ประวัติศาสตร์ ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น No 514894


กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

  เป็นที่ทราบดีว่าหมู่เกาะซึ่งเป็นประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบันนั้นมีมนุษย์อาศัยอยู่อย่างน้อยกว่าสามหมื่นปี
 และอาจยาวนานถึง 1-2 แสนปีแต่ทะเลซึ่งแยกญี่ปุ่นออกจากทวีปเอเชียยังมีลักษณะตื้นเขินและขนาดไม่ใหญ่พอในช่วง 
 ที่มีคนมาตั้งรกรากอยู่ในยุคแรกๆ อย่างไรก็ดี เป็นที่แน่ชัดว่ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นในเชิงภูมิศาสตร์
 เช่นการเพิ่มระดับน้ำทะเลหลังจากที่มีการตั้งถิ่นฐานได้ไม่นานนัก

 กระนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าผู้ที่มาตั้งรกรากในช่วงแรกนั้นเป็นพรรพบุรุษของชาวญี่ปุ่นใน ปัจจุบันหรือไม่ 
 (การขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณที่ตั้งก่อนประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นเพิ่งจะเริ่มขึ้นช่วงทศวรรษ 1960 
 ดังนั้นหลักฐานชัดเจนที่เกี่ยวกับชาวญี่ปุ่นยุคแรกจึงยังมีไม่มากนัก) แต่อาจกล่าวได้ว่าคนที่ทยอย อพยพ มาลงหลักปักฐาน
 ในญี่ปุ่นช่วงแรกๆ นั้นมาจากเอเชีย ซึ่งคาดว่าการอพยพดังกล่าวเกิดขึ้นมานานแล้ว

 สมัยโจมง (Jomon Period : ราว 10,000-300 ปีก่อนคริสตกาล) :
 
ช่วงหนึ่งพันปีแรกของยุคหินใหม่ (Neolithic) 
  เป็นระยะเวลาที่โลกมีอุณหภูมิค่อนข้างอบอุ่น ก่อนที่จะร้อนถึงขีดสุดในราวช่วง 8,000-4,000 ปีก่อนคริสตกาล
  จนทำให้ระดับน้ำทะเลในญี่ปุ่นขยับตัวสูงขึ้น และทำให้แผ่นดินที่เป็นสะพานเชื่อมญี่ปุ่นกับทวีปเอเชียถูกตัดขาดออกจากกัน 
  การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้แหล่งน้ำในญี่ปุ่นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลาและสัตว์น้ำนานาพันธุ์ ขณะที่พันธุ์ไม่ใหม่ๆ หยั่งรากเติบกล้า
  และแตกหน่อเจริญงอกงามขึ้น การพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเหล่านี้ได้ตระเตรียมพื้นที่สำหรับสมัยโจมง ตอนต้น

 การทำเครื่องปั้นดินเผาในช่วงแรกของญี่ปุ่นก็เกิดขึ้นในสมัยโจมง ราวช่วง 10,000 ปีก่อนคริสตกาล
 คนส่วนใหญ่ในสมัยโจมง ตอนต้นจะอาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเล เป็นพวกพเนจรเก็บของป่าและล่าสัตว์ การอาศัยปลา 
 สัตว์ทะเลที่มีเปลือก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลเป็นอาหารทำให้เกิดกองขยะของชุมชนที่เรียกว่าสุสานหอย 
 อันเป็นหลักฐานทางโบราณคดีชิ้นแรกๆ ที่เกี่ยวกับคนยุคนนี้ โบราณวัตถุที่ค้นพบในสมัยนี้ครอบคลุมถึงใบมีดหิน
 และเครื่องปั้นดินเผาลายเชือก

 สมัยโจมง ตอนกลาง (จากช่วง 3,500-2,000 ปีก่อนคริสตกาล) : 
 ผู้คนในสมัยโจมง อพยพจากแถบชายฝั่งเข้าไปทำมาหากิน
 บริเวณตอนใน เนื่องจากปลาและสัตว์ทะเลที่มีเปลือกมีจำนวนน้อยลงตามระดับน้ำทะเลที่ลดลง 
 หรืออาจเป็นเพราะพวกเขาหันไปพึ่งพาแหล่งอาหารจากพืชแทน หินลับมีด ไหที่มีฝาปิด และโบราณวัตถุอื่นๆ 
 ในสมัยโจมง ตอนกลาง ล้วนเป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปสู่การเพาะปลูกมากขึ้น 
 สมัยโจมง ตอนกลางมาถึงกาลอวสาน เมื่อพืชผลป่าไม้ในบริเวณเชิงเขาของดินแดนตอนในไม่สามารถตอบสนองความต้องการ
 ในการบริโภคได้ จุดเด่นของสมัยโจมง ตอนปลายตั้งแต่ช่วง 2,000 ปีก่อน คริสตกาล 
 คือการฟื้นฟูกิจกรรมการประมงบริเวณชายฝั่งทะเลแปซิฟิก

 สมัยยาโยอิ (Yayoi Period : 300 ปีก่อนคริสตกาล ปี ค.ศ. 300) : 
 ยาโยอิเป็นชื่อที่ได้มาจากโบราณสถานใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยโตเกียวในเขตฮองโงะ (Hongo) สมัยยาโยอิเป็นช่วงเปลี่ยน 
 ผ่านทางวัฒนธรรมที่สำคัญของญี่ปุ่นซึ่งกำเนินโดยผู้คนที่อพยพจากพื้นที่เพาะปลูกข้าวในผืนแผ่นดินใหญ่ของเอเชีย
 ตั้งแต่ช่วง 300 ปีก่อนคริสตกาลคนเหล่านี้อพยพเข้ามายังคิวชูตอนเหนือโดยผ่านทางเกาหลี
 และเป็นไปได้ว่าจะเข้ามายังโอกินาวา (Okinawa) ด้วย

 ด้วยระยะเวลาเพียงแค่หกร้อยปี ญี่ปุ่นก็เปลี่ยนแปลงจากชุมชนหาของป่าและล่าสัตว์มาเป็นชุมชุนเกษตรกรรมซึ่งอยู่คงที
่ การขยายตัวของชุมชนเพาะปลูกข้าวที่มีเครือข่ายแน่นแฟ้นและมีอิสระเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในคิวชูและฮอนชูฝั่งตะวันตก 
 ภายในปี ค.ศ. 100 ชุมชนลักษณะนี้มีให้เห็นเกือบทั่วทุกแห่งในประเทศ ยกเว้นเขตภาคเหนือของฮอนชูและฮ็อกไกโด (Hokkaido)

 


PS.  -*-MomO-*- โมโม่ตัวน้อย กระโดดด็อกแด็ก $oul Hunter $chool $oul Hunter นักล่าวิญญาณ บ้า บ๊อง ติ๊งต๊อง อยู่แล้ว แรมโบ้กระพือปีก พั่บ พั่บ (^-^)/ ~ /(^-^) ~ (^-^)/ ~ อะฮ้อย~อะฮ้อย~~~

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 22:38 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

58 ความคิดเห็น

    ความคิดเห็นที่ 1 - 20

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    สมัยโคฟุง (Kofun Period : ปี ค.ศ. 300-710) : 
     ยุคแห่งการสิ้นสุดวัฒนธรรมโยอิปรากฎให้เห็นจากหลุมฝังศพขนาดใหญ่ที่ทำจากหินและดินในบริเวณชายฝั่งคิวชู 
     และตามชายฝั่งของทะเลภายใน รอบๆ หลุมศพดังกล่าวประดับประดาด้วยเครื่องปั้นดินเผารูปคนและสัตว์ ซึ่งข้างในกลวง 
     รวมถึงบ้านจำลองที่เรียกว่า “ฮานิวะ” (haniwa) 
     หลักฐานเหล่านี้ทำให้ผู้ X วชาญบางรายลงความเห็นว่าเครื่องปั้นดินเผ่าเหล่านี้
     เป็นสัญลักษณ์แทนข้ารับใช้และสมบัติของตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์และผู้นำที่ลาลับไปจากโลกนี้แล้ว

     ในยุคนี้สถาบันทางสังคมและการเมืองพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ชุมชนแต่ละกลุ่มซึ่งให้คำจำกัดความตนเองว่าเป็น
     “ประเทศ”  หรือ “อาณาจักร” มีโครงสร้างทางสังคมที่แบ่งตามลำดับชั้น 
     โดยอยู่ภายใต้อิทธิพลที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นของศูนย์กลางอำนาจ 
     มีฐานอยู่ในที่ราบยามาโตะ (Yamato Plain) ซึ่งก็คือโอซาก้า (Osaka) และนาระ (Nara) 
     ในปัจจุบัน เป็นไปได้ว่าเชื้อสายของจักรพรรดิญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่า ยามาโตะ ซันไลน์ (Yamato Sun
     Line–ราชวงศ์พระอาทิตย์แห่งยามาโตะ) ถือกำเนิดขึ้นจากอุจิ 
     (uji-ชุมชน) ตระกูลต่างๆ อันทรงอิทธิพลซึ่งพัฒนาขึ้นในสมัยยาโยอิตอนปลาย

     ตระกูลในแถบที่ราบยามาโตะซึ่งในที่สุดสามารถสถาปนาตนเองขึ้นเป็นราชวงศ์ได้นั้นถือว่าตนสืบเชื้อสาย
     โดยตรงมาจากสุริยเทวี(Amaterasu Omikami / อามะเตราสุ โอมิกามิ) 
     (ปัจจุบันมีชาวญี่ปุ่นน้อยราย โดยเฉพาะพวกชาตินิยมฝ่ายขวายังคงยืนยันเช่นนี้)

      ศาสนาพุทธเข้ามายังญี่ปุ่นโดยผ่านทางเกาหลีในศตวรรษที่ 16 
      แม้หลายคนจะเชื่อว่าเทคนิคการเขียนของจีนนั้นมาพร้อมกับศาสนา
      แต่ก็เป็นไปได้ว่าเทคนิคนี้จะเข้ามาก่อนศาสนาราว 100-150 ปี การอ่านออกเขียนได้ทำให้พวก 
      ขุนนางชั้นสูงสามารถเข้าถึงศาสนา ต่างชาติได้มากขึ้น และทำให้มีโอกาสเรียนรู้
      ผลงานชิ้นสำคัญๆ ของจีน อาทิ งานของขงจื๊อ

     ตระกูลโซงะ (Soga) ซึ่งค่อนข้างแข็งกร้าวประสบความสำเร็จในการสถาปนาศาสนาพุทธให้กลาย
     เป็นศาสนาประจำชาติโดยจักรพรรดิทุกองค์จะต้องปวารณาตัวเป็นองค์ศาสนูปถัมภกแห่งพุทธศาสนา 
     นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการศึกษาและความรู้วิทยาการใหม่ๆ ที่มาจากผืนแผ่นดินใหญ่ของเอเชีย
     อำนาจทางการเมืองของตระกูลโซงะมาถึงจุดสูงสุดเมื่อองค์จักรพรรดิทรงคัดเลือกองค์จักรพรรดินี
     จากบุตรสาวของตระกูลโซงะเพียงตระกูลเดียว ในขณะที่ลูกหลานของตระกูลก็ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในราชสำนัก

     ในเวลาไม่นานก็มีการปฏิรูปเกิดขึ้น เป้าหมายสำคัญคือเพิ่มอำนาจให้กับรัฐบาลกลางและลดทอนอำนาจ
     ของตระกูลอื่นๆ ในราชสำนักการปฏิรูปครั้งนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและกว้างไกล
     อันรวมถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ 
     ระบบกฎหมาย เขตแดน ระบบราชการและการจัดเก็บภาษี

     เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นหลายครั้งในอดีต ที่ตั้งของเมืองหลวงในยุคดังกล่าวได้ถูกย้ายถึงสองครั้ง
     ในช่วงก่อนสิ้นศตวรรษที่ 17

     สมัยนาระ (Nara Period : ปี ค.ศ. 710-794) : 
     ในช่วงต้นศตวรรษที่ 8 องค์จักรพรรดินีได้โปรดให้สร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ขึ้นอีกครั้งทางตะวันตกเฉียงเหนือ
    ของที่ราบยามาโตะ  ซึ่งก็คือที่ตั้งของเมืองนาระในปัจจุบัน โดยตั้งชื่อว่า เฮโจเกียว (Heijokyo)

     สมัยนาระเกิดขึ้นหลังจากการสร้างเมืองหลวงใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่มีการสร้างระบบรวมศูนย์อำนาจการปกครองของจักรพรรดิ
     ตามแนวคิดของจีน (ritsuryo / ริตสึเรียว) ในขณะที่ศิลปวิทยาการและวัฒนธรรมต่างๆ ก็เจริญขึ้นอย่างมาก 
     ผลจากการสร้างระบบริตสึเรียวทางการได้บรรลุความสำเร็จในการนำมาตรการเข้มงวดมาใช้ควบคุมและจัดวางอำนาจ
     ในการบริหารประเทศให้อยู่ในมือของสภาอันทรงอิทธิพล
     ที่ดินเพาะปลูกข้าวทั้งหมดถูกโอนเป็นของหลวงซึ่งทำให้มีการจัดเก็บภาษีชาวนาอย่างหนักในเวลาต่อมา

     สมัยเฮอัน (Heian Period : ปี ค.ศ. 794-1185) : ในช่วงสิบปีหลังของศตวรรษที่ 8 มีการย้ายที่ตั้งเมืองหลวงอีกครั้ง
     เมืองหลวงใหม่แห่งนี้สร้างตามรูปแบบเมืองหลวงของจีนเช่นเคย โดยตั้งชื่อว่า เฮอันเกียว (Heiankyo) 
     และถือเป็นแกนกลางสำคัญในการอุบัติขึ้นของเกียวโต (Kyoto)

     เมืองหลวงใหม่สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 795 และถือเป็นจุดเริ่มต้นของสมัยเฮอัน ซึ่งรุ่งเรืองเป็นเวลาสี่ร้อยปี
     เฮอันเกียวเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นจนถึงปี 1868 จนกระทั้งองค์จักรพรรดิได้ย้ายเมืองหลวงไปตั้งที่เอโดะ (Edo)
     โดยต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโตเกียว (Tokyo)

      รัฐบาลกลางยังสามารถรักษาอำนาจมาอย่างต่อเนื่องอีกหลายทศวรรษ จนถึงศตวรรษที่ 9 ระบบริตสึเรียวจึงค่อยๆ 
      เริ่มอ่อนแอลง เนื่องจากแม้รัฐบาลกลางต้องการขยายเขตอิทธิพลของตนออกไป 
      แต่รัฐบาลท้องถิ่นกลับประสบความยุ่งยากขึ้นในการบริหารงานภายใต้ระบบราชการที่มีสภาพการณ์ดังกล่าว 
      ทำให้ขุนนางระดับสูงและผู้ควบคุมดูแลวัดอันทรงอิทธิพลฉกฉวยโอกาสในการครอบครองที่ดินขนาดใหญ่
      ในที่สุดผู้ครอบครองที่ดินเหล่านี้ก็เริ่มมีอำนาจทางการเมืองและการทหารในเมืองต่างๆ

     ขณะที่ผู้บริหารส่วนท้องถิ่นสนใจแต่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าการบังคับใช้กฎหมายและกฎระเบียบ 
     ผู้ครอบครองที่ดินขนาดใหญ่ได้ใช้โอกาสนี้สั่งสมอำนาจทางทหารของตนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี
     การสู้รบระหว่างผู้ครอบครองที่ดินได้กลายเป็นฉากสุดท้ายอันน่าจดจำของสมัยเฮอันที่เคยรุ่งเรือง

     สมัยคามากูระ (Kamakura Period : ปี ค.ศ. 1185-1333) : 
     มินาโมโตะ โนะ โยริโตโมะ (Minamoto no Yoritomo)
     คือผู้มีชัยชนะเหนือผู้ครอบครองที่ดินรายอื่นจนได้รับพระราชทานยศโชกุนในที่สุด เขาสร้างฐานกำลังขึ้นที่คามากูระ 
     (Kamakura) ซึ่งห่างไกลจากเกียวโต และอยู่ทางใต้ของบริเวณที่ต่อมาคือเมืองเอโดะ (โตเกียวในปัจจุบัน)
     เขาได้จัดตั้งโครงสร้างการบริหารและกองบัญชาการทหารขึ้นที่นี่ รวมถึงตั้งกรมกองต่างๆ เพื่อควบคุมเหล่าซามูไร
     ต่อมาเขาก็กลายเป็นผู้มีอิทธิพลมากที่สุดในญี่ปุ่น เนื่องจากมีอำนาจในการควบคุมระบบยุติธรรม การสืบทอดราชบัลลังก์
     และการป้องกันประเทศ อย่างไรก็ดี โยริโตโมะยังคงปักหลักอยู่ในคามากูระ 
     และไม่ย้ายถิ่นฐานไปเมืองหลวงด้วยเหตุผลบางประการ

      โยริโตะโมะยังหว่านล้อมให้องค์จักรพรรดิอนุมัติให้มีตำแหน่งที่เรียกว่า ชูโงะ (shugo) และจิโตะ (jito) ในทุกเมือง
      ชูโงะคือผู้ดูแลกำลังทหารในแต่ละเมือง ส่วนจิโตะคือผู้ดูแลที่ดินและการเก็บภาษี ทั้งสองตำแหน่งจะขึ้นตรงต่อ
      โชกุนโยริโตโมะโดยตรง ในยุคนี้ยังมีการตั้งรัฐบาลซึ่งประกอบด้วยชนชั้นนักรบขึ้น โดยตั้งอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงซึ่ง
      จักรพรรดิประทับ ระบบการปกครองแบบใหม่นี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของภาระหน้าที่และการพึ่งพาจึงต่างจากระบบการปกครอง
      ในยุคกลางของยุโรป และอาจเรียกได้ว่าเป็นระบบศักดินาสวามิภักดิ์ที่แท้จริง ซึ่งรู้จักในนาม บากูฟุ (bakufu-ระบบโชกุน) นั่นเอง

      เมื่อมีการตั้งระบบนี้ขึ้น ความสำคัญของราชสำนักก็เสื่อมถอยลง อย่างไรก็ดี 
      ราชสำนักยังคงทำหน้าที่สำคัญในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและเป็นสัญลักษณ์ของประเทศมาจนถึงปี 1868
      เมื่อองค์จักรพรรดิทรงดำรงตำแหน่งประมุขของประเทศที่มีราชอำนาจอย่างแท้จริงอีกครั้ง

     แม้สมัยคามากูระจะมีระยะเวลาค่อนข้างสั้น แต่ก็มีเหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้นส่งผลใหญ่หลวงต่อประเทศ
     ในยุคนี้มีการปฏิวัติต้านเทคนิคการเกษตรที่ทำให้สามารถผลิตอาหารเพิ่มขึ้น ตามมาด้วยการขยายตัวของประชากร
     และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่มีการตั้งถิ่นฐานในบริเวณดังกล่าวหนาแน่น ขึ้น มีระบบการค้าและพาณิชย์ที่ดีขึ้น
     มีการขยายตัวของตลาดท้องถิ่น และมีการนำระบบเงินตรามาใช้เป็นครั้งแรก
     ผู้นำศาสนาพุทธก็มีอิทธิพลมากขึ้นในยุคนี้ซึ่งเป็นที่ยอมรับนับถือของบรรดาซามูไรและผู้คนทั่วไป
     ศาสนาพุทธกลายเป็นศาสนาที่นิยมของประชาชนจากที่เคยผูกขาดเฉพาะแต่พวกขุนนาง

     ความยุ่งเหยิงซับซ้อนของระบบราชการได้กลายมาเป็นปัญหาใหญ่ ระบบของผู้ตรวจการทหารและเจ้ากรมเริ่มอ่อนแอลง
     ความตึงเครียดดังกล่าวยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อญี่ปุ่นต้องป้องกันประเทศจากการรุกรานของ มองโกล
     ถึงสองครั้งในปี 1274 และ ปี 1281
     การรุกรานดังกล่าวไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากกองเรือรบของ มองโกล ถูกทำลายจนหมดสิ้นโดยฝีมือของพายุไต้ฝุ่น

     สมัยมูโระมาจิ (Muromachi Period : ปี ค.ศ. 1333-1568) :
      โชกุนคนถัดมานาม อาชิคางะ ทาคาอูจิ (Ashikaga Takauji)
     ได้ย้ายเมืองหลวงกลับไปยัง เกียวโต ซึ่งทำให้ต้องเผชิญหน้ากับราชสำนักอย่างใกล้ชิด
     จนในที่สุดอำนาจของฝ่ายหลังต้องเสื่อมถอยลงทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกัน
     โชกุนคนใหม่ยังนำกำลังเรือรบเข้าจับกุมเหล่าขุนนางพร้อมกับสลายฐานอำนาจให้เหลือสถานะเพียงแค่
     เป็นผู้อุปถัมภ์ วัฒนะธรรมเหมือนเมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมา

     คำว่า “มูโระมาจิ” เป็นชื่อของพื้นที่บริเวณหนึ่งในเกียวโต ซึ่งโยชิมิตสึ โชกุนแห่งตระกูลอาชิคางะมีคำสั่งให้สร้างประสาทขึ้น
     ชีวิตของโชกุนโยชิมิตสึถือว่าเป็นโชกุนแห่งอาชิคางะที่น่าสนใจมากที่สุด 
     เนื่องจากมีบทบาทมากทั้งในด้านการเมืองและมีความสามารถเป็นเลิศในเรื่องการบริหารกองทัพ

     โดยภาพรวมแล้วสมัยมูโระมาจิเป็นยุกต้นของการเปลี่ยนแปลงหลักพื้นฐานต่างๆ
      เป็นรากฐานแห่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่จะเกิดขึ้นในสมัยเอโดะ ยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงเทคนิคการเกษตร
      นำพืชพันธุ์ใหม่ๆ มาเพาะปลูกรวมทั้งพัฒนาระบบของชนประทานและการเกษตรเพื่อการพาณิชย์ สมาคมช่างฝีมือ
      เริ่มปรากฏขึ้นในยุคนี้ ขณะที่มีการขยายตัวของเศรษฐกิจเงินตราและการค้าอย่างชัดเจน สิ่งที่สำคัญคือเมืองทั้งเล็ก
      และใหญ่ต่างผุดขึ้นและเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยดำเนินควบคู่ไปกับการเติบโตของชนชั้นพ่อค้าและบริการ

     โชกุนโยชิมิตสึถูกลอบสังหารในปี 1441 ทำให้ระบบโชกุนตกต่ำลง ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างโชกุนกับผู้ตรวจการทหารเสื่อมถอยลง

    ทศวรรษแห่งสงครามและความไม่สงบแสดงให้เห็นถึงการล่มสลายอย่างสิ้นเชิงของระบบรวมศูนย์อำนาจและสังคมอันนำไป
    สู่ยุคไฟสงคราม (Age of Warring States) ซึ่งเป็นศตวรรษแห่งสงครามที่กินเวลาตั้งแต่ปี 1467 จนถึงปี 1568
     การกระจายอำนาจออกจากส่วนกลางอย่างเกือบสิ้นเชิงของรัฐบาลในยุคนี้ นำไปสู่ระบบศักดินาของผู้เป็นเจ้าเมือง (daimyo / ไดเมียว)

     ก่อนหน้านี้การตัดสินใจใดๆ ที่เกี่ยวกับการถือครองที่ดิน และการบริหารหัวเมืองต่างๆ จะต้องมาจากข้าราชการส่วนกลาง
     ระบบไดเมียวก่อให้เกิดความเปลี่ยงแปลงขึ้นโดยมีกองกำลังทหารขนาดใหญ่เป็นเครื่องหนุนหลัง ภายใต้ระบบดังกล่าว
     ไดเมียวคือผู้มีสิทธิชอบธรรมในการตัดสินใจ


    PS.  -*-MomO-*- โมโม่ตัวน้อย กระโดดด็อกแด็ก $oul Hunter $chool $oul Hunter นักล่าวิญญาณ บ้า บ๊อง ติ๊งต๊อง อยู่แล้ว แรมโบ้กระพือปีก พั่บ พั่บ (^-^)/ ~ /(^-^) ~ (^-^)/ ~ อะฮ้อย~อะฮ้อย~~~
    ถูกใจ ตอบความเห็นนี้
  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    สมัยโมโมยามะ (Momoyama Period : ปี ค.ศ. 1568-1600) : 
     ยุคนี้แม้ว่าจะมีระยะสั้นแต่ถือว่าเป็นยุคแห่งการประดิษฐ์ในสายตาของนักประวัติศาสตร์และมีความยอดเยี่ยมยิ่งกว่าสมัยมูโระมาจิ
     เสียอีกเหตุที่ได้ชื่อว่าโมโมยามะเป็นเพราะการปกครองของโชกุนสมัยอาชิคางะสิ้นสุดลงในปี 1573
     (สมัยมูโระมาจิตรงกับช่วงที่โชกุนของตระกูลอาชิคางะยังปกครองอยู่) เหตุการณ์โดดเด่นที่สุดก็คือการบุกเข้าโจมตี
     เกียวโตของโอดะ โนบุนางะ (Oda Nobunaga : ปี 1534-82) ผู้นำคนแรกในบรรดาสามผู้นำที่ปรารถนาจะรวมประเทศให้
     เป็นปึกแผ่น ส่วนอีกสองคนได้แก่ โตโยะโตมิ ฮิเดโยชิ (Toyotomi Hideyoshi : ปี 1536-98) 
     และโทกุงาวะ อิเอยะสุ (Tokugawa leyasu : ปี 1542-1616)

     โนบุนางะคว้าชัยชนะเหนือเมืองอื่นๆ มาได้อย่างเฉียบขาด โดยการใช้กำลังทหารบดขยี่ ปฏิปักษ์อย่าไร้ความปรานี
     โนบุนางะยังเป็นที่รู้จักดีในฐานะนักรบผู้ชอบเผาทำลายวัดของพุทธศาสนาที่ตั้งอยู่รอบๆ เกียวโตซึ่งต่อต้านเขา 
     กระนั้นการเผาวัดก็เป็นคนละเรื่องกับการที่โนบุนางะสนใจในศิลปวัฒนธรรม
     แม้เขาจะสามารถรวบรวมพื้นที่ได้เพียงหนึ่งในสามของประเทศให้มาอยู่ภายใต้การปกครองของเขา
     แต่ก็เป็นการปูพื้นฐานสำหรับการรวมญี่ปุ่นให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในเวลาต่อมา 
     เขาถูกลอบสังหารในปี 1582  โดยนายพลผู้ทรยศ

     ฮิเดโยชิ แม่ทัพเองของโนบุนางะได้จัดการสำเร็จโทษผู้ลอบสังหารและสถาปนาตนเองขึ้นเป็นผู้นำคนต่อไป
     ด้วยความปราดเปรื่องทางการทหาร บุคลิกลักษณะแบบนักการเมือง และความเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่
     ฮิเดโยชิได้ดำเนินการอย่างกระตือรือร้นเพื่อรวมญี่ปุ่นให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ภายในปี 1590
     เขตแดนทั่วทุกตารางนิ้วของญี่ปุ่นก็ตกมาอยู่ในเงื้อมมือของเขา แม้ฮิเดโยชิจะสามารถรวบรวมอำนาจไว้ได้แต่เพียงผู้เดียว
     แต่ญี่ปุ่นก็ยังคงบริหารประเทศด้วยการ กระจาย อำนาจออกจากส่วนกลาง อันเป็นเครือข่ายสายสัมพันธ์ที่ยุ่งเหยิงซับซ้อนของ
     ขุนนางเจ้าที่ดิน กระนั้นการบริหารที่ดิน แหล่งทรัพยากร และประชาชนก็ยังตกอยู่ในมือของไดเมียงอยู่ดี

     ฮิเดโยชิยังเป็นผู้นำในการปฏิรูปกิจการภายในประเทศอย่างกว้างขวาง มาตรการที่ส่งผลทางสังคมยาวนานที่สุด
     ในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นคือนโยบาย “การปลดดาบ” ใครก็ตามที่ไม่ใช่ซามูไรห้ามพกอาวุธ 
     (จนถึงเวลานี้ญี่ปุ่นยังมีกฎหมายคุมเข้มอาวุธทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นมีดหรือปืน)

     ฮิเดโยชิยังนำระบบชนชั้นมาใช้ในบางพื้นที่เพื่อทำให้พวกเจ้าของที่ดินที่ร่ำรวยตัดสินใจลำบากระหว่างการประกาศตนว่า
     เป็นซามูไรและหันไปใช้ชีวิตแบบนักรบ หรือทำตัวเป็นสามัญชนตามเดิมและยอมอยู่ในชนชั้นที่ต่ำกว่าพวกซามูไร

     ฮเดโยชิได้แสดงแสนยานุภาพให้เป็นที่ประจักษ์ในเอเชียด้วยการพยายามบุกเกาหลีถึงสองครั้งในปี 1592 และปี 1597
     โดยหวังว่าจีนจะเป็นเป้าหมายรายต่อไป แต่เขาก็ไม่สามารถบรรลุผลตามที่ตั้งเป้าไว้ เพราะต้องมาจบชีวิตลงก่อนในปี 1598

     สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือถึงแม้ว่ายุคนี้จะไม่เคยว่างเว้นจากศึกสงครามเลยสักวัน ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองยังคงคุกรุ่น 
     แต่ภายในระยะเวลาสามสิบปีของสมัยโมโมยามะกลับเป็นช่วงเวลาที่มีความเจริญทางวัฒนธรรมอย่างมากมายไม่ว่า
     จะเป็นอุตสาหกรรมสิ่งทอ เซรามิก เครื่องเงิน ภาพวาด และอุปกรณ์ชงชา ล้วนถือกำเนิดขึ้นในยุคนี้
     ความรุ่งเรืองทางศิลปะเยี่ยงนี้ไม่เคย ปรากฎขึ้นอีกในญี่ปุ่น

      อีกเรื่องหนี่งที่นับว่าประสบความสำเร็จมากคือความเจริญทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของการค้าทั้งในและนอกประเทศ
      รวมถึงวิถีชีวิตของพวกไดเมียว ฮิเดโยชินั้นขึ้นชื่อมากในเรื่องความคลั่งไคล้หลงใหลในทองคำและเครื่องประดับ 
      เพชรนิลจินดาทั้งหลาย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคั่งของทรัพย์สมบัติ  สถาปนิกอยู่แบบปราสาทมักสนับสนุนให้นำทองคำ 
      มาใช้ประดับประดาเพื่อลดความขึงขังของสิ่งก่อสร้างซึ่งส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นแบบทหาร

     พิธีชงชาที่สืบทอดกันมานานของญี่ปุ่นก็ได้รับอิทธิพลมาจากครูสอนการชงชาของฮิเดโยชิที่มีชื่อว่า เซ็น โนะ ริคิว 
     (Sen no Rikyu) ผลที่เกิดขึ้นตามมาไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็คือ การผลิตชุดถ้วยชาม 
     สำหรับพิธีชงชาซึ่งยังไม่มีใครทัดเทียมได้ และยังถูกเลียบแบบโดยศิลปินญี่ปุ่นสมัยใหม่อีกด้วย


    PS.  -*-MomO-*- โมโม่ตัวน้อย กระโดดด็อกแด็ก $oul Hunter $chool $oul Hunter นักล่าวิญญาณ บ้า บ๊อง ติ๊งต๊อง อยู่แล้ว แรมโบ้กระพือปีก พั่บ พั่บ (^-^)/ ~ /(^-^) ~ (^-^)/ ~ อะฮ้อย~อะฮ้อย~~~
    ถูกใจ ตอบความเห็นนี้
  3. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    รูปในสมัยโจมง

     

     


    PS.  -*-MomO-*- โมโม่ตัวน้อย กระโดดด็อกแด็ก $oul Hunter $chool $oul Hunter นักล่าวิญญาณ บ้า บ๊อง ติ๊งต๊อง อยู่แล้ว แรมโบ้กระพือปีก พั่บ พั่บ (^-^)/ ~ /(^-^) ~ (^-^)/ ~ อะฮ้อย~อะฮ้อย~~~
    ถูกใจ ตอบความเห็นนี้
  4. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    รูปในสมัย ยาโยอิ (เหมือนYaoi เลยแฮะ = =a)
    PS.  -*-MomO-*- โมโม่ตัวน้อย กระโดดด็อกแด็ก $oul Hunter $chool $oul Hunter นักล่าวิญญาณ บ้า บ๊อง ติ๊งต๊อง อยู่แล้ว แรมโบ้กระพือปีก พั่บ พั่บ (^-^)/ ~ /(^-^) ~ (^-^)/ ~ อะฮ้อย~อะฮ้อย~~~
    ถูกใจ ตอบความเห็นนี้
  5. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    รูปในสมัยนาระ หรือเฮอัน

     

     


    PS.  -*-MomO-*- โมโม่ตัวน้อย กระโดดด็อกแด็ก $oul Hunter $chool $oul Hunter นักล่าวิญญาณ บ้า บ๊อง ติ๊งต๊อง อยู่แล้ว แรมโบ้กระพือปีก พั่บ พั่บ (^-^)/ ~ /(^-^) ~ (^-^)/ ~ อะฮ้อย~อะฮ้อย~~~
    ถูกใจ ตอบความเห็นนี้
  6. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    รูปในสมัยมูโรมาจิ

     

     


    PS.  -*-MomO-*- โมโม่ตัวน้อย กระโดดด็อกแด็ก $oul Hunter $chool $oul Hunter นักล่าวิญญาณ บ้า บ๊อง ติ๊งต๊อง อยู่แล้ว แรมโบ้กระพือปีก พั่บ พั่บ (^-^)/ ~ /(^-^) ~ (^-^)/ ~ อะฮ้อย~อะฮ้อย~~~
    ถูกใจ ตอบความเห็นนี้
  7. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    แถมๆๆ นี่คือรูปสงครามทุ่งเซกิกาฮาระ อันลือชื่อ...

     

     


    PS.  -*-MomO-*- โมโม่ตัวน้อย กระโดดด็อกแด็ก $oul Hunter $chool $oul Hunter นักล่าวิญญาณ บ้า บ๊อง ติ๊งต๊อง อยู่แล้ว แรมโบ้กระพือปีก พั่บ พั่บ (^-^)/ ~ /(^-^) ~ (^-^)/ ~ อะฮ้อย~อะฮ้อย~~~
    ถูกใจ ตอบความเห็นนี้
  8. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    รูปของโทโยโตมิ ฮิเดยาชิ
    PS.  -*-MomO-*- โมโม่ตัวน้อย กระโดดด็อกแด็ก $oul Hunter $chool $oul Hunter นักล่าวิญญาณ บ้า บ๊อง ติ๊งต๊อง อยู่แล้ว แรมโบ้กระพือปีก พั่บ พั่บ (^-^)/ ~ /(^-^) ~ (^-^)/ ~ อะฮ้อย~อะฮ้อย~~~
    ถูกใจ ตอบความเห็นนี้
  9. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    มินาโมโตะ โนะ โยริโตโมะ  (นามสกุลคล้ายๆซากุระเลยแฮะ)

     

     


    PS.  -*-MomO-*- โมโม่ตัวน้อย กระโดดด็อกแด็ก $oul Hunter $chool $oul Hunter นักล่าวิญญาณ บ้า บ๊อง ติ๊งต๊อง อยู่แล้ว แรมโบ้กระพือปีก พั่บ พั่บ (^-^)/ ~ /(^-^) ~ (^-^)/ ~ อะฮ้อย~อะฮ้อย~~~
    ถูกใจ ตอบความเห็นนี้
  10. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    แถมสุดท้าย...รูปเกียวโตยามฤดูเหมันต์จ้า...

     


    PS.  -*-MomO-*- โมโม่ตัวน้อย กระโดดด็อกแด็ก $oul Hunter $chool $oul Hunter นักล่าวิญญาณ บ้า บ๊อง ติ๊งต๊อง อยู่แล้ว แรมโบ้กระพือปีก พั่บ พั่บ (^-^)/ ~ /(^-^) ~ (^-^)/ ~ อะฮ้อย~อะฮ้อย~~~
    ถูกใจ ตอบความเห็นนี้
  11. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เม้น เม้น แล้วก็เม้น

    ใครไม่เม้นสอบตก!! จริงๆนะเอ้อ... ^O^


    PS.  -*-MomO-*- โมโม่ตัวน้อย กระโดดด็อกแด็ก $oul Hunter $chool $oul Hunter นักล่าวิญญาณ บ้า บ๊อง ติ๊งต๊อง อยู่แล้ว แรมโบ้กระพือปีก พั่บ พั่บ (^-^)/ ~ /(^-^) ~ (^-^)/ ~ อะฮ้อย~อะฮ้อย~~~
    ถูกใจ ตอบความเห็นนี้
  12. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เม้นๆๆๆๆ
    PS.  มีใครมั่งที่รักเราเท่ากับ พ่อและแม่
    ถูกใจ ตอบความเห็นนี้
  13. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    โห ขอบคุนนะที่เอามาโพสอ่าค่ะ

    เม้นๆๆ

    ^_^


    PS.  • NOBODY IS PERFECT •
    ถูกใจ ตอบความเห็นนี้
  14. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    14
    love Jia Jia
    love Jia Jia 218.111.187.199
    8 ก.พ. 49 18:13 น.
    เม้น เม้น satisfy
    ถูกใจ ตอบความเห็นนี้
  15. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    มันเล่นเอาข้อมูลที่อยู่ในเครื่องมาลงเลยอ่ะ  X หมูดุด

    ถูกใจ ตอบความเห็นนี้
  16. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เรากำลังเรียนเรื่อง ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นพอดีเลยอ่า
    PS.  ~ฉันจะบอกเธอว่าฉันรักเธอ..เพราะ ฉันรักเธอ~
    ถูกใจ ตอบความเห็นนี้
  17. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ตรัสรู้ขึ้นเยอะเรย

    ขอบคุณนะ

    ถูกใจ ตอบความเห็นนี้
  18. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ชอบๆ

    ให้ 1 โหวต

    ต้นกล้าไปล่ะคร๊าบ................


    PS.   หน้าโหด...จมูกโต...คิ้วหนา...ตาตี่ (อย่าลืมเข้า My.iD ของผมด้วยนะ)
    ถูกใจ ตอบความเห็นนี้
  19. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    19
    ส้ม!!!!!
    ส้ม!!!!! 210.86.142.97
    9 ก.พ. 49 03:28 น.
    สมัยโจมอนเป็นสมัยที่เครื่องปั้นดินเผาพวกPotteryมีชื่อเสียงมาก...เป็นลักษณะการทำง่ายๆ แต่ดูงดงาม มีลักษณะคล้ายๆ เส้นเชือกเอามาขดๆ กันอ่ะ....มีชื่อเสียงและค้นพบมากจนเรียกวัฒนธรรมสมัยโจมอนอีกอย่างว่าวัฒนธรรมเชือก.....
    ถูกใจ ตอบความเห็นนี้
  20. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ถูกใจ ตอบความเห็นนี้

แสดงความคิดเห็น

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน
ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน
1. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้จัดสร้างโดยผู้ลงข้อมูลเอง ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้ลงข้อมูลโดยตรง
ห้ามคัดลอก/เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงข้อมูล
2. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้ทำการคัดลอกมาจากของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงข้อมูลต้องขออนุญาต และอ้างอิงอย่างเหมาะสม
3. ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ เป็นการส่งข้อความโดยผู้ใช้ หากพบเห็นข้อความหรือรูปภาพที่ไม่เหมาะสม, ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการโดยเร็ว

ร้องเรียนปัญหากระทู้ภายใน
เว็บไซต์ Dek-D.com

board@dek-d.com
( ทุกวัน 24 ชม )
02-860-1142 ต่อ 140
( จ-ศ 09.00-18.00 พักเที่ยง 12.00-13.00 )
ร้องเรียนปัญหากระทู้ภายในเว็บไซต์ Dek-D.com
ร้องเรียนปัญหากระทู้ภายในเว็บไซต์ Dek-D.com

กระทู้หมายเลข : 514894
ชื่อกระทู้ : ประวัติศาสตร์ ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น

board@dek-d.com
( ทุกวัน 24 ชม )
02-860-1142 ต่อ 140
( จ-ศ 09.00-18.00 พักเที่ยง 12.00-13.00 )
ปิดหน้าต่าง
refer: