหั่นกันให้ตายไปข้างหนึ่ง  ครั้นเรื่องนี้ทราบถึงพระอินทร์ชั้นฟ้าทั้งหลาย  ก็ไม่ต้องการให้พระโอรสได้ฆ่าพระยาราชสีห์  เพราะอย่างไรเสียพระยาราชสีห์ก็เคยเป็นผู้มีพระคุณต่อพระโอรส  เคยชุบเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเล็ก  อีกด้านหนึ่งก็ไม่อยากให้พระยาราชสีห์นี้ฆ่าหรือทำร้ายพระโอรส เพราะว่าในภายหน้าพระโอรสจะต้องขึ้นเป็นพระราชา หรือเจ้าพระยาที่จะต้องปกครองบ้านเมือง  เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำอย่างไรดี  พระอินทร์ทั้งหลายจึงดลบันดาลใจให้ทั้งสองฝ่ายนี้ใจอ่อนลง  เมื่อต่างฝ่ายต่างใจอ่อนลงก็ต่อสู้กันแบบเล่นๆ ไม่เอาจริงเอาจังไม่มีใครแพ้ ไม่มีใครชนะ  สู้กันไปสู้กันมา  แต่ในที่สุดฝ่ายพระยาราชสีห์ระงับอารมณ์ไม่ได้จึงอ้าปากจะแผดเสียงคำราม บันลือสีหนารถ  ทันใดนั้นพระโอรสเห็นท่าจะไม่ดี เมื่อพระยาราชสีห์อ้าปากเพื่อจะแผดเสียงพระโอรสก็ใช้วิชาธนูสิงห์ ยิงลูกธนูเข้าไปในปากของพระยาราชสีห์  จนพระยาราชสีห์ไม่สามารถที่จะทนต่อฤทธิ์ของลูกธนูนี้ได้  ก็ดับดิ้นสิ้นใจตายไปในที่สุด  ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายรวมทั้งเจ้าพระยาต่างก็พากันดีใจ สรรเสริญในความสามารถของพระโอรส   ตั้งแต่นั้นมาบ้านเมืองก็สงบร่มเย็น จนพระโอรสได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระราชา หรือพระยาเจ้าเมืองต่อจากพ่อของตนเอง  แต่ในภายหลังจากขึ้นครองราชย์  พระโอรสก็มีอาการไม่ปกติ เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่เป็นประจำ หมอหลวง หมอประจำราชวังจะมาถวายการรักษาอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น ได้รับทุกขเวทนาเป็นอย่างมาก   จนปุโรหิตท่านหนึ่งได้ถวายคำแนะนำ หรือถวายความเห็นว่า  “ ที่เป็นอย่างนี้เป็นเพราะบาปกรรมของพระองค์  เพราะว่าในครั้งหนึ่งพระองค์ได้เคยฆ่าผู้มีพระคุณก็คือพระยาราชสีห์  ที่เคยชุบเลี้ยงที่เคยสอนวิชาอาคมให้ ”    ฝ่ายพระยาเจ้าเมืองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ในเมื่อมันเป็นไปแล้ว จึงถามปุโรหิตว่าจะต้องทำอย่างไร  ปุโรหิตจึงถวายคำแนะนำว่า “ ให้พระองค์สร้างรูปปั้นสิงห์ไว้บูชา  แต่ว่าในเมื่อพระองค์เป็นมนุษย์ และเป็นถึงพระราชา มนุษย์จะมาบูชารูปสัตว์ก็จะไม่เหมาะและไม่สง่างามด้วยประการทั้งปวง  แต่จะต้องสร้างรูปปั้นสิงห์ให้ได้
ดังนั้นเมื่อสร้างแล้วจะต้องนำไปไว้ที่วัด ไม่ให้ไว้ที่ราชวัง ”  จากนั้นมาอาการป่วยต่างๆของพระยาเจ้าเมืองก็หายไป  และนับตั้งแต่นั้นมาก็ได้มีการสร้างรูปปั้นสิงห์ หรือพระยาราชสีห์ไว้ตามวัดวารามต่างๆ โดยเฉพาะที่ประตูหน้าวัด หน้าวิหาร ครั้นเสนาอำมาตย์เห็นพระยาเจ้าเมืองสร้างก็สร้างตามบ้างจนเป็นประเพณีนิยมในสมัยนั้น  อย่างที่เชียงใหม่วัดที่พระยาเสนาต่างๆได้สร้างไว้มีมากมายและจะตั้งชื่อตามยศของตนด้วย ยศร้อย ยศพัน ยศหมื่นเป็นต้น เช่นวัดลอยเคราะห์  แต่เดิมมาชื่อวัดร้อยข้อ  ซึ่งนายร้อยชื่อข้อเป็นคนสร้าง แต่ภายหลังเปลี่ยนเป็นวัดลอยเคราะห์  หรือว่านายพันชื่อแหวนสร้างวัดขึ้นมาก็ให้ชื่อว่าวัดพันแหวน  หรือว่านายพันชื่ออ้นสร้างวัดขึ้นมาก็ให้ชื่อว่าวัดพันอ้น  หรือว่า วัดหมื่นกอง  วัดหมื่นล้าน วัดแสนเมืองมา เป็นต้น  เมื่อการสร้างวัดของเสนาอำมาตย์ที่มีรูปปั้นสิงห์ไว้ที่วัด ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปที่สร้างวัดก็เลยได้แบบการสร้างนั้นมาด้วย  ก็คือจะต้องสร้างให้มีรูปสิงห์ประจำไว้ที่วัด  อันนี้คือเรื่องเล่า ตำนานต่างๆของชาวล้านนาได้เล่าขานกันไว้.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

0

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
1
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน
1. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้จัดสร้างโดยผู้ลงข้อมูลเอง ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้ลงข้อมูลโดยตรง
ห้ามคัดลอก/เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงข้อมูล
2. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้ทำการคัดลอกมาจากของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงข้อมูลต้องทำการขออนุญาต และอ้างอิงอย่างเหมาะสม
3. ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ เป็นการส่งข้อความโดยผู้ใช้ หากพบเห็นข้อความหรือรูปภาพที่ไม่เหมาะสม, ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการโดยเร็ว

ร้องเรียนปัญหากระทู้ภายใน
เว็บไซต์ Dek-D.com

board@dek-d.com
( ทุกวัน 24 ชม )
02-860-1142 ต่อ 140
( จ-ศ 09.00-18.00 พักเที่ยง 12.00-13.00 )
refer: