=============*สุ่ยVSตั้กบงกช..กรี๊ดดดดดดด!!!!======================

ความคิดเห็น

14

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

ข้อมูลจาก LIPS VOLUME 4 ISSUE 10 หน้า67-82
รั้งตำแหน่งสาว-ขาว-สวย-หมวย-อมตะ อันดับต้น ๆ ของวงการบันเทิงไทยเอาไว้ได้ด้วยเรือนร่าง 32-24-35 และส่วนสูง 170 ซ.ม. จึงไม่แปลกถ้าจะบอกว่า ‘สุ่ย’ พรนภา เทพทินกร รองมิสไทยแลนด์เวิลด์ปี 1993 และ ‘มิสไชนิส อินเตอร์เนชั่นแนล’ ปี 1994 คนนี้ เธอเป็นสาวอันตรายสำหรับหัวใจหนุ่ม ๆ โดยแท้ เกือบแปดปีเต็มที่สุ่ยก้าวเข้ามาเป็นนักแสดง เผลอไปจับตาที่สาวอื่นเสียนาน หันกลับมาอีกทีสาวไทยเชื้อสายจีนอย่างสุ่ยก็สลัดคราบนางงามที่เคยนุ่มนิ่มอ่อนหวาน มาเป็นสาวเปรี้ยวจี๊ดแคล่วคล่องว่องไว ชนิดนางแบบที่ว่าแน่ ๆ ยังทำอะไรสุ่ยไม่ได้

อย่างที่บรรดาชายหนุ่มเขาบอกว่า เซ็กซี่ และเสน่ห์แรงเหลือใจ โดยเฉพาะหนุ่มน้อยที่มีอายุอ่อนเยาว์กว่า สาวฮอตของวงการปฏิเสธประเด็นร้อนฉ่าที่ทำให้เธอตกเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เสมอ กับริ้วรอยแดงระเรื่อที่ระบายอยู่ทั่วไปหน้า ตัดกับผิวขาวผุดผ่องชวนมอง ด้วยโทนเสียงแหลมปรี๊ด จึงดูเหมือนว่าอดีตนางงามอย่างเธอจะได้จับจองแต่บทตรงกันข้ามกับนางเอกอยู่เสมอ

“จะบอกว่าเป็นนางอิจฉาก็พูดมาเถอะ” สุ่ยมีละครเรื่อง ‘มัจจุรีพักร้อน’ ทางช่อง 3 เป็นละครบู๊แฟนตาซีคอมเมดี้ เล่นเป็นมัจจุราชผู้หญิงขึ้นจากนรกมาช่วยพิทักษ์โลก เป็นแนวตลกเลย จริง ๆ แล้วถ้าจะถามว่าสุ่ยถนัดเล่นบทตลกมั้ย ก็ไม่ถึงกับถนัดนะคะ แต่ชอบมากกว่าบทที่ดราม่ามาก ๆ ที่ชอบบทตลกเพราะมันไม่เครียดดี ตอนนี้สุ่ยเล่นละครเรื่องเดียวก็จะแย่แล้วค่ะ (หัวเราะ) เพราะเรื่องนี้เล่นบู๊ด้วย ต้องฟิตร่างกาย แล้วเขานัดคิวเช้าเลย 7 โมงต้องถึงกองถ่ายแล้ว แปลว่าคืนก่อนหน้านั้นไม่ต้องเที่ยวเลย (ยิ้ม) เพราะจะมีคิวดึกด้วย มีเอฟเฟ็กต์เยอะ ต้องถ่ายกับบลูสกรีน กว่าจะได้แต่ละคัตแต่ละซีนต้องใช้เวลาพอสมควรทีเดียว ที่ผ่านมาสุ่ยไม่เคยเล่นละครที่ต้องเตะต่อยเลย หลังจากเคยเล่นนางพญาผมขาว มีโหนสลิงตอนไปประกวดมิสไชนิสฯ จากนั้นก็ไม่ได้แตะอะไรที่เป็นแนวนี้อีกเลย จนมานี่ 8 ปีแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องแรก”

สาวสวยหุ่นเซ็กซี่เล่าแบบชัดถ้อยชัดคำก่อนจะขอย้อนกลับไปในชีวิตวัยเด็กที่หญิงสาวบอกว่าได้รับการเลี้ยงดูมาแบบคนจีนแท้ ๆ จากปาป๊าและมาม้า คุ้นเคยและคลุกคลีอยู่แถวตลาดโบ๊เบ๊มาตั้งแต่เกิดจนถึงทุกวันนี้ เรียกว่าเป็นสาวโบ๊เบ๊ร้อยเปอร์เซ็นต์ทีเดียว น้องสุ่ยแนะนำตัวด้วยความภาคภูมิใจ

“เด็ก ๆ สุ่ยเป็นเด็กขี้อายมาก ซื่อบื้ออีกต่างหาก (หัวเราะเสียงใส) มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน สุ่ยเป็นลูกคนโต ผู้หญิง 3 คน ผู้ชายคนเดียวคนสุดท้อง และเป็นเด็กขี้กลัว ไม่ค่อยจะรู้เรื่องอะไร นิด ๆ หน่อย ๆ ก็กลัวไปหมดเลย เพราะแม่สุ่ยดุ อะไรนิดหน่อยก็ลงที่เราเพราะเราเป็นพี่คนโต ยิ่งพ่อนี่ดุมาก-ไม่ใช่ตีอย่างเดียวนะ เตะเลยนะสมัยโน้นโหดมาก แต่สุ่ยโดนไม่บ่อย ถ้ามีใครทำผิดนี่เขาต้องลงที่เราก่อนเลย สมมติสุ่ยไปกับน้อง แล้วน้องหกล้มหัวแตกนี่ พ่อแม่จะตีเรา คนจีนเขาชอบใช้วิธีนี้ สุ่ยอยู่โบ๊เบ๊มาตั้งแต่เด็กเลย ตอนนี้ก็ยังอยู่ เมื่อก่อนป๊ากับม้าเขาทำเกี่ยวกับขาเก้าอี้เหล็ก ข้อพับข้อต่อส่งโรงงาน เป็นแบบกงสีในครอบครัว ก็อยู่กันหลายครอบครัวมาก ญาติพี่น้องก็อยู่ด้วยกันหมด สุ่ยเองมีหน้าที่เลี้ยงน้อง แล้วทำงานบ้านทุกอย่าง-ซักผ้า กวาดบ้าน ถูบ้าน ทำกับข้าว อาบน้ำให้น้อง ตื่นมาต้องพับผ้าห่ม เก็บที่นอน ทุกอย่างอยู่ที่สุยหมด เพราะสุ่ยเป็นพี่สาวคนโต เด็ก ๆ สุ่ยเรียนที่โรงเรียนบัณฑิตวิทยาแถวบ้าน ตั้งแต่ ป.1-ป.6 เลย เสียดายมากที่พูดจีน เขียนจีนไม่ได้ ได้แต่หน้ามาอย่างเดียว (หัวเราะ) จริง ๆ แล้วเคยเรียนโรงเรียนจีนตอนเด็ก ๆ นะคะ อาม่าส่งไป เป็นโรงเรียนเล็ก ๆ อยู่แถวหัวลำโพง อาม่าเขามองการณ์ไกลมาก ปรากฎว่าไปเรียนได้สองเดือนโรงเรียนไฟไหม้ เลยไม่ได้เรียน-เสียดายจะตาย โอ้โห-ถ้าได้ภาษจีนด้วยนี่เริ่ดเลย อาจจะไม่ใช่แค่มิสไชนิสฯอย่างเดียว”

สาวไทยเชื้อสายจีนหัวเราะสนุก มิฉะนั้นคงได้โกอินเตอร์ไปถึงไหน ๆ จากวัยเด็กที่ต้องรับบทหนักมาตลอด พอเริ่มย่างเข้าสู่วัยรุ่นเท่านั้น เหมือนว่ารัศมีความงามของเธอจะเริ่มเจิดจรัส ส่องประกายเป็นที่ระยิบระยับจับตาเชียวค่ะ
“เหมือนแม่จะรู้ว่าลูกสาวมีแววเหมือนตัวเอง (หัวเราะ) เพราะแม่สุ่ยเขาหน้าตาดี สมัยสาว ๆ เคยเป็นนางงามก่อนด้วยนะ ประมาณว่าเป็นนางงามประจำหมู่บ้าน ประจำตำบลอะไรซักอย่างนี่ละ ที่นครปฐม แม่เขาสวย พอลูกสาวอายุ 15 เขาก็ส่งรูปไปตามโมเดลลิ่งต่าง ๆ –แม่เขาเปรี้ยวนะ อยากให้ลูกเข้าวงการ แต่พอโมเดลลิ่งให้ไปเทสต์หน้ากล้อง พ่อก็ห้ามเลย ไม่อยากให้ทำงานแบบนี้

ยังมีความคิดว่าเป็นการเต้นกินรำกิน ยิ่งถ้าเกิดไปเล่นหนังเข้า เดี๋ยวก็ต้องมีบทกอดจูบ พ่อก็ไม่ยอมให้ไป แต่ดวงมันจะเกิดใช่มั้ย ให้ฉุดอย่างไรก็ไม่อยู่ (หัวเราะ) พอดีแม่สุ่ยไปเรียนทำผม แล้วมีงานรับประกาศนียบัตรที่โรงเรียนเสริมสวย สุ่ยก็ไปกับแม่ด้วย บังเอิญมีนางงามคนหนึ่งเขามาเห็นสุ่ยเข้า ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องอะไรเลยนะ เพิ่งจะสิบหกเอง เขามายื่นนามบัตรให้ชวนไปประกวดนางงาม เป็นเวทีเด็ก ๆ คือมิสทีนไทยแลนด์ ไม่ต้องใส่ชุดว่ายน้ำ แม่สุ่ยก็แบบว่าชอบอยู่แล้ว—ก็รับเลย แต่ไป ๆ มา ๆ ด้วยอะไรก็ไม่รู้ สุ่ยไม่ได้ไปประกวดหลุดจากนางงามคนนั้นมา ก็มาเจอแมวมองอีกคน เป็นกระเทย แต่เขามีอายุแล้ว สุ่ยเรียกเขาว่าป้า เขาก็จับสุ่ยมาประกวดนางนพมาศเลยไปประกวดเวทีนี้เป็นเวทีแรก แม่สุ่ยก็ไปด้วย เป็นงานลอยกระทงที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ แถวสะพานซังฮี้ จำได้แม่นตอนนั้นเด็กมาก ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่านางงามที่เขามาประกวดกันน่ะ เขามาล่ารางวัล เป็นนางงามเดินสาย พอมาถึงสุ่ยก็แบบว่า อื้อหือ-มีแต่เสือ สิงห์ กระทิง แรด ทั้งนั้นเลย สุ่ยก็ อุ๊ย-ตายแล้ว ม้าทำไงดี กลับบ้านกันเถอะ พี่เลี้ยงสุ่ยคือคุณป้าคนนี้เขาไปด้วย บอกว่าไม่เป็นไรหรอกหนู ของเราน่ะสด ไม่เคยประกวดที่ไหนเลย นี่เป็นเวทีแรก กรรมการเขาจะดูตรงนี้ด้วย ปรากฎว่าเขาให้ร้องเพลง ให้แสดงความสามารถพิเศษ สุ่ยก็แบบ—คนอื่นทำได้เราก็ทำได้ ร้องเพลง เต้นเติ้นได้หมด เพราะถ้ามัวแต่กลัวมันจะไม่ได้ ก็ร้อง ๆ ไป ปรากฎได้ที่หนึ่ง โอ้โห-ดีใจมาก แล้วนางนพมาศปีนี้ต้องใส่ชุดว่ายน้ำด้วยนะ สุ่ยก็แบบตายแล้ว ใส่ชุดว่ายน้ำนะ สุ่ยก็แบบตายแล้ว ใส่ชุดว่ายน้ำด้วยเหรอ เป็นครั้งแรกที่ใส่ชุดว่ายน้ำขึ้นเวที แล้วตอนนั้นคนอื่น เขาใส่กันให้ควัก เขาใส่ได้เราก็ใส่ได้ บอกตัวเองว่า เราสวย สูง อวบ สด-ใส่เลย แล้วชุดแบบไฮคัตมาก ถ้าเป็นทูพีชจะดูไม่โป๊นะ แต่วันพีชมันไฮขึ้นมาตรงนี้ (ชี้มาถึงบริเวณช่วงเอว) โอ้โห-จำได้ชุดสีเหลือง-ดำ ตรงสีเหลืองนี่จะใสมาก จนต้องเอาอะไรมาปิด เพราะมันเห็นหมดเลย ชุดบางมาก สุ่ยต้องเอาผ้ามาพันตรงสะโพกไว้ ก็ค่อยยังชั่วหน่อย แต่บางคนเขาเดินทั้งอย่างนั้นเลยนะ ทั้งบาง ๆ นั่นละ ทุกคนก็จะแบบยัดกันใหญ่ ทาผิวกันสุดฤทธิ์ แต่สุยออกไปแบบเปลือย ๆ ไม่ได้ทำอะไรเหมือนเขา เพราะสุ่ยเป็นแบบอะไรที่ทะเล่อทะล่าอยู่แล้ว เลยไม่เหมือนใครอยู่คนเดียว (หัวเราะ) เพราะอย่างนี้มั้งถึงได้ตำแหน่งมา”

สาวสุ่ยหัวเราะอย่างขันตัวเอง ติดใจคำพูดที่เธอบอกว่า ‘ยัดกันใหญ่เลย’ หญิงสาวร้อง ‘อ๋อ’ เสียงยาวในทันที ก่อนจะอธิบายให้ฟังว่าหมายถึง การยัดอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่นฟองน้ำ หรือกระดาษทิสชู่เพื่อเพิ่มความอวบอึ๋มให้โดดเด่นเตะตากรรมการ รวมไปถึงการทาผิวด้วยแป้งหรือรองพื้นต่าง ๆ เพื่อความนวลเนียน ทั้งสองอย่างนี้ล้วนเป็นเทคนิคพิเศษของนางงามเดินสาย หรือนางงามอาชีพโดยเฉพาะ อย่างที่เขาว่ากันว่า สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ สาวสุ่ยก็เช่นเดียวกัน แม้จะเป็นเด็กที่ขี้อายและขี้กลัวมาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อถึงภาวะคับขันหญิงสาวก็สามารถก้าวขึ้นเวทีประกวดในชุดว่ายน้ำ แถมยังกล้าร้องเล่นเต้นระบำได้อีกต่างหาก

“เมื่อก่อนเราเป็นเด็กขี้อายก็จริง แต่พอไปถึงตรงนั้นแล้ว เห็นคนอื่นเขาทำได้ เราก็ต้องทำได้ แล้วตรงนั้นมันไม่มีใครสนใจใคร สุ่ยว่าภายใต้ภาวะความกดดันนี่ คนเราสามารถทำอะไร ต่าง ๆ ได้มากกว่าภาวะปกตินะ ความที่เราไม่ยอมแพ้ เราก็ต้องเอาบ้างทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทาผิวเหมือนนางงามคนอื่น ๆ แต่สุ่ยรู้สึกว่าพอมายืนอยู่บนเวที มันก็โอเคนะคะเพราะแสงไฟมันช่วย ผิวสุ่ยงี้ขาวเป็นเผือกเลย คนอื่นเขาทาแป้งกัน แต่เราไม่ทาอยู่คนเดียวออกไปตัวเหลืองเชียว—ก็เลยได้ เพราะผิวคนจีนจะขาวอยู่แล้ว เวทีแรกสุ่ยได้รางวัลมาสองหมื่นบาท สำหรับสุ่ยแล้วตอนนั้นถือว่าเยอะนะ สุ่ยให้แม่หมดเลย ตัวเองเก็บไว้สามพันบาท ถือว่าเป็นเงินก้อนแรกในชีวิตสุ่ยเลย หลังจากนั้นมา แม่ก็รู้เลยว่าลูกต้องมีแววนางงามแน่ ๆ (หัวเราะ) รู้ว่าเราทำได้ ขนาดงานแรกกลัว ๆ อยู่เรายังชนะเลย คือคุณป้าคนที่เป็นพี่เลี้ยงสุ่ย เขาจะส่งสุ่ยประกวดจากเวทีเล็ก ๆ ก่อนแล้วค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นประกวดอยู่ประมาณสิบเวทีได้ ให้เราชินกับเวทีด้วย มีประการณ์ด้วย

เพราะช่วงแรก ๆ สุ่ยประกวดตามงานเทศกาลเท่านั้น เช่น สงกรานต์ ก็ประกวดทั้งที่วิสุทธิกษัตริย์กับพระประแดง ก็ได้เป็นนางสงกรานต์พระประแดง แล้วก็รองนางสงกรานต์ที่วิสุทธิกษัตริย์ ก็วิ่งไปวิ่งมาอยู่อย่างนี้วิ่งจนจำกันได้ นางงามคนอื่น ๆ ก็เหมือนกันพอประกวดไปเรื่อย ๆ เราก็ได้ชื่อว่าเป็นนางงามเดินสายแล้ว ชีวิตช่วงนี้สุ่ยบอกตรงๆ ว่าไม่สนุกเลย ต้องลุกขึ้นมาตั้งแต่ตี 5 เพื่อมาแต่งหน้า ซึ่งป้าที่เป็นพี่เลี้ยงจะเป็นคนแต่งหน้าให้สุ่ย แล้วป้าเขาจะเป็นคนแต่งหน้าเจ็บมากอาวุธของป้าคือดินสอเขียนคิ้วแท่งเดียวนี่ละ อันละ 15 บาท ป้าแกไม่ลงทุนเลย (หัวเราะ) เขียนคิ้วเสร็จ ไม่ต้องใช้แปรงสำหรับแปรงขนคิ้วนะ ให้ตามดินสอบข้างที่มันทู่ ๆ นี่ละมาขีด ๆ แล้วก็ไล้จนทั่ว ขนคิ้วอย่างเดียวไม่พอ ขอบตาล่างก็เหมือนกัน ดินสอทู่ ๆ อันเดิมนี่ละเกลี่ยเอา โห-เจ็บซะไม่มี ซึ่งสุ่ยไม่ชอบเลยแต่งหน้าแบบนี้ เพราะเขาแต่งเข้มมาก แล้วจะติดสก๊อตเทปบนหนังตาให้มันดูมีสองชั้นเรียกว่าบล็อกตาหวานแล้วติดขนตาปลอมเข้าไปอีก เป็นการแต่งหน้าที่หายนะมากในชีวิต (หัวเราะ) คือโหดมาก แล้วในสายตาเราแล้ว ดูไม่สวยเอาซะเลย แต่พอขึ้นเวทีแล้วแสงไฟส่องเข้ามาทำให้ดูสวย ซึ่งช่างแต่งหน้าเขาจะรูว่าแต่งหน้าแบบนี้จะทำให้หน้าหวาน ทาปากงี้สีช็อกกิ้งพิ้งก์เลย กรรมการเขาจะเห็นว่าสวย”
หลังจากก้าวเข้าสู่เวทีประกวดเป็นนางงามเดินสายตั้งแต่อายุได้เพียง 16 ปี ผ่านเวทีมาทั้งหมดสิริรวมแล้วสิบกว่าเวที หากจะเทียบกับนางงามเดินสายด้วยกันแล้ว สาวสุ่ยบอกว่าน้อยมาก ทั้งนี้ เพราะช่วงนั้นเธอยังคงสถานภาพนักเรียนอยู่ จะไปประกวดก็ต่อเมื่อเป็นงานเทศกาลเท่านั้น

“ตอนแรกป๊าเขาไม่ให้เลย เพราะกลัวว่าสุ่ยจะไม่เรียนหนังสือ แต่พอประกวด ๆ ไปแล้วได้เงินมา เขาก็เริ่มมองเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เพราะเวลาไปประกวดม้าจะไปกับสุ่ยด้วย เขาก็โอเค คอยดูอยู่ห่าง ๆ บอกแค่เพียงว่าอย่าทิ้งการเรียนก็แล้วกัน แต่สุดท้ายแล้วพอเราประกวดไปเรื่อย ๆ ต้องหาเงินช่วยทางบ้านด้วย พอเราได้เงินจากการประกวดมาปุ๊บ พ่อก็เออ-ดี มาช่วยค่าน้ำค่าไฟ ค่ากับข้าว เลยเห็นดีด้วย เพราะเงินหมื่นสมัยนั้นเยอะนะคะ แต่พอสุ่ยทำไปเรื่อย ๆ ทำไปทำมาก็ต้องออกจากโรงเรียนจนได้ เพราะเวลาประกวดบางครั้งเราต้องใส่ชุดว่ายน้ำด้วย

ทางโรงเรียนเขาก็เตือนมา ครั้งที่ 1 เราไม่เชื่อ ครั้งที่ 2 โรงเรียนก็เสียงแข็งมาแล้วว่าอย่างนี้ไม่ได้นะ ขอให้ออกดีกว่า เพราะเสียชื่อโรงเรียน ถ้าจะเรียนก็ต้องเลิกประกวด ตอนนั้นสุ่ยอยู่ ม.5 แม่ก็บอกว่าอย่าออกเลย เหลืออีกปีเดียวก็จบแล้ว เรียนให้จบก่อนดีกว่า แต่ตอนนั้นเขากำลังฮิตสอบเทียบกัน สุ่ยบอกไม่เป็นไรหรอกม้า เราก็หาเงินอย่างนี้แหละ แล้วไปสอบเทียบเอา สุ่ยก็ลาออกจากโรงเรียนไปสอบเทียบ ก็สอบได้ แล้วไปสอบเข้าเอแบค พอสอบได้ก็เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ตอนหลังเรียนได้ปีเดียวก็ต้องออกอีก เพราะไม่มีเวลาไปเรียนหนังสือ คนเราพอหาเงินได้แล้วมันต้องหาไปเรื่อย ๆ อะไรก็ยั้งไม่อยู่ ตอนนั้นเราจะคิดว่าเรียนหนังสือเมื่อไหร่ก็เรียนได้ หาเงินให้พ่อแม่ ให้ครอบครัวเราสบายก่อนดีกว่า ตอนไม่มีเงินสุ่ยว่าคงมีหลายคนเหมือนกันที่คิดอย่างนี้ เพราะบางทีเรายังไม่รู้เลยว่าเรียนจบแล้วเราจะหาเงินได้เท่านี้หรือเปล่า จะประสบความสำเร็จแบบนี้หรือเปล่า เพราะคิดอย่างนี้จนป่านนี้สุ่ยถึงยังเรียนหนังสืออยู่เลย (ยิ้ม)”

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเดินสายจนเกือบจะครบทุกเวทีแล้ว หญิงสาวจึงเดินหน้าสู่เวทีประกวดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ นั่นคือเวทีนางสาวไทย ตามด้วยเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์ในปีเดียวกัน

“ตามธรรมเนียมนางงามเขาจะประกวดกันอย่างนี้ เพราะนางสาวไทยเขาประกวดก่อน สุ่ยประกวดปีเดียวกับอรอนงค์ ปัญญาวงศ์ ที่ได้เป็นนางสาวไทย แต่สุ่ยถึงแค่รอบสิบคนสุดท้าย พอตกรอบนางสาวไทย ก็ไปประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ได้รองอันดับ 4 คนที่ได้มิสไทยแลนด์เวิลด์ปีนั้นคือ เชอรี่-มธรุส เลิศศักดา ตอนนั้นสุ่ยเด็กมาก ไม่สวยเอาซะเลย อวบมาก หนัก 56 กิโลฯได้ เงอะๆ งะ ๆ ยอมรับว่า ถึงแม้จะเคยเดินสายประกวดมาแล้วหลายเวที แต่ด้วยความที่สุ่ยเป็นคนแบบว่าผ่านแล้วผ่านเลย ผ่านแล้วก็ลืม เลยดูเหมือนไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ไม่ค่อยมีจริตจะก้านอะไรกับเขา ด้วยความเบ๊อะ ๆ แล้วก็แบ๊วแว้วของเราละมั้งที่ชนะใจกรรมการ คนก็ว่าใหม่นะ ดูสดดี ก็เลยได้ตำแหน่งกับเขา พอได้รองมิสไทยแลนด์เวิลด์ตอนนั้นทางช่อง 3 เขามีสัญญากับทาง TVB ฮ่องกง ให้ส่งนางงามไปประกวดมิสไชนิส อินเตอร์เนชั่นแนลที่โน่นด้วย เขาก็คัดเลือกคนที่มีเชื้อสายจีน หรือหน้าตาออกหมวย ๆ หน่อย เผอิญเราเป็นจีนอยู่คนเดียว ก็เลยส่งเราไปประกวด ก่อนหน้าสุ่ยเคยมีคนไปประกวดแล้ว สุ่ยเป็นคนที่ 4 หรือ 5 นี่แหละ ก่อนที่จะไปเขาให้เราไปเทรนก่อน ไปฝึกพูดภาษาจีน ตั้งชื่อจีน ตัดชุดต่าง ๆ สำหรับไปประกวดก็มีเวลาเตรียมตัวไม่นานหรอกค่ะ เพราะต้องรีบไป ไปอยู่ที่ฮ่องกงประมาณเดือนหนึ่ง ซึ่งเป็นการไปเมืองนอกครั้งแรกในชีวิตของสุ่ย แล้วไปคนเดียวด้วย ก็ต้องฝึกแต่งหน้าทำผมไปก่อน เพราะภาษาอังกฤษสุ่ยได้อยู่แล้ว เรียนเอแบคไง แล้วสุ่ยเป็นคนชอบดูหนังฟังเพลงฝรั่งอยู่แล้วก็ช่วยได้เยอะเหมือนกัน ไปถึงฮ่องกงก็มีคนมารับชูป้ายชื่อเรา ‘พรนภา แช่ติสุ่ย’ มารับแล้วก็พาไปพักที่โรงแรม มีงานแถลงข่าวร่วมกับนางงามจากหลาย ๆ ประเทศ”

โดยในปีนั้นหญิงสาวบอกว่ามีสาวงามเชื้อสายจีนทั้งหมด 30 คน จากหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก

“เขาให้พักด้วยกันห้องละสองคน สุ่ยพักห้องเดียวกับนางงามจากแคนาดา ไปถึงฮ่องกง อู้หู—อากาศหนาวมาก เพราะเป็นเดือนมกราฯ ต้องนั่งรถขึ้นเขาไปสตูดิโอที่บริษัท TVB ทุกวันที่ต้องไปอยู่เดือนหนึ่งเพราะต้องมีการเทรน มีการเก็บตัว ถ่ายวิดีโอ ทำกิจกรรมต่าง ๆ เยอะมาก มีเรียนภาษาจีน แล้วก็เรียนกำลังภายในเพื่อจะได้แสดงแล้วบันทึกเทปไปเปิดในวันประกวด ว่าใครรำมวยจีนได้สวย ออกท่าทางได้สวย เขาจะมีรางวัลให้อีกรางวัลหนึ่ง ทุกตอนเที่ยงก็มาเจอกันทั้ง 30 คน แล้วก็ไปทำกิจกรรมด้วยกัน ฝรั่งบางคนนี่พูดได้ตั้ง 3-4 ภาษา เพราะภาษาจีนแตกแขนงเยอะแยะ แต่ละคนพูดภาษาจีนเอาใจกรรมการกันสุดฤทธิ์ สุ่ยเองภาษาอังกฤษได้ แต่ไม่ถึงกับว่าปร๋อ อาศัยว่าการปรับตัวเก่ง เห็นใครทำอะไรเราทำได้แล้ว จับฉลากได้เบอร์หนึ่งด้วย เวลาทำอะไรต้องทำเป็นคนแรก จะร้องเพลง เต้นระบำ รำมวยจีนต้องทำก่อนเขาหมด

แล้วเป็นคนที่เอาต์โกอิ้งมาก กล้าแสดงออกเป็นบ้ามาก ไปเมืองนอกครั้งแรกสติแตกไปเลย (หัวเราะ) เขาให้ทำอะไรก็ทำได้หมด จากตอนแรกที่ไปคิดว่าจะไปช้อปปิ้งอย่างเดียว (หัวเราะ) พอไปถึงปรากฎว่าเขามีกิจกรรมให้ทำเยอะแยะ โอ้โห น่าตื่นตาตื่นใจ บ้าระ X กับเขา (หัวเราะ) สงสัยว่าที่นั่นเขาคงจะชอบแบบนี้มั่ง มีข่าวมีรูปเราลงหนังสือพิมพ์ด้วยนะ ประมาณว่าเราบ้าดี (หัวเราะ) ให้ทำอะไรก็ทำ ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงไทยจะบ้าได้ขนาดนี้ เขาก็สนใจ เป็นข่าวลงหนังสือพิมพ์รายวันเลยนะ กลายเป็นตัวเก็งไป ไอ้เราก็ไม่รู้เรื่อง เพื่อนต้องมาอ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟัง อุ๊ย-ก็ดีใจ”

เป็นอย่างไรล่ะคะ เห็นฤทธิ์สาวไทยหรือยังในที่สุดนางงามจากประเทศไทยคนนี้ก็คว้ามงกุฎ ‘มิสไชนิส อินเตอร์เนชั่นแนล’ มาครองจนได้โดยกวาดเรียบตั้งแต่ตำแหน่ง ‘มิสคูลแอนด์ชาร์มมิ่งอะวอร์ด’ มาแล้ว

“ก็ตำแหน่งที่รำกำลังภายในสวยนั่นแหละ แล้วตอนที่สุ่ยไปนี่เสื้อผ้าที่เตรียมไป มีแต่ผ้าไหมไทยทั้งนั้น แล้วแบบก็เช้ย-เชย ไม่โมเดิร์นเอาซะเลย พอดีว่าสุ่ยไปได้เพื่อนเป็นคนฮ่องกง รู้จักกันโดยบังเอิญ ก็สนิทกัน พอเขารู้ว่าเรามาประกวด ก็บอกว่ามีอะไรให้ช่วยก็บอก อย่างเสื้อผ้าถ้าไม่สวยให้ยืมได้นะ เราก็อุ๊ย-ยืมได้เหรอ ก็ยืมเขามา 2-3 ชุด เป็นชุดทันสมัยแบบสาวฮ่องกง เ X ยวเลย แต่ไม่ใช่ชุดที่ใส่ขึ้นเวทีนะคะ เป็นชุดที่เราใส่โชว์ตัว เวลาไปแถลงข่าว ไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้นักข่าวถ่ายรูป เพราะชุดที่ขึ้นเวทีจะเป็นพวกชุดกำลังภายใน ชุดมองโกล ซึ่งเขามีให้อยู่แล้ว. แล้วความที่เราเป็นข่าว คนก็จับตามอง พอถึงรอบตัดสิน ประกาศมารางวัลแรกคือ มิสคูลแอนด์ชาร์มมิ่งอะวอร์ด ปรากฎว่าเป็นเรา สุ่ยก็-อุ๊ยตายแล้ว พอได้รางวัลนี้ฉันก็ไม่ได้รางวัลอื่นแล้วสิ คือสุ่ยไม่คิดว่าตัวเองจะได้ทั้งสองรางวัลเพราะรางวัลแรกที่ได้เหมือนเป็นรางวัลปลอบใจไปแล้ว ก็โอเค-เดินหงอย ๆ ออกไป รางวัลอะไรก็ไม่รู้ก็ยืนรับดอกไม้ รับคทาอะไรไปง่อย ๆ พอเขาประกาศรองอันดับสองได้แก่ นางงามจากซีแอตเติลอเมริกา รองอันดับหนึ่งก็นางงามจากนิวยอร์กอเมริกา พอเขาประกาศว่าที่หนึ่งได้แก่ นางงามจากหมั่นก๊ก ตอนนั้นดิฉันกำลังหูอื้ออยู่ คือภาษาจีนคำว่าแบงค์ค็อกหรือกรุงเทพฯ คือหมั่นก๊ก เขาก็ประกาศซ้ำ-มิสแบงค์ค็อกก็ยืนเฉย เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะได้ แล้วคนจีนเวลาพูดภาษาอังกฤษสำเนียงจีนก็ฟังยากด้วยจนเพื่อน ๆ บอก ยูฯ นั่นแหละ สุ่ยก็อ้าว-เราได้เหรอ เพราะตอนประกาศจะยืนอยู่ทั้งหมดสิบคน แล้วเรียกออกไปทีละคน ไม่มีการมายืนแบบว่าเหลือสามคนสุดท้าย ตรงนี้และสุ่ยว่าที่ทำให้งง ก็เดินออกไปหน้าเอ๋อ ๆ แล้วร้องให้ใส่เลย มันเป็นอะไรที่แบบว่างง ๆ ออกไปปุ๊บน้ำตาไหล อันนี้มันอัตโนมัติ นางงามน่ะ ไอได้ก็ดีใจ ตอนนั้นมีผู้ใหญ่จากช่อง 3 บินไปดูด้วย เขาเฮกัน แล้วสุ่ยเป็นคนแรกของเมืองไทยที่ได้ตำแหน่งนี้ ตอนหลังถึงค่อยมี ‘มิสไทยแลนด์ไชนิส’ ที่เพิ่งมาจัดทีหลัง เป็นอีกเวทีหนึ่งเลย เป็นการประกวดสาวหมวยที่อยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อจะเฟ้นหาสาวหมวยไปประกวดมิสไชนิสฯ เพราะรุ่นหลังสุ่ยนี่สาวไทยไปประกวดมิสไชนิสฯ แล้วได้ตลอดเลย อย่าง ษา-วรรณษา ทอง-วิเศษ ก็ได้รอง ดาว-พัชราภา ก็ได้รอง
หลังจากได้ตำแหน่งแล้ว ที่ตั้งท่าว่าเสร็จการประกวดจะได้กลับบ้านเสียที กลายเป็นว่าหญิงสาวต้องอยู่ต่อเพื่อปฏิบัติหน้าที่มิสไชนิส อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ฮ่องกงอีกหนึ่งเดือน

“โหดมาก ตอนนั้นร้องไห้จะกลับบ้านท่าเดียว เพราะคิดถึงบ้านมาก โทรกลับมาหาม้าที่เมืองไทยบอก ‘หนูจะกลับบ้าน’ ม้าก็บอกให้อยู่ไปเถอะ เพราะเขารู้ว่าเราทำได้ ก็ได้ไปเปิดสวนสัตว์ที่เมืองจีน ไปถ่ายโปสเตอร์โปรโมท ร้านเพชรที่เป็นสปอนเซอร์ให้การประกวด ฯลฯ พอครบกำหนดก็กลับมาเมืองไทย ตอนนั้นน้ำหนัก 56 กิโลฯ แบบว่าอ้วนปั้กเลย ลุคนางงามแบบว่าผมฟู คนละลุคกับตอนนี้ ขอบอกว่า ‘แก๊ซ’ (คำสแลง แปลว่า แก่) มากตอนนั้น (หัวเราะ) กลับมาเมืองไทยก็ยังทำอะไรไม่ได้ยังอยู่ในสัญญากับ TVB จะทำอะไรก็ยาก เสียโอกาสไปเยอะมาก ไปถ่ายโฆษณาก็ไม่ได้ เล่นละครก็ไม่ได้ จนใกล้ ๆ จะหมดสัญญานั่นละค่ะ ถึงจะได้มาเล่นละคร”

ก็เป็นอันว่า กว่าหญิงสาวจะได้เริ่มเข้ามาแตะในวงการบันเทิง ก็ล่วงเลยมาอีกเกือบหนึ่งปีเต็ม ประมาณปี 1995 โดยประเดิมเล่นละครกับคุณไก่-วรายุฑ มิลินทจินดา เป็นเรื่องแรก

“พี่ไก่เขาเก่งมาก ฮอตมาก สามารถขอสุ่ยมาเล่นละครได้ ตอนนั้นถ้าอยากให้ใครเล่นละคร พี่ไก่ดึงมาได้หมด สุ่ยเล่นละครเรื่องแรกเรื่อง ‘เหมือนคนละฟากฟ้า’ เล่นกับพี่วิลลี่ ที่แหม่ม-จินตหรา เล่นเป็นคู่หมั้นพี่วิลลี่ หน้าอ้วนปั้กเลย ไม่รู้ประสีประสาอะไรเลย ก่อนหน้านั้นสุ่ยไม่เคยเล่นละครมาก่อน ที่โรงเรียนก็ไม่เคยเล่น ทั้ง ๆ ที่เป็นสาวกิจกรรมกับเขาเหมือนกัน เป็นเชียร์ลีดเดอร์ เล่นละครเรื่องแรกก็ยืนบังไลน์แสงของตัวเอง-ไม่รู้เรื่อง คนอื่นยืนบังจนหน้าเรามืดยังไม่รู้ เงาพาดหน้าขนาดนี้ยังไม่รู้เรื่อง เข้าฉากละครแต่ละทีนี่หมดความมั่นใจไปเลย

ฟีดแบ็กละครเรื่องนี้คนก็สงสาร อู๊ย-ไม่ได้แจ๋เลยนะ ต้องเล่นให้คนสงสาร แต่บางทียังส่งเสียงแปร๋นแหลนออกมา พี่ไก่ก็เอ๊ะ-บอกให้เล่นให้คนสงสาร แต่ทำไมเสียงแปร๋นเชียว พี่ไก่เลยบอก-ตายแล้ว เธอคงเหมาะกับบทแจ๋น ๆ มากกว่ามั้งเนี่ย เรื่องต่อมาพี่ไก่เลยจับมาพลิกให้เล่นเป็นครูใหญ่ในเรื่อง ‘สองนรี’ บทร้าย แจ๋ ปัญญาอ่อน พลิกหมดเลย เล่นร้ายมาก ปรากฎว่าฟีดแบ๊กกลับมาดี คนเกลียด โดนด่าไปทั้งเมือง เป็นครูแต่ทำตัวไม่เหมาะสม ลงหนังสือพิมพ์ด่าเลย บอกเป็นนางงามมีชื่อเสียงมารับบทครูยังโอเค แต่เป็นครูปัญญาอ่อนนี่สิ โอ้โห-เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ทั้ง ๆ ที่เป็นละครนะ แต่คนอินมาก ๆ ก็เลยดัง พอดังปุ๊บเขาก็ยื่นบทแบบนี้มาให้ทั้งนั้น ร้ายแบบต๊อง ๆ ทั้งนั้น ไม่ได้วี้ดแบบว่าตลาดแตก ตั้งแต่นั้นมาก็เล่นแนวนี้ตลอด มีสลับไปร้ายลึกบ้าง อะไรบ้าง แต่ร้ายหมด (เน้นเสียง) พอมาจับทางตัวเองได้แล้ว สุ่ยว่าตัวเองเล่นบทตลกคอมเมดี้นี่เหมาะที่สุด เพราะหนึ่งคือชอบ แล้วสอง—เป็นคนต๊อง ๆ อยู่แล้ว (หัวเราะ) ไม่สนใจอะไร เล่นแล้วไม่ซีเรียส เล่นได้เต็มที่ คนก็เลยชอบให้เราเล่นแบบนี้มากกว่า สำหรับตัวเองได้ทำในสิ่งที่เรารักแล้วมันไม่เครียดก็โอเค”

หลังจากวนเวียนอยู่กับบทนางร้ายแล้ว ร้ายอีก ร้ายมาก จนถึงร้ายที่สุด อยู่ประมาณสี่ปี หญิงสาวก็หยุดพักการแสดง บินไปเรียนต่อที่เมืองซีแอตเติล สหรัฐอเมริกา ทันที เพื่อเปิดโลกกว้างให้กับตัวเอง

“ตอนนั้นรู้สึกว่าเบื่อวงการมาก อยากจะออกจากวงการไปเรียนหนังสือ เบื่อชีวิตที่เป็นเหมือนแบบรูทีนมาก ๆ ตื่นมาตอนเช้า 7-8 โมง ต้องขับรถไปกองถ่าย ช่วงนั้นสุ่ยรับละครแบบบ้าระห่ำมาก อาทิตย์ละ 3-4 เรื่อง บทคล้าย ๆ กันหมดเลย เล่นแล้วก็จำชื่อสับสนกันไปมา รถก็ติดกลับบ้านตี 1-2 ต้องมานั่งล้างหน้า ล้างเครื่องสำอาง เป็นอย่างนี้ตลอด อาทิตย์ละเจ็ดวัน เบื่อมาก ๆ ก็เลยบอกพี่ปูขน—นริสา ซึ่งเขาดูแลสุ่ยอยู่ บอกไม่ไหวแล้ว อยากไปเมืองนอก เขาก็จัดการให้ เพราะเขารู้ว่าเราเหนื่อย ก็เขียนข่าวใหม่ว่าสุ่ยไปเรียนต่ออเมริกานะ อยากไปเมืองนอกมากตอนนั้น สงสัยเป็นเพราะดูหนังมากไปหน่อย (หัวเราะสนุก) ‘Sleepless in Seattle’ –นอนไม่หลับที่ซีแอตเติล ดูหนังเรื่องนี้แล้วอยากไปซีแอตเติลมาก—ก็ไปซะเลย มีแรงบันดาลใจว่า อยากไป อยากเป็นนักเรียนนอก จริง ๆ แล้วไม่ได้อยากได้คำว่านักเรียนนอกเท่าไหร่หรอก แต่อยากไปดูว่าชีวิตข้างนอกมันเป็นอย่างไรโตมาฉันก็อยู่ในกรอบตลอด อายุสิบห้าต้องทำงานแล้ว จนมานี่อายุยี่สิบสี่ยี่สิบห้าแล้วยังไม่เคยได้ไปไหนเลย อยู่แต่ที่บ้าน ที่โรงเรียนแล้วก็กองถ่าย พอไปเมืองนอกปุ๊บ ก็เหมือนลูกโป่งถูกปล่อยเลยค่ะ เที่ยวสนุกสนาน ใช้ชีวิตอิสรเสรีอย่างที่เราไม่เคยมาก่อน ไปถึงสุ่ยก็เรียนภาษาก่อนสามเดือน แล้วถึงเข้าคอลเลจ ช่วงที่เรียนภาษานี่ พอบ่าย ๆ ก็เลิก ก็เที่ยวสิ นั่งรถเมล์เข้าเมืองไปดาวน์ทาวน์กับเพื่อน ๆ ช้อปปิ้งเหมือนบ้า (หัวเราะ) เพราะไม่เคยได้ชีวิตแบบนี้มาก่อนเลย ทุกอย่างใหม่หมด อากาศก็หนาว ทุกคนหน้าตาแปลกใหม่ เพื่อนก็พูดกันคนละภาษา ตื่นเต้นไปหมด (หัวเราะ)”

เรียกว่าชีวิตนักเรียนนอกที่โน่นสนุกสนาน เต็มไปด้วยสีสันถูกในสาวสุ่ยเป็นอย่างมากกับดีกรีความสวยระดับ ‘มิสไชนิสอินเตอร์ฯ’ จังไม่แปลกที่สาวสุ่ยจะคว้าตำแหน่ง ‘ดาว’ มาครอง เป็นขวัญใจหนุ่ม ๆ นักเรียนต่างชาติในเมืองซีแอตเติลเชียวนะ นักแสดงสาวหัวเราะสนุก ดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับ ก่อนจะเล่าถึงความแก่นกล้าสามารถของตัวเอง

“อู๊ย-ไปที่โน่นมีคนมาจีบเยอะ ส่วนใหญ่ จะเป็นคนเอเชียด้วยกัน-ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นดาวของห้องเลยนะ (หัวเราะ) พวกเพื่อนก็จะแบบ-แหม! ทำไมคนนี้พูดภาษาอังกฤษเก่งจัง เก่งกว่าพวกที่ไปเรียนด้วยกัน เราก็เลยป๊อปปูล่าร์ไปเลย (ยิ้ม) แล้วที่โรงเรียนจะมีเด็กจากประเทศยูเออี (ยูไนเต็ดอาหรับเอมิเรตส์) เป็นนักเรียนทุนมาสิบกว่าคน กลุ่มนี้เขาเห็นเราป๊อปปูล่าร์ คุยเก่งแล้วเป็นคนที่เอาต์โกอิ้งสุดฤทธิ์ สนุกสานานร่าเริง เขาก็เลยชอบ เป็นผู้ชายอาหรับตัวดำสิบคน ตัวใหญ่ยักษ์ (หัวเราะ) ความที่เป็นเพื่อนกัน สุ่ยก็ไม่กลัวนะ ไปเที่ยวกับเขา เที่ยวดิสโก้เธคกับกลุ่มนี้-ทุกคืนศุกร์-เสาร์เลย อยู่ที่โน่นสุ่ยอยู่กับแฟมิลี่ เพื่อน ๆ กลุ่มนี้เขาจะขับรถมารับไปเที่ยวเป็นประจำ เด็กพวกนี้รวยนะ รัฐบาลส่งมาไม่ต้องออกอะไรเลย บ้านเขารวยอยู่แล้วขายน้ำมันนี่ วันเกิดสุ่ยทีให้ทองนะจ๊ะ (ยิ้มหวาน) สร้อยทอง-เก๋มาก ทุกวันนี้สุ่ยยังเก็บไว้อยู่เลย เวลาเขามารับ แฟมิลี่ก็ถาม ยูไม่กลัวเหรอเราก็เฮอะ-ไม่เห็นกลัวเลย ก็เป็นเพื่อนกันทั้งนั้น แฟมิลี่เขาเป็นห่วง พอกลับมามองตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองแรงจังเลย (หัวเราะ) มองโลกในแง่ดีมาก แต่เวลาไปเที่ยวสุ่ยจะมีเพื่อน ๆ ไปด้วย พอไปเที่ยวก็มีเด็กนักเรียนไทยเม้าธ์ ๆ แล้วว่าเนี่ยดาราที่เป็นมิสอะไรจีน ๆ นี่ละ ไปเที่ยวกับพวกคนดำด้วย ทั้งที่เขาเป็นคนอาหรับ ก็เมาธ์จนเพี้ยน กลายเป็นนิโกรไปเลย ซึ่งพวกนี้เวลาเต้นระบำทีสะโพกมีเท่าไหร่ก็ใส่กันเต็มที่ คนไทยเห็นก็แบบ โห-เต้นน่าเกลียดมาก เม้าธ์กันเสียเลยนะ หาว่าเราต้องได้ใครสักคนในกลุ่มนั้นแน่ ๆ โอ้โห-ตอนนั้นสุ่ยดังมากในหมู่นักเรียนไทย ดังในทางไม่ดี (หัวเราะ) จนมีเพื่อนจากเมืองไทยโทรมาถามว่ามีสามีเป็นนิโกรเหรอ โอ้โหเมาธ์กันแบบว่าแรงจริง ๆ จนสุ่ยต้องส่งรูปกลับมาคอนเฟิร์มที่เมืองไทย เพราะอยู่ที่โน่นเราปล่อยฟรีเต็มที่ แต่ไม่ใช่ว่าเละ ๆ เทะๆ นะ เพียงแต่ว่าเราหลุดไปจากกรอบแล้วไง ใช้ชีวิตแบบสนุกสนานเต็มที่ อยากเรียนรู้ชีวิต เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยได้ใช้ชีวิตเลย ทำงานอย่างเดียว โอเค-ในกลุ่มนี้อาจจะมีคนมาชอบเราบ้าง แต่เราเซย์โนตลอด เพราะแขกนี่ไม่ใช่สเป็กอยู่แล้ว (หัวเราะ)”

แต่ถ้าเป็นหนุ่มญี่ปุ่นก็เป็นอีกเรื่องนึงใช่ไหม หมวยอินเตอร์ของเราหัวเราะสนุก ก่อนจะพยักหน้ารับ

“ใช่ ๆ ก็คบ ๆ เป็นเพื่อนกันทั้งนั้น เพราะจะว่าไปแล้วตอนนั้นที่ไปน่ะ คนญี่ปุ่นดีกับสุ่ยมาก กว่าคนไทยอีกนะ เวลาเราไม่มีตังค์นี่ไปขอข้าว เขากินได้ เขาก็ส่งซุป ส่งบะหมี่มาให้เรากิน แต่ คนไทยไม่มี-มีแต่กระแนะกระแหนอย่างเดียว สุ่ยไม่คบคนไทยที่นั่นเลย ตอนไปเรียนสุ่ยไม่ทำงานเลย เพราะแฟมิลี่บอกว่าต้องอยู่ให้เลยปีหนึ่งก่อนถึงจะทำงานได้ แล้วสุ่ยก็ไม่อยากทำงานด้วย เหนื่อยมากแล้ว อยากจะไปแบบปล่อยจริง ๆ ไปเรียนหนังสือ ไปใช้ชีวิตแบบนักเรียนดูบ้าง สุ่ยเรียนภาษาเสร็จปุ๊บ เข้าคอลเลจได้เทอมหนึ่งก็ต้องกลับเมืองไทย เพราะแม่ป่วย ไปเมืองนอกได้เดือนเดียวแม่ก็ป่วยเป็นมะเร็งในปอด แม่ก็ยื้อ ๆ เราก็ยื้อ ๆ จนเกือบปีก็ต้องกลับมา เพราะเป็นห่วงแม่ แล้วตอนนั้นก็ไม่ไหวด้วย เข้ายุค IMF พอดีสุ่ยอยู่อเมริกาจนถึงดอลล่าร์ละ 60 บาท ก็โห-ไม่ไหว”

ด้วยความเป็นห่วงคุณแม่ กับภาวะเศรษฐกิจที่ดิ่งลงไปเรื่อย ๆ ทำให้สาวหมวยของเราต้องบินกลับบ้านเกิดเมืองนอน

“ทั้ง ๆ ที่สุ่ยเป็นคนเก็บเงินเก่งมาก จนคนลือเลยละว่าสุ่ยเค็มสุด ๆ โถ-เงินทุกบาททุกสตางค์กว่าจะได้มานะคะ อาบเหมือต่างน้ำ อดตาหลับขับตานอน จนได้โรคประจำตัวมาตั้งหลายโรค กระเพาะอาหารเอย กระเพาะปัสสาวะอักเสบเอย กว่าจะได้เงินมาแต่ละบาท คนไม่รู้หรอกว่าการเป็นดารามันลำบากมากนะ ไม่ได้กินนอนเป็นเวลา เมื่อก่อนสุ่ยขี้เหนียวมาก-เค็มจัด (หัวเราะ) ขนาดไหนเหรอ ไปไหนไม่ค่อยออกตังค์ ถามพี่ปูได้เลย พี่ปูบอก ‘อะไรยะ ข่าวก็ลงให้ ดูแลเทกแคร์ทุกอย่าง ไปกินข้าวยังต้องให้เลี้ยงอีก’ (หัวเราะร่วน) ความที่เราเป็นเด็กไง ผู้ใหญ่ก็ต้องออกสิ ถูกเลี้ยงมาแบบนั้น เป็นนางงามไปไหนใครก็ออกตังค์ให้ กินฟรีตลอด ก็ติดนิสัยนั้นมา เขาก็เอาไปพูดจนเป็นข่าวเมาธ์ไปทั่วเลยว่าสุ่ยเค็ม ทำเป็นฟอร์มลืมกระเป๋าตังค์ แหม-บางทีมันก็ลืมจริง ๆ (หัวเราะ) ไม่ใช่ฟอร์มนะ ลืมจริง เป็นคนไม่ค่อยพกเงินในกระเป๋าเยอะอยู่แล้ว เพราะสุ่ยเป็นคนเลินเล่อ ทำกระเป๋าหายประจำ กระเป๋าตังค์สุ่ยมีเงินไม่เท่าไหร่หรอก ร้อยสองร้อยบาท เวลาไปไหนเลยลืมกระเป๋าตังค์ตลอด-เพราะไม่ค่อยออกตังค์อยู่แล้ว จนมีอยู่ครั้งหนึ่งสุ่ยบอกพี่ปูว่าจะเลี้ยงข้าวเขาสามรอบแล้ว ลืมกระเป๋าตังค์ทั้งสามรอบเลยนะ จนพี่ปูเขียนด่าลงไทยรัฐ (หัวเราะ) เราก็เลยอ๋อ-เราคงโตมาแบบนี้ ไม่ได้แล้ว เราทำงานหาเงินได้แล้ว ก็ต้องเลี้ยงผู้มีพระคุณบ้าง”

น้องสุ่ยหัวเราะสดใส ด้วยอารมณ์ครึกครื้น เป็นห่วงก็แต่คุณปูละค่ะ ว่าจนถึงวันนี้ คุณปูจะได้รับเลี้ยงจากน้องสาวสุดเค็มคนนี้หรือยัง ว่าแล้วก็กลับไปที่อเมริกาต่อดีกว่า

“ตอนที่สุ่ยอยู่อเมริกา ต้องส่งเงินกลับ มาให้ที่บ้านด้วย เรามีกั๊กของเราไป-หลายหมื่นเหรียญอยู่เหมือนกัน แต่ก็ต้องส่งกลับมาด้วย ไปเรียนนี่ที่บ้านไม่ได้ส่งให้เรียนนะคะ ต้องส่งเงินมาอีกต่างหาก เป็นดอลลาร์ เป็นเงินเก็บของเรา ซึ่งตอนนั้นเราไม่ได้ทำงานด้วย ไปได้เกือบปีเงินหมดก็ต้องกลับ ตอนแรกกะว่าจะกลับมาแป๊บเดียว แล้วจะกลับไปอีกตั้งใจว่าไปอเมริกา คราวนี้จะต้องทำงานแล้ว ปรากฎว่าไม่ได้กลับ เพราะคุณแม่เสียพอดี สุ่ยกลับมาได้สองสามเดือน คุณแม่ก็เสีย จนถึงวันนี้สุ่ยก็ยังไม่ได้กลับไปอีกเลย ข้าวของก็ทิ้งไว้ที่โน่นหมด ไม่ได้เอากลับมา เพราะกะว่าจะกลับไปเต็มที่ คอลเลจก็เข้าได้แล้ กว่าจะเข้าได้ต้องใช้เงินเยอะนะ แล้วยังจะข้าวของเราอีก ต้องทิ้งหมดเลย เสียดายมาก กลับมาแต่ตัว คิด ๆ ดูแล้วเหมือนไม่ได้ไปเลยนะ ทุกอย่างเหมือนเป็นความฝันเลย—ชีวิตที่โน่น กลับมาสุ่ยก็มาเริ่มต้นเล่นละครใหม่ จากวันนั้นถึงวันนี้สี่ปีแล้วค่ะ”

สาวสุ่ยเล่าอย่างสุดแสนอาวรณ์ ร่องรอยความเสียดายยังระบายอยู่ทั่วใบหน้า และเจือปนอยู่ในน้ำเสียงกับวันคืนอันผาสุกสนุกสนานที่ไม่หวนคืนกลับมาอีกแล้ว

“ตอนสุ่ยไปเรียนที่โน่นยังมีข่าวแพลมออกมาที่เมืองไทยว่า สุ่ยหนีไปคลอดลูกที่นั่นจริง ๆ ตอนนั้นสุ่ยมีแฟนอยู่แล้ว เป็นเด็กเอแบค คบกันมาสิบปีแล้ว ตั้งแต่สุ่ยอายุสิบห้า เพิ่งจะเลิกกันไปเมื่อสามสี่ปีนี่เอง เลิกกันตอนที่สุ่ยไปเรียนได้ครึ่งปี มันค่อย ๆ ห่างกันไป จนเดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ ยังช่วยเหลืออยู่ อุ๊ย-ตอนมีข่าวว่าสุ่ยท้องและไปคลอดที่โน่น พี่ปูเขาโทรไปบอกสุ่ยที่โน่นเลยนะ ว่าให้รีบส่งรูปกลับมาเดี๋ยวนี้ เพื่อยืนยันว่าสุ่ยไม่ได้ท้อง สุ่ยก็ส่งรูปกลับมา คนถึงได้เชื่อ

แล้วสุ่ยไปไม่ถึงปี ไปแค่สิบเดือนเอง ถ้าท้องแล้วไปคลอดจริง ๆ มันก็เป็นไปไม่ได้ แต่อีตอนที่กลับมาสุ่ยอ้วนปั้กเลย-อ้วนมาก นำหนัก 60 กิโลฯ บางคนก็เลยปักใจเชื่อใหญ่เลยว่าสุ่ยหนีไปคอลดลูกทิ้งไว้ที่โน่น แล้วกลับมาเล่นละครหาเงินต่อมั้ง โอ้ย-คนเราก็คิดกันไปต่าง ๆ นานา ช่วงนั้นสุ่ยกดดันมาก ๆ เพราะพี่ปูเขาหางานไว้ให้ กลับมาแล้วต้องลดนำหนักให้ได้ภายในหนึ่งเดือน เพราะต้องเล่นละคร พี่ปูเขาจัดการติดต่อพี่ไก่ไว้ว่าสุ่ยจะกลับมาแล้วนะ โอ้โห-ตอนนั้นสุ่ยกินยาลดความอ้วนจนหน้ามืดไปเลย ไปออกรายการนี่อ้วกเลย เป็นเอฟเฟ็กต์มาจากการกินยาลดความอ้วน หลังจากกินได้สองอาทิตย์สุดท้ายก็ต้องเลิก หันมาออกกำลังกายแทน บังเอิญว่ามีงานเข้ามาเยอะมาก เยอะกว่าตอนก่อนไปอีก ก่อนไปว่าบ้า ๆ แล้วนะ ถ่ายละครอาทิตย์ละสามเรื่อง กลับมาสุ่ยรับอาทิตย์ละสี่เรื่อง ก็ต้องทำงานให้มันผอมเร็ว ๆ อู๊ย-ตอนนั้นสุ่ยรับทุกอย่างเลย ละครเอย เกมโชว์เอย ทุกอย่างที่เป็นเงินสุ่ยรับหมด เพราะตอนนั้นที่กลับมา ยุคไอเอ็มเอฟ แม่สุ่ยเป็นหนี้ด้วย กลับมาสุ่ยก็ต้องมาใช้หนี้ให้ กลับมารับภาระเหมือนเดิม ชีวิตนี้ต้องทำงานตลอด (ยิ้ม) ทำงานหนัก ๆ มันก็ผอมเองโดยอัตโนมัติแล้ว สุ่ยเป็นคนดูแลรางกายตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ๆ รู้จักการชิตอัพมาตั้งแต่อายุสิบสี่สิบห้าแล้ว ต้องขอบคุณแม่ที่สมัยก่อนให้ดื่มนมวันละขวด พอน้องไม่ดื่มเราต้องดื่มแทน เพราะถ้าของน้องเหลือเราก็โดนด้วย ต้องขอบคุณน้องด้วย เพราะทุกวันนี้น้องสุ่ยเตี้ยมาก (หัวเราะ) มีสุ่ยสูง 170 ซ.ม. อยู่คนเดียว”

เรียกว่าพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ผลชะงัดเกินความคาดหมาย กับความสูงโดดเด่นและความสวยเตะตา เมื่อปฏิวัติรูปร่างได้สวยสะโอดสะอง จนใคร ๆ ที่เคยมองข้ามสุ่ย ต้องหันกลับมามองใหม่ตลอดเป็นแถว ในฐานะ ‘สาวอันตาย’ คนใหม่ โดยเฉพาะหนุ่ม ๆ ที่อดตะลึงจนเหลียวหลังไปตาม ๆ กันไม่ได้ เพราะอย่างนี้หรือเปล่า หญิงสาวจึงมีแฟนเด็กตลอด และขอย้ำว่า-หล่อตลอด

“อุ๊ย!” สาวสุ่ยส่งเสียงอุทานแบบตั้งตัวไม่ทัน “จริงเหรอ-ไม่จริงมั้ง” ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะ แบบถูกใจถูกอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง ตอนกลับมาตอนนั้นสุ่ยไม่มีแฟน เพราะเพิ่งเลิกกับคนเก่าที่คบกันมาสิบปี ก็เที่ยวอย่างเดียว จนมาเจอ ‘เอส-วรฤทธิ์’ ตอนนั้นเขายังไม่ได้เป็นดารานะ คือสุ่ยเองไม่ได้กะเกณฑ์ว่าจะต้องหาแฟนใหม่ แต่คนจะเจอก็ต้องเจอ (ยิ้ม) เราก็ยืนสวย ๆ ของเรา เต้นของเรา (หัวเราะแบบขำตัวเอง) เขาก็เข้ามา มันเป็นจังหวะมากกว่า ก็คบกันไปเรียนรู้กันไป แต่ช่วงหลัง ๆ พอคบกันไปได้ปีกว่าเกือบสองปี เริ่มรู้สึกว่าไม่ใช้แล้ว เพราะอะไรเหรอ คือกลับมาตอนนั้นเราเครียดเรื่องานด้วย งานเราเยอะ ทำงานทุกวัน แล้ววัฒนธรรมฝรั่งก็เข้ามามีอิทธิพลกับตัวเรามากพอสมควร ทำให้สุ่ยเป็นคนแอ๊กทีฟนะ ไฮเปอร์ด้วย ทุกอย่างเลย เขาก็รับไม่ได้ รู้สึกว่ามันแรงไป ไม่สมกับเป็นกุลสตรี (ยิ้ม) ก็เลยบอกจบกันดีกว่า ไปด้วยกันไม่ได้แล้ว ก็มีคนมาพูดว่าเป็นช่วงจังหวะที่เขากำลังขึ้นพอดี คนพูดกันเยอะ แต่บอกไว้ก่อนเลยว่าสุ่ยกับเอสคบกันด้วยใจ รักกันชอบกันเลยคบกัน ใช้เวลาด้วยกันสองปี พอศึกษากันไปแล้วมันไม่ใช่ เป็นไปไม่ได้ เราให้เขาอย่างที่เขาต้องการไม่ได้ เขาเองก็ใจเย็นให้เราไม่ได้ ฉะนั้นก็เลิกกันไป เลิกกันก่อนที่เขาจะมีแฟนใหม่ หลายคนไปพูดว่ามีมือที่สาม ซึ่งไม่ใช่ สุ่ยบอกได้เลยว่าเรา-เราเลิกกันก่อนแล้ว (ย้ำคำหนักแน่น) มันง่อนแง่นมานานแล้ว ไม่รอดแล้วก็อย่าดีกว่า สุ่ยเป็นคนตัดสินใจเอง เป็นคนบอกเขาเองว่าอย่าฝืนต่อไปเลย เพราะมันฝืนมานานแล้ว ฝืนไม่ได้ก็อย่าเลยดีกว่า ก็เลิกกันไป”

แต่สาวสวยหมวยอันตรายอย่างน้องสุ่ยมีหรือที่หนุ่ม ๆ จะปล่อยให้หัวใจเธอว่างนาน หลังจากโบกมือลากับหนุ่มเอส สาวสุ่ยก็มีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่เรียงแถวเข้ามาเกาะแกะที่ริมหัวใจกันไม่ได้ขาด

“เลิกกับเอสได้สามสี่เดือนก็มีคนมาจีบ แต่ตอนนั้นสุ่ยยังต้องทำงานเยอะมาก แล้วเพิ่งเลิกกับแฟนมาใหม่ ๆ ก็ยังไม่มีอารมณ์จะมีใคร เบื่อเหลือเกิน อยู่กับเพื่อนดีกว่า ก็เที่ยวจนได้ดี (หัวเราะ) เที่ยวไปเรื่อย ๆ จนมาเจอกฤษณ์ (นักแสดงหนุ่มวัยรุ่น) คือกฤษณ์เขาจะรับรู้ปัญหาของสุ่ยกับเอสมาตลอด เขาเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน คุยกันไปคุยกันมาก็เริ่มสนิทกัน ตอนนั้นกฤษณ์ก็ไม่มีแฟน อายุห่างกันประมาณ 5 ปี แต่เขามีความเป็นผู้ใหญ่ที่เราสามารถปรึกษาอะไรด้วยได้ เป็นคนใจเย็นแต่ไฮเปอร์เหมือนกัน (หัวเราะ) ไม่น่าเชื่อนะคะ คบกันตอนแรกไม่ถึงกับคลิกซะทีเดียว เพิ่งจะมาสนิทกันจริงๆ คุยกันปรึกษาได้ทุกเรื่องก็เมื่อปีที่ผ่านมานี่เอง ถึงตอนนี้จะคบกันมาปีกว่า ๆ จะสองปีแล้ว ก็ยังอยู่ในช่วงที่ดู ๆ กัน แต่อย่างน้อยเราก็มีเพื่อนที่ปรึกษาอะไรด้วยได้ กินข้าว ดูหนัง อะไรด้วยกัน แต่ถ้าถามว่าใช่หรือยัง-ก็ยังไม่รู้ยังต้องดูกันอีก สุ่ยว่าคนเราต้องเรียนรู้กันไป ทั้งชีวิตก็ยังไม่จบ ต้องดูกันไปเรื่อย ๆ ค่ะ”
สรุปว่าชอบชายหนุ่มอายุน้อย? ขออนุญาตถามอีกครั้งเถอะค่ะ เพราะมิตรรักแฟนละครฝากกันมาเยอะเหลือเกิน สาวสุ่ยหัวเราะแก้มแดงเป็นลูกท้อเชียว
“ไม่ใช่ไม่ชอบผู้ชายที่แก่กว่า ไม่ใช่-แต่ดวงคนอย่างนี้จริง ๆ นะ จะบอกว่าจริง ๆ แล้วสุ่ยเคยไปดูหมอดูมานะ ร้อยทั้งร้อยเลยบอกว่าสุ่ยจะมีสามีแก่ เพราะสุ่ยเป็นคนอารมณ์ร้อน เด็ก ๆ เอาไม่อยู่หรอก ต้องแก่เท่านั้น (หัวเราะ) เราถึงจะให้ความเกรงใจเขา สุ่ยเป็นคนที่อยู่กับเด็กไม่ได้ อย่างไรก็ต้องเลิกกัน นี่คือหมอดูนะ เราก็ไม่ได้เชื่อไม่ได้อะไรเรื่องดวง แต่พอดำเนินชีวิตมาเรื่อย ๆ เขาก็มาเอง ก็มาแต่รุ่นนี้ทั้งนั้น อายุน้อยกว่าสุ่ยทั้งนั้น แก่ ๆ ก็มีแต่ก็ใจไม่ถึงน่ะ (หัวเราะขำ) มาจีบ ๆ แล้วก็หายไป ๆ ความที่เราอยู่ในวงการด้วยมั้ง อยู่แต่ในกองถ่าย ไม่ได้ออกไปไหน ก็เลยถอยหายไปกันหมด มีแต่เพื่อน ๆ เท่านั้นที่ยังคบกันอยู่”

ตกเป็นข่าวว่าสาวหมวยอย่างเธอมีแฟนเด็กยังไม่พอ ยังมีข่าวมาให้ช้ำใจอีกว่าเป็นสะพานข้ามดาวอีกต่างหาก—ช่างไม่สางสารน้องสุ่ยกันบ้างเลย หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเผยความในใจว่า
“หลายคนพูดว่าเอสใช้สุ่ยเป็นบันไดไต่เต้าไม่รู้สิ-มันเป็นเรื่องของสังคมที่คิดกันไปเอง พอสื่อเจาะปุ๊บ ก็พูดกันไปในวงกว้าง คนก็ให้ความสนใจ แต่สุ่ยบอกเลยว่า เราคบกันด้วยใจ ตอนกำลังจะเลิกเป็นจังหวะของเอสที่กำลังขึ้นด้วย สังคมก็กรูเข้ามากดดันอะไรหลายอย่าง ทำให้ระหว่างเราสองคนมันไม่เหมือนเดิมแล้ว ’ฉันอย่างนั้นเธออย่างนี้’ พอมีอะไรเข้ามาปนหลาย ๆ อย่างปุ๊บ มันก็ระเบิดออกมา ไปด้วยกันไม่ได้ ทะเลาะกันบ่อย ไม่ใช่ว่าเขาใช้เราเป็นบันได แต่มันเป็นจังหวะ เป็นช่วงเวลาที่มันพอดีกันมากกว่า สุ่ยว่าตัวเอสเองเขาคงไม่คิดหรอกว่า อุ๊ยกำลังจะดังแล้ว ต้องชิงเลิกก่อน ความจริงแล้วคือสุ่ยเป็นฝ่ายบอกเลิกเขาเอง แล้วเราก็ไม่รู้ด้วยว่าเขากำลังจะดัง ตอนที่คบกันสองคน เรารู้แค่ว่าเราสองคนไปไม่ไหวแล้ว ไม่เอาแล้ว เลิกดีกว่าไม่ได้คิดอะไรไปกว่านั้นเลย ตลอดเวลาสุ่ยไม่เคยคิดว่าคนที่เข้ามาหาเราจะเข้ามาหลอกใช้ความเป็นดาราของเราเพื่อเป็นสะพาน เป็นบันไดไต่เต้าเข้ามาในวงการ สุ่ยไม่เคยสนใจอะไรอย่างนั้น คนที่เข้ามาจีบเราเขาแค่รู้ว่าเราเป็นสุ่ย-พรนภา แต่เขาไม่รู้หรอกว่าตัวตนจริง ๆ ของเราเป็นแบบไหน ห้าว ๆ บื้อ ๆ ไม่สนใจอะไร คนจะรู้จักสุ่ยจริง ๆ น้อยมาก เพราะภาพของเราเป็นอีแก่ชอบเด็กเหรอ จ๋อแจ๋ ไร้สาระ ไม่ใช่เลย จริง ๆ แล้วสุ่ยเป็นคนที่ไม่สนใจใครเลย เป็นคนที่แบบไม่เคยคิดไม่ดีกับใครบอกให้ว่าสุ่ยเป็นคนจิตใจดีมาก ไม่เคยมองใครในแง่ร้าย ซึ่งสุ่ยได้มาจากแม่ ไม่ว่าใครจะว่าอะไร สุ่ยจะยิ้มอย่างเดียว เป็นคนแบบนี้จริง ๆ ถึงได้โดนเอาเปรียบง่าย ๆ เพื่อน ๆ จะรู้ ตลกโปกฮาไปวัน ๆ ไม่สนใจอะไรใคร”

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ เมื่อถูกยกให้เป็นสะพานข้ามดาวไปเสียแล้ว อย่ากระนั้นเลย จงเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสอีกครั้ง ว่าแล้วสาวสุ่ยจึงพาน้องสาวของตัวเองเข้าสู่วงการซะเลย

“ก่อนกน้านี้เคยมีน้องสาวสุ่ยอีกคนนึงชื่อบ๊วย เข้าวงการมาแล้ว มาเล่นละคร แต่เขาไม่ชอบ ก็เลยออกไปแต่งงาน มีลูกแล้ว สบายไป (ยิ้ม) ตอนนี้ก็กำลังจะเข้ามาใหม่อีกคน คนที่สอง ชื่องหงส์ กำลังเล่นหนังอยู่ตอนนี้ จริงๆ ไม่ได้สนับสนุนอะไรมากนะคะ เพราะเขาเป็นคนเซ้นซิทีฟมาก อยู่ในวงการนี้เซ้นซิทีฟมาก ๆ คิดมาก ๆ อยู่ไม่ได้หรอก ฟังคนพูดแล้วเก็บมาคิดนี่ตายเลย สุ่ยเลยไม่แนะนำน้องตั้งแต่ต้น เพราะสงสารน้อง เราอยู่มาก่อนเรารู้ แล้วเราก็รู้จักน้องเราดีด้วย แต่เขาก็พยายามเพราะเขารักการแสดง

อยากจะเข้ามาลองดูก็เข้ามาด้วยตัวเขาเอง จนได้เล่นหนัง เขาจะรอดูหนังเขาออกมาก่อน แล้วถึงจะตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อไป คือเขาขอให้ได้เข้ามาลองดู ดีไม่ดี ชอบไม่ชอบ ค่อยว่ากันอีกที เราก็ไม่ถึงกับกีดกันเขาหรอก ก็สนับสนุน แต่ด้วยความที่เรารู้จักน้องเราไง ข่าวที่ออกมากลับกลายเป็นอีกอย่างหนึ่ง”

ถึงตรงนี้ หมวยอินเตอร์อย่างเธอถึงกับถอดใจไปเลยค่ะ
“ข่าวออกมาว่าสุ่ยไม่ถูกกับน้อง กีดกันน้อง ไม่อยากให้น้องเข้าวงการ เราก็เห็นว่ามันเหนื่อย อย่างน้องเรานี่อยู่ไม่ได้หรอก เราอยู่มาจะสิบปีแล้ว-เหล็กขนาดนี้ บางวันยังต้องกลับไปนอนร้องให้ที่บ้านเลยเวลาเจอข่าวอะไรที่มันแรง ๆ ความที่เขาอยากเข้ามามาก สุ่ยเคยพูดกับน้องไปแรงๆ ว่าอย่าเข้าเลย-ขึ้น X ขึ้นกูกันเลยนะ น้องก็น้อยใจ ไปสมัครที่โมเดลลิ่งเอง ไปแคสต์เอง อะไรเอง ก็คนพวกนั้นละที่มายุแยงมาพูดกับน้องสุ่ยว่าทำไมไม่ให้สุ่ยฝากละ แป๊บเดียวก็ได้แล้ว น้องเราก็หัวอ่อนไง ไม่รู้อะไรก็เชื่อเขากลายเป็นว่าทำไมสุ่ยไม่ฝากให้ ซึ่งถ้าเขาอยากได้น้องเราจริง ๆ ก็เอาน้องไปแคสต์สิ ไม่ต้องมาอ้างเราหรอก จริง ๆ แล้วจะปฏิเสธมากกว่า แต่นี้คือวิธีปฏิเสธของคุณเหรอ ทำให้พี่น้องผิดใจกัน นี่คือสาเหตุที่สุ่ยไม่อยากให้น้องเข้าวงการก็มีข่าวว่าพี่น้องคู่นี้ไม่ถูกกัน”

ใครก็ไม่เคยเห็นน้ำตาของสาวหมวยอย่างเธอ ก็เห็นทีจะได้เห็นกันคราวนี้ละค่ะ สาบานได้ว่าเราเห็นหยาดน้ำตาคลออยู่ในดวงตาสองข้างของเธอจริง ๆ ก่อนที่หญิงสาวจะรีบซับน้ำตาโดยพลัน ในเมื่อหัวใจคนเราทำด้วยเลือดด้วยเนื้อ จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องมีเจ็บ มีปวด มีรวดร้าว หากจะนับบรรดาข่าวร้ายที่ผลัดกันถาโถมเข้ามาในชีวิต นักแสดงสาวอย่างสุ่ยยอมรับว่า ข่าวเรื่องกีดกันน้องนี่เป็นข่าวที่รุนแรงและทำร้ายจิตใจเธอมากที่สุดสำหรับผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัวตั้งแต่อายุสิบห้าปี
“ข่าวน้องนี่แหละที่สุ่ยเสียใจที่สุด อย่างข่าวที่สุ่ยคลอดลูกนั่นขำนะคะ ไม่ได้เสียใจหรือวิตกจริตอย่างใดเลย—ขำมาก แล้วไม่ได้อยู่ในหัวสมองเลย แต่ข่าวที่ทรมานใจที่สุดคือข่าวกีดกันไม่ให้น้องเข้าวงการ คนทั้งหลายที่ทำให้พี่น้องเขาตีกัน พวกนั้นแหละ หนังสือพิมพ์ก็เขียน ๆ พี่น้องไม่ถูกกัน กีดกันไม่ให้น้องเข้าวงการ น้องก็เลยต้องถีบตัวเองขึ้นมา ต้องไปถ่ายหนังสือ ถ่ายอะไร อันนี้สุ่ยเสียใจ อันนี้แรง ต้องเคลียร์กันยาวเป็นหางว่าว ทั้งอากง อาม่า อาซ้อ หมดทั้งครอบครัวเลย สุ่ยจะมีก็เรื่องหงส์คนเดียว อย่างบ๊วยเขาไม่มีปัญหา เขาเป็นคนไม่สนในอะไรเหมือนสุ่ย เขาเข้ามาเล่นละครเรื่องเดียวแล้วไม่ชอบก็ออกไปเลย แต่งงานมีลูก มีชีวิตสงบสุขไป (ยิ้ม)”

เล่ามาถึงตรงนี้เห็นทีต้องถามแล้วละค่ะว่าวงการบันเทิงนั้นอยู่ยากหรือง่าย บันเทิงหรือไม่บันเทิงอย่างไร สาวสุ่ยที่กลับมาอารมณ์ดีอีกครั้งยิ้มน้อย ๆ อย่างพยายามลืมเรื่องหมางใจไปให้เร็วที่สุด

“สำหรับสุ่ยการอยู่ในวงการนี้ไม่ยากหรอกค่ะ แต่ถ้าเราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดนะ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน เคารพผู้ใหญ่ในวงการ อย่าไปคิดอะไรเยอะ เพราะคนที่ไม่หวังดีมันมีอยู่ทุกวงการ อย่าไปซีเรียส คนเม้าธ์จนกลายเป็นข่าวไปก็เยอะ ทางที่ดีคือ อย่าไปสนใจใครจะพูดอะไร แต่คนรอบข้าง เพื่อนฝูง คนในบ้านอย่ามาบ้าแล้วกัน อย่ามาวิตกจริตใส่ ใครจะพูดว่าเราเลวขนาดไหน เรารู้ดีว่าตัวเราเป็นอย่างไร ไม่ได้เป็นอย่างนั้น การมีแฟนมันไม่ใช่เรื่องผิดอะไร สุ่ยอยากจะบอกว่า เป็นดาราแล้วมีแฟนนี่ไม่มีผลกับชีวิตหรอก คนเดี๋ยวนี้เขาโอเพ่นกันหมดแล้ว ดาราแต่งงานทุกวัน (ยิ้ม) สุ่ยไม่คิดนะว่าการมีแฟนจะกระทบอะไรกับชีวิต เพราะสุ่ยเป็นคนเปิดเผยเรื่องแฟนมาตลอด ตั้งแต่เป็นนางงามแล้ว แต่สำหรับคนไทยคำว่าแฟนมันแรงใช่มั้ย อุ๊ย-เป็นแฟนกัน แสดงว่าต้องได้กันแล้วแน่ ๆ ถึงได้กล้าบอกว่าเป็นแฟน ก็ต้องเปลี่ยนมาใช้สรรพนามตามสังคมแทนคำว่า ‘แฟน’ เช่นเป็นเพื่อนสนิทที่สุด เพื่อนชาย เป็นพี่เป็นน้อง แต่สำหรับสุ่ยแล้ว แฟนก็คือแฟน เขาก็รู้กันหมด

โอเค-แรก ๆ ที่คบกันมาต้องมีบ้าง เป็นเพื่อนที่สนิทที่สุด แค่สามสี่เดือนแรกจะมาเป็นแฟนกันโครมเลยมันไม่ได้นะ เพราะเราก็ยังไม่รู้ว่าเขาจะเป็นแฟนกับเราหรือเปล่า ก็คบไปเรื่อย ๆ ถ้ายังไมบ๊ายบายกัน คนเขาก็รู้เองละว่าเป็นแฟนกัน”

น้องสุ่ยเผยแบบหมดใจ ให้สมกับเป็นสาวเปิดเผย จริงใจ ไม่จิงโจ้
“พ่อแม่ก็ไม่ได้ห้ามเรื่องมีแฟนด้วย สุ่ยนี่ถ้าพ่อแม่ไม่ห้ามก็เบรกแตกเลยนะ เวลาสุ่ยอยู่กับแฟน สุ่ยจะเป็นเด็กเลย เอาแต่ใจตัวเอง เพราะรูว่าเขารัก อย่างไรเธอก็ต้องตาใจฉัน แต่เวลาอยู่กับคนอื่น อย่างไรก็ได้ ใครจะด่าจะว่าอะไรก็หัวเราะ ไม่ถือสาหาความ—ดีทุกอย่าง อะไรก็ได้ ใส่พานถวายให้เลย แต่กับคนที่รักเรา ไม่ว่าจะพ่อแม่ พี่น้องหรือแฟน สุ่ยจะเอาแต่ใจมาก ปัญญาอ่อน เสียงดัง ดุซีเรียส นิสัยนี้แก้ไม่หาย คือไม่รู้เป็นอะไร เวลาเข้าบ้านแล้วเหมือนคนละคนเลย อาจจะเป็นเพราะเราเหนื่อยด้วย กับน้องนี่โดนทุกคนเลยนะ อาละวาดใส่น้อง รู้ว่าตัวเองแย่มาก เป็นพี่ที่ไม่ได้เรื่อง ไม่ค่อยรับฟังปัญหาของน้องเท่าไหร่ ไม่มีเวลาให้เขาเลย ทั้ง ๆที่รู้ว่าคนที่รักเรามากที่สุดคือครอบครัว ตรงนี้คือนิสัยที่แย่-แย่กับคนที่รักเรา แต่ข้อดีของสุ่ยคือ โกรธง่ายหายเร็ว ใครจะให้ช่วยอะไร ให้อภัยคนได้ตอลด ไม่ว่าน้องหรือคนที่รักพลาดมาเท่าไหร่ สุ่ยให้อภัยได้เสมอ เริ่มต้นกันใหม่ ให้อภัยครั้งแล้วครั้งเล่า เวลาสุ่ยรักใครสุ่ยจะยอม ให้อภัยได้ตอลด นับหนึ่งใหม่ได้ตลอดเวลา กับคนที่เรารักสุ่ยจะยอมรับได้ทุกอย่าง ถ้ารู้จักสนิท ๆ กันแล้วจะรู้ว่าสุ่ยเป็นคนคุยสนุกสนาน ตลก เป็นคนไม่มีฟอร์ม คนมาคุยด้วยเขาจะรู้สึกถึงความจริงใจของเรา เขาก็เลยไม่เกร็ง สบายใจที่จะคุย ที่จะคบกับเรา อย่างสมมติเดตครั้งแรก สุ่ยจะไม่ไปนั่งกระมิดกระเมี้ยนใส่เขา เพราะไม่ใช่ตัวเรา ทำอะไรก็ทำเลย เป็นคนโผงผางตลอด”

เป็นสาวขาว-สวย-หมวย-เซ็กซี่ อันเป็นคุณสมบัติทีอยู่ในสเป็กของชายหนุ่มตลอดกาลอย่างนี้ ลองมาฟังซิว่าคุณสมบัติชายหนุ่มในสเป็กของเธอจะเป็นเช่นไร

“สเป็ก สุ่ยนะ อย่างแรกคือต้องสูง ตัวใหญ่ ขาว ตี๋ ฉลาด-ฉลาดนี่มาก่อนเลยนะ (หัวเราะ) หน้าตามาหลัง ๆ สุ่ยจะเป็นคนที่ทนผู้ชายโง่ ๆ อุ๊บส์! (ปิดปากแทบไม่ทัน) ถอนคำพูดก่อน แต่สุ่ยจะไม่ชอบผู้ชายที่มีฟอร์มมาก ๆ ไม่เป็นตัวของตัวเองไม่ได้ ในชีวิตสุ่ยมีแฟนน้อยมาก สุ่ยจะดูผู้ชายที่การพูดการจา ความคิด เพราะเราทนไม่ได้ถ้าต้องอยู่กับผู้ชายที่นำไม่ได้ เพราะสุ่ยเป็นคนที่แบบเหมือนเป็นผู้นำครอบครัว ตั้งแต่เด็ก ๆ ฉะนั้นใครจะมาอยู่กับสุ่ยต้องนำสุ่ยได้ ตอนนี้สุ่ยไม่ต้องรับภาระส่งเสียน้อง ๆ แล้ว เพราะที่บ้านอยู่ตัวแล้ว พ่อก็มีกิจการขายเสื้อผ้าที่โบ๊เบ๊ พ่อรวยแล้ว แต่สุ่ยยังจนอยู่ (หัวเราะ) ตอนนี้สุ่ยเล่นละครอย่างเดียว ร้านเสริมสวยก็ปิดแล้วไม่ไหว เล่นละครอย่างเดียวดีกว่า”

ปฏิวัติตัวเองจนเป็นสาวสวย เซ็กซี่ ขนาดนี้ไม่ถามถึงวิธีดูแลความงามก็เห็นจะกระไรอยู่

“สุ่ยเป็นคนชอบดูแลตัวเอง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีร้านเสริมสวยมั้ง สุ่ยดูแลตัวเองมานานแล้วนะ รูปร่าง หน้าตา ดูแลมาตลอดเป็นคนรักสวยรักงามตั้งแต่เด็ก ๆ พอมาทำร้านเสริมสวยมันก็ช่วยด้วย ถึงเวลากลับบ้านปุ๊บไม่มีอะไรทำ ล้างหน้าเสร็จเราก็นั่งบำรุงผิว เพราะเป็นดาราต้องดูดี คนเห็นก็คาดหวังว่าจะต้องสวยตลอดเวลา ออกมาเดินถนนก็ต้องสวย ซึ่งค่าพยุงความสวยพวกนี้มันเยอะมาก ส่วนเรื่องการกิน การออกกำลังกายสุ่ยทำมาอยู่แล้ว คนก็เลยเออ-เราดูแลตัวเองนะ ใส่ใจตัวเอง คนชอบมาถามสูตรลดความอ้วน สุ่ยจะบอกเลยนะว่าสุ่ยเปลี่ยนไปเยอะมาก น้ำหนักลดลงสิบกิโลฯ ตอนนี้เหลือ 49 คนก็ถามเยอะมาก สุ่ยบอกขอโทษนะคะ เกิดมาเคยกินยาลดความอ้วนแค่ครั้งเดียว แล้วกินแค่สองอาทิตย์เอง ฉะนั้นวิธีการลดความอ้วนที่ดีที่สุดคือ อย่าตามใจปาก กินเท่าไหร่ต้องเอาออกเท่านั้น ต้องออกกำลังกาย เบื่อมากเวลาคนชอบถามว่าทำไมผอมจังเลย ในทีวีอ้วน ตัวจริงพ้อมผอม ลดความอ้วนเร็วจังเลย สุ่ยเลยอยากจะบอกว่า เห็นอย่างนี้ แต่พออยู่ในทีวีเลนส์มันขยายทำให้ ดูเหมือน 50 กว่า ๆ แล้วสุ่ยเป็นคนมีแก้มด้วยไง แก้มยุ้ย แต่ตัวเล็ก คนก็จะดูว่าอ้วน แต่อยากบอกว่าไม่ต้องถามกันแล้วนะคะ ตัวจริงก็ผอมอย่างนี้ แต่ด้วยเลนส์ก็ทำให้ตัวขยาย (หัวเราะ) วิธีลดความอ้วนไม่มีวิธีใดดีเท่าอย่าตามใจปาก และต้องออกกำลังกาย”

เชื่อว่าผู้หญิงทุกคนย่อมมีความฝันในชีวิตไม่เว้นแม้แต่สาวสวยหมวยอันตรายอย่างเธอ

“ความฝันที่สุดตอนนี้เหมือนผู้หญิงทั่วไปคือมีครอบครัว มีลูกน่ารัก มีบ้าน ก็อยากเป็นแม่บ้าน ส่วนตอนนี้สุ่ยอยากเรียนหนังสือให้จบ ที่เรียนอยู่เป็นคอร์ส วี.ไอ.พี. ที่สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา คณะรัฐประศาสนศาสตร์มีเพื่อนร่วมห้องคือพี่กบ-ปภัสรา พี่ตุ๋ย-มนฤดี พี่ติ๊ก-ชีโร่ ปีหน้าก็จะรับปริญญาแล้ว พอรับปริญญาเสร็จปุ๊บ ความฝันของตัวเองคือก่อนอายุสามสิบนะ (หัวเราะ) อยากทำอะไรอีกแล้ว อยากทำธุรกิจส่วนตัว อยากจะทำสปา เปิดร้านนวดหน้า นวดตัว มีการทำดีทอกซ์ อยากทำอย่างนี้ ที่เราชอบจริง ๆ มีขนมเค้ก น้ำสมุนไพร ทุกอย่างเลยที่เกี่ยวกับสุขภาพ เพราะสุ่ยเป็นคนดูแลตัวเอง รู้ว่าตัวไหนดี ผักปลอดสารพิษ ผักอย่างไหนมาคั้นรวมกับอะไร แก้อะไร คือจะรู้ ตื่นเช้ามาสุ่ยจะดื่มน้ำผัก มีคุณแม่เพื่อนคอยคั้นให้ บ้านอยู่ใกล้กัน เขารู้ว่าเราชอบเพราะมันดีต่อระบบขับถ่ายด้วย สุ่ยจะกินผักผลไม้ แล้วก็ออกกำลังกายทุกวัน เข้าฟิตเนส วิ่งเสร็จก็มายกน้ำหนัก และเซาน่า ก็เบสิก ๆ หรือถ้าเห็นว่าเข้าฟิตเนสมันแพง ก็เดินเอา เดินก้าวเร็ว ๆ วันละชั่วโมงหนึ่งก็ได้ไง ขาก้น มันกระชับ ไม่เปลืองตังค์ด้วย (ยิ้ม) เดี๋ยวนี้สุ่ยหันมาสนใจดูแลสุขภาพขึ้นเยอะ ยิ่งอายุมากก็ยิ่งต้องดูแลจากข้างในเลย ให้ระบบขับถ่ายดี ๆ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน พยายามจะไม่กินเลยพวกของมันของทอดทั้งหลายแหล่”

สุดท้าย เห็นทีจะต้องขอย้อนกลับไปที่การเป็นนางงาม และการเป็นดาราอีกครั้ง

“สุ่ยยอมรับว่านางงามเหมือนเป็นสะพานเป็นสเต็ปให้เราก้าวมาเป็นนักแสดง เป็นดารา ถ้าถามว่าชอบมั้ย ก็ต้องชอบละ ไม่อย่างนั้นคงไม่ทำอยู่เป็นปี ๆ หรอก สองสามปีกว่าจะได้ขึ้นเวทีใหญ่ แต่พอเลยช่วงชอบมาแล้วเราต้องทำเพื่อเงินแล้ว เหมือนการเป็นนักแสดง เราชอบเราถึงเข้ามา จนถึงช่วงหนึ่งถึงที่เราทำเพื่อเงินแล้ว มันก็ฝืนแล้วถึงต้องออกไปเรียนไง พอออกไปปุ๊บ ก็คิดถึงเลยต้องกลับมาอีก ถึงได้รู้ว่าฉันชอบนะ ฉันสามารถที่จะทำอย่างนี้ไปได้เรื่อย ถ้าคนยังรักฉันอยู่ แต่มันก็ไม่มีจีรังยั่งยืนอะไร สุ่ยไม่ได้หวังว่าตัวเองจะอยู่ค้างฟ้า เพราะเราไม่ได้เป็นนางเอก เราเป็นตัวอิจฉา ซึ่งมันมีเปลี่ยนขึ้นมาทุกวัน เราต้องยอมรับ ทำตรงนี้ให้ดีที่สุด ให้อยู่ได้นาน ๆ…ก็อยากพัฒนาไปเล่นบทอะไรที่แปลก ๆ บ้างเหมือนกัน เพื่อเป็นการทดสอบความสามารถตัวเอง อย่างบทคนบ้าที่เขาอยากเล่นกันนักกันหนา สุ่ยก็อยากเล่นนะ เพราะถือว่าคนเราเมื่อผ่านจุดมาถึงจุดหนึ่งแล้วก็อยากจะเล่นบทอะไรแปลก ๆ ไม่ได้อยากซ้ำ ๆ อยู่กับที่ ถามทุกคนเลยร้อยทั้งร้อยก็อยากเล่นบทคนบ้า เพื่อเป็นการทดสอบฝีมือ ว่าเล่นได้มั้ย คนจะเชื่อมั้ย แต่อย่างนางงามเดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไป เวทีนางงามก็เปลี่ยนเป็นสากลขึ้น แอ๊กทีพขึ้นมีสมองขึ้น จากสมัยก่อนที่ต้องเดินเนิบ ๆ ช้า ๆ ไหว้สวย ๆ ก็เป็นกระฉับกระเฉงขึ้น เน้นที่กึ๋นนางงามมากกว่า ซึ่งสุ่ยว่ามาทางนี้ดีแล้ว เพียงแต่อยากให้นางงามยกระดับตัวเองตามไปด้วย กรรมการเขายกระดับตามไปด้วย ไม่ใช่ว่าเขายกไปคุณก็ย่ำอยู่กับที่ ยังเอาตะปูหยอดใส่รองเท้านางงามคนอื่น ยังใส่ร้ายป้ายสีกันอยู่เหมือนสมัยก่อน มีจริง ๆ นะ นางงามอย่างนี้ พอตกรอบปุ๊บก็มีเสี่ยมารับไปแล้ว แต่เวทีนางงามเดี๋ยวนี้ไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว โอเค-มันเป็นสะพานให้คุณได้แต่คุณก็ต้องให้เกียรติเวที ให้เกียรติสะพานนี้ด้วย ไม่ใช่ว่าคุณมาประกวดเวทีเขาแล้วตกรอบแล้วคุณก็ไปอิเหละเขละขละ อย่าไปทำอย่างนั้น”
เผลอแป๊บเดียว วันนี้สาวสุ่ยเล่นละครมาทั้งหมดไม่ต่ำกว่าสามสิบเรื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นละครของช่อง 3 เกือบทั้งสิ้นจนจะกลายเป็นโลโก้ช่อง 3 อยู่แล้ว

“มีแอบมาโผล่ทางช่อง 7 บ้างเรื่องนึง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นช่อง 3 เรียกว่าเป็นสัญญาใจกันมากกว่า เพราะสุ่ยเกิดจากช่องนี้ ก็มีไปเล่นหนังด้วยเรื่อง ‘ศยามล’ ของสหมงคลฟิล์ม ก็ดีนะคะ ทำให้เรามีประสบการณ์หลาย ๆ อย่าง ตอนนี้สุ่ยก็ยังอยู่โบ๊เบ๊นะ คิดว่าตัวเองเป็นคนโบ๊เบ๊โดยกำเนิด คงไม่ย้ายไปไหนหรอก จนกวาคุณพ่อจะไม่อยู่แล้ว ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที”

สาวสุ่ยสรุปส่งท้าย ก่อนจะหันมาส่งรอยยิ้มแทนคำล่ำลาอีกครั้ง จากบทสนทนายาวเหยียด เห็นทีจะต้องบอกว่า นอกจากหุ่นสวยได้รูปที่สะท้านสะเทือนและแสนจะทรมานใจชายแล้ว เห็นจะมีที่ปากอิ่ม ๆ น่าจูบของเธอนี่ละค่ะ ค่าที่มันช่างเปิดเผย จริงใจ และตรงไปตรงมา ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งนั้น ถ้าจะว่าอันตราย ก็อันตรายตรงนี้ละค่ะ

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 31 พฤษภาคม 2548 เวลา 20:10 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

14

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    1
    guest
    โอเด็ด..นั่งขายเห็ด
    โอเด็ด..นั่งขายเห็ด 203.146.108.17
    'สุ่ย' ลุยตี๋ รักทุกฤดู

    ผ่านความรักมาทุกฤดูกาล ทั้ง "ร้อน-ฝน-หนาว" จน สุ่ย-พรนภา เทพทินกร ออกพ็อกเกตบุ๊ก "รักรสแซบ" การันตีความมันส์อันสะเด็ดสะเด่า, เธอ "คว้าชาย" ได้หลายวาระ แต่เขาก็ผละ จากเธอไปทั้งนั้น...ตอนนี้ "ถึงที" ของเธอบ้าง เคยทิ้งขว้างเธอแบบไหน "ตี๋ทั้งหลาย" เตรียมขึ้น ตะแลงแกง!

    ความดังของ "สุ่ย-พรนภา" เป็น "ดาวค้างฟ้า" มีข่าวไม่เคยขาด, เรื่อง "รัก" กับ "เลิก" เธอ "ผูกปี" มีข่าวให้ "เมาท์" ประจํา!

    "สุ่ยลุยรัก" ชัก พาให้อนาคตเธอสดใสตลอด, รักคนนั้น-เลิกคนนี้มีอิทธิพลต่อ "เรตติ้ง"...งานการหลั่งไหลไม่เคยขาด เธอเป็นทั้งนักแสดง-พิธีกร-นางแบบ มีดีกรีเป็นถึง "รองมิสไทยแลนด์เวิลด์-มิสไชนิส อินเตอร์เนชั่นแนล-MISS COOL AND CHARMING AWARD" แถมเปิดร้าน "สปา เดอะ บอดี้ บาย สุ่ย" ที่ซอยทองหล่อ มีดารามารักษาทรวดทรงองค์ เอวอยาก "เอ๊าะ" เหมือนเธอ! (น้องแป้ง-อรจิรา กดเงินมา 2 หมื่น มาสมัครสมาชิกเป็นรายแรก

    บนเส้นทางที่ "สุ่ย" ดําเนินไป หลายสาว "เดินตามเธอ" เพราะเธอเป็น "ผู้บุกเบิก"..."ตี๋" ทุกรายเธอให้อนาคตสดใสทั้งนั้นรับหน้าที่เป็น "เจ๊ ดัน" จาก "ตี๋ธรรมดา" เป็น "ดาราดัง" กันทุกคน

    "ตี๋แรก" คือ เอส-วรฤทธิ์ ไวยเจียรนัย นายแบบหนุ่มผมยาว "เด็กปั้นคนแรก" ของ "สุ่ย", รักกับ เอส (ทําไมเป็น ตี๋ ใช้ชื่อ "ฝรั่ง" ก็ไม่รู้? น่าจะชื่อ ฮะ-ฮ้อ-เฮง- เพ้ง-เม้ง-กวง) จี๊ดจ๊าดตั้งแต่แรกเห็น "เอส" เป็นคนโรแมนติก เวลา "สุ่ย" โกรธมักมีดอกไม้ มาพร้อมแหวน พอหมดสภาพแฟน "สุ่ย" เลยไม่เหลือแหวนเลยสักวง!
    ตี๋ 2" คือ กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ (มีชื่อจีนว่า ก๊วก-หรือ กิ๊ด หรือเปล่าก็ไม่รู้) กฤษณ์ เป็นผู้ชายที่ตรงสเปก "สุ่ย" ทุกอย่าง ลักษณะเขาตี๋ๆ-ตาก็ตี๋ๆ-ตาส่อนๆ มองทีไรหัวใจแทบละลายกลายเป็นโจ๊ก อายุห่างกัน 5 ปี "สุ่ย" ทั้งรักทั้งหลง กฤษณ์ มากกว่า "สวีตฮาร์ต" คนไหน, ถึงขนาด "สุ่ย" อยากแต่งงานด้วย แต่ "สุ่ย" ทนพฤติกรรม "หนุ่มหลายใจ" แบบ "กิ๊กกระจาย" ไม่ไหว เลยจําใจจาก ทั้งๆที่รักอยู่เต็มทรวง (แต่ก็ส่ง กฤษณ์ ขึ้นแท่นพระเอกหนังเรื่อง "บุปผาราตรี" กับเป็น ดีเจ เสน่ห์แรง)

    กฤษณ์ เป็นเพื่อนสนิทของ "เอส" แฟนตี๋คนก่อน สุ่ย X งกับ กฤษณ์ เพราะ เอส มักฝากให้ กฤษณ์ ช่วยดูแล สุ่ย ให้ด้วย เมื่อฝากปลาไว้กับ "แมวเจ้าชู้" ก็เลย "โดนขโมย" ไปต่อหน้าต่อตา (2 หนุ่มเลยมองหน้ากันไม่ติดไปหลายเดือน)

    ช่วงกลับมาเป็นโสด หนุ่มน้อย-หนุ่มใหญ่แข่งกันขายขนมจีบกันอุตลุด แต่ สุ่ย กลับถูกใจ "แฟนคนล่าสุด" เข้าจนได้...คราวนี้เป็นนักศึกษา เอแบค เพื่อน เมย์ แต่ก็ยังเป็น "หนุ่มตี๋" สเปกเดิม!
    "ริรักเด็กต้องไม่กลัวเจ็บ" ช่วงนี้ยังใหม่ รักสดใส "ข้าวยังใหม่-ปลายังมันส์" สวรรค์ยังอบอุ่น...วันวาเลนไทน์ ที่ผ่านมา สุ่ย งอนกับ "แฟนเด็ก" แต่ "ตี๋ทีเด็ด" คงง้อได้สําเร็จ เพราะเห็น สุ่ย สวย-ใส ไม่เหลือเค้า "สาวอกหัก" แต่ประการใด!

    "สุ่ย" เป็น "นักบุกเบิก -นักเดินทาง" สร้างสถิติไว้ ยอดเยี่ยม...ตอนเลิกกับ เอส- วรฤทธิ์ ก็ ปล่อยนก-ปล่อยปลา เอ๊ย! ปล่อย เอส ไปแฮป X กับนางเอก ครีม-เปรมสินี รัตนโสภา ครั้นมาเลิกกับ กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ ก็ปล่อย เข้าคอก "ตั๊ก-บงกช" ให้ไปฝึกกันเอาเอง!

    ไหนๆก็ออกหนังสือ "รักรสแซบ" ของ ตัวเองแล้ว "สุ่ย" ทําหน้าที่ "รวมรักรวมเล่ม" รวมผู้ชาย "ในสต๊อก" ไว้ "ประดับสติ"... ความลับของ "แต่ละตี๋" จะถูกตีแผ่อย่างไร อย่าลืมไป "ตรวจหวย"...คนยอมรับว่า "สุ่ยยังสวย"..."สาวโบ๊เบ๊" คนนี้ คงทําหน้าที่"สุ่ยชวนชิม" ได้ตลอดไป ใน "ทุกเทศกาล!"

    Attached Image
  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    2
    guest
    โอเด็ด..นั่งขายเห็ด
    โอเด็ด..นั่งขายเห็ด 203.146.108.17
    ตั๊ก โวยถูกลอบกัด สุ่ย สวนไม่ใช่หมา

    เป็นเพราะถูกเขียนพาดพิงในหนังสือ “รักรสแซบ“ ของ “สุ่ย-พรนภา เทพทินกร“ ทำให้นางเอกคนดัง “ตั๊ก-บงกช คงมาลัย“ ออกอาการไม่พอใจอย่างมาก ถึงขนาดให้สัมภาษณ์ผ่านรายการวิทยุ “อีเอฟเอ็ม“ ว่าหากถ้าแน่ก็มาเจอตัวต่อตัว ล่าสุดได้เจอตั๊ก ระหว่างมาบันทึกเทปรายการ ขอบอก เธอระบายความในใจแบบพรั่งพรู
    ตั๊กอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าตั๊กก็คือตั๊ก พี่สุ่ยจะเลิกกับพี่กฤษณ์ก็เป็นเรื่องของเขา เพราะฉะนั้นถ้าตั๊กจะเลิกกับพี่กฤษณ์ หรือว่าคบกับพี่กฤษณ์ในฐานะอะไร ก็ไม่เกี่ยวกับใคร การที่เขาเขียนแบบนี้ตั๊กว่าเหมือนเป็นการลอบกัด มันดูไม่แมน เป็นผู้หญิงก็แมนได้ จริงๆ ทั้ง 3 คน ต่างก็อยู่กันดีๆ แล้ว ไม่รู้มาเกี่ยวข้องกันได้ยังไง และตั๊กก็ไม่ได้อกหักด้วย ถ้าอกหักแล้วจะบอก เพราะอกหักไม่ใช่เรื่องน่าอาย ตั๊กไม่ได้พาล แต่บางคนไม่เกี่ยวข้องก็ชอบพาลไปเรื่อย เพราะฉะนั้นกับคนพาลก็ไม่อยากสนใจอะไรมาก ทุกวันนี้ตั๊กมองความรักเป็นเรื่องเล็กมาก งานสำคัญกว่า แต่มาเจอแบบนี้มากๆ ก็บั่นทอนกำลังใจในการทำงานเหมือนกัน

    ด้าน “สุ่ย-พรนภา เทพทินกร“ เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกกลับบ้างที่ถูกพูดถึงเช่นนี้ เธอหัวเราะอย่างอารมณ์ดี และย้ำว่าข้อความในหนังสือไม่ได้เขียนให้ใครเสียหาย แต่เผอิญเป็นจังหวะที่กระแสข่าวเรื่องรักระหว่าง กฤษณ์ กับ ตั๊ก กำลังแรง เลยทำให้เป็นเรื่องขึ้นมา
    หนังสือสุ่ยเขียนถึงเหตุการณ์เรื่องรักที่เกิดขึ้นกับตัวสุ่ย และที่สุ่ยเขียนพาดพิง เพราะมันเป็นจังหวะที่เขามาด้วยกัน มันเป็นเรื่องจริง แต่สุ่ยไม่ได้เขียนอะไรให้เขาเสียหาย สุ่ยเขียนถึงผู้ชายที่เคยเป็นแฟน ก็คือกฤษณ์มากกว่า ว่าตอนที่สุ่ยอยู่กับเขามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะฉะนั้นมันจำเป็นต้องพาดพิง แต่ย้ำว่าไม่มีอะไรเสียหาย ไม่ได้ด่า หรือเหน็บแนมใคร และการที่เขามาว่าสุ่ยลอบกัด สุ่ยไม่ใช่หมานะ และก็ไม่เคยเห่าใส่ใครด้วย ใครต่างหากที่ชอบแทงข้างหลัง และคำว่าลอบกัดน่ะ คนในวงการบันเทิงเขาไม่ใช้กันหรอก สุ่ยเข้าวงการมาก่อน มีประสบการณ์มากกว่า เพราะฉะนั้นสุ่ยไม่เล่นเกมนี้กับเขาหรอก เขายังเด็ก สุ่ยเข้าใจ สุ่ยไม่ยุ่งด้วยหรอก“
  3. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    3
    guest
    โอเด็ด..นั่งขายเห็ด
    โอเด็ด..นั่งขายเห็ด 203.146.108.17
    ตั๊ก’ แซบกว่า ‘สุ่ย ’ แค่คนขี้อิจฉา

    สัปดาห์ก่อน...คอลัมน์ “เปิดประตูใจ” มีโอกาสได้พุดคุยกับดีเจหนุ่มหน้าตี๋ “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์”
    ถึงกรณีรักสามเส้าที่มีชื่อของสาว สวยสองนางคือ “สุ่ย-พรนภา เทพทินกร” และ “ตั๊ก-บงกช คง
    มาลัย” เป็นตัวชูโรง งานนี้ฝ่ายหญิงเล่นออกมาโต้ตอบกันมันส์หยด แหม... อาทิตย์นี้ “กามเทพ
    ตัวดำ” จึงขอคว้าตัว “หนูตั๊ก-บงกช” มาเปลือยหัวใจเรื่องทั้งหมด ขอบอกว่าห้ามพลาด...ทุกคำ
    พูดล้วน...แซบ...ได้ที่

    ข่าวคราวกับกฤษณ์เป็นยังไง

    “จริง ๆ พี่กฤษณ์ ก็ออกมาให้ข่าวไปแล้วนี่ มันเชยแล้วนะ ก็อยากจะบอกว่า บางครั้งคนเราไม่ควร
    ยึดติดอะไรมากไป ควรลืมอดีต มาถามเรื่อย ๆ อย่างนี้มันถึงลืมอดีตไม่ได้ไง ตั๊กแค่เปรียบเทียบ
    ให้ฟัง บางทีเรื่องอะไรที่เคลียร์แล้วก็ควรจะให้เคลียร์ อย่างที่พี่กฤษณ์ว่าถูกแล้ว ตั๊กออกมาพูดคน
    แรกแล้ว เราเป็นพี่เป็นน้องกัน แล้วตัวตั๊กก็มีภาระมากมาย ไม่อยากเอาตัวเองไปผูกมัดกับใคร”

    แล้วเรื่องที่กฤษณ์บอกว่า ตั๊กเป็นคนที่ใช่เลยล่ะ อาจมีรีเทิร์นกันได้

    “เขาพูดเหรอ ไม่ทราบจริงๆ เลย โดยตัวตั๊กแล้วเป็นคนที่อะไรที่มันไม่ใช่ก็คือไม่ใช่เฮ้อ!!(ถอนใจ)
    ตั๊กไม่ทราบจะพูดยังไงเรื่องของอนาคตตั๊กไม่รู้ เราเคยคาดว่าเป็นอย่างนั้น มันก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง
    เรื่องที่พี่กฤษณ์รู้สึกดีกับตั๊ก ตั๊กรู้สึกดีมาก ๆ ที่ผู้ชายคนหนึ่งรู้สึกเสียดายผู้หญิงอย่างเรา ไม่ใช่ว่า
    เราไม่ดีนะ แต่ผู้หญิงคนหนึ่งก็คงมีความรู้สึกดี ที่ผู้ชายรู้สึกเสียดาย แต่โดย ณ วันนี้ตั๊กยังไม่คิดรี
    เทิร์น อีกอย่างหนึ่งคือ เราเคยลองคบกันดูแล้วมันก็ไม่ใช่ มันไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่ใช่หรือเราไม่ใช่
    แต่มันเหมือนกับไม่ค่อยลงตัว ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่มาจากตัวตั๊กเองเรายังเด็กแล้วยังชอบต้องการ
    รู้ปัญหาโน้นปัญหานี้มากมาย คือ ชอบเคลียร์ ยังมีเรื่องอีกมากมายที่อยากได้อิสระในการทำ คือ
    ชีวิตคู่ต้องเดินคู่กัน แต่ตั๊กชอบเดินนำก่อนมันเลยทำให้เหมือนกับเรายังไม่ปรับเลย แต่พี่เขาพร้อม
    นะ โดยความอบอุ่น ความรักที่เขามีให้ตั๊กมันมากมาย เขาเป็นผู้ชายที่เพอร์เฟกต์ อยู่ด้วยแล้วมี
    ความสุข เขาควรพร้อมกับคนที่พร้อมเหมือนกัน ตั๊กเพิ่งจะ 19 แล้วตั๊กไม่ค่อยตามใครมันเลยมีคู่ไม่
    ได้ ชอบนำโด่งคนเดียวไม่ชอบตามใคร มีความคิดเป็นของตัวเองสูง กว่าจะเปลี่ยน ความคิดได้
    คงต้องใช้เวลา จะมาเปลี่ยนกันปุ๊บปั๊บเลยก็ไม่ได้ถ้าจะให้เปลี่ยนก็คงต้องใช้เวลาซึ่งมันไม่ใช่เวลา
    นี้”

    รู้สึกเสียดายบ้างมั้ย

    “ไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย ยังอึ้งเหมือนกันที่พี่กฤษณ์พูดทำนองว่าเสียดายเราออกมา มันยังไม่คิดนะ
    เพราะโดยส่วนตัวเรื่องจุดกำเนิดของชีวิตคู่ยังแทบไม่มีในหัวสมองเลย ไม่คิดถึงอะไรที่หนัก ๆ”

    ขอเข้าประเด็น “สุ่ย-พรนภา” เลยดีกว่า รู้ว่าเขาพูดถึงเราทำนอง เข้าใจหัวอกคนโดนทิ้งด้วยกัน

    “ที่พี่กฤษณ์พูดก็น่าจะกระจ่างแจ้งพอแล้ว คงเป็นความรู้สึกของคนที่อิจฉา จริง ๆ แล้ว เขาเองก็
    คงไม่ทราบเรื่องของตั๊กกับกฤษณ์ แต่ไม่เป็นไร ตั๊กไม่ทราบรายละเอียด คือมันไม่สามารถที่จะ
    เชื่อใครได้ แต่ตั๊กไม่ได้ออกไปแก้ตัว เพราะตั๊กไม่ได้โดนทิ้ง ซึ่งตรงนี้พี่กฤษณ์ออกไปแก้เองอาจ
    เป็นพี่สุ่ยมองโลกในด้านเดียว ทั้ง ๆ ที่ เขาเองก็เจอโลกมาหลายด้าน แต่เขาเลือกที่จะมองด้าน
    นั้นด้านเดียว และมันก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนได้แล้ว เขาเชื่อมั่นในความคิดของเขามากเกินไป”

    บางครั้งตั๊กใช้คำพูดโต้ตอบสุ่ยรุนแรง ไม่กลัวเสียภาพลักษณ์เหรอ

    “ตั๊กเป็นเด็กแล้วไง อยากถามหน่อยว่าแล้วสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำมันถูกต้องแล้วเหรอ ตั๊กพูดในความเป็น
    จริงไม่ได้บิดเบือนความเป็นจริงแม้แต่นิดเดียว เราแค่แสดงความคิดเห็นออกไป ซึ่งนายกรัฐมนตรี
    ยังบอกเลยว่า ต้องกล้าแสดงความคิดเห็น เชื่อมั่นในตัวเอง (หัวเราะ) ที่สำคัญคือ สิ่งนั้นที่ผู้ใหญ่
    ทำมันถูกแล้วเหรอ ถ้ามันถูก ตั๊กจะได้ทำตามบ้าง”

    ไม่กลัวว่าการที่เราตอบโต้กลับไปจะเป็นการช่วยกระตุ้นยอดขายหนังสือเขาเหรอ

    “ตั๊กไม่ทราบเรื่องของการตลาด ตั๊กแค่เป็นคน ๆ หนึ่งที่แสดงความคิดเห็นออกไปแล้วโดนกล่าว
    อ้างในหนังสือเล่มนั้น โดยไม่พึงประสงค์ ตั๊กเลยอยากพูดออกไปว่าเป็นยังไง โดยที่หัวสมองของ
    ตั๊กไม่ได้คิดถึงเรื่องของการตลาด แต่ตั๊กคิดว่าเงินที่ได้จากการขายหนังสือมันจะได้สักเท่าไหร่
    มันจะสามารถทำให้เขารวยเลยเหรอ สิ่งที่ตั๊กกำลังพูด คืออยากให้เขารู้สึกสำนึกมากกว่า ไม่ได้คิด
    จะกระตุ้นยอดขาย มันไม่สามารถทำให้เขารวยขึ้นมาหรอก ตั๊กไม่เชื่อนะ ที่สำคัญคือ เรื่องอกหัก
    เนี่ยช่วยลงให้หน่อยว่า ตั๊กไม่ได้อกหัก เพราะตั๊กเพิ่งอายุแค่ 19 ถ้าตั๊กอายุ 30 แล้ว เราค่อยมานั่ง
    ร้องไห้เขียนหนังสือด่า แต่ตอนนี้ตั๊กเพิ่งจะ 19 ดังนั้น เรื่องอกหักยังไม่อยู่ในหัวสมอง”

    แล้วประเด็นที่อีกฝ่ายเขียนพาดพิงทำนองว่า ตั๊กเป็นมือที่สามละ

    “สำหรับตั๊กเองแล้ว พี่กฤษณ์มาจีบตั๊กค่ะ ซึ่งตอนนั้นเขาบอกว่า เขาเลิกกับสุ่ยตั้งนานแล้ว แต่พี่สุ่ย
    ไม่ยอมเลิก (เสียงย้ำนิด ๆ) ไม่ยอมรับความจริง นี่คือคำที่พี่กฤษณ์ให้กับตั๊กค่ะ”

    ตอนนี้เป็นโสดแล้วมีหนุ่ม ๆ มาจีบบ้างมั้ย

    “ไม่มีค่ะ ทำงาน 7 วัน ส่วนเพื่อนหนุ่มชาวต่างชาติที่ร่วมงานกัน เราก็ไม่ได้มองใคร อยากทำงาน
    อยากอยู่กับแม่ ไม่อยากให้ใครมาเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ แต่ตั๊กก็ไม่เข็ดกับความรักนะ เพราะมันเป็น
    อีกช่วงชีวิตหนึ่งที่เราต้องเจอก็โอเค ส่วนเรื่องความรักครั้งใหม่ ยังตอบไม่ได้ เพราะเวลาที่ตั๊กเจอ
    ใครว่าใช่ ตั๊กก็ไม่รู้หรอกว่าเวลานั้นเป็นเวลาไหน คนอื่น ๆ เข้ามาตอนนี้ก็เป็นเพื่อนหมด แต่จะพัฒ
    นาไปถึงตรงจุดนั้นหรือเปล่า ยังไม่รู้ แต่คิดว่าถ้ามีคงต้องรู้อยู่แล้วแหละ (หัวเราะ)”

    เรียกว่างานนี้ขิงก็ราข่าก็แรง...โต้ตอบกันไป...โต้ตอบกันมา มีแต่เสียกับเสียนะจ๊ะหนู...ส่วนรักครั้ง
    ใหม่ของ “ตั๊ก-บงกช” จะสดใสแค่ไหน และจะกลับไปรีเทิร์นกับ “ หนุ่มกฤษณ์ ” ได้หรือเปล่านั้น
    ต้องคอยดูกันต่อไปขอรับ.
  4. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    4
    guest
    โอเด็ด..นั่งขายเห็ด
    โอเด็ด..นั่งขายเห็ด 203.146.108.17
    ตั้งแต่ “สุ่ย” พรนภา เทพทินกร ออกหนังสือ “รักรสแซ่บ”
    แฉเรื่องราวความรักที่ผ่านมาของตัวเอง โจทก์เก่าอย่าง “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์”
    ก็ออกโรงมาโต้พัลวัล ล่าสุดก็ถึงคิว “ตั๊ก” บงกช คงมาลัย
    โจทก์เบอร์สองที่เคยมีข่าวว่าเป็นมือที่สามระหว่าง สุ่ย กับ กฤษณ์
    ก็ออกมาวิจารณ์หนังสือเล่มดังกล่าวว่าอุบาทว์
    ซ้ำยังท้าทายให้สุ่ยโทรมาเคลียร์ไม่ใช่ไปเขียนหนังสือด่าลับหลัง

    “เมื่อวานพี่กฤษณ์ก็ยังมานั่งคุยกับตั๊กเรื่องนี้ จริงๆ
    แล้วเค้าก็ไม่ได้มาซีเรียสอะไรหรอก
    เค้าไม่อยากให้ตั๊กออกมาตอบโต้ด้วยเพราะยิ่งจะทำให้หนังสือของเค้าดัง
    แต่ตั๊กโดนพาดพิงด้วยจะให้อยู่เฉยๆ ได้ไง มีคนโทรมาเล่าให้ฟังเยอะแยะไปหมด
    แต่ไม่คิดจะซื้อหนังสืออุบาท์แบบนี้มาอ่านหรอก
    เอาเงินไปซื้อขนมซื้อลูกอมมากินดีกว่า”

    “ผู้หญิงคนนี้ชอบโปรโมตตัวเอง
    ไม่มีการไม่มีงานทำถึงต้องมานั่งเขียนหนังสือด่าคนอื่น อาศัยเกาะคนอื่นดัง
    อุบาทว์ไม่มีความแมน”

    “ที่ผ่านมาพี่กฤษณ์ไม่เคยให้สัมภาษณ์หรือพูดอะไรถึงเค้าเลย
    จบกันแล้วก็จบกันไปสิ แก่แล้วทำไมไม่รู้จักแยกแยะ ทำไมไม่รู้จักคิด ถ้าเป็นตั๊ก
    ตั๊กไม่ทำแบบนี้เพราะไม่ใช่นิสัยตั๊ก
    ถามหน่อยถ้าพี่กฤษณ์ไม่ดีจริงคุณจะคบกับเค้าถึง 3 ปีเหรอ
    แต่นี่เลิกกันแล้วคุณกับเอาเค้ามาด่า คุณไม่ได้เค้าคุณพาลหนิ
    น่าสงสารแพ้แล้วไม่ยอมรับ”

    “คนเราเคยรักกันเคยดีต่อกัน ช่วงชีวิตหนึ่งเคยมีสิ่งดีๆ ร่วมกัน
    ทำไมคุณไม่จดจำภาพเหล่านั้นไว้ ทำไมคุณทำแบบนี้
    ที่ผ่านมาคุณไม่ได้รักเค้าเลยเหรอ”

    “จริงๆ แล้วตั๊กไม่อยากวิจารณ์เรื่องนี้เลย ถ้าวิจารณ์แล้ว X ตาย
    โอเคล่ะคุณอาจจะอยู่วงการนี้มานานอยู่มาก่อน
    แต่มาถึงตรงนี้คุณกับตั๊กมันคนละเรื่องกันแล้ว คุณไม่มีแม้แต่ค่ายเลยด้วยซ้ำ
    ไม่จำเป็นที่ตั๊กจะต้องลดตัวไปอะไรด้วย ตั๊กไม่ได้แบ่งชั้นวรรณะ
    แต่สิ่งที่เค้าทำมันไม่ควร มาพูดแบบนี้ได้ไงไม่มีความแมนเลย ทุเรศอ่ะ ทุเรศ”

    “ลงไปเลยนะ ลงไปให้หมด ลงให้ได้ทุกคำพูดของตั๊ก ตั๊กไม่เคยกลัวใครอยู่แล้ว
    ตั๊กกลัวแต่คนดีเห็นแล้วจะยกมือไหว้เลย
    แต่คนชั่วชอบเขียนหนังสือด่าชาวบ้านตั๊กไม่กลัว”

    “ทำอย่างนี้เค้าเรียกว่าพาล คุณเป็นอย่างนี้ล่ะสิผู้ชายเค้าถึงได้ทิ้งคุณ
    ผู้ชายเค้ารู้ว่าคุณเป็นอย่างนี้เค้าถึงได้ไม่เอาคุณ
    ตั๊กไม่เกี่ยวข้องก็ยังเอาไปยุ่งด้วย ไม่แปลกเลยที่พี่กฤษณ์แยกทางกับเค้า”

    “ผู้หญิงคนนี้น่ากลัว คนเคยรักกันเค้าไม่ทำกันแบบนี้
    ไม่น่าเห็นแก่เงินเขียนหนังสือด่าคนอื่น เป็นตั๊ก... ตั๊กไม่คบคนแบบนี้ น่ากลัว
    มีอะไรโทรมาคุยกับตั๊กได้ ไม่ต้องไปพาลเขียนหนังสือด่าลับหลัง
    เบอร์ตั๊กคุณก็มีอยู่แล้วหนิ โทรมาสิ โทรมาคุยกัน
    ถึงตั๊กไม่มีเวลาเพราะตั๊กมีการมีงานทำ (ย้ำเสียงหนักแน่น) แต่ตั๊กก็จะคุย”
    “แต่อย่ามาฉวยโอกาสตอนที่หนังตั๊กกำลังจะออกมาสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองแบบนี้
    เพราะมันส่งผลกระทบกับหนังของตั๊กมาก ตั๊กและทีมงานอุตส่าห์ตั้งใจทำงาน
    แต่ก็ต้องมาเสียเพราะ X ”

    ระบายอารมณ์มาซะยาวเหยียด
    ได้ยินได้ฟังฝีปากแล้วก็นับว่าคมคายสู้คู่กรณีได้แน่นอน
    แต่พอถามว่าคิดจะออกหนังสือมาแฉบ้างหรือเปล่า ตั๊กกลับบอกว่า

    “โอ๊ย...ตั๊กไม่เขียนหรอกหนังสือ เอาไว้ไม่มีงานทำก่อนก็แล้วกัน” !?!!

    กระทู้ได้รับการปรับปรุงโดย ซาลาเปา เมื่อ 2 April 2005 - 19:18
  5. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    5
    guest
    โอเด็ด..นั่งขายเห็ด
    โอเด็ด..นั่งขายเห็ด 203.146.108.17
    จากใจถึงใจ...ตั๊ก vs สุ่ย

    ทันทีที่หนังสือ ""รักรสแซบ"" วางแผง และถูกพาดพิงถึง "ตั๊ก บงกช คงมาลัย" ก็ฝากข้อความไปถึง "สุ่ย พรนภา เทพทินกร" คนเขียนในเชิงว่า ถ้ามีอะไรมาเจอกัน คุยกันตัวต่อตัวดีกว่า

    "อ๊ะ,อย่างนี้เก๊าะเป็นเรื่อง"

    "ความจริงสุ่ยไม่ได้พาดพิงถึงในทางที่ไม่ดีสักนิด" เจ้าของหนังสือออกตัว

    "สุ่ยเข้าใจอารมณ์ แล้วเราผ่านประสบการณ์ผู้ชายคนเดียวกันมา สุ่ยเห็นใจและเข้าใจเขามากกว่า"

    "ในหนังสือไม่ได้ว่าหรือประจานเขา เพียงแต่พูดถึงผู้ชายแล้วเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องไปถึงว่ามีอยู่
    ครั้งหนึ่งไปเดินห้างเจอมาด้วยกันแล้วตั๊กยกมือไหว้ แค่นี้เอง"
    ดังนั้นถ้าตั๊กคิดว่าเกลียดหรือด่าเขาให้คิดเสียใหม่-นี่สุ่ยว่า

    "ความรู้สึกตอนนี้เป็นความเข้าใจมากกว่า เพราะโดนมาเหมือนกัน รู้ว่าเป็นยังไง"

    แต่ถ้าจะให้ไปเจอหรือคุยกัน

    ""สุ่ยไม่มีธุระอะไรจะต้องคุยกับเขา สุ่ยอยู่ของสุ่ย แต่เขาจะคิดอย่างนั้นก็ไปห้ามเขาไม่ได้""

    สุ่ย พรนภาปิดฉากแค่นั้น

    ส่วนด้าน ตั๊ก-บงกช บอกว่าผลกระทบจากเรื่องนี้ที่เกิดกับเธอคือ งานการหลายอย่างสะดุด ด้วย
    คนมัวแต่สนใจในเรื่องนี้มากกว่าเรื่องงาน

    "การเขียนหนังสือดาราตั๊กว่ามันแล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน อาจจะเขียนเล่าว่าเคยเล่นเป็น
    นางอิจฉาแล้วโดนตบพลาดหรือประสบการณ์เรื่องอะไรก็ได้ อย่างอกหักแล้วต้องไปทำอะไรถึง
    จะหาย ไปโกรกผมแล้วจะหายก็จะชวนให้คนอ่านไปโกรกผม แต่ไม่ใช่พาลไปทำคนอื่นอย่างนี้
    มันไม่มีความแมนเลย"

    เอ,แต่คนเขียนเป็นผู้หญิงนี่นา

    "ถึงเป็นผู้หญิงก็ควรมีความแมนกันบ้าง"

    ทั้งยังว่าทุกวันนี้อยากเจอสุ่ยมาก อยากเคลียร์ว่าอะไรเป็นอะไร

    น่าเสียดายที่พลาดพร็อบ บาร์ นะตั๊กนะ เพราะวันก่อนน่ะ มีครบทั้ง "สุ่ย-พรนภา,เมย์-พิชนาฎ สาขา
    กร" ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นมือที่ 3 กรณีตั๊ก-กฤษณ์, "กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์" รวมไปถึง "เอส-วรฤทธิ์
    ไวยเจียรนัย" แถมด้วยหนุ่มที่ว่ากันว่าเป็นแฟนใหม่ของสุ่ยอีกต่างหาก

    "นี่ถ้าไปอีกคน ก็ครบถ้วนกระบวนการรักเชียว
  6. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เกียดอิตั๊กอ่ะ ไม่อชบแม่ง
    ยังเด็กอยู่เลย  X ทำตัวแก่เกินวัย
    เกียดชิบ !!
  7. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    j
  8. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เราเจอตั้ก วันที่ไปดูคอนเสริต์ Big Rock Day ด้วยงะ ขาวสวย อึ้มมมม หุ่นดี มากะเพื่อนมัน3คน ดูบัตร ราคา1600 งะ โธ่เราก้อนึกว่ามันจะดูสัก
    2000 เฮอะๆ ไม่มีไรหรอก เอามาเล่าให้ฟังเฉยๆ
  9. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    โธ่ เราว่าสุดท้าย......แม่งก้อทะเลาะกันเพราะเรื่องผู้ชายน่ะแหละ ไม่ได้ดูดีกว่ากันไปสักเท่าไหร่

    เออ.....แต่เรารู้เรื่องมาว่ามันเคยอยู่โรงเรียนบางบัวทองด้วย แล้วเสียอนาคตไปตั้งแต่ม.ต้นแล้ว
  10. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    จิงเหยอ
  11. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ถ้าเทียบกันนะ

    เราเชียร์สุ่ยมากกว่าตั๊ก

    แต่ผู้ชายอย่างนั้น อย่าไปเอา!!
  12. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    14
    guest
    เกลียด อีตั๊ก นังเต้าไต่
    เกลียด อีตั๊ก นังเต้าไต่ 58.10.225.191
    รูเลยจากคำพุดว่าใคร มีการศึกษา ใครไม่มีการศึกษา ดูได้จากคำพูดเลย ในเมื่อมันมั่นใจในตัวเองมากเกินไปก็สมควรโดนคนประนามมันแบบนี้แหละ เค้าเขียนหนังสือเรื่องราวชีวิตเค้าๆเขียนไปตามความจิงไม่ได้พาดพิงหรือตอแหล อารัยถึงมันหนิ จะมาร้อนตัวทำไม
ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

refer: