โรคเบาหวาน [ ชลบุรี ]

ความคิดเห็น

5

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
2

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของตับอ่อน โดยตับอ่อนสร้างฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ได้น้อย หรือไม่ได้เลย ฮอร์โมนชนิดนี้มีหน้าที่คอยช่วยให้ร่างกายเผาผลาญ โรคนี้เมื่อเป็นแล้วจะรักษาไม่หายและถือเป็นโรคเรื้อรัง แลมักะจะถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยพ่อแม่ที่เป็นเบาหวานมีโอกาสถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้ และอาจเกิดจากสิ่งแวดล้อมของแต่ละคนเช่น วิธีการดำเนินชีวิต การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย ก็มีส่วนสำคัญต่อการเกิดเบาหวานด้วย การปล่อยให้อ้วนเกินไป (กินหวานมาก ๆ จนอ้วน) มีลูกดก หรือเกิดจากการรับประทานยา เช่น สเตอรอยด์, ยาขับปัสสาวะ, ยาคุมกำเนิด หรืออาจพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น มะเร็งของตับอ่อน, ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง, ตับแข็งระยะสุดท้าย เป็นต้น
ลักษณะโดยทั่วไปของผู้ป่วย โรคเบาหวาน จะปัสสาวะบ่อยและมาก เพราะขณะที่ไตขับถ่ายของเสียก็จะขับน้ำตาลออกมาด้วย น้ำตาลที่ออกมาพร้อมกับของเสียก็จะดึงเอาน้ำจากเลือดออกมาด้วย จึงทำให้มีน้ำปัสสาวะมากกว่าปกติ เมื่อถ่ายปัสสาวะมาก ก็ทำให้รู้สึกกระหายน้ำ ต้องคอยดื่มน้ำบ่อย ๆ และด้วยเหตที่ร่างกายผู้ป่วยไม่สามารถนำน้ำตาลมาเผาผลาญเป็นพลังงานได้ จึงมาเผาผลาญกล้ามเนื้อและไขมันแทน ทำให้ร่างกายผ่ายผอม ไม่มีไขมัน กล้ามเนื้อฝ่อลีบ อ่อนเพลีย นอกจากนี้การมีน้ำตาลอยู่ในอวัยวะมาก ๆ จึงทำให้อวัยวะต่าง ๆ เกิดความผิดปกติ นำมาซึ่งภาวะแทรกซ้อนมากมาย โรคเบาหวาน แบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ
1. โรคเบาหวาน ชนิดพึ่งอินซูลิน (Insulin dependent diabetes) เป็นชนิดที่พบได้น้อย แต่มีความรุนแรงและ อันตรายสูง ส่วนใหญ่จะพบในเด็กและ คนอายุต่ำกว่า 25 ปี แต่ก็อาจพบในคนสูงอายุได้บ้าง ตับอ่อนของผู้ป่วยชนิดนี้จะสร้างอินซูลินได้น้อยมากหรือไม่ได้เลย ดังนั้น ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดนี้จึงต้องฉีดอินซูลินเข้าทดแทนในร่างกายทุกวัน ร่างกายจึงจะเผาผลาญน้ำตาลได้เป็นปกติ มิฉะนั้น ร่างกายจะเผาผลาญไขมันจนทำให้ซูบผอมอย่างรวดเร็ว และถ้าเป็นขั้นรุนแรง ก็จะมีการคั่งของสารคีโตน (Ketones) ของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญไขมัน ซึ่งสารนี้จะเป็นพิษต่อระบบประสาท ทำให้ผู้ป่วยหมดสติและทำให้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว เรียกว่า "ภาวะคั่งสารคีโตน (Ketosis)"

2. โรคเบาหวาน ชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (Non-Insulin dependent diabetes) เป็นชนิดที่พบเห็นกันเป็นส่วนใหญ่ มีความุรนแรงน้อยกว่าประเภทแรก มักพบในคนอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป แต่ก็อาจพบในเด็ก หรือวัยหนุ่มสาวได้ โดยตับอ่อนของผู้ป่วยชนิดนี้ยังสามารถสร้างอินซูลินได้ แต่ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย จึงทำให้มีน้ำตาลที่เหลือใช้กลายเป็นเบาหวานได้ ในบางครั้งถ้าระดับน้ำตาลสูงมาก ๆ ก็อาจจะต้องใช้อินซูลินฉีดเป็นครั้งคราว แต่ไม่ต้องใช้อินซูลินตลอดไป
อาการแทรกซ้อนที่มักจะเกิดติดตามมาถ้าผู้ป่วยไม่รักษาให้ถูกวิธี
ต้อกระจก (Cataract)
ประสาทตา (Retina) เสื่อม หรือมีเลือดออกในน้ำวุ้นลูกตา (vitreous hemorrhage) ทำให้มีอาการตาเริ่มมัวขึ้นเรื่อย ๆ หรือมองเห็นจุดดำลอยไปลอยมา และอาจทำให้ตาบอดในที่สุด
ผนังหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis)
ทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง, อัมพฤกษ์อัมพาต, โรคหัวใจขาดเลือด ถ้าหลอดเลือดที่เท้าตีบแข็งทำให้เลือดไปเลี้ยงเท้าไม่พอ จะทำให้รู้สึกเท้าเย็นและเป็นตะคริว หรือปวดขณะเดินมาก ๆ และอาจทำให้เป็นแผลหายยาก หรือเท้าเน่า และอาจเกิดการติดเชื้อ
ระบบประสาท
ผู้ป่วยอาจเป็นปลายประสาทอักเสบ มีอาการชาหรือปวดร้อนตามปลายมือปลายเท้า ซึ่งอาจทำให้มีแผลเกิดขึ้นที่เท้าได้ง่าย และอาจลุกลามจนทำให้เท้าเน่า บางคนอาจเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ บางคนท้องเดินตอนกลางคืนบ่อย หรือกระเพาะปัสสาวะไม่ทำงาน ทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือไม่มีแรงเบ่งปัสสาวะ

ไตเสื่อม
จะเกิดอาการไตเสื่อมจนเกิดภาวะไตวาย อาการที่แสดงให้เห็นคือ มีอาการ บวม ซีด ความดันโลหิตสูง และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้
เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย
เนื่องจากภูมิต้านทานโรคต่ำ ทำให้ร่างกายรับเชื้อโรคได้ง่าย เช่น ติดเชื้อในกระแสเลือด, วัณโรคปอด, กระเพาะปัสสาวะอักเสบ, กรวยไตอักเสบ, ช่องคลอดอักเสบ, เป็นฝีพุพองบ่อย, เท้าเป็นแผลซึ่งอาจลุกลามจนเท้าเน่า จนต้องตัดนิ้วหรือตัดขา
การรักษา
โดยทั่วไปแล้ว แพทย์แผนปัจจุบันจะทำการการรักษาโดยใช้วิธีให้รับประทานยา หรือฉีดอินซูลิน ควบคู่กับการควบคุมอาหารและแนะนำให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่การใช้ยาเป็นระยะเวลานาน ๆ มักจะมีผลกระทบต่อการทำงานของตับและไต ซึ่งควรต้องคำนึงถึงด้วย 
การรักษาตามแนวทางแพทย์ทางเลือก หรือการแพทย์แบบผสมผสาน เพื่อการฟื้นฟูประสิทธิภาพการทำงานของ ตับอ่อน ตับ ไต และหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญของการรักษาโรคเบาหวาน
เซลล์ซ่อมเซลล์ (Organopeptide Therapy)เป็นการฟื้นฟูร่างกายที่มีประสิทธิสูง โดยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณาให้ใช้เซลล์ซ่อมเซลล์ ตามความรุนแรงการเสื่อมของอวัยวะที่เกี่ยวข้อง
คลีเลชั่นบำบัด (Chelation therapy) ใช้เพื่อส่งเสริมและฟื้นฟูประสิทธิภาพหรือ การเสื่อมของตับอ่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการตกค้างของสารพิษซึ่งมีผลกระทบโดยตรงกับระบบการไหลเวียนและหลอดเลือด 
วิตามินบำบัด (Supplement Therapy) การควบคุมอาหารบางอย่างอาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่สำคัญไป จึงควรรับประทานประเภทวิตามินช่วย ซึ่งอาจจะรวมถึงผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เช่นสมุนไพรต่าง ๆ ที่ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย---> ดูประสบการณ์ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลเบาหวาน

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

5

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
2
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

หน้า 1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    น่ากลัวเน๊าะโรคนี้
  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ได้ความรู้มากเลย 
  3. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    บทความนี้สุดยอดมากครับ
    ปล. ใครยังไม่มีแคลน hon สนจัยติดต่อได้ ตัวยย่อ [GpMK] รับหมด OlimpuSl

    เยี่ยม
  4. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ถ่อววว ว ว ตายซะ เสียใจ
  5. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    สุดยอดไปเลย ว๊าว
ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน
1. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้จัดสร้างโดยผู้ลงข้อมูลเอง ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้ลงข้อมูลโดยตรง
ห้ามคัดลอก/เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงข้อมูล
2. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้ทำการคัดลอกมาจากของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงข้อมูลต้องทำการขออนุญาต และอ้างอิงอย่างเหมาะสม
3. ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ เป็นการส่งข้อความโดยผู้ใช้ หากพบเห็นข้อความหรือรูปภาพที่ไม่เหมาะสม, ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการโดยเร็ว

ร้องเรียนปัญหากระทู้ภายใน
เว็บไซต์ Dek-D.com

board@dek-d.com
( ทุกวัน 24 ชม )
02-860-1142 ต่อ 140
( จ-ศ 09.00-18.00 พักเที่ยง 12.00-13.00 )
refer: