องค์หญิงกำมะลอ ภาค 3 บทที่ 1-6

ความคิดเห็น

48

ติดตามกระทู้

3

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

( เรื่อง Poison Vine แปล- เรียบเรียง- พิมพ์ โดย พี่ยา )
จากเว็บ http://board.dserver.org/f/fictionth/00000022.html
บทที่ 1

หลังจากพิธีแต่งงานอันแสนอลเวงผ่านไปเรียบร้อยแล้วประมาณ 1 ปี ทุก ๆ คนต่างก็ดำเนิน ชีวิตของตนตามความเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา จื่อเว่ยซึ่งบัดนี้ตั้งครรภ์แล้วถึง 7เดือนกว่า เอ่อคังจึงดูแลนางเป็นอย่างดี จนนางจะคล้าย ๆ เป็นฮองเฮาของเขาไปเสียแล้ว

สำหรับหย่งฉีนั้น ก็ต้องมีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานและปัญหาบ้านเมืองมากกว่าเก่า ฮองเฮาช่วงหลังนี้ไม่กล้าจะมาหาเรื่องอะไรกับใครๆ อีก วันวันหนึ่งนางได้แต่เพียงดูแลองค์ชาย 12 โอรส องค์เดียวของนาง

เฉียนหลงฮ่องเต้นั้นปัจจุบันทรงมีพระชนน์มากขึ้นแต่พระปรีชาสามารถของพระองค์ก็มากขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ดี พระองค์ก็ทรงผ่อนคลายพระทัยจากปัญหาบ้านเมืองจากความร่าเริงสนุกสนานของ เสี่ยวเยี่ยนจื่อ สะใภ้ที่แสนซุกซนของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนางเป็นอย่างยิ่ง

ด้านไทเฮานั้นทรงยอมรับเสี่ยวเยี่ยนจื่อและจื่อเว่ย เป็นหลานของพระองค์อย่างเต็มพระทัย ดูเหมือนจะทรงโปรดปรานหลานสาวทั้งสองมากกว่าหลานสาวคนอื่น ๆ ด้วยซ้ำ ทรงอบรม , สั่งสอน ถ่ายทอดความรู้ต่าง ๆ ที่องค์หญิงพึงจะได้เรียนรู้แก่เสี่ยวเยี่ยนจื่อด้วยความอดทน

เสี่ยวเยี่ยนจื่อเองนั้น แม้ว่าจะได้แต่งงานกับหย่งฉีแล้ว แต่นิสัยซุกซน ชอบก่อเรื่องวุ่นวาย โกลาหลภายในวังของนางก็ยังคงมีอยู่มิได้ขาดแต่ก็ได้นำความสนุกสนานมาสู่ทุกคนในวังอย่างช่วยไม่ ได้ หากจะเรียกว่านางเป็นสีสันของวังหลวงก็คงไม่ผิดนัก

เช่นวันนี้ซึ่งเป็นที่นางและหย่งฉีได้มีโอกาสออกไปนอกวังและไปพบปะกับเพื่อนๆอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่ทุกคนกำลังเดินอยู่บนถนนเพื่อจะไปยังตลาดนั้น

"เฮ้ .... เสี่ยวเยี่ยนจื่อ เจ้าจะไปไหนน่ะ เดี๋ยว ...” . เสียงหย่งฉีร้องตะโกนเรียกภรรยาที่กำลังวิ่งห่างออกไป ทุกที ๆ ตามถนนที่ค่อนข้างพลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่มาเดินตลาดเพื่อมาจับจ่ายซื้อของ
" ไม่ต้องห่วงข้า , ถนนสายนี้ข้ารู้จักมันดีเท่ากับรู้จักตัวเองทีเดียวนะ " เสี่ยวเยี่ยนจื่อร้องตะโกนตอบ สามีที่ทำท่าจะวิ่งตามนางให้ทันด้วยความเป็นห่วง
" นั่นนางจะไปไหนของนางกันนะ ...... " หย่งฉีบ่นพึมพำ
" ไม่ต้องห่วงนางหรอก หย่งฉี , นางไม่เป็นไรหรอก " เอ่อคังพูดยิ้ม ๆ พร้อมกับมือข้างหนึ่งของเขา โอบเอว จื่อเว่ย อย่างเป็นห่วงภรรยาซึ่งกำลังตั้งครรภ์
" แต่ข้าไม่แน่ใจนักหรอก , กลัวว่านางจะไปก่อเรื่องเข้าอีก " จื่อเว่ยทักท้วงขึ้น หย่งฉี สอดสายตาหา ภรรยาด้วยสีหน้าไม่ดีนักพร้อมกับบ่นพึมพำ
" เสี่ยวเยี่ยนจื่อ….. ยังไงก็เป็น เสี่ยวเยี่ยนจื่อ "
เซียวเจี้ยนมองน้องเขยด้วยความเห็นใจและกล่าวว่า " งั้นเราไปตามนางกันเถอะ "

ไม่ไกลจาก นั้นนัก
" ว้าว ! โคมไฟพวกนั้น สวยมาก ๆ เลย " เสี่ยวยี่ยนจื่อพูดกับตัวเอง ตาจ้องมองโคมไฟหลากหลาย ที่แตกต่างสีสันและรูปแบบในร้าน ๆ หนึ่ง
" แม่นาง, จะซื้อไว้สักอันหนึ่งไหม ? " ชายชราเจ้าของร้านถามยิ้ม ๆ พร้อมชูโคมไฟสีขาวสวยงาม ในมือ
เสี่ยวเยี่ยนจื่อจ้องมองอย่างพอใจพร้อมกับพยักหน้า รีบเอามือควานหาถุงเงินของนาง แต่แล้ว นางก็หน้าเสียเมื่อพบว่านางไม่ได้นำมันติดตัวมาด้วย
" ว๊า ! ..... แย่จัง ข้าลืมถุงเงินของข้าไว้ที่ ........ เอ่อ .... ที่บ้านน่ะ " นางรีบแก้ไขทันท่วงทีก่อนจะพูด ว่า " วัง " ออกมาเพื่อปกปิดฐานะของนาง สายตาของนางกวาดดูโคมไฟต่าง ๆ อย่างรู้สึกเสียดาย ในใจก็พยายามคิดหาทางแก้ไขปัญหา นางกำลังคิดว่าหากนางกลับไปหาหย่งฉีเพื่อขอเงินมาซื้อ เมื่อ กลับมาโคมไฟที่นางพอใจที่สุดก็คงถูกคนอื่นถูกซื้อไปเสียแล้ว

" นี่ถ้าข้าไม่ลืมถุงเงิน ป่านนี้ข้าคงได้ซื้อโคมไฟอันนี้ไปแล้ว " นางคิดด้วยความโมโหตัวเอง ทันใดนั้น ชายเจ้าของร้านโคมไฟซึ่งกำลังจ้องมองนางอยู่ ก็เอ่ยขึ้น
" แม่นาง , ท่านเอาโคมไฟนี้ไปเถอะ , เพียงแค่รอยยิ้มของท่านก็เพียงพอสำหรับค่าโคมไฟอันนี้แล้ว " ชายชราพูดอย่างจริงใจพร้อมยื่นโคมไฟสีขาวให้ เสี่ยวเยี่ยนจื่อสั่นศรีษะพร้อมกล่าวว่า
" ไม่ ....ไม่ได้ ข้ารับไม่ได้หรอกมันไม่ถูกต้อง ขอบคุณท่านมาก " นางยิ้มให้เจ้าของร้านอย่าง รู้สึกขอบคุณ

ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
" เฮ้ .... ตาแก่ เงินที่เป็นหนี้ข้าจะว่าไง ? " เจ้าของเสียงที่ตะคอกใส่ชายชราเป็นชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งเบื้องหลังเขามีชายฉกรรจ์หน้าตาดุร้ายอีก 5 คนยืนเรียงกันอยู่อย่างทำท่าเอาเรื่อง

" เถ้าแก่หลี่ , ใช่แล้วข้าเป็นหนี้ท่าน แต่มันยังไม่ถึงกำหนดจ่ายคืนนี่นะ จนกว่าจะถึงอาทิตย์หน้า " เจ้าของโคมไฟกล่าวโต้อย่างไม่เกรงกลัว
" กำหนดคืนเหรอ .... ข้าไม่สนกำหนดคืน เจ้าขอยืมเงินของข้าไปและตอนนี้ข้าต้องการให้เจ้าใช้คืน " เถ้าแก่หลี่ตะคอกซ้ำด้วยสีหน้าพาลเต็มที่
" เถ้าแก่หลี่ , แล้วท่านจะให้ข้าทำอย่างไง ชายชราพูด " เรามีสัญญากันแล้วว่าเงินกู้นี้จะมีกำหนด คืนภายใน 3 เดือน พร้อมดอกเบี้ยอีก 25 % ท่านว่าดอกเบี้ยของท่านมันไม่สูงเกินไปหน่อยหรือ ? " ชายชราโต้กลับด้วยสีหน้าไม่หวั่นกลัวแม้แต่น้อย
เถ้าแก่หลี่ทำตาโตพร้อมตอบโต้กลับว่า " ดอกเบี้ยสูงเหรอ…ฮ่า…ฮ่า… แค่นั้นมันไม่พอค่าอาหารมื้อเดียวของข้าเลย "

เสี่ยวเยี่ยนจื่อซึ่งยืนอยู่ตรงกลางระหว่างการตอบโต้ของทั้งสองฝ่าย นางรู้สึกทึ่งในเจ้าของร้านขายโคมไฟที่ไม่หวั่นเกรงต่อพวกอันธพาลอย่างเถ้าแก่หล่ี ที่มีพรรคพวกมากกว่าและมีความหนุ่มฉกรรจ์กว่าเขามากนัก นางเหลียวหน้าเหลียวหลังและกำลังคิดว่า หากนางจะมีเรื่องกับเถ้าแก่หลี่ที่แสดงนิสัยอันธพาลเช่นนี้ แน่นอนว่าพรรคพวกของเถ้าแก่หลี่จะต้อง ทำร้ายชายชราไปด้วยและเขาจะต้องได้รับบาดเจ็บเพราะนาง นางไม่รู้ว่าจะเอาไงดี
ทันใดนั้นนางก็คิดอะไรได้อย่างหนึ่ง นางเดินไปหาเถ้าแก่หลี่แล้วเอ่ยกับเขาว่า

" ฟังข้านะท่านลุงข้าจะจ่ายเงินแทนลุงคนนี้เอง .... " ยังไม่ที่เสี่ยวเยี่ยนจื่อจะกล่าวอะไรต่อไป เถ้าแก่หลี่ก็พูด ขัดขึ้น
" แม่นางคนนี้เป็นลูกสาวของเจ้าหรือไง ? " พูดจบเขาก็ยิ้มกว้างจนเกือบถึงใบหูทีเดียว ชายชราทำท่าจะตอบ แต่เถ้าแก่หลี่กลับกล่าวต่อไปอีก
" หน้าตานางไม่เลวทีเดียว ดู ๆ แล้วสวยกว่าเมียข้าที่บ้านซะอีก อย่างนี้เหมาะที่จะเป็นเมียน้อยของข้านัก เจ้าจะขายนางให้ข้าเท่าไหร่ล่ะ ?”
มันพูดจบแล้วใช้มือข้างหนึ่งเชยคางเสี่ยวเยี่ยนจื่อขึ้นเพื่อสำรวจใบ หน้าของนางให้ชัด ๆ

มาถึงตอนนี้เสี่ยวเยี่ยนจื่อรู้สึกโกรธจนควันแทบจะออกจากหูทีเดียว
" เจ้า .... เจ้า ว่าอะไรนะ? " นางตะโกนลั่นด้วยความโมโหสุดขีดพร้อมกับผลักอกเถ้าแก่หลี่อย่างแรง จนมันเซถลาไป โชคดีของมันที่เหล่าสมุนรีบปรี่มารับร่างของมันทันก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้น เถ้าแก่หลี่ตาเหลือกด้วยความโกรธยืนขึ้น แล้วผลักสมุนออกห่างไป ตัวเองเดินเข้ามาหาเสี่ยวเยี่ยนจื่อ พร้อมตวาดเสียงดัง

" เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน…...หา !!! กล้ามาใช้กำลังกับข้า "
" ข้าเหรอ , ข้าก็เสี่ยวเยี่ยนจื่อไงล่ะ เจ้ากล้าพูดกับข้าแบบนั้นได้ไง แม่ของเจ้าไม่เคยอบรมมารยาท ให้เจ้าเลยหรือไง "
เสี่ยวเยี่ยนจื่อลอยหน้าตอบอย่างไม่หวั่น

โดยไม่พูดพล่ามทำเพลง ชายฉกรรจ์ลูกน้องเถ้าแก่หลี่รวมทั้งตัวมันเองเดินย่างสามขุมเข้ามาหานาง หนึ่งในนั้นจับแขนเสี่ยวเยี่ยนจื่อไว้
นางตะโกนลั่น " ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ .... "
" หุบปาก " เถ้าแก่หลี่ตะคอก พร้อมแสยะยิ้ม
" ข้าจะสั่งสอนเจ้า ที่บังอาจใช้กำลังกับข้า "

ยังไม่ทันที่มือของเถ้าแก่หลี่จะเอื้อมมาถูกตัวเสี่ยวเยี่ยนจื่อ ทันใดนั้นร่างของมันก็ถูกใครคนหนึ่งกระชากขึ้นมา แล้วปลิวออกไปปะทะกำแพงข้างถนนก่อนตกลง บนพื้นด้วยความเจ็บปวด
เสี่ยวเยี่ยนจื่อ หันหลังไปดูมันก่อนจะเหลียวมองไปรอบๆ นางมองไม่เห็นใคร แม้แต่ลูกสมุนของเถ้าแก่หลี่ นอกจาก ชายชราเจ้าของร้านขายโคมไฟคนนั้น เขาเดินเข้ามาหานาง พร้อมกับกล่าวว่า
" แม่นาง...แม่นางเป็นยังไงบ้าง บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า โปรดรับการขอโทษ จากข้าด้วยเถอะ "
" ไม่ต้องขอโทษข้าหรอก ไม่ใช่ความผิดของท่าน" เสี่ยวเยี่ยนจื่อพูดยิ้ม ๆ พลางสั่นศีรษะ

เถ้าแก่หลี่มอง จ้องมาแต่ไกล เขาเดินเข้ามาหาเสี่ยวเยี่ยนจื่อ พร้อมทั้งเอื้อมมือมา หมายจะดึงนางเข้าไปหา ทันใดนั้นมืออันแข็งแกร่งของใครคนหนึ่งก็เอื้อมมาคว้าข้อมือเขาเสียก่อน ร่างของเถ้าแก่หลี่ถูกหิ้วขึ้น ลอยขึ้นมาจากพื้น พร้อม ๆ กับเสียงสำทับจากเจ้าของมือว่า
" เจ้ากล้าดียังไง ถึงบังอาจแตะต้องภรรยา ของข้า "
เสี่ยวเยี่ยนจื่อเหลียวมองไปก็เห็น หย่งฉี เขายิ้มให้นาง เสี่ยวเยี่ยนจื่อร้องเรียก อย่างดีใจ

" หย่งฉี " หย่งฉีรีบก้าวไปอยู่เบื้องหน้าของนางอย่างปกป้องเต็มที่ ในขณะที่เสี่ยวเยี่ยนจื่อยื่นหน้าไป ทางเถ้าแก่หลี่ พร้อมทั้งแอบแลบลิ้นให้

เถ้าแก่หลี่ยกข้อมือข้างที่ถูกหย่งฉีคว้าแล้วบิดจนเขารู้สึกเจ็บปวด ขึ้นมาดูและก้าวไปยืนสมทบกับบรรดาสมุนทั้งหลายทันที
หย่งฉี ถือโอกาสสำรวจดูเสี่ยวเยี่ยนจื่อตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยความเป็นห่วง
" เสี่ยวเยี่ยนจื่อ เจ้าเจ็บ ตรงไหนบ้าง รีบบอกข้าเร็ว " เขาถาม
นางยิ้มให้หย่งฉีพลางตอบสียงใส " ไม่ต้องเป็นห่วงข้า ข้าไม่เป็นไร "

ทันใดนั้นเสียงหวาน ๆ ของจื่อเว่ยที่ตามมาทันก็ดังขึ้น
" ไม่ต้องห่วงเหรอ เสี่ยวเยี่ยนจื่อ เจ้ารู้รึเปล่าสามีของเจ้าร้อนใจและเป็นห่วงเจ้าแค่ไหนทำเอาข้าพลอย วิ่งตามจนเหนื่อยไปด้วยแทบแย่ "
เสี่ยวเยี่ยนจื่อหันมาทาง จื่อเว่ย ในใจนางรู้สึกซาบซึ้งในความรักและเป็นห่วงของ หย่งฉี ที่มีต่อนางยิ่งนัก ในยามนี้นางได้แต่เพียงเอามือลูบท้องจื่อเว่ยเบา ๆแก้เขิน และพูดว่า
" ข้าขอโทษนะจ๊ะ หลานตัวน้อย ๆ ที่ทำให้เจ้าต้องเหนื่อยไปด้วย ไม่เป็นไรเมื่อเจ้าออกมาแล้วน้าจะซื้อ ของเล่นให้เยอะ ๆ แล้วจะเล่นกับเจ้าทุกวัน ดีไหมจ๊ะ "
" แต่ข้าว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ " เอ่อคังขัดขึ้นเสียงกลั้วหัวเราะแล้วพูดต่อ " หากลูกของข้ากับจื่อเว่ยโต ขึ้นแล้วซุกซนเหมือนเจ้า ข้าก็ไม่รู้จะทำไงดีมากกว่า ..... เฮ้อ ! "
เอ่อคังแกล้งถอนหายใจเฮือกใหญ่ เสี่ยวเยี่ยนจื่อค้อนให้เอ่อคัง 2-3 ตลบ แล้วก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้

"โอ ...ข้าเกือบลืมเสียสนิท " พูดไม่ทันขาดคำนางก็คว้าถุงเงินจากมือ เอ่อคัง แล้วเดินไปหาชายชรา เจ้าของขายโคมไฟยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้เข้าพร้อมกล่าวว่า
" เงินจำนวนนี้ คงพอที่จะใช้หนี้เถ้าแก่หลี่ได้นะ ท่านรับไว้เถอะ "
" โอ๊ะ ..... ไม่ ข้ารับเงินของท่านไม่ได้หรอก " ชายชรารีบปฎิเสธทันทีไม่ยอมรับเงินจากเสี่ยวเยี่ยนจื่อ
" ท่านรับไว้เถอะ อย่างน้อยให้ข้าได้ช่วยท่านบ้าง " นางคะยั้นคะยอพร้อมกับยัดเยียดเงินใส่มือ ชายชราหย่งฉี ,

เอ่อคัง จื่อเว่ย และเซียวเจี้ยน ต่างมองทั้งสองอย่าง งง ๆ แล้วในที่สุด เสี่ยวเยี่ยนจื่อก็อ้อนวอนให้ชายเจ้าของร้านโคมไฟรับเงินไปจนได้โดยนางรับโคมไฟสีขาวที่ชอบมาถือไว้
เอ่อคังมองไปรอบ ๆ เห็นว่าเริ่มดึกแล้ว แล้วจึงหันไปกระซิบกับหย่งฉี
" เราควรกลับกันซะทีนี่ก็ดึกแล้ว พรุ่งนี้ท่านต้องตื่นแต่เช้าเพื่อ ....... "

ยังไม่ทันที่เอ่อคังพูดจบหย่งฉีรีบหันหน้าไปทางเสี่ยวเยี่ยนจื่อแตะบ่านางแล้วกล่าวยิ้ม ๆ ว่า
" เราควรกลับกันได้แล้วนะ คืนนี้เราอยู่ดึกพอสมควรแล้ว กลับไปนอนเสียที หืมม ...... " เสี่ยวเยี่ยนจื่อพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แล้วจากนั้นทุก ๆ คนก็แยกย้ายกันกลับยังบ้านของตนเพื่อพักผ่อน

(วันรุ่งขึ้นในตอนเช้าตรู่ที่ตำหนักจิ่งหยาง)

หย่งฉีตื่นขึ้นด้วยเสียงเคาะประตูเบา ๆ จากห้องนอกห้อง เขารีบ กระวีกระวาดลุกขึ้นเพื่ออาบน้ำแต่งตัวในชุดอย่างองค์ชายแมนจู เมื่อเสร็จแล้วจึงรีบร้อนเพื่อให้ทันเวลาตามกำหนดการที่ได้รับบัญชา ขณะที่เขาเดินแกมวิ่งไปยังประตู หย่งฉีก็สะดุดอะไรสักอย่างแล้วล้มลง

" โอ๊ะ ! …..... ข้านี่สงสัยจะอยู่กับเสี่ยวเยี่ยนจื่อนานไปจนเดี๋ยวนี้ติดนิสัยของนางเข้าให้แล้ว "
เขาพึมพำกับตนเองอย่างรู้สึกขำ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วค่อย ๆ เปิดประตูออกไปอย่างเบามือ
ขณะเดียวกัน เสี่ยวเยี่ยนจื่อก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นตั้งแต่ได้ยินเสียงหย่งฉีอุทานตอนสะดุดล้มลง นางเห็นสามีแต่งตัว เรียบร้อยกำลังลูบคลำเท้าข้างที่สะดุด เห็นเขาลุกขึ้นแล้วเปิดประตูออกไป

เสี่ยวเยี่ยนจื่อรู้สึก ผิดปรกติและประหลาดใจนางจึงแกล้งหลับตารอจนหย่งฉีออกจากห้องไป แล้วจึงรีบลุกขึ้นค่อย ๆ แง้ม ประตูดูก็เห็นหย่งฉีกำลังเดินมุ่งหน้าไปยังท้องพระโรงของราชวัง

เสี่ยวเยี่ยนจื่อบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความ สงสัย " หย่งฉีตื่นแต่เช้าแต่งตัวไปไหนกันนะ "

ดังนั้นนางจึงเรียกเสี่ยวซุ่นจื่อ คนรับใช้ประจำตัวหย่งฉีมาถามทันที แต่เสี่ยวซุ่นจื่อตอบอย่างอ้ำๆ อึ้งๆ
" กระหม่อม .....คือองค์ชายห้า .... เอ่อ "
" เจ้าพูดอะไร ข้าฟังไม่รู้เรื่อง องค์ชายห้าไปไหน บอกข้าเร็ว " เสี่ยวเยี่ยนจื่อคาดคั้น

" องค์หญิงหวนจู , ข้าเสียใจ ..... แต่ข้าบอกท่านไม่ได้ หากข้าบอกท่านองค์ชาย 5 ต้องลงโทษข้า แน่ ๆ "
" เอาล่ะข้าเข้าใจ .... " ทันใดนั้นนางก็เห็นหยิงหยิง คนรับใช้ประจำตัวของนางกำลังเมียง ๆ มอง ๆ อยู่จึงเรียกทันทีด้วยคิดว่า หยิงหยิงเป็นคนรับใช้ที่ฉลาดและรู้ใจนางที่สุด
" หยิง หยิง ข้ามีเรื่อง อยากจะถามเจ้า เสี่ยวซุ่นจื่อคงบอกอะไรเจ้าบ้างเกี่ยวกับองค์ชาย 5
" หยิง หยิง ตอบอึกอัก " ข้า .... เอ่อ ..... องค์ชายห้าเอ่อ ... "
" หยิง หยิง เจ้าต้องตอบข้าได้แน่ .... บอกข้าว่าองค์ชายห้าไปไหนแต่เช้า โปรดบอกข้ามาเร็ว ได้โปรด เถอะ "

เสี่ยวเยี่ยนจื่อใช้ไม้ตาย คือ ทำตาละห้อยอ้อนวอน
เสี่ยวซุ่นจื่อและหยิงหยิงอดยิ้มในท่าทางของนายผู้หญิงของพวกเขาไม่ได้ในที่สุด หยิงหยิง ก็กล่าวออกมา
" ทูลองค์หญิง องค์ชายห้า เสด็จไปที่ ท้องพระโรง เพคะ "
เสี่ยวเยี่ยนจื่อได้ฟังก็ฉงนยิ่งนัก " แล้วทำไมหย่งฉีจะต้องแอบไปแต่เช้า ทำไมถึงบอกข้าไม่ได้ " นาง ขมวดคิ้วและพึมพำ
หยิงหยิง ยื่นหน้ามากระซิบกับเสี่ยวเยี่ยนจื่อ " ได้ยินว่า ฮ่องเต้ทรงกำชับไม่ให้นำองค์หญิงไปด้วย เพคะ "

เสี่ยวเยี่ยนจื่อได้ยินดังนั้น นางถึงกับอึ้งไปชั่วครู่หนึ่ง ทันใดนั้นนางก็คิดอะไรขึ้นมาได้ นางดึงแขน ของสาวใช้คนสนิทแล้ววิ่งตรงไปยังจุดหมายที่นางคิดทันที

ณ ท้องพระโรงของพระราชวัง

คนจำนวนหนึ่งกำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเฉียนหลงฮ่องเต้ พระองค์ทรงประทับยืนอยู่บนขั้นบันไดของบัลลังค์ เบื้องหลังพระองค์มีบรรดาองค์ชายต่าง ๆ , ราชองครักษ์และขันทีคนสนิท
" ขอฮ่องเต้ทรงพระเจริญ หมื่น ๆ ปี " ทุกคนกล่าวถวายพระพร

ฮ่องเต้ ทรงแย้มพระสรวลอย่างอารมณ์ดี ทรงบอกทุกคนลุกขึ้นได้
ทันใดนั้น , ชาย-หญิง คู่หนึ่งก็ก้าวมา เบื้องหน้า ชายหนุ่มอายุปลาย ๆ 20 และหญิงสาวคนหนึ่งประมาณ 20 ต้น ๆ ทั้งสองต่างถวาย การคำนับ
เฉียนหลง หันมาทักทาย " ข้าดีใจที่ได้พบพวกเจ้าทั้งสองคนอีก ! "
พระองค์ทรงเพ่งมองไปยัง หญิงสาวเบื้องหน้าและทรงกล่าว
" หลินเหยา ข้าพบเจ้าครั้งนี้เจ้าโตเป็นสาวสวยขึ้นมากนะ คราวที่แล้วเจ้ายังเป็นเด็กอยู่เลยนี่ อย่างนี้ข้าคงแก่ลงไปมากทีเดียว
ทันใดนั้น ฮ่องเต้ก็ทรงเงียบไปครู่หนึ่ง มีสีพระพักตร์สลดลง พระองค์กำลังนึกย้อนไปเมื่อ 3 วันก่อน ไทเฮาทรงเรียกพระองค์ไปคุยถึงเรื่องการตั้งรัชทายาทคนต่อไป แต่พระองค์อ้างว่ายังไม่ทรงตัดสินพระทัย ในพระทัยจริงแล้วแน่นอนคนแรกที่พระองค์ทรงเลือกก็คือหย่งฉี แต่เนื่องจากเสี่ยวเยี่ยนจื่อยังมีประวัติที่คลุมเครือ ทำให้นางไม่สามารถเป็นฮ่องเฮาได้ ยิ่งกว่านั้นพระองค์ก็ไม่สามารถบังคับให้หย่งฉีมีมีภรรยาคนใหม่ได้ เพราะนอกจากหย่งฉีจะไม่ยอมแล้ว เสี่ยวเยี่ยนจื่อก็คงทนไม่ได้ อีกทั้งนางก็เป็นลูกสาวที่พระองค์ทรง โปรดปรานมาก พระองค์ไม่อยากเห็นความเดือดร้อนของนาง

หลินเหยาเห็นฮ่องต้ทรงนิ่งไปและสี พระพักต์ไม่สู้ดีนักนางจึงเอ่ยขึ้น
" ฮ่องเต้เพคะ พระองค์อย่าทรงคิดเช่นนั้นเลย ท่านยังทรงดูหนุ่ม และแข็งแรง อย่าทรงกังวลเกี่ยวกับอนาคตเลยควรจะทรงสำราญพระทัยในวันนี้ก่อนดีกว่านะเพคะ”
เฉียนหลงหันไปยิ้มให้นางอย่างใจดีและตรัสชม
" เจ้านี่นอกจากจะสวย แล้วเจ้ายังฉลาดอีกด้วย " หลินเหยายิ้มรับคำตรัสชมนั้น

ทันใดนางก็เหลียวไปพบคน ๆ หนึ่งซึ่งยืนอยู่เยื้องๆ ด้านหลังของนาง นางเพ่งมองด้วยใจระทึกอย่างบอกไม่ถูก
" นั่นเขานี่....องค์ชายห้า " นางคิดและหวนคำนึงย้อนกลับไป เมื่อ 5 ปีก่อน ....


เครคิต http://board.dserver.org/f/fictionth/00000022.html
PS.  ท้องฟ้ากว้างใหญ่แผ่นดินกว้างไกล เธอคืออาทิตย์ที่สาดส่องฉันชั่วกาลนาน ขุนเขาไร้เหลี่ยมฟ้าดินประสาน เธอคือสวรรค์แห่งชีวิตฉันนั่นเอง

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 23 สิงหาคม 2555 เวลา 08:17 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

48

ติดตามกระทู้

3

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ( เรื่อง Poison Vine แปล- เรียบเรียง พี่ยา )

    บทที่ 1 (ตอนที่2)

    5ปีที่แล้ว
    “หลินเหยา พรุ่งนี้เราต้องกลับแล้ว และต้องออกเดินทางแต่เช้า ดังนั้นเจ้าต้องกลับไปนอนพักผ่อนก่อน”
    “แต่ข้ายังไม่อยากกลับนี่ ทำไมเราจะต้องรีบกลับไปด้วย” เด็กสาวบ่น
    “หลินเหยา เจ้าไม่มีเหตุผลอีกแล้วนะเราต้องกลับ เจ้าลืมบ้านของเราไปแล้วหรือ?”
    “แต่…แต่ข้า..” เธอพยายามหาคำพูดที่จะเอ่ย แต่ก็ไม่สามารถเอ่ยออกมาได้
    “เป็นเพราะองค์ชายห้าคนนั้น ใช่ไหมจ๊ะ” มารดาของเธอพูดยิ้มๆ

    เด็กสาวมีอาการเอียงอาย เธอรีบหันหน้าไปทางอื่นเพื่อซ่อนความอายจากมารดา เธอรู้สึกว่าใบหน้าของเธอร้อนผ่าวเมื่อเอ่ยถึงองค์ชายห้าคนนั้น
    “ท่านแม่…ไม่ใช่ซักหน่อย แต่เป็นเพราะ…เอ่อ…..” หลินเหยาอึกอัก
    “แม่เข้าใจในตัวลูกทุกอย่าง เจ้าไม่ต้องปฏิเสธหรอกนะ เจ้าฟังแม่ให้ดีนะหลินเหยา,พวกเราต้องกลับไปก่อน แต่องค์ชายห้าจะยังคงอยู่ที่นี่อีกหลายปีใช่หรือเปล่า?” แม่ของเธอกล่าวเตือนสติ
    “แต่…….5ปี มันนานเหลือเกินนะ” หลินเหยาบ่นพึมพำ
    “งั้นคราวหน้า เมื่อเรามาที่นี่ เจ้าก็อยู่ให้นานๆก็ได้ดีไหมจ๊ะ? แต่ตอนนี้เราต้องกลับไปก่อน”
    มารดาปลอบ เด็กสาวพยักหน้ารับคำอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
    “ได้เราจะกลับไปก่อน แต่ท่านต้องให้สัญญาว่าเราจะกลับมาที่นี่อีก”
    “จ๊ะ แม่สัญญา แต่ว่าตอนนี้เราต้องไปนอนก่อน พรุ่งนี้เราจะมีการเดินทางครั้งใหญ่”

    นางกล่าวจบก็เดินไปยังห้องนอน ปล่อยให้หลินเหยาอยู่ลำพัง ทันใดนั้น เธอก็ได้ยินเสียงผิดปกติที่ประตู
    “หลิงหลิง เจ้ามาเสนอหน้าทำไม? ข้าอยากอยู่คนเดียว ไปให้พ้นเดี๋ยวนี้!” เร็วเท่าคำพูด นางขว้างถ้วยชาออกไปยังประตูทันที ถ้วยชากระทบประตูตกลงพื้นแตกกระจาย
    “หลินเหยา เจ้าทำอย่างนั้นทำไมน่ะ? ” เสียงคุ้นหูของใครคนหนึ่งดังขึ้น หลินเหยารีบหันไปดูเจ้าของเสียงทันที และก็เห็นองค์ชายคนหนึ่งยืนอยู่ที่ตรงหน้าประตู
    “หย่งฉี ” นางอุทานด้วยความดีใจเป็นที่สุด
    “ท่านมาทำไมหรือ” หลินเหยาถามใบหน้าแสดงความดีใจอย่างเห็นได้ชัด
    “ ข้าได้ข่าวว่า เจ้าจะกลับพรุ่งนี้เช้า, ข้าก็เลยมาเพื่อร่ำลาเจ้า เพราะพรุ่งนี้ข้าอาจจะไม่ได้พบเจ้าอีก ” เขากล่าวยิ้มๆ
    ทันทีที่ได้ยินเขากล่าวเช่นนั้น หลินเหยากลับมีสีหน้าสลดลงทันที ก่อนที่นางจะถามอะไรต่อไป หย่งฉีก็กล่าวต่อ
    “แต่ข้ามีของบางอย่างมาให้เจ้า เพื่อเป็นที่ระลึก” พูดจบเขาก็ล้วงกล่องเล็กๆกล่องหนึ่งยื่นให้เด็กสาว

    เมื่อได้ยินดังนั้น หลินเหยาก็มีสีหน้าดีขึ้นทันที นางรับกล่องนั้นมาจากมือหย่งฉี แล้วเปิดออกดู ทันทีที่เห็นของสิ่งนั้น นางก็ยิ้มด้วยความพอใจ มันเป็นกำไลที่ทำด้วยหยกสวยงาม
    “เจ้าชอบหรือเปล่า?” องค์ชายห้าถาม
    “สวยมากเลย ข้าชอบที่สุด ขอบคุณท่านมาก” หลินเหยาพูด
    “ข้าต้องไปแล้วนะ มืดแล้ว แล้วที่จริงข้าก็ไม่ควรมาที่นี่ ในเวลานี้ เจ้าดูแลตัวเองด้วย ” หย่งฉีกล่าวยิ้มๆและหันหลังเดินกลับออกไป
    “เดี๋ยว” หลินเหยาร้องขึ้น หย่งฉีหันกลับไป ทันใดนั้นหลินเหยาก็วิ่งเข้ามาหาเขา และยื่นหน้าเข้ามาหอมแก้มเขาทีหนึ่ง แล้ววิ่งหนีกลับไปยังห้องนอนของนางด้วยความเอียงอาย
    หย่งฉีรู้สึกช็อคเขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วเขาก็ส่ายศีรษะยิ้มๆแล้วจึงเดินฝ่าความมืดกลับไปยังตำหนักของตน
    ----------------------------------------
    “หลินเหยา ... หลินเหยา!” ฮ่องเต้เรียกนางซ้ำๆ เมื่อเห็น เด็กสาวทำท่าทางคล้ายกำลังใจลอยและใบหน้าแดงระเรื่อขึ้น
    “เพคะ ฮ่องเต้ ” หลินเหยาสะดุ้งตื่นจากภวังค์ รีบรับคำแล้วย่อตัวลง
    “เจ้าเป็นอะไรไปหรือเปล่า ” ฮ่องเต้ถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อสังเกตเห็นนางหน้าแดงผิดปกติ
    “ข้าเห็นเจ้าหน้าแดง เจ้ามีไข้หรือเปล่า” พระองค์ทรงถามต่อ

    หลินเหยาสั่นศีรษะ “ไม่ได้เป็นอะไรเพคะ คงจะเป็นเพราะอากาศกระมัง วันนี้อากาศร้อนมาก”
    “โอ……จริงเหรอ ร้อนเหรอ! …..แต่ข้าว่าวันนี้อากาศหนาวมากกว่านะ ข้ายังต้องสวมเสื้อสองชั้นเลย “ ฮ่องเต้ทรงกล่าวด้วยอารมณ์ขัน แล้วพระองค์ก็ทรงหันไปทางหย่งฉี แล้วหันกลับมาทางหลินเหยาพระพักตร์ยิ้มๆ

    ไม่ไกลจากนั้นนัก

    ที่มุมหนึ่งของทางเข้าท้องพระโรงที่ประชุม มีองค์หญิงแสนสวยแต่ซุกซนองค์หนึ่งและคนรับใช้คนสนิทคนหนึ่งกำลังแอบดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆ
    “หยิงหยิง เจ้ารู้ไหมว่าคนนั้นเป็นใคร ” เสี่ยวยี่ยนจื่อสะกิดถาม
    “คนนั้นคือองค์ชายรองเพคะ ” หยิงหยิงตอบนายสาวของนาง
    “อย่าโง่น่า มันจะเป็นองค์ชายรองไปได้ไง ข้าหมายถึงผู้หญิงน่ะ…แล้วข้าก็คลับคล้ายคลับครา เหมือนเคยเห็นมาก่อน”
    นางพึมพำ ด้วยสีหน้าสงสัย

    หยิงหยิงทำหน้านึกขึ้นมาได้ นางจึงตอบว่า “ อ๋อ…….นั่นคือองค์หญิงหลินเหยาเพคะ”
    “หลินเหยาเหรอ…อืมมม…..เอ…….” เสี่ยวเยี่ยนจื่อลืมตัวพูดเสียงค่อนข้างดัง
    “องค์หญิงอย่าตรัสเสียงดังสิเพคะ เดี๋ยวฮ่องเต้ทรงหันมาหรอก” หยิงหยิงรีบห้ามพร้อมเอานิ้วมือปิดปากเป็นสัญญาน เสี่ยวเยี่ยนจื่อรีบล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาจะปิดปากตนเองไว้

    ทันใดนั้น ลมก็พัดมาวูบหนึ่ง ทำให้ผ้าเช็ดหน้าของนางปลิวไปทันที เสี่ยวเยี่ยนจื่อตกใจรีบเอื้อมมือจะคว้า แต่ไม่ทันเสียแล้ว มีลมพัดมาอีกวูบหนึ่งทำให้ผ้าผืนนั้นปลิวตามลมไปไกลมันปลิวไปตกบนพื้นใกล้ๆชายหนุ่มที่หยิงหยิงบอกนางว่าเขาคือ องค์ชายรอง “ผ้า…ผ้าเช็ดหน้าของข้า..มันปลิวไปแล้ว ” เสี่ยวเยี่ยนจื่ออุทานอย่างตกใจ
    ทันใดนั้นองค์ชายรองก็สังเกตเห็นผ้าผืนนั้น เขาค่อยๆก้มลงเก็บโดยที่ไม่มีใครทันสังเกตเห็น เขากำมันไว้ในมือแล้วพึมพำกับตัวเอง
    “ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้มาจากที่ไหนนะ” เขาก้มลงมอง ทันใดนั้นเขาก็เห็นที่มุมของผ้าเช็ดหน้าปักคำว่า “เสี่ยวเยี่ยนจื่อ” เขาอ่านคำสามคำนั้น แล้วเหลียวมองไปรอบๆบริเวณนั้น และแล้วเขาก็เห็น หญิงสาวคนหนึ่งหลบอยู่ที่มุมหนึ่งของประตู ไม่ไกลนัก นางสวมชุดแบบแมนจูสีแดง
    เสี่ยวเยี่ยนจื่อรู้สึกตกใจที่มีคนทำท่าเห็นนาง นางจึงรีบกระซิบทำปากเป็นสัญญานว่า “ไม่ต้องบอกใครว่าเห็นข้านะ ได้โปรดเถอะ” หย่งจ้าวแม้จะไม่ได้ยินแต่เขาก็จับคำพูดของนางได้ เขาจึงพยักหน้าให้และยิ้มๆ
    เสี่ยวเยี่ยนจื่อดีใจกล่าวตอบเขาเบาๆ “ขอบคุณมาก” ว่าแล้วนางก็รีบวิ่งไปจากที่หลบอยู่ทันที

    หย่งจ้าวมองตามร่างของเสี่ยวเยี่ยนจื่อจนนางลับตาไป เขาคิดอยู่คนเดียวในใจว่า “นางเป็นใครนะ ช่างงดงามเหลือเกิน” จากนั้นเขาก็เหมือนตกอยู่ในภวังค์
    “หย่งจ้าว……หย่งจ้าว ไม่สบายไปหรือเปล่า? ต้องเรียกหมอหลวงมาดูไหม” ” ฮ่องเต้ถามอย่างเป็นห่วงเมื่อสังเกตว่าเขากำลังมีอาการผิดปกติ
    หย่งจ้าวสะดุ้ง ตื่นจากภวังค์ทันที รีบตอบฮ่องเต้ว่า
    “เสด็จพ่อ หม่อมฉันไม่เป็นไรพะยะค่ะ ขอบพระทัยที่ทรงเป็นห่วง”
    “แต่ข้าเห็นเจ้าหน้าแดงๆ ไม่เป็นไรแน่นะ?” ทรงถามย้ำอีก
    “หม่อมฉันไม่เป็นไรแน่นอนพะยะค่ะ ” หย่งจ้าวตอบและค้อมศรีษะให้อย่างนอบน้อม
    เฉียนหลงขมวดคิ้ว แล้วหันไปมองหย่งฉี ,มองหลินเหยา แล้วกลับมามองหย่งจ้าว ทรงส่ายพระพักตร์ะอย่างไม่เข้าพระทัยในหนุ่มสาวเบื้องหน้า ก่อนที่จะเสด็จกลับตำหนักของพระองค์/////////


    เครคิต http://board.dserver.org/f/fictionth/00000022.html
    PS.  ท้องฟ้ากว้างใหญ่แผ่นดินกว้างไกล เธอคืออาทิตย์ที่สาดส่องฉันชั่วกาลนาน ขุนเขาไร้เหลี่ยมฟ้าดินประสาน เธอคือสวรรค์แห่งชีวิตฉันนั่นเอง
  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้