บทความ - แรงบันดาลใจสู่จุดเริ่มต้น

ความคิดเห็น

6

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

บทความ - แรงบันดาลใจสู่จุดเริ่มต้น

ก่อนที่จะพูดถึงชื่อบทความ ก็ต้องขอเกริ่นนำสักนิด
ช่วงนี้ผมต้องทำ IS ด้วยภารกิจงานที่ทำให้ต้องเดินทางข้ามจังหวัดระหว่าง ลำปาง-พะเยา ลำปาง-เชียงราย ซึ่งต้องผลาญเวลาบนรถเมล์ 2 ชั่วโมง และ 5 ชั่วโมงตามลำดับ
นั่นเองที่ทำให้ผมได้มีเวลาว่างพอที่จะเอาหนังสือรวมเรื่องสั้นที่เคยซื้อมาเมื่อเกือบสิบปีที่แล้วในตระกูลศพใต้เตียงของคุณสรจักร ศิริบริรักษ์

การใช้ชื่อบทความเช่นนี้ก็ให้พ้องกับชื่อตอน 'แรงบันดาลใจ' ที่อยู่ในเรื่องศพท้ายรถ ผมขออนุญาตยกเนื้อเรื่องย่อกับประโยคสำคัญจากตอนแรงบันดาลใจมาคร่าวๆดังนี้ครับ

-------------------------------------------
หมายเหตุ - (เนื่องจากในหนังสือจะใช้การเขียนแบบบุคคลที่ 1 ผมจึงขอใช้นามสมมติว่าเอกแทนคำว่า ผม ในเรื่องครับ)

เอกเป็นเด็กที่ชอบการอ่านหนังสือมาก ทุกวันช่วงเย็นเขามักจะไปห้องสมุดประชาชนเพื่อหาหนังสืออ่าน
การที่เอกชอบไปอ่านและยืมหนังสือทำให้เขาสนิทกับป้าที่เป็นบรรณารักษ์ มีครั้งหนึ่งเขาได้ถามป้าบรรณารักษ์ว่า
"เด็กอย่างผมจะเป็นนักเขียนได้ไหมครับ?"
ป้าบรรณารักษ์ตอบกลับว่า
"ได้สิ ถ้าเธอเป็นคนมีความมั่นใจในตัวเอง รักการเขียน และเคล็ดลับสำคัญที่สุดคือเธอต้องเริ่มเขียนเดี๋ยวนี้ อย่าได้รีรอ"

เอกออกมาจากห้องสมุดพร้อมหนังสือและความฝันเต็มหัวใจ เขาอยากเป็นนักเขียน
แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้เริ่มเขียนสักที เขาให้เหตุผลว่าการเขียนไม่ง่ายอย่างที่คิด ด้วยเหตุผลที่ว่า
'ไม่รู้จะเริ่มยังไง จะเขียนอะไรเป็นประโยคแรก ไม่มีอะไรจะเขียน ในสมองมีแต่เรื่องซ้ำๆซากๆ'
ที่สุดแล้วก็ได้แต่ปัดแล้วหลอกตัวเองว่า สักวันหนึ่ง... สักวันหนึ่ง

จนจบมัธยมต้นเอกถูกส่งไปอยู่กับน้าชายที่กรุงเทพฯ
เขาได้ไปลาป้าบรรณารักษ์ใจดีโดยกล่าวว่าถ้าวันหนึ่งเขาได้มีหนังสือเป็นของตัวเอง เขาจะเอามาให้ป้ากับมือ โดยป้าบรณารักษ์ก็ยิ้มแล้วบอกว่าแล้วป้าจะรอวันนั้น วันที่หนังสือผูกโบว์เล่มแดงจะได้ถูกวางไว้ที่ชั้นหนังสือน่าอ่าน เพื่อให้คนรุ่นหลังที่มีฝันแบบเดียวกัน

แต่แล้วที่กรุงเทพฯชีวิตของเอกก็ดั่งการพลิกฝ่ามือ ชีวิตที่เรียนกลางวันทำงานกลางคืนทำให้เขาเปลี่ยนไปถึงขนาดที่หลงไปติดยา ทว่าเอกก็กลับตัวได้เองโดยมีแรงกระตุ้นจากหนังสือแก่นพุทธศาสน์
จากนั้นมาเขาก็กลับมาลุ่มหลงไหลในการอ่านอีกครั้งและหลงไหลยิ่งกว่าเดิม ไม่ลืมความฝันเดิม จนมีครั้งหนึ่งที่เมาแอ๋ต่อหน้าเพื่อนยังอุตส่าห์ประกาศว่าสักวันจะเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่
'แต่เขาก็ยังไม่มีเวลาเขียนแม้กระทั่งเรื่องสั้นสักเรื่อง'

หลังจากเรียนจบมาเมื่ออายุยี่สิบ เอกหางานทำโดยเรียนภาคค่ำควบคู่ไปด้วย ระหว่างนั้นเขาก็พบกับนิดที่ร้านหนังสือ ทั้งคู่คบกันอยู่หลายปี และได้แต่งงานกันตอนอายุยี่สิบห้า
พวกเขาอยู่แบบรายรับรายจ่ายชนเดือน การมีลูกหนึ่งคนเพิ่มขึ้นมาทำให้ต้องโหมงานหนักเพิ่มมากขึ้น ช่วงนั้นเอกเปรยว่า
'หากความฝันมีลิ้นชัก ความฝันการเป็นนักเขียนคงถูกหมกไว้ชั้นล่างสุดและในสุด'

การมีลูกคนที่สองยิ่งทำให้ไฟแห่งความหวังที่ยังเลือนลางได้ดับสนิท ภาระดูแลทั้งเรื่องลูกและการเงินในครอบครัวรุมเร้าอย่างรุนแรง
ความเครียดสะสมทั้งเรื่องสังคมและชีวิตหมักหมมจนเกิดขอบเขตการอดทน วันหนึ่งเอกถึงกับชกใส่หน้าหัวหน้ารุ่นน้องที่บ่นใส่เขาต่อหน้าลูกค้านับสิบ... เอกถูกไล่ออกจากงาน รายได้เดือนละสองหมื่นต่อเดือนหาบวับไปกับตา
เอกในตอนนั้นถึงกับคลั่งโมโหตะโกนโหวกเหวกด้วยความรู้สึกเหมือนถูกจับโยนลงจากตึก ร้องไห้คิดถึงลูกเมีย ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปแล้ว

เขาเกิดความคิดตัดช่องน้อยหนีปัญหา...
แบบในข่าวที่ตำรวจชั้นผู้น้อยฆ่าลูกฆ่าเมียแล้วฆ่าตัวเองตาย

เอกบึ่งรถไปรับลูกคนเล็กที่เนิร์สเซอรี่และลูกคนโตที่โรงเรียนอนุบาลกลับมาบ้าน จากนั้นจึงโทรเรียนให้นิดกลับมา ในขณะที่ปืนสั้นบรรจุหกนัดถูกยัดเตรียมไว้ใต้เบาะ
สองชั่วโมงถัดมาหลังฝ่าการจราจรที่ติดขัดมาได้ นิดก็ต้องตกใจเมื่อเห็นสามีคนรักตาแดงก่ำดื่มเหล้าเหมือนน้ำ
เอกกอดนิดแล้วตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ฟัง แต่นิดเข้มแข็งกว่าที่เขาคิดไว้ เธอขอให้เขากินยาระงับประสาทแล้วปลอบใจว่า
"พี่หยุดงานก่อนแล้วพักทำสิ่งที่ชอบจะได้ไม่เครียด เงินเก็บเราพอมี งานค่อยหาใหม่ก็ได้พี่เป็นคนมีประสบการณ์หางานได้ไม่ยาก แต่ถ้าหาทางออกไม่ได้จริงเรากลับไปบ้านนอกก็ได้ นิดยินดีตามพี่ไปทุกที่"

ฤทธิ์เหล้ากับยานอนหลับทำให้เอกหลับข้ามวันไป
เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่านิดได้พาลูกไปโรงเรียนหมดแล้ว อาหารเช้าถูกเตรียมไว้ในตู้กับข้าว มีจดหมายเหมือนที่ปลอบไว้เมื่อวานคือให้หาอะไรที่ชอบทำไปก่อน
พอได้ปล่อยวางไปบ้างเอกจึงนึกละอายขึ้นมาที่คิดจะฆ่าลูกเมียที่แสนดี เขาลุกขึ้นมากินข้าวดูทีวี... แต่ก็ไม่มีสมาธิ จิตมันสับสนจนไม่อาจอยู่เฉยได้ ด้วยความที่รู้สึกผิดบาปกับเรื่องที่คิดจะทำลงไปเมื่อวาน

เอกคว้ากระดาษและปากกาขึ้นมาเขียน
เขาเขียนจดหมายสารภาพถึงนิดทุกอย่างที่คิดจะทำเมื่อวานนี้ สารภาพควมรู้สึกของชายคนหนึ่ง ที่ระอาย สับสน เครียด ไม่ว่าจะด้วยการกระทำของตัวเองหรือสังคมรอบด้าน
ความรู้สึกที่อัดแน่นมันมากจนจะเขียนให้จบได้ จากกระดาษสามหน้าถูกเพิ่มเป็นห้าหน้า ซึ่งก็ยังไม่พอ... เอกหากระดาษมาเขียนเพิ่มต่อ

นิดกลับถึงบ้านตอนสามทุ่มแต่เอกยังไม่สามารถจบจดหมายฉบับนี้ได้ เขายังคงเขียนอย่างบ้าคลั่ง นิดได้แต่อ่านโดยไม่พูดอะไร

สิบวันต่อมาจดหมายก็จบลงด้วยจำนวนกว่าสองร้อยหน้า ทุกอย่างได้ระบายออกมา เอกรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะ อยากหางานทำอีกครั้ง
สิ่งหนึ่งที่เขาไม่รู้ก็คือนิดผู้เป็นภรรยาได้เอาจดหมายที่เขาเขียนไปให้บรรณาธิการหนังสือฉบับหนึ่ง
แล้วเรื่องราวที่เอกเขียนก็ได้รับการตอบรับ เรื่องที่เขาเขียนถูกแบ่งลงสัปดาห์ละตอนอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นเรื่องสั้นสะท้อนสังคมที่ถูกกล่าวขานกันอย่างแพร่หลาย

ใช้เวลาเกือบยี่สิบปี ที่สุดแล้วเอกก็เป็นนักเขียนสมใจ
เอกพบว่าการเป็นนักเขียนมิได้มีเกียรติโก้หรูหรือร่ำรวยดังฝัน แต่เขาก็รักที่จะอยู่หน้าเครื่องพิมพ์ดีดและถ่ายถอดเรื่องราวจากหัวใจด้วยความรับผิดชอบไปสู่ผู้ที่ปรารถนาจะรู้

เอกได้ออกหนังสือของตัวเองในที่สุด แล้วเขาก็ตัดสินใจที่จะเอาหนังสือไปให้กับบรรณารักษ์ที่บ้านเกิดตามที่เคยสัญญาไว้ แต่น่าเสียดายที่มันสายเกินไป บรรณารักษ์ผู้แสนดีไม่อาจอยู่รอวันที่เอกทำความฝันให้สำเร็จ
เอกได้แต่บริจาคหนังสือที่เขียนให้กับห้องสมุดที่รู้จักและทำบุญให้กับป้าบรรณารักษ์ผู้จุดประกายไฟแรกแห่งการเป็นนักเขียน... โดยเขาเชื่อว่าป้าบรรณารักษ์จะรับรู้

-------------------------------------------

เรื่องนี้ผมเคยอ่านมา 2-3 รอบ แต่ก็ต่างช่วงเวลา ช่วงอายุ และช่วงสถานะวัยวุฒิ
หนังสือเล่มหนึ่งเมื่ออ่านตอนเด็กจะมีมุมมองหนึ่ง พอโตมาก็จะมีมุมมองหนึ่ง พอผ่านสถานการณ์บางอย่างที่ใกล้เคียงก็จะมีอีกมุมมองหนึ่ง
การที่ตอนนี้ซึ่งได้เขียนนิยายแบบต่อเนื่องทำให้ผมมีแนวคิดที่เปลี่ยนไปอีก ต้องยอมรับเลยว่าการได้อ่านเรื่องแรงบันดาลใจอีกครั้งในหนนี้ทำให้ผมเกิดความประทับใจมากที่สุดในบรรดาเรื่องสั้นที่เคยอ่านมา บทความที่ถ่ายทอดเรื่องราวและสาระออกมาได้ 'โดน' ที่สุดครับ ประทับใจมากเลย

มีหลายประเด็นที่ผมเห็นชอบด้วยกับคุณสรจักร โดยเฉพาะ
'หากคุณอยากเป็นนักเขียน คุณก็ต้องเริ่มเขียน'

คำพูดนี้เหมือนจะง่ายครับ แต่มันก็ดับไฟแห่งการเขียนนักเขียนหน้าใหม่มาหลายรายแล้ว เหตุผลเดียวกับในเรื่องสั้นเลยครับ การเริ่มต้นนั้นยาก
ต่อให้มีไอเดียดีแค่ไหน แต่กับหน้ากระดาษว่างๆแผ่นหนึ่ง สำหรับผมก็ต้องเป็น notepad ว่างๆล่ะนะ มันเป็นการยากที่จะละเลงตัวอักษรนับพันนับหมื่นลงไปให้เป็นเรื่องราว เปรียบประหนึ่งกับผ้าใบสีขาวที่รอวันที่คุณจะลงพู่กันแปลงสี มันเป็นเรื่องยากที่จะเริ่มต้น ไม่รู้จะเริ่มยังไง เริ่มแล้วจะเละเทะไหม?
อย่าว่าแต่มือใหม่เลย แม้แต่ผมที่แต่งนิยายในเน็ตมารวมกว่าสองร้อยตอนยังหนีปัญหานี้ไม่พ้น แล้วเป็นเกือบจะทุกตอนด้วยซ้ำไป

ยากครับ ยากที่เริ่มต้น
อันที่จริงการจะพิมพ์อักษรสักคำลงบนหน้ากระดาษอิเล็กทรอนิกว่างๆมันไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรเลย แต่เพราะการที่เราคิดกว้างเกินไป เราพะวงเกินไปว่าแต่งแล้วจะแต่งไปต่อไม่ได้ แต่งแล้วจะตันหรือเปล่า แต่งแล้วจะออกมาดีไหมนะ?
คิดมากแล้วมันก็จะหัวตื้อเหมือนในเรื่องสั้นจริงๆนั่นล่ะ

ผมมีคำแนะนำกับน้องๆที่จะหัดเขียนนิยายใหม่ๆนะครับว่า
'ใส่ไปเลย อย่ายั้ง!'

ผมเชื่อว่าหากใครคิดจะแต่งอะไรสักเรื่องหนึ่งอย่างจริงๆจังๆ คนๆนั้นน่าจะมีไอเดียโครงเรื่องที่วางมาแล้ว ซึ่งถ้าทุกอย่างพร้อมก็อย่ากังวลใจครับ ลุยไปก่อนถ้าไม่ดีค่อยว่ากันอีกที
สำหรับการแต่งนิยาย ถ้าประโยคแรกถูกบรรจงพิมพ์ออกมาแล้ว พันธนาการลึบลับที่เกาะตามมือและสมองก็ถูกทำลายลงไปเองโดยอัตโนมัติ แล้วจากนั้นคุณจะพิมพ์ต่อได้เป็นชุดเหมือนถูกปลดปล่อยเอง เชื่อว่านักเขียนหลายท่านในนี้คงเคยเป็นกัน

กระดาษโล่งนั้นมันทำให้เรามีจินตนาการที่กว้างจนไม่รู้จะจับประเด็นอะไร จะเริ่มยังไง แต่หากกระดาษนั้นมีการพิมพ์เปิดประเด็นไว้แล้วเส้นทางการเขียนก็จะถูกบีบลงแล้วการแต่งจะง่ายขึ้นเยอะ
สำหรับมือใหม่ที่คิดไม่ตกว่าจะเริ่มต้นยังไง ก็แนะนำว่าเริ่มจากพื้นฐานการแต่งนิยายประมาณว่า 'กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว' ใช้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีได้เลยครับ เราก็เอามาปรับใช้เอาให้เข้ากับเรื่องเอา อาจเกริ่นนำไปทางตัวเอง เกริ่นนำแนวทางเรื่องให้เข้ากับแนวทางของเราไป

คืออันที่จริงผมมองว่าการคิดมากเกินไปก็ไม่ดี มีหลายตอนนะครับที่กว่าจะเริ่มต้นนั้นใช้เวลามากเหลือเกินเป็นสัปดาห์ๆ แต่ครั้นเมื่อเริ่มแต่งไปแล้ว นิยายตอนนั้นกลับเสร็จภายในเวลาไม่ถึงสามวัน
อ่านเรื่องสั้นตอนนี้ผมถึงว่าโดนไงครับ จากเด็กคนหนึ่งที่ฝันอยากจะเขียนหนังสือสักเล่ม แต่ก็ไม่ได้เริ่มสักที จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบยี่สิบก็ยังคงไม่ได้เริ่มแต่งแม้แต่เรื่องเดียว แต่ครั้นเมื่อได้แต่งจริงกลับใช้เวลาเพียงแค่สิบวันเท่านั้น
ประสบการณ์ตรงนี่พ้องกับในเรื่องจริงๆ
หากคิดจะเป็นนักวิ่ง คุณก็ต้องเริ่มวิ่ง จงอย่ากลัวที่ล้ม
หากคิดอยากเป็นนักเขียน ก็อย่ากลัวที่จะเขียน
อย่าสร้างข้ออ้างมากีดกั้นความต้องการตัวเอง
ผมมองว่าเรื่องไม่มีเวลาแต่ง เรื่องการเรียน เรื่องการงานอาจขัดขวางการแต่งนิยายได้ไม่มากก็น้อย แต่ถ้ารักที่จะแต่งจริงมันขวางคุณไม่อยู่หรอกครับ แค่สิบห้านาทีก่อนนอนก็มากพอที่จะทำให้คุณแต่งเรื่องราวได้สามถึงสี่ย่อหน้าได้สบายๆ
หากคุณมั่นใจว่าสิ่งที่จะเขียนนั้นออกมาดีจริง แม้มันอาจต้องใช้เวลาในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์บ้าง แต่ผมเชื่อว่าที่สุดแล้วงานนั้นก็จะดีจริง
จุดเริ่มต้นอาจไม่สวยหรู แต่งแล้วอาจดูไม่สนุก แต่งแล้วสำนวนอาจไม่ลื่นไหล แต่งแล้วคนอ่านอาจจะน้อย แต่อย่าเก็บมากังวลใจ ให้แต่งต่อไปเรื่อยๆ ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมปรับปรุงแก้ไข

ที่สุดแล้วผมว่าปลายทางแห่งความฝันจะไม่ไกลเกินเอื้อม ไม่แน่ว่ามันอาจใกล้เพียงแค่หยิบมือ
เพียงแต่บางท่านไม่คิดที่จะเริ่มต้นเท่านั้นเอง...

-------------------------------------------
ปล. ยังมีบทความแฟนฟิคที่คิดว่าอยากตีแผ่อีกครับ เป็นประเด็นต่อเนื่องกับแรงบันดาลใจด้วยสิ แต่เกรงว่าจะยาวเกิน ก็ขอยกยอดไปคราวหน้าครับ
ขอขอบคุณคุณสรจักรอีกครั้งสำหรับเรื่องราวที่ดีในชื่อตอนแรงบันดาลใจจากหนังสือรวมเรื่องสั้นเขย่าขวัญในชุดศพท้ายรถ

แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2550 / 18:02

PS.  Ragnarok Fiction - The legend of descendant - เรื่องราวของตำนานรบตำนานรักบทใหม่

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 28 กรกฎาคม 2551 เวลา 12:57 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

6

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ล็อคอินก่อนโพสไม่ได้แฮะ ว่าจะลองเน้นสีคำเสียหน่อย

    Edit - โอเคได้ล่ะครับ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2550 / 18:05

    PS.  Ragnarok Fiction - The legend of descendant - เรื่องราวของตำนานรบตำนานรักบทใหม่
  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เขียนไปเลย ถ้าใจรักที่จะเขียนจริงๆ อย่างน้อยต้องเขียนได้ซักหนึ่งหน้า
    PS.  Don't hate the game. Hate the player.
  3. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่

    "กรุงโรมมิอาจสร้างขึ้นได้ในวันเดียว"

    เคยมีคนถามแวร์ว่า..."พี่แบ่งเวลาการเขียนหนังสือได้ไงทุกวัน?"

    มันจะไปยากอะไร...แค่ทำสิ่งที่ตัวเองจะทำ...

    จาก1ตัวอักษรร้อยเป็นถ้อยคำ...เรียบเรียงเป็นประโยค

    เริ่มต้นจากคนที่ไม่มีอะไรเลย...เพื่อนๆที่เขียนด้วยกันมีผลงานเป็นเล่มๆ

    เคยท้อ...เคยยอมแพ้

    แต่พอได้เห็นตัวหนังสือที่เราได้เขียนได้พิมพ์ในเมื่อก่อน

    งานเขียนที่สอดแทรกความหมายของชีวิตและความทรงจำ
    เป็นเรื่องราวเกี่ยวเนื่องกับความฝัน

    นั้นคือแรงบันดาลใจให้ก้าวต่อไป...

    แม้ว่าเราอาจจะไม่มีทางได้ตีพิมพ์...

    แล้วมันจะมีค่าอะไร...ถ้างานเราได้พิมพ์ แต่จิตวิญญาณของงานไม่สมบูรณ์

    งานเขียนที่ดีจะต้องสอดแทรก "แก่น" ของเรื่อง

    แก่นของเรื่องไม่ใช่เรื่องย่อ...

    ลอร์ดออฟเดอะริงส์ยังมีธีมหรือแก่นเรื่องแค่ "ธรรมะ ชนะ อธรรม"

    ยังสามารถโด่งดังไปทั่วโลก

    เราอาจเริ่มจากจุดเล็กจ้อย...ทยอยขึ้นยอดเขาอันสูงส่งได้

    เพียงแค่เริ่มเคาะหรือขีดตัวอักษรขึ้นมาแต่ละตัว...ทยอยเป็นเรื่องราว

    ...อย่าเพียงแค่จะเขียนเพื่อโด่งดัง...แต่ให้เขียนเพื่อสร้างฝันกำลังใจ
    ...อย่าเพียงแค่จะเขียนเพียงเพราะอยากจะมีชื่อ...แต่ให้เขียนเพื่อนำเสนอสีสันแห่งชีวิต

    จงนำเสนอในสิ่งที่คุณเป็น...และสิ่งนั้นจะจารึกอยู่ในผลงานของคุณ
    ในฐานะ...ผลงานอันมีจิตวิญญาณ

    มิใช่ดั่งผลงานดาษดื่นที่คุณๆเห็นกัน...





    จบแล้วก็ฝากผลงานจ้อยๆไม่ค่อยหร่อยของพวกเราไว้ด้วยนะค่ะ
    *~เรื่องสั้นแห่งความรัก1:"ฤดูกับความรัก"~* เรื่องยาว
    ซึ้งกินใจ
    อัพเดท: 19 ก.พ. 50 , เข้าชม :188/188 , โพส : 13
    แฟนพันธ์แท้ : 5 , Rating :5
    คำอธิบาย : ทักทายเดือนแห่งความรักด้วบบทความดีๆรวมเรื่องสั้นแห่งความรักชุดที่1:"ฤดูแห่งความรัก" ความหวานซึ้งแห่งความทรงจำที่มิอาจลืมเลือน...

    PS.  *$e@s0n 0f |)e$t!ny*ฤดูแห่งพรหมลิขิตพร้อมที่จะมาแต่งแต้มโลกของคุณ เรื่องสั้น"ฤดูกับความรัก"อัพแล้ว2เรื่อง-กาลครั้งหนึ่งของหัวใจที่อยากเก็บไว้ในสายฝนและฤดูใบไม้ผลิของหัวใจเก็บไว้ที่เธอ...
  4. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    การแต่งไม่ใช่เรื่องยาก มันยากตรงที่ เราจะสามารถเอาชนะความกลัว ความกังวล ในใจของเรา แล้วเริ่มลงมือทำสิ่งที่ฝันให้เป็นจริงได้รึเปล่า เท่านั้น ไม่มีจุดเริ่มต้น...ก็ไม่มีปลายทาง
  5. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    จะแต่งนิยายสยองขวัญอะครับ แนวซอมบี้ เอาเพื่อนผม5-6คนเป็นตัวละคร(รวมผมด้วย) แต่ไม่รู้จะแต่งยังไงดี เหตุการณ์เป็นยังไง เกิดขึ้นที่ไหน พวกผมเป็นใคร ตอนนี้ยังคิดไม่ได้เลยครับ ที่เคยคิดไว้แล้วก็ต้องทิ้งไป ช่วยบอกผมทีนะครับ (รู้สึกตัวเองพิมวนไปเวียนมายังไงไม่รู้)
ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

refer: