ความลับของการ์ตูนสโนว์ไวท์ 25 ข้อนี้ คุณรู้แล้วหรือยัง?

•【Mi®umo】• 2695207 0.00 1,044 2 มี.ค. 56 15:07 น.
ความคิดเห็น

2

ติดตามกระทู้

4

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
1

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


ความลับของการ์ตูนสโนว์ไวท์

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Movie Fone

          สโน ว์ไวท์ กับคนแคระทั้ง 7 อาจเป็นการ์ตูนเรื่องโปรดของหลาย ๆ คนมาตั้งแต่ยังเด็ก จากเนื้อเรื่องสุดคลาสสิกแบบเทพนิยายเต็มตัว เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ของมัน แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่ากว่าจะมาเป็นการ์ตูนเรื่องนี้ สโนว์ไวท์ผ่านประวัติความเป็นมาอย่างไรบ้าง และถ้าใครอยากรู้ให้ได้ชื่อว่าเป็นแฟนตัวจริงล่ะก็ ลองมาอ่านข้อมูลจากเว็บไซต์ Movie Fone ที่กระปุกดอทคอมรวบรวมมาฝากกันเลยดีกว่า

         1. เดิมทีการ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่องยาวเรื่องแรกที่ดิสนีย์ตั้งใจจะสร้างไม่ใช่ เรื่องสโนว์ไวท์ แต่เป็นเรื่องอลิซในดินแดนมหัศจรรย์โดยมี แมรี พิคฟอร์ด (Mary Pickford) เป็นคนแสดงนำท่ามกลางโลกของตัวการ์ตูนต่างหาก

         2. สุดท้ายเหตุผลที่สโนว์ไวท์กลายมาเป็นแอนิเมชั่นเรื่องยาวเรื่องแรกก็เป็น เพราะเชื่อว่าคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นของคนแคระจะดึงดูดความสนใจได้ นอกจากนี้ฉากในป่าก็น่าจะเพิ่มสัตว์น้อยใหญ่เรียกสีสันขึ้นมาได้ อีกทั้งสโนว์ไวท์ยังเป็นหนึ่งในละครเงียบเรื่องแรก ๆ ที่ วอลเตอร์ ดิสนีย์ ได้ดูเมื่อปี 1916 อีกด้วย

         3. ในปี 1934 ดิสนีย์ได้สร้างการ์ตูนสั้นชื่อว่า The Goddess of Spring ที่มีเทพธิดาเพอร์เซโฟนีเป็นตัวเอกของเรื่อง ซึ่งการ์ตูนเรื่องนี้นับว่าเป็นการ์ตูนที่สร้างขึ้นมาเพื่อชิมลางดูก่อนว่า การ์ตูนพร้อมเสียงเพลงอย่างสโนวไวท์จะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ว่าได้

         4. ดีนน่า เดอร์บริน เคยมาออดิชั่นบทสโนว์ไวท์ แต่ทีมงานคิดว่าเสียงของเธอเป็นผู้ใหญ่เกินไป บทนี้จึงตกเป็นของ เอเดรียนา คาเซลอตติ วัย 19 ปี ลูกสาวของ กิวโด คาเซลอตติ ครูสอนร้องเพลง และ มาเรีย โอเรฟิซ นักร้องโอเปร่า ซึ่งเธอได้ค่าเหนื่อยเป็นมูลค่า 970 เหรียญสหรัฐ หรือราว 2.8 หมื่นบาทนั่นเอง

         5. เรื่องนี้ใช้เวลาสร้างเกือบ 5 ปี ด้วยทีมงานกว่า 570 ชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแอนิเมเตอร์และศิลปิน รวมทั้งมีการวาดรูปสเก็ตช์กว่า 2 ล้านรูป แม้จะมีเพียง 1.6 แสนชุดที่ได้รับการเผยแพร่ออกมาให้เห็นในภาพยนตร์จริงก็ตาม

         6. มาร์จ เบลชอร์ เป็นต้นแบบท่าทางการเคลื่อนไหวของสโนว์ไวท์ให้ศิลปินได้วาดลอกเลียนตาม ในขณะที่ หลุยส์ ไฮทาวเวอร์ คือต้นแบบของเจ้าชาย

         7. การ์ตูนเรื่องนี้ใช้เทคนิคการใช้กล้องมัลติเพลนเข้าช่วยเพิ่มความสมจริงมาก ขึ้น ทำให้ฉากหลังยังคงความชัดเจนทุกมุม และทำให้ถ่ายทอดภาพได้ถึง 3 - 7 เซลต่อเฟรม การเคลื่อนไหวจึงดูเนียนสมจริงมากเลยทีเดียว

         8. ถ้าคุณคิดว่าเสียงของสลีปปี้และกรัมปี้คล้ายกันล่ะก็ คุณไม่ได้คิดไปเองหรอก เพราะตัวละครสองตัวนี้มีคนพากย์เสียงเป็นคนเดียวกัน ซึ่งก็คือ พินโต คอลวิก คนเดียวกับที่พากย์เสียงตัวละครดังของดิสนีย์อย่างกูฟฟี่นั่นแหละ

         9. ก่อนจะมาเป็นคนแคระทั้ง 7 พร้อมคาแรกเตอร์เหล่านี้ มีชื่ออื่น ๆ ซึ่งก็คือ อาลฟูล, บิ๊กกี้, เดอร์ตี้, แก็บบี้, กลูมมี่, ฮอปปี้, ฮอตซี่, จอนตี้, จั๊มปี้ และ ชิฟตี้ เคยถูกคัดออกมาก่อน

         10. สนีซซี่ได้แรงบันดาลใจมาจาก บิลลี่ กิลเบิร์ต ดาราตลกที่ชอบใช้มุกจามเป็นประจำ และเป็นคนพากย์เสียงสนีซซี่ด้วย

         11. ตอนแรกโดปี้ไม่ได้ถูกวางตัวให้เป็นใบ้ แต่เพราะหาคนพากย์ที่เหมาะกับบทไม่ได้ เลยให้เขาไม่สามารถพูดได้ไปเสียเลย

         12. ราชินีใจร้ายถูกสร้างขึ้นให้คล้ายคลึงกับ ตัวละครที่ ลูซิล ลาเวิร์น แสดงในเรื่อง A Tale of Two Cities เมื่อปี 1935 และเธอก็ได้มาเป็นคนพากย์เสียงราชินีให้กับเรื่องสโนว์ไวท์อีกด้วย

         13. มีหลายฉากที่ถูกตัดออกไป เช่นฉากที่เจ้าชายถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินของปราสาท ในขณะที่โครงกระดูกเต้นรำอยู่ต่อหน้า และฉากที่สโนว์ไวท์วาดฝันว่าตัวเองกำลังเต้นรำกับเจ้าชายอยู่บนก้อนเมฆท่าม กลางดวงดาวในเพลง Some Day My Prince Will Come รวมไปถึงฉากที่สโนว์ไวท์สอนให้คนแคระกินซุปอย่างมีมารยาทในเพลง Music in Your Soup

         14. แฟรงค์ เชอร์ชิล และ แลร์รี่ มอร์เรย์ แต่งเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ถึง 25 เพลง แม้จะมีเพียงแค่ 7 เพลงในหนังก็ตาม

         15. อย่างไรก็ดี แอนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ที่มีอัลบั้มเพลงประกอบตามออกมา ซึ่งมีเพลงที่ถูกตัดออกบางเพลง เช่น You're Never Too Old to Be Young, Music in Your Soup และ Doin' the Dopey รวมอยู่ด้วย

         16. เดวิด แฮนด์ ซึ่งเป็นแอนิเมเตอร์ผู้สร้างแบมบี้ เป็นผู้ช่วยผู้กำกับของเรื่องนี้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้รับการให้เครดิตตามที่ควรก็ตาม ซึ่งอาจเป็นเพราะฉากที่เขาร่วมสร้างคือฉากที่ถูกตัดออกก็เป็นได้

         17. ตอนแรกดิสนีย์ตั้งงบประมาณเรื่องนี้ให้อยู่แค่ 1.5 - 2.5 แสนเหรียญสหรัฐหรือราว 4.4 - 7.4 ล้านบาท แต่พอสร้างเสร็จกลับบานปลายเป็นเงินกว่า 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐหรือราว 44 ล้านบาทขึ้นมาซะนี่ ทำให้ช่วงนั้นผลงานนี้ถูกล้อเลียนว่าเป็นความโง่เขลาของดิสนีย์ไปเลยทีเดียว

         18. แต่สุดท้ายการลงทุนของดิสนีย์ก็คุ้มค่า เพราะเรื่องนี้กวาดรายได้ไปถึง 8.5 ล้านเหรียญสหรัฐหรือราว 250 ล้านบาท ทำสถิติหนังที่ทำเงินมากที่สุดเมื่อปี 1938 จนกระทั่งถูกภาพยนตร์เรื่อง Gone With the Wind ทุบสถิติเมื่อปี 1939

         19. สโนว์ไวท์ได้รับรางวัล Best Musical Score จากงานอคาเดมี อวอร์ดส (Academy Awards)ในปี 1939 โดยมีถ้วยรางวัลใหญ่ และมีถ้วยรางวัลชิ้นเล็ก ๆ มอบเป็นรางวัลพิเศษอีก 7 อัน ซึ่งคนมอบถ้วยรางวัลนี้ก็คือสาวน้อยวัย 10 ขวบ เชอร์ลีย์ เทมเปิล

         20. จริง ๆ แล้วแอนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นสูตรสำเร็จเหมือนแทบทุกเรื่องของดิสนีย์คือ มีเจ้าหญิง (หรือว่าที่เจ้าหญิง) แสนสวยเป็นเด็กกำพร้า เจ้าชายซื่อ ๆ ตัวร้ายขี้อิจฉา และเพื่อนหรือสัตว์เลี้ยงน่ารักตัวเล็ก ๆ ที่คอยให้กำลังใจช่วยเหลือ...หรือคุณคิดว่าซินเดอเรลล่าและเจ้าหญิงนิทราไม่ ได้มีพลอตเรื่องแบบเดียวกันล่ะ?

         21. และถ้าลองมาคิดดูดี ๆ แล้ว แม้แต่ภาพยนตร์เรื่อง Enchanted เมื่อปี 2007 ก็ยังคงมีเค้าโครงแบบเทพนิยายเป๊ะ ๆ ตามนี้เหมือนกันนะ

         22. ดิสนีย์เคยส่งภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายมากถึง 9 ครั้งแล้ว และบ่อยเป็นพิเศษในปี 1993 ถ้านับรวมยอดทั้งหมดก็กวาดรายได้ไปราว 185 ล้านเหรียญสหรัฐหรือราว 5.5 พันล้านบาท นับเป็นหนังที่ทำรายได้มากเป็นอันดับ 10 ของโลก

         23. ราชินีใจร้ายนั้นน่าจดจำถึงขนาดได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวร้ายในภาพยนตร์เรื่อง Annie Hall เมื่อปี 1977

         24. ปี 1989 ร็อบ โลว์ ได้แต่งตัวเป็นสโนว์ไวท์ ร้องเพลง Proud Mary ที่คนส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าเป็นการแสดงที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์งานอ คาเดมี ดิสนีย์จึงได้ฟ้องร้องที่ละเมิดลิขสิทธิ์ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง แต่คดียังไปไม่ถึงไหนก็ได้มีการถอนฟ้องซะก่อน เพราะทางอคาเดมีออกมากล่าวขอโทษอย่างเป็นทางการ

         25. ปี 2012 เป็นปีของเจ้าหญิงเสน่ห์แรงสโนว์ไวท์ เพราะมีภาพยนตร์ของเธอถึง 2 เรื่อง ทั้ง Mirror Mirror และ Snow White and the Huntsman แม้ว่าสโนว์ไวท์ยุคใหม่ทั้งสองคนจะพึ่งพาตัวเองแทนที่จะรอความช่วยเหลือ เพียงอย่างเดียวแบบในอดีตก็ตาม

          ทั้ง นี้เชื่อว่าต่อให้สโนว์ไวท์ได้ชื่อว่าเป็นเทพนิยายสูตรสำเร็จขนาดไหน และแม้เวลาจะผ่านไปเท่าไหร่ สโนว์ไวท์ก็จะยังคงเป็นเรื่องโปรดของสาว ๆ หลายคนอยู่แน่นอน เพราะไม่ว่าอย่างไรเรื่องราวเทพนิยายชวนฝันก็ยังคงมีเสน่ห์เป็นอมตะอยู่ทุก ยุคทุกสมัยนั่นแหละจริงไหมคะ

ที่มา กระปุกดอทคอม





School Animation

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 5 มีนาคม 2556 เวลา 17:45 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

2

ติดตามกระทู้

4

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
1
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

หน้า 1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    มีรูปนึง มาจากเรื่องนาร์เนีย// นอกเรื่อง โดนเตะไปนอกกระทู้~
    PS.  --คือทะเล แด่ท้องฟ้า ที่ก้มหน้า คือจันทรา คู่อาทิตย์ ไม่หวั่นไหว คือสายลม โอบภูผา คอยห่วงใย คือดวงไฟ ในคืนมืด ให้กับดาว .... ลูฟาเอล ลูเฟลล์ รักลูฟตลอดไป ^^ --
  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    นึกว่าเป็นต้นฉบับจริงของกริมม์ซะอีก 555
    PS.  ขอบคุณค่ะ (≧▽≦)
ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน
1. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้จัดสร้างโดยผู้ลงข้อมูลเอง ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้ลงข้อมูลโดยตรง
ห้ามคัดลอก/เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงข้อมูล
2. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้ทำการคัดลอกมาจากของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงข้อมูลต้องทำการขออนุญาต และอ้างอิงอย่างเหมาะสม
3. ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ เป็นการส่งข้อความโดยผู้ใช้ หากพบเห็นข้อความหรือรูปภาพที่ไม่เหมาะสม, ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการโดยเร็ว

ร้องเรียนปัญหากระทู้ภายใน
เว็บไซต์ Dek-D.com

board@dek-d.com
( ทุกวัน 24 ชม )
02-860-1142 ต่อ 140
( จ-ศ 09.00-18.00 พักเที่ยง 12.00-13.00 )
refer: