รำวงมาตราฐาน

mayy 885099 0.00 23,030 12 มิ.ย. 50 20:32 น.
ความคิดเห็น

55

ติดตามกระทู้

1

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
guest
mayy
  • mayy
  • 61.91.161.82
  • -

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

ขอข้อมูลที่เกี่ยวกับรำวงมาตราฐาน

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 23 มกราคม 2555 เวลา 20:34 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

55

ติดตามกระทู้

1

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

1

ความคิดเห็นที่ 1 - 50

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ใครรู้จักประวัติรำวงมาตรฐานบ้าง? ช่วยบอกหน่อยค่ะ
  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

              รำวงมาตรฐาน ในปัจจุบันนี้เป็นศิลปะแห่งการรำวงที่งดงาม ซึ่งในสมัยก่อนยังมิได้มีคำว่า "มาตรฐาน" จะเรียกกันเพียงว่า "รำวง" เท่านั้น การรำวงนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งที่บ่อบอกถึงความสนุกสนาน การเล่นรำวงนั้นสืบเนื่องมาจากการเล่นรำโทน นั้นเพราะในสมัยก่อนเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ประกอบจังหวะก็คือ โทน ฉิ่ง และกรับ โดยจังหวะการฟ้อนรำจะมีเสียงโทนเป็นเสียงหลักตีตามจังหวะหน้าทับ จึงเรียกกันว่า "รำโทน" ในด้านของบทร้องจะเป็นบทร้องที่มีภาษาเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องถ้อยคำและสัมผัสวรรคตอนแต่อย่างใด ตามลักษณะของเพลงพื้นบ้าน เนื้อหาของเพลงจะออกมาในลักษณะกระเซ้าเย้าแหย่ การเกี้ยวพาราสีหยอกล้อของหนุ่มสาว การเชิญชวน ตลอดจนการชมโฉมความงามของหญิงสาว เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสนุกสนานในการเล่น ในเรื่องของเครื่องแต่งกายในสมัยก่อนก็ไม่เน้นถึงความพิถีพิถันมากนัก เน้นเพียงความสะดวกสบายของชาวบ้านเอง ไม่ได้ประณีตแต่อย่างใด

              เมื่อประมาณ พ.ศ. 2488 ชาวบ้านนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุความนิยม
    เป็นอย่างมากนี้เองจึงได้มีผู้คิดแต่งบทร้องและทำนองขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ยังคงจังหวะหน้าทับของโทนไว้เช่นเดิม ส่วนเนื้อร้องใดที่นิยมก็จะร้องกันอยู่ได้นาน เพลงใดเนื้อร้องไม่เป็นที่นิยมก็จะไม่นำมาร้องเท่าใดนักและก็จะเป็นที่ลืมเลือนไปในที่สุด จากนั้นก็จะมีเนื้อเพลงใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนที่

              ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 - 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศไทย โดยใช้เส้นทางต่าง ๆ ในแผ่นดินไทยลำเรียงเสบียงอาหาร อาวุธและกำลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศสัมพันธมิตร ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี จอม พล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปราบปรามแน่ ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากการรุกรานของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศโดยเฉพาะในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย ข้าศึกมักจะเข้ามาโจมตีอย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่งสร้างความเสียหายทำลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น

               เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามา ข้าศึกจะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนจึงพักการรุกราน ประชาชนชาวไทย ได้รับความเดือนร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีการผ่อนคลายความตึงเคลียด ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้านที่ซบเซาไป กลับมาร้องรำทำเพลง นั้นก็คือ "การเล่นรำโทน" คำร้อง ทำนองและการแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่ายเน้นความสะดวกสบาย สนุกสนาน เช่นเดิม เพลงที่นิยมได้แก่ เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด ช่อมาลี ตามองตา ยวนยาเหล เป็นต้น

    ต่อมารัฐบาลได้เล็งเห็นศิลปะพื้นบ้านอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลายควรที่จะเชิดชูให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย เพราะหากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่าศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงาม ประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม จึงได้มอบให้ กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรำ (รำโทน) ขึ้นใหม่ให้มีระเบียบ แบบแผน มีความงดงามมากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนอง ตลอดจนเครื่องแต่งกาย

              เมื่อประมาณ พ.ศ. 2487 กรมศิลปากรได้แต่งบทร้องขึ้นมาใหม่ 4 บทคือ " เพลง งามแสงเดือน" "เพลงชาวไทย" "เพลงรำซิมารำ" "เพลงคืนเดือนหงาย" ต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้แต่งบทร้องขึ้นมาใหม่อีก 6 บท คือ " เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ" "เพลงดอกไม้ของชาติ" "เพลงหญิงไทยใจงาม" "เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า" "เพลงยอดชายในหาญ" "เพลงบูชานักรบ" ในด้านทำนองนั้นรับผิดชอบโดยกรมศิลปากรและกรมประชาสัมพันธ์ ส่วนท่ารำนั้นนาฏศิลปินอาวุโสของกรมศิลปากร คือ จมื่นมานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวตนันท์) และนางลมุล ยมะคุปต์ ร่วมกันคิดท่ารำขึ้นประกอบการรำโดยนำท่ารำมาจากการรำ "แม่บท" และต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเรียกการ "รำโทน" เป็น "รำวง" ตามลักษณะของการเล่น ซึ่งวิธีการเล่นนั้นจะเล่นรวมกันเป็นวง และเคลื่อนย้ายเวียนกันไปเป็นวงทวนเข็มนาฬิกา



              เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ชาวไทยก็ยังคงให้ความนิยมการเล่นรำวง สืบมาจนถึงปัจจุบัน และชาวต่างชาติก็นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในงานเต้นรำต่าง ๆ จนกระทั้งมีนักประพันธ์ผู้หนึ่งเป็นชาวอเมริกัน ที่ชื่อว่า Foubion Bowers ที่ได้มาพบเห็นศิลปะการรำวงของไทย และนำไปกล่าวไว้ในหนังสือ Theatre in the East ซึ่งมีสำเนียงการเรียก "รำวง" เพี้ยนไปบ้างเล็กน้อยเป็น "รำบอง" (Rombong) ( อมรา กล่ำเจริญ , 2531 : 111)

              แต่อย่างไรก็ดี วัตถุประสงค์ของกรมศิลปากร ในการปรับปรุงศิลปะการรำวงทั้งหมด 10 เพลง ก็เพื่อเป็นศิลปะการรำวงที่มีระเรียบแบบแผน ทั้งคำร้อง ทำนอง ท่ารำ ตลอดจนการแต่งกายให้เป็นแบบฉบับมาตรฐาน สะดวกในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทยและสืบสานต่อไป ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงเรียก "รำวง" ที่มีศิลปะเป็นแบบฉบับมาตรฐาน ว่า "รำวงมาตรฐาน" สืบมาจนถึงปัจจุบันนี้
  3. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    3
    guest
    เอวาจัง
    เอวาจัง 125.26.4.101
    ขอบคูรมากคะ
    สำหรับประวัติรำวงมาตราฐาน
  4. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    รำวงมาตราฐานคือ     รำวงมาตราฐาน
               วิวัฒนาการมาจากการรำโทนซึ่งเป็นการละเล่นพื้นเมืองของไทย ต่อมา ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ภรรยา
    จอมพลแปลก พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เห็นความสำคัญของศิลปไทย จึงได้แต่งเนื้อร้องมอบให้กรมศิลปากร บรรจุท่ารำไว้เป็น
    มาตราฐาน และได้วางแบบไว้ดังนี้
    1.    เพลง เป็นเพลงที่มีเนื้อร้องสุภาพ ใช้คำง่ายๆ มุ่งให้เห็นวัฒนธรรมของชาติ และความสามารถของนักรบไทย
    2.    ท่ารำ นำท่ารำต่างๆในนาฏศิลป์ไทย มาบรรจุไว้ มีท่ารำประจำไม่ปะปนกัน เช่น เพลงงามแสงเดือน ใช้ท่ารำสอดสร้อยมาลา
    ,ส่วนเพลงชาวไทย ใช้ท่ารำ ชักแป้งผัดหน้า ,เพลงรำซิมารำ ใช้ท่ารำส่าย ,เพลงคืนเดือนหงายใช้ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง ,เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ ใช้ท่าแขกเต้าเข้ารัง และผาลาเพียงไหล่ ,เพลงดอกไม้ของชาติ ใช้ท่ารำยั่ว ,เพลงหญิงไทยใจงาม ใช้ท่า
    พรหมสี่หน้า และยูงฟ้อนหาง , เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า ใช้ท่าช้างประสานงา และจันทร์ทรงกลด ,เพลงยอดชายใจหาญ
    ท่าหญิงใช้ท่าชะนีร่ายไม้ ท่าชายใช้ท่า จ่อเพลิงกาฬ ,เพลงบูชานักรบ หญิงใช้ท่า ขัดจางนาง(ล่อแก้ว) ชายใช้ท่า จันทร์ทรงกลด(ขอแก้ว)

         วิธีเล่น
    1.    เล่นแบบระบำหมู่ หญิงชายหลายๆคู่ ไม่ควรน้อยกว่า 5 คู่
    2.    ต้องให้มีความพร้อมเพรียงกัน ระยะระหว่างคู่ไม่ห่างหรือชิดจนเกินไป ระวังอย่างให้วงเบี้ยวหรือวงขาด
    3.    ก่อนเริ่มหญิงและชายทำความเคารพกัน ชายโค้งให้ผู้หญิง ซึ่งประนมมือไหว้ด้วยท่าทางสุภาพ
    4.    ก่อนรำแต่ละเพลงให้ดนตรีนำ 1 วรรค เพื่อการเตรียมจังหวะให้พร้อมกัน
    5.    การแต่งกาย ผู้หญิงแต่งแบบไทย ผู้ชายแต่งชุดสากลตามความนิยม
    กลับไปหน้าแรก

  5. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    รำวงมาตราฐาน

    วิวัฒนาการมาจากการรำโทนซึ่งเป็นการละเล่นพื้นเมืองของไทย ต่อมา ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ภรรยา
    จอมพลแปลก พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เห็นความสำคัญของศิลปไทย จึงได้แต่งเนื้อร้องมอบให้กรมศิลปากร บรรจุท่ารำไว้เป็น
    มาตราฐาน และได้วางแบบไว้ดังนี้

    เพลง เป็นเพลงที่มีเนื้อร้องสุภาพ ใช้คำง่ายๆ มุ่งให้เห็นวัฒนธรรมของชาติ และความสามารถของนักรบไทย
    ท่ารำ นำท่ารำต่างๆในนาฏศิลป์ไทย มาบรรจุไว้ มีท่ารำประจำไม่ปะปนกัน เช่น เพลงงามแสงเดือน ใช้ท่ารำสอดสร้อยมาลา
    ,ส่วนเพลงชาวไทย ใช้ท่ารำ ชักแป้งผัดหน้า ,เพลงรำซิมารำ ใช้ท่ารำส่าย ,เพลงคืนเดือนหงายใช้ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง ,เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ ใช้ท่าแขกเต้าเข้ารัง และผาลาเพียงไหล่ ,เพลงดอกไม้ของชาติ ใช้ท่ารำยั่ว ,เพลงหญิงไทยใจงาม ใช้ท่า
    พรหมสี่หน้า และยูงฟ้อนหาง , เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า ใช้ท่าช้างประสานงา และจันทร์ทรงกลด ,เพลงยอดชายใจหาญ
    ท่าหญิงใช้ท่าชะนีร่ายไม้ ท่าชายใช้ท่า จ่อเพลิงกาฬ ,เพลงบูชานักรบ หญิงใช้ท่า ขัดจางนาง(ล่อแก้ว) ชายใช้ท่า จันทร์ทรงกลด(ขอแก้ว)
  6. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    6
    guest
    สุกฤตา วิบูลย์วัชรา
    สุกฤตา วิบูลย์วัชรา 58.8.77.47
    ขอบคุนมั่กค่ะที่ ให้ข้อมูล แต่ว่าอยากได้รูปรำวงมาตราฐานด้วยอะ
  7. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้


    รำวงมาตรฐานเป็นการแสดงรำวงที่มาจากการรำโทน ซึ่งเป็นรำวงพื้นบ้านของไทยที่นิยม เล่นกันในเทศกาลต่างๆ ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
    ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2484 ถึง พ.ศ. 2488 ต้องการปลอบขวัญกำลังใจประชาชนจากความหวาดกลัวภัย ของสงคราม และเชิดชูศิลปะการแสดง รักษาแบบแผนนาฏศิลป์ไทย จึงมอบหมายให้กรมศิลปากร ปรับปรุงการรำโทนขึ้น ในปี พ.ศ. 2487 โดยมีการแต่งเนื้อเพลงเพิ่มเติมขึ้น 4 เพลง ได้แก่ เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลงรำซิมารำ เพลงคืนเดือนหงาย และให้ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม แต่งเพิ่มอีก 6 เพลง ได้แก่ เพลงดอกไม้ของชาติ เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงบูชา นักรบ เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ

    สำหรับเพลงดอกไม้ของชาติและเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ มีผู้ร่วมกันในการปรับปรุงทั้ง 2 เพลงนี้ ได้แก่ หมื่นมานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวตนันทน์) เป็นผู้ประพันธ์ทำนองเพลง นายมนตรี ตราโมท เป็นผู้ปรับทำนองเพลง หม่อมต่วน (ครูศุภลักษณ์ ภัทรนาวิก) ครูมัลลี คงประภัทร์ และครูลมุล ยมะคุปต์ เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำ การปรับปรุงรำโทนนั้น นอกจากจะมีการปรับปรุงทำนองเพลงและใช้เครื่องดนตรีบรรเลง ประกอบการขับร้องแล้ว ยังมีการปรับท่ารำวงให้งดงามถูกต้องตามแบบนาฏศิลป์ไทยอีกด้วย โดยนำ แม่ท่าในท่ารำแม่บทมากำหนดไว้เป็นแบบฉบับท่ารำมาตรฐาน และเปลี่ยนชื่อเรียกจากรำโทน เป็น รำวง ต่อมากรมศิลปากรได้เรียกการรำวงที่มีแบบแผนเดียวกันว่า รำวงมาตรฐาน

    ปล. หารูปหั้ยไม่ได้อะ ขอโทดทีนะ
  8. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    รำวงและรำโทน

            รำวงเป็นการละเล่นอย่างหนึ่งของชาวบ้าน ที่ร่วมกันเล่นเพื่อความสนุกสนานและเพื่อความสามัคคี นิยมเล่นกันในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๔๘๘ รำวงนั้นเดิมเรียกว่า "รำโทน" เพราะได้ใช้โทนเป็นเครื่องดนตรีตีประกอบจังหวะ โดยใช้โทนเป็นจังหวะหลัก มีกรับและฉิ่งเป็นเครื่องดนตรีประกอบ แต่ไม่มีเนื้อร้อง ผู้รำก็รำไปตามจังหวะโทน ลักษณะการรำก็ไม่มีกำหนดกฏเกณฑ์ เพียงแต่ย่ำเท้าให้ลงจังหวะโทน ต่อมามีผู้คิดทำนองและบทร้องประกอบจังหวะโทนขึ้น ต่อมารำโทนได้พัฒนาเป็น "รำวง" มีลักษณะคือ มีโต๊ะตั้งอยู่กลางวง ชาย-หญิงรำเป็นคู่ๆ ไปตามวงอย่างมีระเบียบ เรียกว่า "รำวงพื้นเมือง" เล่นได้ทุกงานเทศกาล ทุกฤดูกาล หรือจะเล่นกันเองเพื่อความสนุกสนาน

            ในช่วง พ.ศ. ๒๔๘๔ อยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นได้เจรจาขอตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพื่อเป็นทางผ่านสำหรับลำเลียงเสบียง อาวุธและกำลังพล เพื่อไปต่อสู้กับฝ่ายสัมพันธมิตร โดยยกพลขึ้นที่ ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔  จอมพล ป. พิบูลสงคารม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น จำเป็นต้องยอมให้ทหารญี่ปุ่นตั้งฐานทัพ มิฉะนั้นจะถูกฝ่ายอักษะซึ่งมีประเทศญี่ปุ่นรวมอยู่ด้วยนั้นปราบปราม  ประเทศไทยขณะนั้นจึงเป็นจึงเป็นเป้าหมายให้ฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตี ส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดทำลาย ทำให้ชีวิตผู้คน บ้านเรือน ทรัพย์สินเสียหายยับเยิน โดยเฉพาะที่ที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น ส่วนใหญ่แล้วฝ่ายพันธมิตรจะส่งเครื่องบินมารุกรานจุดยุทธศาสตร์ในเวลาคืนเดือนหงาย เพราะจะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย  ชาวไทยมีทั้งความหวาดกลัวและตึงเครียด จึงได้ชักชวนกันเล่นเพลงพื้นเมือง คือการรำโทน เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ที่ตึงเครียด ให้เพลิดเพลินสนุกสนานขึ้นบ้าง

            การรำโทนนั้นใช้ภาษาที่เรียบง่าย เนื้อร้องเป็นเชิงเย้าแหย่ หยอกล้อ เกี้ยวพาราสีกันระหว่างหนุ่มสาว ทำนองเพลง การร้อง ท่ารำ การแต่งกายก็เรียบง่าย มุ่งความสนุกสนาน พอผ่อนคลายความทุกข์ไปได้บ้างเท่านั้น จอมพล ป. พิบูลสงครามเกรงว่าชาวต่างชาติที่ได้พบเห็นจะเข้าใจว่า ศิลปะการฟ้อนรำของไทยมิได้ประณีตงดงาม ท่านจึงได้ให้มีการพัฒนาการรำโทนขึ้นอย่างมีแบบแผน ประณีตงดงาม ทั้งท่ารำ คำร้อง ทำนองเพลง และเครื่องดนตรีที่ใช้ตลอดจนการแต่งกาย จึงเรียกกันว่า "รำวงมาตรฐาน" เพื่อจะได้เป็นแบบอย่างต่อไป

  9. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    รำวงมาตรฐาน วิวัฒนาการมาจากการรำโทน เป็นการละเล่นพื้นเมืองของไทย ต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้แต่งเนื้อร้องและมอบให้กรมศิลปากรบรรจุท่ารำไว้เป็นมาตรฐาน เป็นเพลงที่มีเนื้อร้องสุภาพ ใช้คำง่าย ทำนองเพลงง่าย มุ่งให้เห็นวัฒนธรรมของชาติเป็นส่วนใหญ่ การแสดงจะใช้ผู้แสดงหญิงชายไม่น้อยกว่า ๕ คู่

    ท่ารำ  
            คุณครูศุภลักษณ์ ภัทรนาวิก คุณครูมัลลี คงประภัศร์ และคุณครูลมุล ยมะคุปต์ ได้ร่วมกันประดิษฐ์ท่ารำขึ้น ทั้งหมด ๑๔ แม่ท่า เป็นชื่อท่ารำที่อยู่ในรำแม่บท มีทั้งหมด ๑๐ เพลง ได้แก่ เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลง รำซิมารำ เพลงคืนเดือนหงาย เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และเพลงบูชานักรบ
    คำร้อง
            จมื่นมานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร ได้ประพันธ์ขึ้น ๔ เพลง คือ เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลง รำซิมารำ เพลงคืนเดือนหงาย
            คุณหญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้ประพันธ์คำร้องไว้ ๖ เพลง คือ เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และเพลงบูชานักรบ
    ทำนอง
            อาจารย์มนตรี ตราโมท ผู้วชาญดนตรีไทย กรมศิลปากร ได้แต่งทำนองไว้ ๖ เพลง คือ เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลง รำซิมารำ เพลงคืนเดือนหงาย เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ
            ครูเอื้อ สุนทรสนาน หัวหน้าวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ แต่งทำนองไว้ ๔ เพลง คือ เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และเพลงบูชานักรบ
    เครื่องดนตรี
            เดิมนั้น รำโทนมีเครื่องดนตรีประกอบ คือ ฉิ่ง กรับ ฉาบ และโทน เมื่อมีการพัฒนาการรำขึ้น จึงได้พัฒนาเครื่องดนตรีที่ใช้ด้วย โดยใช้วงดนตรีสากลบรรเลง
    การแต่งกาย
            มิได้กำหนดเฉพาะเจาะจงว่าต้องแต่งชุดไทยอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน แต่สามารถแต่งได้หลายอย่าง เช่น แต่งชุดไทยจักรี ชุดไทยสมัย ร.๖ ชุดไทยแบบชาวบ้านคือห่มสไบ นุ่งโจงกระเบน หรือชุดไทยสมัยใดก็ได้ ขอให้เป็นแบบไทย ขอให้ดูสุภาพ งดงาม  ชายก็แต่งได้ทั้งชุดไทยแบบชาวบ้าน คือ นุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อคอพวงมาลัย แขนสั้น ผ้าคาดเอว หรือชุดไทยเสื้อพระราชทาน กางเกงขายาว ชุดราชปะแตน หรือชุดสากลใส่เสื้อสูท ผูกเนคไทก็ได้
  10. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    รำวงมาตรฐานมีวิวัฒนาการมาจากการรำโทน ซึ่งเป็นการละเล่นพื้นบ้านของไทยในบางท้องถิ่นที่นิยมเล่นกันในฤดูเทศกาลต่างๆ เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบในการเล่นฟ้อนรำก็คือ ฉิ่ง กรับ และโทน แต่เนื่องจากการฟ้อนรำชนิดนี้ใช้โทนตีเป็นจังหวะหลัก  จึงเรียกการฟ้อนชนิดนี้ว่า "รำโทน"
            รำโทน นิยมเล่นกันในฤดูต่างๆ เฉพาะท้องถิ่นในบางจังหวัด ต่อมาได้มีผู้นำไปเล่นในท้องถิ่นอื่นๆ อย่างกว้างขวาง และมิได้เล่นแต่เฉพาะเทศกาลเท่านั้น แต่ยังนำไปเล่นในทุกโอกาสที่มีงานรื่นเริง บทร้องส่วนใหญ่มีความหมายหยอกเย้า ชมโฉม รำพันรักหนุ่มสาว และบทลาจากกัน บทร้องไม่ค่อยพิถีพิถัน ในเรื่องถ้อยคำและสัมผัสมากนัก การรำจะยึดจังหวะเป็นจังหวะยืดตีตามจังหวะหน้าทับ ''ป๊ะ โท่น ป๊ะ โท่น ป๊ะ โท่น โท่น'' หญิงชายที่จะร่วมสนุกก็จะมาล้อมวงปรบมือเป็นจังหวะชวนกันรำตามจังหวะโทนเป็นคู่ๆ เดินรำตามวง ต่อมาได้มีผู้คิดทำนองบทร้องประกอบจังหวะโทน เพลงรำโทนเพลงแรกคือ ''เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด''
           ต่อมาระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ.2484-2488 ประชาชนนิยมรำโทนกันมาก ประกอบกับในช่วงสงครามนั้น เป็นระยะที่ญี่ปุ่นยกกองทัพผ่านประเทศไทยมีการโจมตีทางอากาศอยู่เสมอ จอมพลป.พิบูลสงคราม ซึ่งเป็ฯนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นต้องการปลอบขวัญประชาชนจากความกลัวถัยสงคราม และเห็นสมควรที่จะเชิดชูศิลปะการละเล่นพื้นบ้านแบบนี้ให้เป็นระเบียบแผนอันดีงามตามแบบนาฏศิลป์ไทย จึงได้มอบหมายให้กรมศิลปากรพิจารณาปรับปรุงการเล่นรำโทนขึ้นเมื่อ พ.ศ.2487  กรมศิลปากรจึงประพันธ์เนื้อร้องและทำนองขึ้นใหม่ 4เพลง คือ เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลงรำซิมารำ และเพลงคืนเดือนหงาย พร้อมทั้งปรับปรุงดนตรีเป็นวงปี่พาทย์ หรือวงดนตรีสากลบรรเลงประกอบ ส่วนท่ารำได้กำหนดท่าแบบมาตรฐานมีท่ารำเฉพาะเพลงแต่ละเพลง ใช้การเดินย่ำเท้า ต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ประพันธ์เพิ่มอีก 6เพลง คือ เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และเพลงบูชานักรบ โดยปรับปรุงทำนองเพลงและใช้เครื่องดนตรีเข้ามาบรรเลงประกอบการขับร้องจัดท่ารำวงให้งดงามถูกต้องตามแบบนาฏศิลป์ไทย โดยใช้ท่ารำแม่บทมากำหนดไว้เป็นแบบฉบับท่ารำวงมาตรฐาน ตลอดจนเปลี่ยนชื่อรำโทนเป็นรำวง ต่อมากรมศิลปากรได้เรียกการรำวงที่มีแบบแผนเดียวกันนี้ว่า "รำวงมาตรฐาน"
  11. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    สวัสดีเช้าโลก
  12. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    รำวงมาตรฐาน ในปัจจุบันนี้เป็นศิลปะแห่งการรำวงที่งดงาม ซึ่งในสมัยก่อนยังมิได้มีคำว่า “มาตรฐาน” จะเรียกกันเพียงว่า “รำวง” เท่านั้น การรำวงนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งของชาวไทย ที่บ่งบอกถึงความสนุกสนาน จะเล่นกันในบางท้องถิ่นและบางเทศกาลของแต่ละจังหวัดเท่านั้น รำวงนั้นสืบเนื่องมาจากการรำโทนหรืออาจพูดได้ว่า “รำวง” เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “รำโทน” ซึ่งในสมัยก่อนเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการรำโทนก็มี ฉิ่ง ฉาบ และโทน ใช้ตีประกอบจังหวะ โดยการฟ้อนรำจะมีเสียงโทนเป็นเสียงหลักตีตามจังหวะหน้าทับ จึงเรียกการฟ้อนรำชนิดนี้ว่า “รำโทน” ในด้านของบทร้องจะเป็นบทร้องที่มีภาษาเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องถ้อยคำและสัมผัสวรรคตอนแต่อย่างใด เนื้อหาของเพลงจะออกมาในลักษณะกระเซ้าเย้าแหย่ การหยอกล้อของหนุ่มสาว เชิญชวน ตลอดจนการชมโฉมความงามของหญิงสาว เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสนุกสนานในการเล่น ในเรื่องของการแต่งกายก็เน้นเพียงความสะดวกสบายของชาวบ้านเอง ไม่ได้ประณีตแต่อย่างใด
           เมื่อประมาณ พ.ศ. 2483 ชาวบ้านนิยมเล่นรำโทนอย่างแพร่หลาย ศิลปะชนิดนี้จึงมีอยู่ตามท้องถิ่นและพบเห็นได้ตามเทศกาลต่างๆ มากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากนี้เอง จึงได้มีผู้คิดแต่งบทร้องและทำนองเพลงขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ยังคงจังหวะหน้าทับของโทนไว้เช่นเดิม บทร้องและทำนองแปลกๆ ที่มีเกิดขึ้นมาใหม่โดยปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้จึงเป็นบทเพลงที่ขาดการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ไม่ปรากฏว่า ใครเป็นผู้แต่งบทร้องและทำนอง
           ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 – 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่ ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศไทย โดยใช้เส้นทางต่างๆ ในแผ่นดินไทยลำเลียงเสบียงอาหาร อาวุธและกำลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศสัมพันธมิตร อังกฤษ อเมริกา ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี จอมพล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปราบปรามแน่ ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากการรุกรานของฝ่ายพันธมิตร ที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศ โดยเฉพาะในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย ข้าศึกมักจะเข้ามาโจมตีอย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่งสร้างความเสียหายทำลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น
           เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามา ข้าศึกจะมองเห็นจุดยุทะศาสตร์ไม่ชัดเจนจึงพักการรุกราน ประชาชนชาวไทยได้รับความเดือดร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีผ่อนคลายความตึงเครียด ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้านที่ซบเซาไป กลับมาร้องรำทำเพลง นั่นก็คือ “การำโทน” คำร้อง ทำนอง และการแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่าย สนุกสนานเช่นเดิม เพลงที่นิยมได้แก่เพลง ใกล้เข้าไปอีกนิด ช่อมาลี ตามองตา ยวนยาเหล เป็นต้น ต่อมา จอมพล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม ได้เล็งเห็นศิลปะอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลาย หากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่า ศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงามประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม ท่านจึงได้มอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรำ “รำโทน” ขึ้นใหม่ ให้มีระเบียบแบบแผน ให้มีความประณีตงดงามมากขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนอง ตลอดจนเรื่องการแต่งกาย
           เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2487 กรมศิลปากรได้ประพันธ์บทร้องขึ้นใหม่ 4 เพลง คือ งามแสงเดือน ชาวไทย รำซิมารำ คืนเดือนหงาย และได้กำหนดวิธีการเล่น ตลอดจนท่ารำและการแต่งกายให้มีความเรียบร้อยสวยงามอย่างศิลปะของไทย วิธีการเล่นนั้นจะเล่นรวมกันเป็นวง และเคลื่อนย้ายเวียนกันไปเป็นวงทวนเข็มนาฬิกา และด้วยเหตุนี้เองจึงเปลี่ยนชื่อ “รำโทน” เสียใหม่มาเป็น “รำวง” ต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้ประพันธ์เนื้อร้องขึ้นมาใหม่อีก 6 เพลง คือ ดวงจันทร์วันเพ็ญ ดอกไม้ของชาติ หญิงไทยใจงาม ดวงจันทร์ขวัญฟ้า ยอดชายใจหาญ บูชานักรบ ในด้านทำนองนั้นรับผิดชอบโดยกรมศิลปากรและกรมประชาสัมพันธ์ ส่วนท่ารำรับผิดชอบโดยกรมศิลปากร
           เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ชาวไทยก็ยังคงให้ความนิยมการเล่นรำวง สืบมาจนถึงปัจจุบัน และชาวต่างชาติก็นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในงานเต้นรำต่างๆ จนกระทั่งมีนักประพันธ์ผู้หนึ่งเป็นชาวอเมริกัน ที่ชื่อว่า Foubion Bowers ที่ได้มาพบเห็นศิลปะการรำวงของไทย และนำไปกล่าวไว้ในหนังสือ Theatre in the East ซึ่งมีสำเนียงการเรียก “รำวง” เพี้ยนไปบ้างเล็กน้อยเป็น “รำบอง” (Rombong) (อรา กล่ำเจริญ ,2531 : 111)
           แต่อย่างไรก็ดี วัตถุประสงค์ของกรมศิลปากร ในการปรับปรุงศิลปะการรำวงทั้งหมด 10 เพลงนี้เพื่อเป็นศิลปะการรำวงที่มีระเบียบแบบแผน ทั้งคำร้อง ทำนอง ท่ารำ ตลอดจนการแต่งกาย ให้เป็นแบบฉบับมาตรฐาน สะดวกในการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมของไทยและสืบสานต่อไป ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงเรียก รำวงที่มีศิลปะเป็นแบบฉบับมาตรฐาน ว่า “รำวงมาตรฐาน” สืบมาจนถึงปัจจุบันนี้      
  13. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ช่วยดะเยอะเรยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยคะ
  14. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    รำวงมี10เพลงได้เเก่
    1งามเเสงเดือน
    2ชาวไทย
    3รำมาซิมารำ
    4ยามกลางคืนเดือนหงาย
    5ดวงจันทร์วันเพ็ญ
    6ดอกไม้ของชาติ
    7เพลงหญิงไทยใจงาม
    8เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า
    9ยอดชายใจหาญ
    10บูชานักรบ
    ถุกป่ะ5
  15. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    15
    guest
    หูนน้อยผู้น่าสงสารจะติด 0
    หูนน้อยผู้น่าสงสารจะติด 0 203.113.46.4
    อยากได้ท่ารำแม่บทจังเลยค่ะจะนำไปทำรายงานบอกหน่อยนะค่ะ
  16. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    บ่อมีฮูปก๊ะ
  17. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ขอบกุนกาบบบบ ช่วยเยอะจิงๆ
  18. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อยากได้ข้อความประวัติของจริงค่ะ110
  19. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ขอบคุณสำหรับเนื้อหามากค่ะเพราะหนูจะได้ทำรายงานสำเร็จสักทีขอบคุณค่ะ1
  20. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    20
    guest
    นุ๊กดีจร้า
    นุ๊กดีจร้า 118.173.131.186
    ขอบคุณน่ะตัวเองที่ทำหัยเราดั้ยรู้เยอะแยะเรย3
  21. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    คนเดิม สัส
  22. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ช่วยบอกโอกาศที่จะมีการรำวงมาตราฐานให้หน่อยได้ค้า7
  23. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ช่วยบอกรำวงเฉยๆหน่อยได้ไหมค่ะ
    ว่าเป็นอย่างไรและมีกี่เพลง
    ยังทำการบ้านไม่เส็จเลย   จะทันส่งไหมเนี้ย
    101
  24. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ไม่มีรูปท่าเลยเหรอครับ
  25. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

  26. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ลานะ
  27. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ไม่มีข้อมูลไม่ได้ทามการบ้านเลยของครู..........................
  28. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ขอบใจเน้อ~เเบบว่าทำรายงานส่งครุในเมล์อ่ะ  อิๆๆๆ
  29. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

  30. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อยากได้การเเต่งกายของรําวงมาตราฐานคร้า
  31. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    Thank You~!!!>-<
    ต้องหาข้อมูลพอดี ใจจ้า อิิอิ
  32. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    33
    guest
    ทำงานส่งอาจานก่องนะ
    ทำงานส่งอาจานก่องนะ 125.24.89.232
    จัยมากค่ะ ต้องทำงานส่งจานวันพุ่งนี้แย้ว
    ขอบคุนอีกคั้งนะคร๊
  33. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    รำวงมาตรฐาน ในปัจจุบันนี้เป็นศิลปะแห่งการรำวงที่งดงาม ซึ่งในสมัยก่อนยังมิได้มีคำว่า "มาตรฐาน" จะเรียกกันเพียงว่า "รำวง" เท่านั้น การรำวงนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งที่บ่อบอกถึงความสนุกสนาน การเล่นรำวงนั้นสืบเนื่องมาจากการเล่นรำโทน นั้นเพราะในสมัยก่อนเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ประกอบจังหวะก็คือ โทน ฉิ่ง และกรับ โดยจังหวะการฟ้อนรำจะมีเสียงโทนเป็นเสียงหลักตีตามจังหวะหน้าทับ จึงเรียกกันว่า "รำโทน" ในด้านของบทร้องจะเป็นบทร้องที่มีภาษาเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องถ้อยคำและสัมผัสวรรคตอนแต่อย่างใด ตามลักษณะของเพลงพื้นบ้าน เนื้อหาของเพลงจะออกมาในลักษณะกระเซ้าเย้าแหย่ การเกี้ยวพาราสีหยอกล้อของหนุ่มสาว การเชิญชวน ตลอดจนการชมโฉมความงามของหญิงสาว เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสนุกสนานในการเล่น ในเรื่องของเครื่องแต่งกายในสมัยก่อนก็ไม่เน้นถึงความพิถีพิถันมากนัก เน้นเพียงความสะดวกสบายของชาวบ้านเอง ไม่ได้ประณีตแต่อย่างใด

                เมื่อประมาณ พ.ศ. 2488 ชาวบ้านนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุความนิยม
    เป็นอย่างมากนี้เองจึงได้มีผู้คิดแต่งบทร้องและทำนองขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ยังคงจังหวะหน้าทับของโทนไว้เช่นเดิม ส่วนเนื้อร้องใดที่นิยมก็จะร้องกันอยู่ได้นาน เพลงใดเนื้อร้องไม่เป็นที่นิยมก็จะไม่นำมาร้องเท่าใดนักและก็จะเป็นที่ลืมเลือนไปในที่สุด จากนั้นก็จะมีเนื้อเพลงใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนที่

                     ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 - 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศไทย โดยใช้เส้นทางต่าง ๆ ในแผ่นดินไทยลำเรียงเสบียงอาหาร อาวุธและกำลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศสัมพันธมิตร ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี จอม พล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปราบปรามแน่ ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากการรุกรานของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศโดยเฉพาะในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย ข้าศึกมักจะเข้ามาโจมตีอย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่งสร้างความเสียหายทำลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น

                 เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามา ข้าศึกจะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนจึงพักการรุกราน ประชาชนชาวไทย ได้รับความเดือนร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีการผ่อนคลายความตึงเคลียด ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้านที่ซบเซาไป กลับมาร้องรำทำเพลง นั้นก็คือ "การเล่นรำโทน" คำร้อง ทำนองและการแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่ายเน้นความสะดวกสบาย สนุกสนาน เช่นเดิม เพลงที่นิยมได้แก่ เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด ช่อมาลี ตามองตา ยวนยาเหล เป็นต้น

                   ต่อมารัฐบาลได้เล็งเห็นศิลปะพื้นบ้านอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลายควรที่จะเชิดชูให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย เพราะหากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่าศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงาม ประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม จึงได้มอบให้ กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรำ (รำโทน) ขึ้นใหม่ให้มีระเบียบ แบบแผน มีความงดงามมากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนอง ตลอดจน

    เพลงของรำวงมาตรฐาน

    1. เพลงงามแสงเดือน(ท่าสอดสร้อยมาลา)
    2. เพลงชาวไทย(ท่าชักแป้งผัดหน้า)
    3. เพลงรำมาซิมารำ(ท่ารำส่าย)
    4. เพลงคืนเดือนหงาย(ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง)
    5. เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ(ท่าแขกเต้าเข้ารัง และท่าผาลงเพียงไหล่)
    6. เพลงดอกไม้ของชาติ(ท่ารำยั่ว)
    7. เพลงหญิงไทยใจงาม(ท่าพรหมสี่หน้า และนกยูงฟ้อนหาง)
    8. เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า(หญิงท่าช้างประสานงา ชายท่าจันทร์ทรงกลด)
    9. เพลงยอดชายใจหาญ(หญิงชะนีร่ายไม้ ชายท่าจ่อเพลิงกาล)
    10. เพลงบูชานักรบ(เที่ยวที่ 1หญิงท่าขัดจางนาง ชายท่าจันทร์ทรงกลด)
    (เที่ยวที่ 2หญิงท่าล่อแก้ว ท่าขอแก้ว)






    1เพลงงามแสงเดือน

    งามแสงเดือนมาเยือนส่องหล้า งามใบหน้าเมื่อยู่วงรำ (ซ้ำ)

    เราเล่นเพื่อสนุก เปลื้องทุกข์วายระกำ

    ขอให้เล่นฟ้อนรำ เพื่อสามัคคีเอย



    2เพลงชาวไทย

    ชาวไทยเจ้าเอย ขออย่าละเลยในการทำหน้าที่

    การที่เราได้เล่นสนุก เปลื้องทุกข์สบายอย่างนี้

    เพราะชาติเราได้เสรี มีเอกราชสมบูรณ์

    เราจึงควรช่วยชูชาติ ให้เก่งกาจเจิดจำรูญ

    เพื่อความสุขเพิ่มพูน ของชาวไทยเราเอย



    3เพลงรำซิมารำ

    รำมาซิมารำ เริงระบำกันให้สนุก

    ยามงานเราทำงานจริงๆ ไม่ละไม่ทิ้งจะเกิดเข็ญขุก

    ถึงยามว่างเราจึงรำเล่น ตามเชิงเช่นเพื่อให้สร่างทุกข์

    ตามเยี่ยงอย่างตามยุค เล่นสนุกอย่างวัฒนธรรม

    เล่นอะไรให้มีระเบียบ ให้งามให้เรียบจึงจะคมขำ

    มาซิมาเจ้าเอ๋ยมาฟ้อนรำ มาเล่นระบำของไทยเราเอย



    4เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ

    ดวงจันทร์วันเพ็ญ ลอยเด่นอยู่ในนภา

    ทรงกลดสดสี รัศมีทอแสงงามตา

    แสงจันทร์อร่าม ฉายงามส่องฟ้า

    ไม่งามเท่าหน้า นวลน้องยองใย

    งามเอยแสนงาม งามจริงยอดหญิงชาติไทย

    งามวงพักตร์ยิ่งดวงจันทรา จริตกิริยานิ่มนวลละไม

    วาจากังวาน อ่อนหวานจับใจ

    รูปทรงสมส่วน ยั่วยวนหทัย

    สมเป็นดอกไม้ ขวัญใจชาติเอย



    5เพลงคืนเดือนหงาย

    ยามกลางคืนเดือนหงาย เย็นพระพรายโบกพริ้วปลิวมา

    เย็นอะไรก็ไม่เย็นจิต เท่าเย็นผูกมิตรไม่เบื่อระอา

    เย็นร่มธงไทยปกไปทั่วหล้า เย็นยิ่งน้ำฟ้ามาประพรมเอย



    6เพลงดอกไม้ของชาติ

    สร้อย) ขวัญใจดอกไม้ของชาติ งามวิลาศนวยนาดร่ายรำ (ซ้ำ)

    เอวองค์อ่อนงาม ตามแบบนาฎศิลป์

    ชี้ชาติไทยเนาว์ถิ่น เจริญวัฒนธรรม

    (สร้อย)

    งานทุกสิ่งสามารถ สร้างชาติช่วยชาย

    ดำเนินตามนโยบาย สู้ทนเหนื่อยยากตรากตรำ

    (สร้อย)



    7เพลงหญิงไทยใจงาม

    เดือนพราว ดาวแวววาวระยับ

    แสงดาวประดับ ส่องให้เดือนงามเด่น

    ดวงหน้า โสภาเพียงเดือนเพ็ญ

    คุณความดีที่เห็น เสริมให้เด่นเลิศงาม

    ขวัญใจ หญิงไทยส่องศรีชาติ

    รูปงามพิลาศ ใจกล้ากาจเรือนงาม

    เกียรติยศ ก้องปรากฎทั่วคาม

    หญิงไทยใจงาม ยิ่งเดือนดาวพราวแพรว



    8เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า

    ดวงจันทร์ขวัญฟ้า ชื่นชีวาขวัญพี่

    จันทร์ประจำราตรี แต่ขวัญพี่ประจำใจ

    ที่เทิดทูนคือชาติ เอกราชอธิปไตย

    ถนอมแนบสนิทใน คือขวัญใจพี่เอย



    9เพลงยอดชายใจหาญ

    โอ้ยอดชายใจหาญ ขอสมานไมตรี

    น้องขอร่วมชีวี กอปกรณีย์กิจชาติ

    แม้สุดยากลำเค็ญ ไม่ขอเว้นเดินตาม

    น้องจักสู้พยายาม



    10เพลงบูชานักรบ

    น้องรัก รักบูชาพี่ ที่มั่นคง ที่มั่นคงกล้าหาญ

    เป็นนักสู้เชี่ยวชาญ สมศักดิ์ชาตินักรบ

    น้องรัก รักบูชาพี่ ที่มานะ ที่มานะอดทน

    หนักแสนหนักพี่ผจญ เกียรติพี่ขจรจบ

    น้องรัก รักบูชาพี่ ที่ขยัน ที่ขยันกิจการ

    บากบั่นสร้างหลักฐาน ทำทุกด้าน ทำทุกด้านครันครบ

    น้องรัก รักบูชาพี่ ที่รักชาติ ที่รักชาติยิ่งชีวิต

    เลือดและเนื้อพี่พลีอุทิศ ชาติคงอยู่ คงอยู่คู่พิภพ

  34. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    35
    guest
    ครน.(คนรักนาฏฯ)
    ครน.(คนรักนาฏฯ) 113.53.160.26
    ขอบคุณค่าาา
    แต่ถ้าจะให้ดี...
    กรุณาบอกว่าการแต่งกายมีกี่ประเภทด้วยนะคะ
    แบบว่ากำลังหาอยู่น่ะคะ
  35. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้