แพทยสภาแจงประกาศฯละเอียดยิบ ยืนกรานไม่ทบทวนแต่อาจแก้ไขถ้อยคำ [คมชัดลึก]

ความคิดเห็น

3

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

แพทยสภาแจงประกาศฯละเอียดยิบ ยืนกรานไม่ทบทวนแต่อาจแก้ไขถ้อยคำ

เรียกร้องรัฐบาลจัดระเบียบใช้บริการ “แพทย์พอเพียง” กรรมการแพทยสภาฯ ระบุคดีที่ประชาชนฟ้องหมอจำนวนมากเป็นผลพวงจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ตั้งแต่30 บาทรักษาทุกโรค

กระทรวงสาธารณสุข-12 ธ.ค.-คณะกรรมการบริหารแพทยสภาได้ร่วมกันแถลงข่าวเรื่อง ประกาศแพทยสภาที่ 46 / 2549 เรื่องข้อเท็จจริงทางการแพทย์ โดยนพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่า ตามที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ตามสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับประกาศของแพทยสภานั้นขอเรียนกว่า ประกาศฉบับนี้ไม่ได้เป็นข้อบังคับตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม แต่เป็นเพียงความจริงทางการแพทย์ที่ต้องการสื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจ ไม่มีข้อใดที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือสิทธิผู้ป่วย ข้อจำกัดทางการแพทย์ข้อ 2 ,3 และ 4 เป็นความจริงที่ได้ปฏิบัติอยู่แล้วในปัจจุบัน ส่วนในข้อ 5 เป็นที่ยอมรับในสังคมอยู่แล้วว่ามีการส่งต่อผู้ป่วยโดยแพทย์ไปยังแพทย์ท่านอื่นที่มีความชำนาญตามสาขา การออกประกาศข้อนี้มาก็เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิผู้ป่วย ไม่ต้องการให้แพทย์ปฏิเสธการรักษาโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของผู้ป่วย และในการส่งต่อนั้นจะต้องให้คำแนะนำและส่งต่อตามความเหมาะสม ในข้อ 6 นั้นเป็นเรื่องที่แพทย์ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเหมือนประชาชนทั่วไปอยู่แล้ว ในข้อ 7 เป็นเรื่องที่อธิบายให้ทราบว่า รพ.ชุมชนและรพ.ศูนย์มีศักยภาพในการทำงาน ไม่เท่ากัน และการที่แพทย์ทำงานโดยไม่ได้พักผ่อน หลับนอน อาจเกิดความผิดพลาดใน การรักษา ส่วนข้อ 8 และข้อ 9 นั้นเป็นความรับผิดชอบของผู้ป่วยที่ต้องปฏิบัติเพื่อประโยชน์ ของผู้ป่วยเอง

นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า คณะกรรมการแพทยสภาได้พิจารณาเรื่องนี้เป็นเวลานานกว่า 4 ปีแล้ว ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่อผู้ป่วยเอง ดังนั้นหากมีประชาชนส่วนหนึ่งไม่เข้าใจก็ต้องชี้แจงให้มากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่ามีคนบางกลุ่มไม่ว่าจะพูดหรืออธิบายอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ซึ่งในวัน พฤหัสฯที่ 14 ธ.ค.นี้จะนำเข้าหารือในคณะกรรมการบริหารแพทยสภาชุดใหญ่ว่าจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างไร อาจจะมีการชี้แจงให้มากขึ้น โดยมีคำอธิบายอย่างละเอียดในแต่ละข้อ หรือ อาจจะแก้ไขคำพูดที่อ่านแล้วอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดให้เข้าใจถูกต้อง เพราะอาจจะมีบางข้อที่อ่านแล้วตีความเป็นอีกเรื่อง

นพ.พินิจ กุลละวณิชย์ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวยอมรับว่า แพทยสภายอมรับว่าพลาด ที่ไม่ได้แถลงข่าวก่อนออกประกาศฉบับนี้ แต่ถ้าทุกคนมีความเป็นกลางมองในแง่ดีจะเห็นว่า ประกาศฉบับนี้ไม่มีอะไรเลย เพราะถ้าแพทย์ทำผิดประชาชนก็สามารถฟ้องแพทย์ได้เหมือนเดิม ประกาศที่ออกมามิใช่กฎหมาย เพียงแต่ต้องการให้ประชาชนทราบข้อเท็จจริงและให้แพทย์และคนไข้หันหน้าเข้าหากัน

พญ.เชิญชู อริยศรีวัฒนา กรรมการแพทยสภา กล่าวว่า หน้าที่ของแพทยสภาในการควบคุมดูแลให้การปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์มีมาตรฐานเพื่อคุ้มครองประชาชน ขณะเดียวกันก็จะต้องปกป้องแพทย์ที่ทำดีให้มีกำลังใจในการทำงานด้วย แต่ช่วง 3- 4 ปี ที่ผ่านมา มีคดีประชาชนฟ้องร้องแพทย์เป็นจำนวนมากซึ่งเป็นผลกระทบมาจากนโยบายประชา นิยมของรัฐบาลตั้งแต่ 30 บาทรักษาทุกโรค ทำให้ประชาชนมาใช้บริการมากขึ้นเป็น 2 เท่า แพทย์มีเวลาในการดูแลผู้ป่วยน้อยลง ขณะที่รัฐบาลก็ตอกย้ำการประชาสัมพันธ์ว่าให้ประชาชนมาใช้บริการรักษาได้ทุก โรค ทุกเวลา โดยเน้นการสร้างสุขภาพ แต่ความเป็นจริงประชาชนยังไม่สนใจรับผิดชอบดูแลสุขภาพของตนเองแต่หันมาใช้สิทธิ์มากขึ้น ยิ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นรักษาฟรีไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็มาโรงพยาบาลกันหมด เท่ากับมีแพทย์น้อยแต่มีคนมารักษามากขึ้น ทำให้แพทย์เกิดความเหนื่อยล้าเพราะต้องทำงานทั้งวันทั้งคืนติดต่อกัน เกิดปัญหาแพทย์เข้าสู่ภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น”

“ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข จัดระเบียบการใช้บริการทางการแพทย์ให้เป็นการแพทย์พอเพียง ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือให้มีการใช้บริการทางการแพทย์อย่างพอประมาณสมเหตุสมผล มีมาตรฐานตามหลักการวิชาการ มีความเสียสละร่วมมือกับทั้งประชาชนและบุคลากรการแพทย์ คือถ้าฉุกเฉินก็มาได้ตลอดเวลา แต่การป่วยที่ไม่ฉุกเฉินก็ควรมาในเวลาราชการ และควรดูแลรักษาเบื้องต้นเอง ไม่ใช่มาใช้สิทธิรักษาตลอดเวลา เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันความเสี่ยงไม่ให้ประชาชนและแพทย์ได้รับผลกระทบใน ทางที่เสียหาย ซึ่งจะทำให้สังคมและประชาชนทั้งผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ได้รับความคุ้มครอง ไม่ให้เกิดผลเสียหายเช่นเดียวกัน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แพทยสภาได้แจกแถลงการณ์ระบุว่า การออกประกาศดังกล่าวนั้น 1. สาเหตุมาจากการที่มีการฟ้องร้องแพทย์มากขึ้น และแพทย์ถูกตัดสินลงโทษ เช่น จำคุก หรือให้ชดใช้ค่าเสียหายมากขึ้นเป็นร้อยเท่า พันเท่า ของค่ารักษาที่แพทย์ได้รับจากผู้ป่วย บางครั้งก็เป็นความผิด แค่ “ประมาท” อยู่บ้าง ตามคำตัดสินของศาล ทั้งๆ ที่ผู้ป่วยที่ตายหรือพิการ หรือกลายเป็นป่วยเรื้อรังนั้นส่วนมากเกิดจากสภาพโรคและร่างกายของผู้ป่วยเอง ที่มีอาการหนักหนาสาหัส เกินความสามารถที่หมอจะรักษาเยียวยาได้ แต่ประชาชนคิดว่าเป็นความผิดของหมอ จึงนำไปฟ้องศาล และหมอส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีการไปต่อสู้ป้องกันตัวในศาล เมื่อศาลตัดสินให้กระทรวงสาธารณสุขชดใช้ค่าเสียหาย ญาติหรือผู้ป่วยกลับนำผลการพิพากษาของศาลไปฟ้องศาลอาญาอีก ทำให้หมอถูกศาลพิพากษาจำคุก ทั้งๆที่การที่ผู้ป่วยตายหรือพิการนั้น หมอได้ทำสุดความสามารถแล้ว นี่จึงอาจเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ว่า “ผู้บริสุทธิ์” ถูกตัดสินให้จำคุก

ข้อ2. คำประกาศแต่ละข้อนั้นก็เป็นความจริงไม่ได้มีความเท็จปะปนอยู่เลย เพราะโรคบางโรค เช่น ไส้ติ่งอักเสบ หรือไข้เลือดออกนั้น ในขณะที่เริ่มเจ็บป่วย 2-3 วันแรก อาการอาจยังไม่เด่นชัดเจนสามารถวินิจฉัยได้ ต่อเมื่อเป็นมากแล้วจึงจะวินิจฉัยได้ ส่วนคำประกาศข้อ 5 ที่ว่าแพทย์สามารถปฏิเสธการรักษานั้น ก็เป็นความจริงที่ว่าแพทย์ทุกคนไม่ใช่ว่าจะ X วชาญทุกเรื่องเสมอไป ถ้าหมอไม่ X วชาญ ไม่มีหมอครบ เครื่องมือไม่ดีพอ ก็ให้ส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลอื่นที่มีความพร้อมจะดีกว่า คนไข้อาการหนักก็ช่วยเหลือเบื้องต้นก่อน แล้วส่งไปรักษาต่อไป ทำอย่างนี้แล้ว คนไข้(อาจ)จะปลอดภัย หรือตายบนรถส่งต่อ (ที่ไม่ได้มาตรฐาน) แต่หมอจะ “ปลอดภัย” จากการถูกฟ้องร้องว่า “รักษาไม่ได้มาตรฐาน” แน่นอน

3.คำประกาศข้อ 7 ที่ว่าในสภาพที่หมอเหนื่อย ขาดการพักผ่อนนั้น ก็มีสาเหตุมาจากการที่ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้ประชาชนมา “ใช้สิทธิ์” ในการรักษาตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ในขณะที่บุคลากรแพทย์ก็ขาดแคลน ฉะนั้นในภาวะที่หมอเหนื่อย เพลีย ขาดการ พักผ่อน  X ่อมใช้วิจารณญาณในการรักษาพยาบาลได้ไม่เพียงพอ อาจไม่สามารถ ตัดสินใจได้ถูกต้อง ทำให้รักษาโรคผิดหรือเกิดโรคแทรกซ้อน ส่งผลให้ผู้ป่วยตายหรือพิการโดยไม่จำเป็น ซึ่งเป็นผลเสียต่อประชาชน

4. ปัญหาใน 3 ข้อข้างต้นนี้ ถ้ากระทรวงสาธารณสุขบริหารจัดการได้ดี มี “การจัดระเบียบการใช้บริการทางการแพทย์” ให้เป็นการแพทย์พอเพียง ตามพระราชดำริของพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ให้มีการใช้บริการทางการแพทย์อย่าง พอประมาณ สมเหตุสมผล มีมาตรฐานตามหลักการวิชาการ มีความเสียสละร่วมมือกับทั้งประชาชนและบุคลากร การแพทย์ คือ ถ้าฉุกเฉินก็มาได้ตลอดเวลา แต่การป่วยที่ไม่ฉุกเฉินก็ควรมาในเวลาราชการ และควรดูแลรักษาเบื้องต้น ไม่ใช่มาใช้สิทธิรักษาตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้สังคมและประชาชนทั้งผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ได้รับความคุ้มครอง ไม่ให้เกิดผลเสียหายเช่นเดียวกัน

ผู้ที่จะบริหารจัดการเรื่องนี้ได้ คือ รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข แพทยสภาเคยเสนอมาตรการแก้ไขแก่ รมว.สาธารณสุข มาตั้งแต่ยุค นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล นายพินิจ จารุสมบัติ และนพ.มงคล ณ สงขลา ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะแก้ไข การที่ นพ.มงคลพูดว่า ประกาศของแพทยสภาไม่มีผลบังคับก็จริง แต่การที่ท่านมาบอกว่าเห็นใจหมอนั้น หมอไม่ต้องการคำว่าเห็นใจ แต่ต้องการเรียกร้องให้มีการแก้ไขสภาพการทำงาน เหล่านี้ให้ดีขึ้น ถ้าท่านไม่สามารถบริหารจัดการได้ ก็ถึงเวลาที่ท่านจะต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างใดอย่างหนึ่ง” แถลงการณ์ ระบุ

ทางด้าน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชระนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทยชนบท กล่าวว่า หากแพทยสภาจะปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงประกาศข้อเท็จจริงทางการแพทย์ จะต้องตัด ข้อ 5 ซึ่งระบุว่า เพื่อประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วยเอง ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมอาจปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยที่ ไม่ อยู่ในสภาวะฉุกเฉิน อันจำเป็นเร่งด่วนและเป็นอันตรายต่อชีวิต โดยต้องให้คำแนะนำ หรือส่งต่อผู้ป่วย ตามความเหมาะสม และปรับปรุงข้อความในข้อ 6 ที่มีข้อความว่า ผู้ ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานและจริยธรรมวิชาชีพ ย่อมมีสิทธิ และ ได้รับความคุ้มครองที่จะไม่ถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม ออกจากประกาศ

“ข้อ 5 เป็นข้อที่ไม่จำเป็นจะต้องมี เพราะเป็นสิ่งที่แพทย์ต้องทำอยู่แล้ว ส่วนข้อ 6 หาก แพทย์ทำไม่ดีคนไข้มีสิทธิ์ที่จะฟ้องร้องได้ ดังนั้นจะมีหรือไม่มีข้อ 6 ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ การมีข้อ 6 เหมือนการมัดมือชกคนไข้ และยังมัดปากไม่ให้ฟ้องร้องด้วย” นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าว


แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 12 ธันวาคม 2549 เวลา 22:06 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

3

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

หน้า 1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    หมอไม่คิดเหรอว่าที่ออกมาประกาศอย่างนี้เพื่อเป็นการปกป้องตัวเองจากคดีมากจนเกินไป บางครั้งหมอก็ผิดเองที่รักษาผิด """บางครั้งก็เป็นความผิด แค่ “ประมาท”  """แล้วคำนี้หมอพูดมาได้ไงว่า"แค่"ประมาท ถ้าเป็นญาติหมอ หมอจะรู้สึกยังที่คนที่เรารักตายเพราะ X งั่งที่ไหนก็ไม่รู้
  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    รู้สึกว่าประกาศที่ออกมาเนี่ยใช้คำไม่เหมาะจริงๆ



    อ่านแล้วชวนหงุดหงิด



    แต่ถ้าลองมองลึกๆอะ



    จะเห็นเลยว่าตอนนี้หมอกำลังอยู่ในภาวะที่ลำบากมากจริง



    ทั้งๆที่บางครั้งตั้งใจทำงานจนสุดความสามารถแล้ว



    แต่ก้อยังโดนคนไข้ฟ้อง เพราะการรักษาคนมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากนะ



    แต่ละคน แต่ละโรคก็มีวิธีแล้วก็ระยะเวลาที่ต่างกันไป



    เราว่าปัญหาน่าจะเกิดจากการสื่อสารกันไม่เข้าใจของหมอกับคนไข้ด้วย



    แล้วพอไม่เข้าใจก็ฟ้องกันใหญ่



    แล้วทีนี้อนาคตวงการแพทย์ประเทศเราจะเป็นยังไง



    หมอดีๆก้อคงหมดกำลังใจทำงาน



    เศร้า
  3. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เรื่องคอขาดบาดตายเลยนะเนี่ย  ทามมายผู้ใหญ่ชอบเล่นแบบเด็กๆให้เด็กงงอยู่เรื่อยเลย

    แต่อย่างว่าแหละนะคนเราต่างพ่อต่างแม่นะ  จะคิดอารายคนเราก้อสร้างสรรค์ไปได้ทั้งนั้น

    เราควรอยู่บนพื้นฐานของความดี  และความเหมาะสมจะดีกว่ามั้ย

    ยึดมั่นแห่งสติและปัญญากันหน่อยนะคะ

    อย่าเอาที่เรียนมาจนกว่าจะโตเสียเปล่าไปเลย

    เสียดายเวลา  ครูรู้คงเสียใจแย่เลยนะ  พ่อแม่คงนึกผิดหวัง
ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

refer: