= ๑๐ นางในวรรณคดียอดนิยมจากวรรณคดีไทย =

ความคิดเห็น

1

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
2

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด


๑๐ นางในวรรณคดียอดนิยมจากวรรณคดีไทย



ในปัจจุบันแม้เด็ก และเยาวชนจะมีโอกาสเรียนวรรณกรรมของไทยน้อยกว่าแต่ก่อน
 แต่เชื่อว่าหลายๆคนคงจะได้ยินได้ฟังสำนวนที่เปรียบเทียบ
พฤติกรรมของผู้หญิงกับนางเอกในวรรณคดีไทยอยู่เสมอๆ
 เช่น ว่าเป็นหญิงจิตใจโลเลเหมือน นางวันทอง หรือ นางโมรา
หรือเปรียบเปรยว่าชั่วช้าเหมือนนางกากี กิริยามารยาทกระโดกกระเดกเหมือน นางแก้วหน้าม้า
ขี้เมาเหมือนนางเมรี ซึ่งดูเหมือนมีแต่เรื่องไม่ดีทั้งสิ้น
แต่จริงๆแล้วนางเอกในวรรณคดียังมีอีกหลายบุคลิกลักษณะ อาทิ
 มีหน้าตางดงามเป็นที่เลื่องลือและซื่อสัตย์ต่อสามีอย่าง นางสีดา
หรือเป็นนางเอกแสนดี มีกตัญญูอย่างนางเอื้อย
 หรือบางทีก็เป็นคำว่าประชดสาวสวยที่มีสามีขี้เหร่ว่านางรจนากับเจ้าเงาะ
เป็นต้น ดังนั้น กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอยกตัวอย่าง ๑๐ นางเอกยอดนิยม
ในวรรณกรรมไทยที่มักถูกหยิบยกมากล่าวอ้างกันอยู่เสมอ
โดยได้สรุปเรื่องย่อให้เห็นลักษณะบางประการของนางเอกเหล่านี้ ดังนี้

กลุ่มแรก คือประเภทนางเอกที่มีทั้งความสวยและมีคุณงามความดีเป็นที่กล่าวขวัญถึง

 ได้แก่
๑.นางสีดา เป็นนางเอกในเรื่องรามเกียรติ์ เป็นเมียของพระราม ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นอวตารหนึ่งของพระนารายณ์มาปราบยักษ์(ทศกัณฐ์) รูปโฉมของนางสีดานั้นเป็นที่เลืองลือว่าล้ำเลิศจนไม่มีมนุษย์หรือเทพธิดาใดจะสามารถเทียบเคียงได้ จึงเป็นเหตุให้ทศกัณฐ์เจ้ากรุงลงกามาลักพาตัวไป และเกิดศึกชิงนางยืดเยื้อนานถึงสิบกว่าปี จนในที่สุดพระรามซึ่งมีหนุมานเป็นสมุนเอกก็รบชนะพานางสีดากลับมากรุงอยุธยาได้ และนางสีดาก็ได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจและความจงรักภักดีด้วยการลุยไฟต่อหน้าพระรามพระสวามี ดังนั้น นอกจากความสวยงามแล้ว การพิสูจน์ความรักด้วยการลุยไฟของนางสีดา ก็เป็นสิ่งถูกนำมามาพูดกันอยู่เสมอ
 
๒.นางสาวิตรี จากเรื่องสาวิตรี ชื่อนี้หลายคนอาจจะคุ้นหู แต่มักนึกไม่ออกว่าเนื้อเรื่องเป็นอย่างไร นางสาวิตรีเป็นพระธิดาของท้าวอัศวบดี เมื่อเติบโตเป็นสาว พระบิดาให้เลือกสามีเองตามใจชอบ ปรากฏว่านางได้เลือกพระสัตยวาน เป็นสวามี แม้จะถูกทัดทานว่าพระสัตยวานจะมีอายุอยู่ได้อีกเพียงปีเดียว แต่เมื่อนางตกลงปลงใจแล้ว ก็ไม่เปลี่ยนใจและได้แต่งงานกันในที่สุด ต่อมาอีกปี พระสัตยวานก็ตายลงดังคำทำนาย นางสาวิตรีได้พบกับพระยมโดยไม่แสดงความหวั่นเกรง และเดินตามพระยมที่พาวิญญาณสวามีไป ระหว่างทางนางได้ใช้สติปัญญาและความเฉลียวฉลาดโต้ตอบกับพระยมด้วยถ้อยคำอ่อนน้อมไพเราะ จนพระยมใจอ่อนให้พรตามที่นางขอโดยลำดับ แต่มีข้อห้ามว่า ห้ามขอชีวิตสวามี จนท้ายสุดนางได้ขอพรว่า ขอให้นางมีโอรสที่เรืองฤทธิ์ร้อยองค์ พระยมกำลังให้พรเพลินก็ลืมฉุกใจคิด ให้พรตามที่ขอ นางจึงบอกต่อพระยมว่าพรสุดท้ายที่ขอนั้นไม่อาจจะสำเร็จได้ หากไม่มีสามีคือพระสัตยวาน ในที่สุดพระยมจึงต้องคืนสวามีให้ กล่าวได้ว่านางสาวิตรีเป็นนางเอกที่เฉลียวฉลาดและรู้จักใช้วาทศิลป์จนได้ในสิ่งที่ปรารถนา และยังมีความกล้าหาญไม่กลัวพระยมที่เป็นเจ้าแห่งความตายด้วย

๓.นางเอื้อย นางเอกจากวรรณกรรมพื้นบ้าน เรื่องปลาบู่ทอง ซึ่งเป็นเรื่องที่รู้จักกันดีอีกเรื่องหนึ่ง แม่นางเอื้อยถูกพ่อทุบตีจนตกน้ำตาย กลายเป็นปลาบู่ทองมาหาลูก ส่วนนางเอื้อยก็ถูกกลั่นแกล้งจากแม่เลี้ยงและนางอ้ายลูกแม่เลี้ยงต่างๆนานา แต่นางก็เป็นคนที่มีความกตัญญูรู้คุณยิ่ง แม้แม่จะเป็นปลาก็ยังหาอาหารไปให้แม่ ครั้นแม่ปลาถูกฆ่าตายกลายไปเป็นต้นมะเขือ ก็พยายามบำรุงรดน้ำต้นมะเขืออย่างดี ครั้นมะเขือถูกทำลายก็หาทางนำเมล็ดไปปลูกใหม่จนกลายเป็นต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทอง และต่อมาได้เข้าวังเป็นสนมเอก ถูกหลอกว่าพ่อป่วย ก็รีบมาเยี่ยมโดยไม่ได้คิดอาฆาตที่พ่อทำร้ายแม่ ในที่สุดก็ถูกแม่เลี้ยงทำอุบายฆ่าตายกลายเป็นนกแขกเต้า ต่อมาภายหลังนางเอื้อยก็ได้ฤษีชุบชีวิตและให้ความช่วยเหลือจนได้กลับครองรักกับพระเจ้าพรหมทัตใหม่อีกครั้ง นับเป็นนางเอกแสนดีแม้จะถูกทารุณกรรม แต่ก็มีความกตัญญูยิ่ง

กลุ่มที่ ๒ เป็นนางเอกประเภทรักลำบาก รักพลัดพรากจนถึงโศกนาฏกรรมรักที่ต้องสังเวยชีวิต ได้แก่

 
๔.นางรจนา จากเรื่องสังข์ทอง เป็นธิดาองค์สุดท้องในจำนวนเจ็ดองค์ของท้าวสามล พี่ๆเลือกคู่ได้สามีสมน้ำสมเนื้อกันแล้ว แต่นางรจนากลับเลือกได้เจ้าเงาะรูปชั่วตัวดำ ทั้งๆที่ตนเป็นสาวสวย จึงเป็นที่เยาะเย้ยไปทั่ว ทำให้พระบิดากริ้วไล่ให้ไปตกระกำลำบากอยู่กระท่อมปลายนา แต่ความจริงที่นางเลือกก็เพราะเห็นรูปทองอยู่ข้างใน เจ้าเงาะถึงจะขี้ริ้วแต่ก็มีวิชาความรู้ จนต่อมาพระอินทร์ต้องแปลงร่างมาท้าตีคลีเพื่อช่วยให้เจ้าเงาะได้ถอดรูปให้ทุกคนเห็นรูปทองในที่สุด ดังนั้น สาวๆที่มีแฟนหรือสามีขี้ริ้วจึงมักถูกว่าเป็นนางรจนาควงเจ้าเงาะ หรือหากไม่แต่งงานก็มักจะถูกล้อว่าไม่เสี่ยงพวงมาลัยสักที เนื่องจากนางรจนาเลือกคู่ด้วยการเสี่ยงโยนพวงมาลัย
 
๕.นางเมรี เป็นนางเอกในวรรณกรรมท้องถิ่นเรื่อง นางสิบสอง เป็นลูกนางยักษ์ ซึ่งนางยักษ์นี้เดิมได้เลี้ยงนางสิบสองมา แต่เมื่อนางสิบสองหนีมาจึงโกรธแค้น ได้ตามมาทำอุบายจนได้เป็นมเหสีของท้าวรถสิทธิ์สวามีนางสิบสอง และควักลูกตานางสิบสองเสีย ยกเว้นนางเภาแม่พระรถเสนพระเอกที่ถูกควักตาเพียงข้างเดียวและเป็นคนเดียวที่ไม่ได้กินลูกเพราะความหิวโหย ต่อมานางยักษ์ได้ออกอุบายจะฆ่าพระรถเสนโดยแกล้งป่วยแล้วให้ไปเอายาในเมืองที่นางเมรีอยู่ โดยฝากสารสั่งให้นางเมรีฆ่าพระรถเสน ถึงเมืองเมื่อไรก็ให้ฆ่าเมื่อนั้น ฤษีก็ได้แปลงสารว่าถึงเมื่อไรก็ให้แต่งงานเมื่อนั้น ซึ่งท้าวรถเสนเองเห็นนางก็หลงรักและแต่งงานกัน แต่เนื่องจากมีงานสำคัญคือช่วยแม่และป้าที่รออยู่ พระรถเสนจึงได้มอมเหล้านางเมรีพร้อมขโมยลูกตาและยาที่จะช่วยแม่กับป้าไป นางเมรีเมื่อสร่างเมา ตามไปก็ถูกพระรถเสนใช้ของวิเศษขัดขวางนางทำให้ตามไปไม่ได้ นางจึงคร่ำครวญจนสิ้นใจตาย ถือเป็นนางเอกที่มีรักแท้แต่เพราะน้ำเมาจึงต้องเสียทั้งคนรักและชีวิตตนในที่สุด คนจึงมักเรียกสาวๆที่ขี้เหล้าว่า นางเมรีขี้เมา และก็มักเปรียบเวลาเปลี่ยนข้อความในจดหมายหรือหนังสือต่าวๆว่าเป็นฤษีแปลงสาร


๖.พระเพื่อนพระแพง เป็นสองพระธิดาผู้เลอโฉมของเมืองสรอง ได้ยินคำร่ำลือชมรูปโฉมที่เลอเลิศของพระลอ กษัตริย์หนุ่มแห่งเมืองแมนสรวง ก็เกิดตกหลุมรัก จึงได้ใช้อุบาย และทำเสน่ห์จนพระลอซึ่งแม้จะมีมเหสีอยู่แล้ว ก็ทิ้งมเหสีและบ้านเมืองตามไปหาพระเพื่อนพระแพงที่เมืองสรอง แต่ที่สุดก็กลายโศกนาฏกรรมรัก เพราะทั้งพระลอและพระเพื่อนพระแพงต่างต้องมาตายด้วยความแค้นของเจ้าย่าที่ไม่ยอมให้อภัยพ่อของพระลอที่ฆ่าสามีตน หรือปู่ของพระเพื่อนพระแพงนั่นเอง แม้จะเป็นเรื่องเศร้า แต่เมื่อใครเอ่ยถึงสาวใดว่าเป็นเหมือนพระเพื่อนพระแพง ส่วนใหญ่จะมีความหมายว่าหน้าตาคล้ายกัน หรือแต่งตัวเหมือนๆกันมากกว่าจะพาดพิงไปถึงเนื้อหาดังกล่าวข้างต้น
 

กลุ่มที่ ๓ มี ๓ คนคือนางวันทอง โมรา กากี จัดเป็นนางเอกประเภทสวยเอ็กซ์ คือ นอกจากสวยแล้วคงต้องเซ็กซี่ มีเสน่ห์แรงด้วย ถึงมีชายเข้าหาอยู่เสมอ จึงทำให้มีแต่เรื่องฉาวคาวโลกีย์ และถูกประณามหยามหมิ่นมากที่สุด ความจริงกลุ่มนี้ ปัจจุบันได้ถูกนำมาถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ว่านางชั่วเพราะใคร หากจะพิจารณาในแง่มุมของชาย แน่นอนผู้หญิงเหล่านี้ประพฤติผิดความเป็นลูกผู้หญิง แต่เราก็ควรได้พินิจพิเคราะห์ถึงสภาพแวดล้อม และความจำยอมของแต่ละคนด้วย จึงจะยุติธรรม อย่างไรก็ดี พฤติกรรมของนางเอกเหล่านี้ก็ยังถูกหยิบมาต่อว่าหญิงอยู่เสมอ คือ
 

๗.นางวันทอง เดิมชื่อนางพิมพิลาไลย เป็นนางเอกในเรื่องขุนช้าง-ขุนแผน (เปลี่ยนชื่อใหม่เพื่อแก้เคล็ดให้หายป่วย ตอนขุนแผนไปรบ) นางถูกยื้อไปแย่งมาระหว่างขุนแผน และขุนช้าง จนในที่สุดพระพันวษาต้องให้นางเลือกว่าจะอยู่กับใครระหว่างขุนแผนหรือขุนช้าง แต่นางวันทองก็ไม่สามารถตัดสินใจได้ เพราะแม้ขุนแผนจะเจ้าชู้จนมีเรื่องราวทะเลาะเบาะแว้งหึงหวงกันอยู่เสมอ แต่ก็เป็นรักแรกและยังมีลูกด้วยกันคือพลายงามอีกด้วย ส่วนขุนช้างแม้จะขี้ริ้วขี้เหร่ แต่ก็มีรักจริงและรักเดียว แถมดูแลนางอย่างดีเพราะมีเงินทองร่ำรวย การที่นางไม่สามารถตัดสินใจได้เด็ดขาดนี่เอง จึงทำให้ถูกพระพันวษาสั่งประหารชีวิตด้วยความกริ้ว และเป็นเหตุให้ถูกประณามว่า เป็นวันทองสองใจบ้าง นางวันทองสองผัวบ้าง ทั้งๆที่ชีวิตนางวันทองน่าเห็นใจไม่น้อย เพราะถูกสองหนุ่มยื้อกันไปยื้อกันมา แม้ไม่เต็มใจ แต่ก็อยู่ในภาวะจำยอมเพราะช่วยตัวเองไม่ได้


๘.นางโมรา อยู่ในเรื่อง จันทโครพ เจ้าชายจันทโครพได้ไปศึกษาเล่าเรียนอยู่กับพระฤษีตนหนึ่งจนสำเร็จวิชา อาจารย์เลยให้ผอบทองซึ่งมีสาวสวยคือนางโมราอยู่ข้างใน โดยพระฤษีได้กำชับว่าอย่าเปิดผอบระหว่างทาง แต่จันทโครพห้ามความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ จึงเปิดผอบออกมาเห็นนางโมราก็ตกหลุมรักและได้นางเป็นชายาที่กลางป่านั่นเอง แต่ขณะที่ทั้งคู่เดินทางกลับเมือง ก็ไปเจอโจรป่าเข้า เลยถูกปล้นหวังจะชิงนางโมรา จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น ท้ายสุดพระขรรค์หลุดไป จันทโครพตะโกนให้นางส่งพระขรรค์ให้ นางกลับส่งให้โจรจนฆ่าจันทโครพตาย ส่วนโจรเมื่อได้นางโมราแล้ว เกิดไม่แน่ใจ กลัวถูกทรยศ จึงแอบหนีนางไป ทำให้นางต้องระหกระเหินหิวโหยอยู่ในป่า พระอินทร์จึงแปลงเป็นเหยี่ยวคาบชิ้นเนื้อมาลองใจ ว่าให้ชิ้นเนื้อแล้วนางต้องมาเป็นภรรยา นางโมราก็ไม่แสดงอาการขัดข้อง พระอินทร์เห็นเช่นนั้น จึงโกรธว่าเป็นหญิงมักมากในกามคุณ ไม่เลือกว่าโจรหรือสัตว์ แล้วสาปนางโมราให้กลายเป็นชะนีส่งเสียงร้องโหยหวนว่า "ผัววว...." นางโมราจึงเป็นอีกนางหนึ่งที่ถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นหญิงไม่ดี เป็นคนหลายใจ และที่ว่าชะนีร้องหาผัวก็มาจากเรื่องนี้นี่เอง



๙.นางกากี ในเรื่อง กากี นับเป็นนางเอกที่อื้อฉาวที่สุดก็ว่าได้ นางกากีนี้นอกจากจะมีรูปกายงดงามราวกับเทพธิดาแล้ว ยังมีกลิ่นกายหอมเป็นเสน่ห์พิเศษอีกอย่างหนึ่ง ชายใดที่แตะต้องสัมผัสนางกลิ่นกายนางก็จะหอมติดชายคนนั้นไปถึงเจ็ดวันเลยทีเดียว นางกากีเป็นพระมเหสีของท้าวบรมพรหมทัต ซึ่งโปรดการเล่นสกามาก และมีพระยาครุฑเวนไตยซึ่งแปลงร่างเป็นมานพรูปงามมาเล่นสกาอยู่ด้วยเนืองๆ จนวันหนึ่งเล่นเพลิน มิได้ไปหานางกากี นางจึงมาแอบดู และสบตาเข้ากับพระยาครุฑแปลง ต่างก็เกิดอาการหวั่นไหว ภาษาสมัยใหม่ก็ต้องว่าเกิดอาการ"ง"กัน ต่อมาพระยาครุฑได้บินมาลักพานางไปอยู่ที่วิมานฉิมพลี ทำให้ท้าวพรหมทัตกลัดกลุ้มพระทัย คนธรรพ์นาฏกุเวร (คนธรรพ์คือเทวดาชั้นผู้น้อยที่มีความชำนาญด้านดนตรี) ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของท่านท้าวก็อาสาจะพานางกลับมาให้ จึงได้แปลงตัวเป็นไรแทรกขนครุฑตามไปวิมานของครุฑ ครั้นพระยาครุฑบินออกไปหาอาหาร นาฏกุเวรคนธรรพ์ก็ออกมา แต่แทนที่จะพานางกลับเมือง กลับเกี้ยวพาและเล้าโลมนางจนได้เสียกัน แล้วกลับมารายงานท่านท้าวว่านางกากีจะอยู่กับครุฑและตนได้เสียกับนางแล้วเพื่อให้ครุฑรังเกียจนาง ท่านท้าวก็โกรธแต่ทำอะไรมิได้ ต่อมาพระยาครุฑแปลงมาเล่นสกาอีก ก็ถูกคนธรรพ์เล่นพิณเยาะเย้ย เมื่อสอบถามได้ความจริง พระยาครุฑก็โกรธนางกากี นำกลับมาปล่อยไว้ในเมือง ครั้นท่านท้าวเห็นนางก็ว่าถากถางและนำนางไปลอยแพกลางทะเล ต่อมานางได้รับความช่วยเหลือจากนายสำเภา ซึ่งได้รับนางเป็นภรรยา แต่เคราะห์กรรมนางก็ยังไม่หมด ต่อมาถูกนายโจรมาลักพาตัวไปเพราะหลงใหลในความงาม ปรากฏว่าในหมู่โจรก็เกิดการแย่งชิงนางขึ้นมาอีก นางหนีไปได้ ต่อมาได้เป็นมเหสีของท้าวทศวงศ์ กษัตริย์อีกเมือง สุดท้ายปรากฏว่านาฏกุเวรที่ได้ครองเมืองแทนท้าวบรมพรหมทัตที่สวรรคตลง ก็ตามไปชิงนางคืนมาและฆ่าท้าวทศวงศ์เสีย เรื่องก็จบลง นับดูแล้วนางกากีมีสามีถึง ๕ คน แสดงว่าต้องเป็นคนที่เซ็กซี่มีเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้ามอย่างมาก จึงต้องตกระกำลำบากถูกสังคมประณามเพราะเสน่ห์แรงเกินไปนี่เอง
คนสุดท้ายนี้ ต่างไปจากกลุ่มข้างต้น เพราะนอกจากจะเป็นสามัญชนคนธรรมดาแล้ว ยังแสนจะขี้เหร่ ชนิดพระเอกไม่มองแล้วยังกลั่นแกล้งอีกต่างหาก คือ



๑๐.นางแก้วหน้าม้า จากเรื่องแก้วหน้าม้า ในเรื่องกล่าวถึงพระเอกคือพระปิ่นทองไปทรงว่าวแล้วสายป่านเกิดขาด ว่าวลอยไปตกหน้าบ้านนางแก้วหน้าม้า พระปิ่นทองตามมาขอคืน นางก็ยืนข้อเสนอว่าต้องสัญญาว่าจะรับนางไปเป็นมเหสีในวังจึงจะคืนว่าวให้ พระปิ่นทองก็แสร้งรับปากเพื่อหลอกเอาว่าวคืน นางแก้วรอแล้วรอเล่า ก็ไม่เห็นมีใครมารับ ก็ขอให้พ่อแม่ช่วย พ่อแม่ก็ไปให้ ท้าวภูวดลพ่อพระปิ่นทองทราบเรื่องก็พิโรธ แต่พระมเหสีนันทามีความยุติธรรม ก็ให้ไปรับนางแก้วเข้าวัง เพราะถือว่ากษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ ซึ่งเมื่อนางแก้วเข้าวังแล้วก็ไปทำเรื่องต่างๆนานา แม้ท้าวภูวดลและพระปิ่นทองจะพยายามหาทางกำจัดนางด้วยการให้ไปเอาเขาพระสุเมรุมา นางก็นำมาได้ และยังได้พบฤษีช่วยถอดหน้าม้าให้กลายเป็นสาวสวย ซึ่งเนื้อเรื่องยังดำเนินไปอย่างสนุกสนานเต็มไปด้วยความเก่งกาจของนางแก้วหน้าม้าที่ได้ของวิเศษมาจากฤษี จนท้ายที่สุดก็ได้จบด้วยความสุข ซึ่งเมื่อเอ่ยถึงนางแก้วหน้าม้า มักจะหมายถึงหญิงที่มีนิสัยหรือกิริยาไม่เรียบร้อย กระโดกกระเดก ซึ่งบางทีก็เรียกว่า ม้าดีดกะโหลก




ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ "นางในวรรณคดีไทย" ซึ่งยังมีอีกหลายคน แต่ละคนก็มีบุคลิกลักษณะที่แตกต่างกันไป บ้างก็เป็นนางเอก อย่างนางบุษบา นางมโนราห์ บ้างก็เป็นนางรอง อย่างนางจินตะหรา นางสร้อยฟ้า นางละเวงวัณฬา เป็นต้น ซึ่งเรื่องราวโดยย่อดังกล่าวคงทำให้เด็ก และเยาวชนตลอดจนผู้สนใจได้รู้จักนางเอกในวรรณคดีเพิ่มขึ้น รู้ความเป็นมาของคำกล่าวหรือสำนวนว่ามาจากไหน โดยเฉพาะการกล่าวอ้างถึงนางเอกยอดนิยมที่มักถูกพูดถึงอยู่เสมอ ส่วนใครสนใจอยากรู้จักคนอื่นๆอีก ก็สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ "นางในวรรณคดี" ของมาลัย ซึ่งเขียนได้อย่างสนุกสนานน่าอ่านมาก



แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 19 พฤษภาคม 2550 / 14:23

PS.  เธอจะลืมคำพูดของเธอรึเปล่า ที่บอกว่ารักฉัน เธอจะลืมมันไหมเมื่อเราต้องห่างไกลแสนไกล เธอจะลืมไหมๆ สำหรับฉันไม่เคยจะลืม...

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 19 พฤษภาคม 2550 เวลา 17:49 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

1

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
2
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

หน้า 1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    หนุกดี


    PS.  ธรรมศาสตร์ให้แสง รามคำแหงให้ ทาง
ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

refer: