เรื่องราวของชาวถ้ำ

ความคิดเห็น

0

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
2

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

เรื่องราวของชาวถ้ำ

บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน

การ ฟื้นคืนชีพหลังความตายเป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งซึ่งถูกกล่าวควบคู่กับการมีอยู่ ของพระเจ้าองค์เดียวมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว ถ้าไม่มีสัจธรรมในเรื่องนี้ มนุษย์ก็คงไม่ได้รับความเป็นธรรมในชีวิต โดยเฉพาะชีวิตที่แท้จริงในโลกหน้า  ดังนั้น สัจธรรมนี้จึงมีอยู่ในคำสอนของทุกศาสดาและถือเป็นพื้นฐานความศรัทธาของทุก ศาสนา เพียงแต่ถูกนำเสนอโดยการใช้ถ้อยคำที่ต่างกันเท่านั้น เช่น วันพิพากษา วันสิ้นโลก วันฟื้นคืนชีพ นรกและสวรรค์ เป็นต้น

เมื่อคำสอนของนบีอี ซา หรือพระเยซูไปถึงอาณาจักรโรมันที่ผู้คนเคารพบูชารูปปั้นเทพเจ้าสารพัด ในเมืองเอฟิซุส ซึ่งชาวเมืองเคารพบูชาเทพีจันทราชื่อ “ไดอานา” มีเด็กหนุ่มจำนวนเจ็ดคนได้หันมาสักการะพระเจ้าองค์เดียวตามคำสอนของพระเยซู

เมื่อ กษัตรย์เดซิอุสรู้ว่า เด็กหนุ่มกลุ่มนี้เปลี่ยนความเชื่อทางศาสนา พระองค์ก็ให้ทหารไปตามตัวเด็กหนุ่มเหล่านี้มาสอบสวนและขู่ให้เลิกนับถือ ศาสนาใหม่ แต่เด็กหนุ่มกลุ่มนี้ก็ยืนยันมั่นคงในความศรัทธาว่า พระเจ้าของพวกเขามีองค์เดียวและไม่ใช่รูปปั้นทั้งหลายที่คนทั่วไปกราบไหว้ บูชากัน หากพวกเขากราบไหว้รูปปั้นเหล่านั้นก็เท่ากับพวกเขาทำบาปใหญ่

กษัตริย์ เดซิอุสรู้สึกโกรธมากเมื่อได้ยินเช่นนั้น แต่เพราะเห็นว่าเด็กหนุ่มกลุ่มนี้ยังเยาว์วัยอยู่ จึงให้โอกาสแก่พวกเด็กหนุ่มกลับไปคิดเป็นเวลาสามวันว่า จะหันกลับมานับถือศาสนาเก่าหรือไม่ หากไม่เช่นนั้นแล้ว ทุกคนจะต้องถูกประหาร

เด็กหนุ่มทั้งเจ็ดได้ฉวยโอกาสในช่วงเวลาสามวัน นั้นหลบหนีออกจากเมืองไปอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งบนภูเขา โดยมีสุนัขตัวหนึ่งติดตามไปด้วย ไม่ว่าเด็กหนุ่มพยายามจะไล่สุนัขตัวนี้อย่างไร มันก็ไม่ยอมไปไหน นอกจากจะนอนเฝ้าอยู่ที่ปากถ้ำ หลังจากนั้นเด็กหนุ่มทั้งเจ็ดก็นอนหลับไปเพราะความเหนื่อยล้า

เรื่อง ราวดังกล่าวเกิดขึ้นประมาณ ค.ศ. 250 แต่หลังจากนั้นอีก 197 ปี คือใน ค.ศ. 447 ซึ่งเป็นสมัยการปกครองของกษัตริย์ธีโอโดซีอุสที่ 2 เด็กหนุ่มกลุ่มนี้ได้ตื่นขึ้นมาในช่วงเวลาที่อาณาจักรโรมันได้รับนับถือ ศาสนาคริสต์และชาวเมืองเอฟิซุสก็เลิกเคารพบูชาเทวรูปแล้ว

อย่างไรก็ ตาม ในช่วงเวลานั้นเองชาวโรมันก็กำลังมีข้อโต้แย้งกันว่า การฟื้นคืนชีพหลังความตายเป็นเรื่องจริงหรือไม่ กษัตริย์เมืองเอฟิซุสอยากที่จะลบล้างการถกเถียงนี้ออกไปจากความคิดของ ประชาชน จนถึงกับวิงวอนต่อพระเจ้าให้แสดงสัญญาณอะไรบางอย่างที่จะช่วยแก้ไขความเชื่อ ของประชาชนให้ถูกต้อง

วันนั้นเองที่เด็กหนุ่มทั้งเจ็ดได้ตื่นขึ้นมา โดยที่ทุกคนต่างไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานเท่าใด ดังนั้น เด็กหนุ่มกลุ่มนี้จึงได้ให้เพื่อนคนหนึ่งไปตลาดเพื่อซื้ออาหารและสอบถามผู้ คนถึงวันเวลา แต่เมื่อไปถึงตลาด เด็กหนุ่มคนนั้นก็พบว่าทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว เงินที่เขานำไปซื้ออาหารก็เป็นของเก่าที่พ่อค้าไม่ยอมรับ เพราะเป็นเหรียญโบราณเมื่อ 200 ปีที่แล้ว หลังจากที่พูดคุยกับพ่อค้าสักพัก เด็กหนุ่มก็เปิดเผยว่า พวกเขาเป็นผู้หลบหนีกษัตริย์เดซิอุสที่ข่มขู่พวกเขาให้เปลี่ยนความศรัทธา

เมื่อ กษัตริย์ธีโอโดซีอุสรู้เรื่องราวของเด็กหนุ่มทั้งเจ็ด พระองค์ก็พาชาวเมืองตามไปพิสูจน์ความจริง กษัตริย์ธีโอโดซีอุสรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น พระองค์ถือว่านี่คือสัญญาณที่พิสูจน์ถึงการฟื้นคืนชีพหลังความตายที่ประชาชน ตั้งข้อสงสัยและถกเถียงกันอยู่

หลังจากที่กษัตริย์และชาวเมืองได้พิสูจน์ความจริงแล้ว เด็กหนุ่มก็ขอกลับเข้าไปในถ้ำอีกครั้งหนึ่งและครั้งนี้พวกเขาก็ได้หลับไปตลอดกาล

ชาว คริสเตียนตะวันตกรู้จักเด็กหนุ่มกลุ่มนี้ว่า “ผู้หลับใหลทั้งเจ็ดแห่งเอฟิซุส” (The Seven Sleepers of Ephesus) และเรื่องราวดังกล่าวนี้เกิดขึ้นก่อนหน้าสมัยของนบีมุฮัมมัดประมาณ 500 ปี แต่ในคัมภีร์กุรอานบทที่ 18 เรียกเด็กหนุ่มกลุ่มนี้ว่า “ชาวถ้ำ”

สาเหตุ ที่เรื่องราวของ “ชาวถ้ำ” ถูกกล่าวไว้ในคัมภีร์กุรอานก็เนื่องจากเมื่อนบีมุฮัมมัดอพยพจากเมืองมักก๊ะ ฮฺไปสู่เมืองยัษริบเพื่อแสวงหาสถานที่ปฏิบัติความศรัทธาอย่างสงบที่นั่น ในตอนนั้นเมืองยัษริบมีกลุ่มชนที่คัมภีร์กุรอานเรียกว่า “ลูกหลานอิสราเอล” อาศัยอยู่ก่อนแล้ว ลูกหลานอิสราเอลกลุ่มนี้อพยพมาจากกรุงเยรูซาเลมหลังจากที่ถูกพวกโรมันทำลาย ใน ค.ศ. 70 บางครั้ง คัมภีร์กุรอานก็เรียกลูกหลานอิสราเอลว่า “ชาวคัมภีร์” เพราะคนกลุ่มนี้มีความรู้ในเรื่องคัมภีร์ทางศาสนาที่ศาสดาของตัวเอง เช่น โมเสส เดวิดและพระเยซูนำมาอยู่แล้ว นบีมุฮัมมัดจึงเห็นว่าเป็นเรื่องง่ายที่จะเชิญชวนคนเหล่านี้สู่อิสลาม

แต่ พอเอาเข้าจริงปรากฏว่าพวกลูกหลานอิสราเอลต่างปฏิเสธการเชิญชวนของท่าน เพียงเพราะเห็นนบีมุฮัมมัดเกิดในชนชาติอาหรับที่ป่าเถื่อน ไร้อารยธรรมและการศึกษา ตัวท่านนบีมุฮัมมัดเองก็อ่านหนังสือไม่ออกและเขียนหนังสือไม่ได้ ดังนั้น พวกลูกหลานอิสราเอลจึงปฏิเสธการเป็นนบีของท่านด้วย

ดังนั้น พระผู้เป็นเจ้าจึงได้ประทานเรื่องราวของ “ชาวถ้ำ” แก่ท่านมาอ่านให้พวกลูกหลานอิสราเอลฟัง เพื่อพิสูจน์ว่าถ้าพระเจ้าไม่ส่งท่านมา แล้วท่านจะมีความรู้ในเรื่องนี้ได้อย่างไร ขณะเดียวกันเรื่องราวของชาวถ้ำก็เป็นการเตือนชาวอาหรับว่า อย่าได้ปฏิเสธเรื่องการฟื้นคืนชีพหลังความตายเพียงเพราะตามองไม่เห็น มิเช่นนั้นจะได้รับความหายนะ

อัลกรุอ่าน บทที่18 ซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟิ (บท ถ้ำ) โองการที่ 9-28

{18:9} เธอคิดไหมว่า ชาวถ้ำและแผ่นจารึกเป็นความมหัศจรรย์อันหนึ่ง ในเหล่าอภินิหารสัญญาณของเรา?1

{18:10} จงรำลึกเมื่อพวกชายหนุ่มหลบเข้าไปในถ้ำแล้วพวกเขากล่าวว่า "โอ้ พระเจ้าของพวกข้าฯ โปรดประทานความเมตตาจากพระองค์แก่พวกข้าฯ และทรงทำให้การงานของพวกข้าฯอยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง"

{18:11} แล้วเราได้อุดหูพวกเขา(ให้นอนหลับ)ในถ้ำ เป็นเวลาหลายปี

{18:12} แล้วเราได้ให้พวกเขาลุกขึ้นเพื่อเราจะได้รู้ว่า ผู้ใดในสองพวกนั้นนับเวลาที่พวกเขาพำนักอยู่ได้ถูกต้องกว่า

{18:13} เราจะเล่าเรื่องราวของพวกเขาแก่เธอตามความเป็นจริง แท้จริงพวกเขาเป็นชายหนุ่มที่มีศรัทธาต่อพระเจ้าของพวกตน และเราได้เพิ่มแนวทางที่ถูกต้องให้แก่พวกเขา

{18:14} และเราได้ให้ความเข้มแข็งแก่หัวใจของพวกเขา ขณะที่พวกเขายืนขึ้นประกาศว่า "พระเจ้าของเรา คือพระเจ้าแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน เราจะไม่วิงวอนพระเจ้าอื่นนอกจากพระองค์ มิเช่นนั้น เราก็กล่าวเกินความจริงอย่างแน่นอน"

{18:15} กลุ่มชนของเราเหล่านั้นได้ยึดเอาพระเจ้าต่าง ๆ อื่นจากพระองค์ เหตุใดพวกเขาจึงไม่นำหลักฐานอันชัดแจ้งมายืนยันเล่า ดังนั้นจะมีผู้ใดอธรรมยิ่งไปกว่าผู้ที่กล่าวเท็จต่ออัลลอฮฺ

{18:16} "และเมื่อพวกเธอปลีกตัวออกห่างจากพวกเขา และสิ่งที่พวกเขาเคารพสักการะ นอกจากอัลลอฮฺแล้ว ดังนั้นพวกเธอก็จงหลบเข้าไปในถ้ำ พระผู้เป็นเจ้าของพวกเธอจะทรงแผ่ความเมตตาของพระองค์แก่พวกเธอ และจะทรงทำให้กิจการของพวกเธอดําเนินไปอย่างสะดวกสบาย"

{18:17} และเธอจะเห็นดวงอาทิตย์ เมื่อมันขึ้น มันจะคล้อยจากถ้ำของพวกเขาไปทางขวา และเมื่อมันตก มันจะเบนออกไปทางซ้าย โดยพวกเขาอยู่ในที่โล่งกว้างของมัน นั่นคือส่วนหนึ่งจากเหล่าสัญญาณของอัลลอฮฺ ผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงแนะทางที่ถูกต้องแก่เขา เขาก็คือผู้ที่อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง และผู้ใดที่พระองค์ทรงให้เขาหลง เขาจะไม่พบผู้ช่วยเหลือ ผู้ชี้ทาง

{18:18} และเธอคิดว่าพวกเขาตื่นทั้ง ๆ ที่พวกเขาหลับและเราพลิกพวกเขาไปทางขวาและทางซ้ายและสุนัขของพวกเขาเหยียดขา หน้าทั้งสองของมันไปทางปากถ้ำ หากเธอเห็นพวกเขา เธอก็จะหันหลังเตลิดหนีจากพวกเขา และเธอจะเต็มด้วยความหวาดกลัวต่อพวกเขา"

{18:19} และในทำนองนั้นเราได้ให้พวกเขาลุกขึ้นเพื่อพวกเขาจะถามซึ่งกันและกัน คนหนึ่งในพวกเขากล่าวว่า "พวกท่านพำนักอยู่นานเท่าใด?" พวกเขากล่าวว่า "เราพักอยู่วันหนึ่งหรือส่วนหนึ่งของวัน" พวกเขากล่าวว่า "พระผู้เป็นเจ้าของพวกท่านทรงทราบดีว่า พวกท่านพำนักอยู่นานเท่าใด" ดังนั้นจงส่งคนหนึ่งในหมู่พวกท่านไปในเมืองพร้อมด้วยเหรียญเงินนี้ของพวก ท่าน เพื่อเลือกดูอาหารที่ดียิ่ง และให้เขาซื้อมาให้แก่พวกท่าน และให้เขาประพฤติอย่างสุภาพ และเขาจะต้องไม่ให้ผู้ใดรู้เรื่องของพวกท่าน"

{18:20} "แท้จริงพวกเขานั้น หากพวกเขารู้เรื่องของพวกท่าน พวกเขาจะเอาก้อนหินขว้างพวกท่าน หรือนำพวกท่านกลับไปนับถือศาสนาของพวกเขา และเมื่อนั้นพวกท่านจะไม่บรรลุความสำเร็จเลย"

{18:21} และในทำนองนั้นเราได้เปิดเผยแก่พวกเขาเพื่อพวกเขาจะได้รู้ ว่าสัญญาของอัลลอฮฺนั้นเป็นจริง และแท้จริงวันสิ้นโลกนั้นมีจริง ไม่ต้องสงสัยเลย เมื่อพวกเขาโต้เถียงกันในหมู่พวกเขาถึงเรื่องของพวกเขา(ชาวถ้ำ) แล้วพวกเขากล่าวว่า "จงสร้างอาคารที่ปากถ้ำให้แก่พวกเขา พระผู้เป็นเธอของพวกเขาทรงรู้ดียิ่งขึ้นในเรื่องของพวกเขา ฝ่ายบรรดาผู้มีเสียงข้างมากในเรื่องของพวกเขากล่าวว่า เราจะสร้างมัสญิดเหนือพวกเขาแน่นอน

{18:22} พวกเขาจะกล่าวว่า "ชาวถ้ำนั้นมีสามคน ที่สี่ก็คือสุนัขของพวกเขา" และอีกกลุ่มจะกล่าวว่า "มีห้าคน ที่หกก็คือสุนัขของพวกเขา" ทั้งนี้เป็นการสุ่มเดาในสิ่งที่เร้นลับ และอีกกลุ่มหนึ่งจะกล่าวว่า "มีเจ็ดคน และที่แปดก็คือสุนัขของพวกเขา" จงกล่าวเถิด "พระผู้เป็นเจ้าของฉันทรงรู้ดียิ่งถึงจํานวนของพวกเขา ไม่มีผู้ใดรู้เรื่องของพวกเขานอกจากเพียงคนส่วนน้อย" ดังนั้น เธออย่าโต้เถียงกันในเรื่องของพวกเขา นอกจากการโต้เถียงที่ประจักษ์แจ้ง และอย่าสอบถามผู้ใดในเรื่องของพวกเขาเลย

{18:23} และเธออย่ากล่าวเกี่ยวกับสิ่งใดว่า "ฉันจะเป็นผู้ทำสิ่งนั้นในวันพรุ่งนี้"

{18:24} เว้นแต่อัลลอฮฺทรงประสงค์ และจงรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าของเธอ หากเธอลืม และจงกล่าวว่า "บางทีพระเจ้าของฉันจะทรงชี้แนะทางที่ถูกต้องที่ใกล้กว่านี้แก่ฉัน"

{18:25} "และพวกเขาพำนักอยู่ในถ้ำของพวกเขาสามร้อยปี และเพิ่มอีกเก้าปี"

{18:26} จงกล่าวเถิด "อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่งว่าพวกเขาพำนักอยู่นานเท่าใด สำหรับพระองค์นั้นทรงรู้สิ่งพ้นญาณวิสัยในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน" พระองค์ทรงเห็นชัดยิ่งนัก และทรงฟังชัดยิ่งนัก ไม่มีผู้คุ้มครองใดสำหรับพวกเขาอื่นจากพระองค์พระองค์ไม่ทรงรับรู้ผู้ใด เข้าร่วมภาคีในการปกครองของพระองค์

{18:27} และจงอ่านสิ่งที่ถูกเปิดเผยสำแดงแก่เธอจากคัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้าของเธอ ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงคํากล่าวของพระองค์ และเธอจะไม่พบที่พึ่งใด ๆ เลยนอกจากพระองค์

{18:28} และเธอเองจงอดทนร่วมกับบรรดาผู้วิงวอนต่อพระเจ้าของพวกตน ทั้งยามเช้าและยามเย็น โดยปรารถนาความโปรดปรานของพระองค์ และสายตาของเธออย่าหันเหออกไปจากพวกเขา เพียงเพราะเธอประสงค์ความสวยงามแห่งชีวิตของโลกนี้ และเธออย่าเชื่อฟังผู้ที่เราทำให้หัวใจของเขาเผอเรอจากการรำลึกถึงเรา และปฏิบัติตามตัณหาของตน และกิจการของเขาพินาศสูญหาย


อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

0

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
2

คนที่ดูกระทู้นี้มักจะดูกระทู้เหล่านี้ต่อ

ซ่อน
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

refer: