เรื่องจริงของคนที่.......ท่องแดนนรก

ความคิดเห็น

14

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
5

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ





เด็กหญิงลัดดา อินทรวิจิตร อายุย่าง ๑๔ ปี อยู่กับคุณปู่คุณย่าของเธอ ที่บ้านเลขที่ ๓๔ ตรอกพระยาไม้ ติดกับวัดหลวงตา มาตั้งแต่อายุ ๖-๗ ขวบ ตามปกติคุณย่าของเธอ (นางวงษ์ จูงใจ) เป็นคนใจบุญ ทำบุญใส่บาตรเป็นประจำในตอนเช้า ตอนเพลก็จัดปรุงอาหารถวายพระตามกุฏิต่างๆ โดยให้เด็กหญิงลัดดาผู้นี้บ้าง คนในบ้านบ้าง ตนเองบ้าง นำไปถวาย


และมิเพียงแต่พระเจ้าพระสงฆ์เท่านั้น ยังเผื่อแผ่ไปถึงสัตว์นานาชนิด เช่น แมว สุนัข ไก่ นก (กระจอก) กา ทั้งในบ้านและที่วัด โดยเฉพาะรอบกุฏิของหลวงตา แมว สุนัข และนกกระจอกอุดมสมบูรณ์ ผู้มีหน้าที่นำมาเลี้ยงก็คือเด็กหญิงลัดดาผู้นี้ พระเณรมักจะสัพยอกเธอ โดยตั้งสมญาว่า “เทพีข้าวแมว” บ้าง “กี๋” บ้าง ซึ่งเธอก็ไม่เคยโกรธ


นอกจากนี้ยังปรากฏว่าคุณย่ามีความเข้มงวดกวดขันในเรื่องจรรยามารยาทของเธอมาก อบรมให้นอบน้อมพระเจ้าพระสงฆ์ และผู้หลักผู้ใหญ่ ขยันขันแข็งในกิจบ้านการครัวอย่างเกือบจะผิดวิสัยเด็ก ต้องตื่นแต่เช้ามืดเข้าครัวหุงต้มและรีบไปจ่ายตลาด เพื่อกลับมาจัดปรุงอาหารให้ทันใส่บาตรพระ


เสร็จจากงานครัวและใส่บาตรแล้วก็นำหนังสือพิมพ์ ไปถวายให้พระเณรในวัดได้อ่าน หลายกุฏิ ขุนสุนัข เลี้ยงแมว เอาข้าวสารไปหว่านโปรยเลี้ยงนก ตามที่ต่างๆ จากนั้นก็ประกอบงานอาชีพโดย คุณย่าได้จัดปรับปรุงในด้านติดถนนเป็นบริการเสริมสวย และฝึกปรือเธอให้รู้จักศิลปะเสริมความงาม เมื่อคิดถึงอายุของเธอแล้ว ก็นับว่ามีฝีมือน่าชมทีเดียว ลูกค้าของเธอมากเหมือนกัน


มาเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๑๐ เช้ามืดเธอนอนไม่ตื่น ถึงคุณย่าจะปลุกด้วยวิธีรุนแรงเธอก็นอนเงียบ คุณย่าแปลกใจเพราะปกติเด็กหญิงลัดดาไม่เคยดื้อและเกรงกลัวอยู่ เมื่อสัมผัสถูกต้องเนื้อตัวดู เย็นชืด เมื่ออุ้ม ก็อ่อนปวกเปียก คุณย่าตกใจ จึงปลุกสามี (ส.ต.อ. ผาด จูงใจ) ให้ลุกขึ้น แล้วก็ช่วยกันแก้ไข ปฐมพยาบาล คลำชีพจรไม่เต้น เอาสำลีรอจมูก ไม่มีลมผ่าน, ตกลงนำส่งโรงพยาบาลศิริราช เมื่อแพทย์รับไว้และทำการแก้ไขพยาบาล ส.ต.อ.ผาด กับเพื่อนคนหนึ่งก็อยู่เฝ้าไข้หลานจนเวลาผ่านไปประมาณ ๙.๓๐ น. จึงพื้น


อาการแรกที่เธอฟื้น เธอได้ร้องว่า “หนูกลัวแล้ว อย่าทำหนูเลย” สองสามครั้ง มีอาการตัวสั่นหวาดกลัว ส.ต.อ.ผาด เห็นดังนั้นจึงพูดปลอบ “ปู่อยู่กับหนูที่นี่ หนูไม่ต้องกลัวอะไร.....” เธอหยุดร้อง ลืมตาแล้วก็หลับไป หายใจเหนื่อยหอบตัวสั่นเทา คุณปู่จึงถามหลานว่า “หนูกลัวอะไรหรือ ? ที่นี่ไม่มีใครมาทำอะไรหนูได้หรอก” เธอพูดทั้งๆ ยังหอบว่า “หนูเห็นคนรูปร่างใหญ่โต ถือไม้กระบอง หัวมีเขาสองเขาและอีก ๔-๕ คน หัวโพกผ้าแดงเข้ามาทางหน้าต่าง เข้ามาบีบคอหนู แล้วอุ้มหนูไป หนูเรียกให้ปู่ช่วย ปู่ก็ไม่ช่วย”


เนื่องจากหลานยังเหนื่อยและตื่นเต้น คุณปู่จึงยังไม่รบกวนซักถามอีก ปล่อยให้นอนพักผ่อน และแพทย์ได้ให้น้ำเกลือในเวลาต่อมา ปล่อยให้นอนพักผ่อน และแพทย์ได้ให้น้ำเกลือในเวลาต่อมา จนเวลาล่วงไปถึงประมาณ ๑๕.๐๐ น. จึงตรวจอาการอีกครั้ง เห็นว่าปลอดภัยจึงอนุญาตให้นำกลับบ้านได้ เมื่อถึงบ้าน มีอาการหิว รับประทานอาหารแล้วก็หลับไปพักใหญ่ ครั้นตื่นขึ้น คุณปู่คุณย่าจึงช่วยกันสอบถามความทรงจำอันประหลาดของเธอ


ต่อไปนี้ จะได้เรียบเรียงเรื่องราวในความจำของเธอโดยอาศัยบันทึกของ ส.ต.อ.ผาด จูงใจ คุณปู่ของเธอและหลวงตา ได้สอบถามเธอด้วยตนเองบ้าง ขอเรียบเรียงแต่ย่อๆ เท่าที่หน้ากระดาษจำกัด



เมื่อเธอถูกอุ้มออกทางหน้าต่างไปแล้วถูกบังคับให้เดินไปในที่ที่ไม่เคยผ่าน เธอเห็นต้นไม้ประหลาดขึ้นอยู่มากมายเป็นป่าพืดไปทีเดียว ต้นไม้นั้นมันมีหนามแหลมคมเต็มไปหมด มีคนทั้งผู้หญิงผู้ชาย ล้วนแต่เปลือยกายพากันปีนป่ายขึ้นไป ถูกหนามแทงเลือดโซมกาย คนไหนกลัวเจ็บไม่ยอมขึ้น ก็มีคนข้างล่างคอยเอาหอกแทงกัน ต้องปีนขึ้นไปให้หนามเกี่ยวแทงเจ็บปวดร้องลั่น พอขึ้นไปสูงๆ ก็มีนกตัวใหญ่ ปากเป็นเหล็กบินมาจิกฉีกเนื้อออกเป็นชิ้นๆ


เธอทนดูไม่ต้องต้องหลับตาเพราะเสียวสยอง เดินต่อไป ลืมตาขึ้นอีกครั้ง พบผู้ชายผู้หญิงหลายคนถูกมัดยืนอยู่ บนหัวมีกงจักรพัด คมจักรบาดหัวกระจุยกระจาย เลือดเนื้อสาดกระเซ็นเป็นวง เธอแข็งใจถามเขาว่าทำไมเป็นอย่างนี้ เขาบอกเธอว่า เมื่อเป็นมนุษย์อยู่ เขาเนรคุณทารุณพ่อแม่อย่างสาหัส


จากนั้นก็ถึงศาลาหลังหนึ่งมีผู้หญิงแก้ผ้าอยู่บนนั้น กำลังใช้มือที่กำผ้าทุบอกตัวเอง แล้วก็ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด เธอถามว่าทุบอกทำไม ? นางบอกว่าเมื่อเป็นคน นางทารุณเฆี่ยนตีลูกตนเองและลูกเลี้ยงด้วยความเกลียดชัง


ต่อไปก็พบ ปู่ของเธอเอง (มิใช่ ส.ต.อ.ผาด) ถูกมัดไว้ไม่มีผ้านุ่ง มีน้ำเลือดน้ำเหลืองไหลเฟะเยิ้มทั้งตัว ปู่บอกเธอว่าเมื่อยังมีชีวิตอยู่ได้เบียดเบียนรังแกทั้งคนและสัตว์ไว้มาก “หนูช่วยปู่ด้วย” แต่เธอช่วยปู่ไม่ได้ ถูกบังคับให้ผ่านปู่ไป ได้พบ เจ็กขายปลาที่ตลาดนกกระจอก (ตลาดสดข้างบ้าน) เธอจำได้เห็นกำลังถูกมัดให้นอนอยู่ มีหัวถูกผ่าออกเป็นสองซีก ผอมมีแต่หนังหุ้มกระดูก


ได้พบกระทะใบใหญ่มีน้ำเดือดพล่าน และมีหัวกะโหลกต้มเคี่ยวแต่ไม่มีไฟ มีคนถูกเฆี่ยนตีอยู่หลายคนเสียงร้องน่าหวาดเสียวขนลุกขนพอง พอพ้นจากภาพอันน่าหวาดเสียวไปแล้ว ก็ถึงที่แห่งหนึ่งมีสำรับจัดอย่างสวยงาม ทั้งถาดและถ้วยชามซึ่งมีฝาปิด ล้วนเป็นทองคำทั้งสิ้น ตั้งอยู่เรียงรายทั้งสองฟากทางมองสุดสายตา ผู้นำพาเธอเดินไป ถามว่าหนูอยากกินไหม ? เธอบอกว่าอยากกิน เขาบอกว่าของเหล่านี้เป็นของหนูทั้งนั้น หนูจำไม่ได้หรือ ว่าได้ทำร่วมกับผู้ใจบุญคนหนึ่ง เธอนึกถึงคุณย่า..... เขาบอกว่านั่นแหละเป็นของหนูด้วย กินได้ทุกอย่าง


เธอจึงเข้าไปเปิดฝาถ้วยชามอาหารแต่ละอย่าง กำลังร้อนๆ มีควันฉุยหอมน่ากิน เธอก็เลยกินเสียอิ่ม มีที่ไม่ร้อนอยู่อย่างเดียวคือ น้ำส้มคั้น ดื่มแล้วหวานชื่นใจ จากนั้นก็เจอข้าวสารใส่ตุ่มแก้ว เมล็ดโตๆ งามๆ ตั้งเรียงไว้หลายสิบตุ่ม เจอขนมฝรั่ง เจอหัวเป็นหัวไก่ จำได้ว่าเคยเอามาต้มเป็นอาหารเลี้ยงสุนัข แต่ที่นี่อยู่ในอ่างทองคำ พบข้าวสุกคลุกเนื้อปลา ใส่อ่างทองคำไว้หลายสิบอ่าง ทำให้นึกถึงข้าวแมว พบหนังสือพิมพ์มัดวางไว้เป็นตั้งๆ จากสิ่งเหล่านี้


เขาก็พาเธอเดินไปจนกระทั่งเกือบจะถึงกำแพงใหญ่ แลเห็นมีภูเขาอยู่ลึกเลยเข้าไป ได้พบพระองค์หนึ่งรูปร่างเหมือนพระพุทธรูป ที่เธอเคยบูชากราบไหว้ที่บ้าน พระท่านถามคนนำพามาว่า “โยมจะพาเด็กคนนี้ไปไหน..... นำเขากลับไปส่งบ้านเสีย..... เอามาผิด เป็นคนละคนน่ะชื่อเดียวกัน”


คนนำนิ่ง พระพูดต่อไปอีกว่า “ไหนๆ ก็พามาแล้ว ให้ดูข้างในเสียหน่อยซี” คนนำยังนิ่ง พระองค์นั้นก็เลยพูด, เปลี่ยนความคิดว่า “อย่าเลยไม่ต้องให้ดูหรอก เท่านี้ก็พอ อยู่นานนักไม่ได้ เขายังมีงานรออยู่ทางบ้าน พาเขาไปส่งเถอะ” แล้วหันมาพูดกับเธอว่า “จำไว้นะหนู ต่อไปนี้ความชั่วความบาปอย่าทำ.....” คนนำพูดสอดขึ้นด้วยเสียงขู่ตะคอกว่า “เอ้าโดดน้ำไปซิ”


ขณะนั้นเธอเห็นแม่น้ำกว้างเกิดขึ้นขวางหน้า จนปัญญา เห็นว่าหมดทางกลับเสีย แล้วก็บังเอิญได้ยินพระพูดว่า “ไม่ได้ทำอย่างนั้นไม่ได้ เอาเขามาอย่างไร ก็ไปอย่างนั้นซิ” อย่าฉับพลันทันที มีนกใหญ่ตัวหนึ่งขนสีทอง มีขาสองขา (นกไม่น่าจะมีขามากกว่าสองขา เขียนตามที่เธอเล่า) มาหมอบลงให้เธอนั่งบนหลัง แล้วก็บินพากลับผ่านผู้หญิงรูปร่างสวยๆ ลอยอยู่กลางอากาศ (นางฟ้ากระมัง ?) ร้องทักเซ็งแซ่ไปหมด


มีคนหนึ่งร้องว่า “หนูแล้วมาเที่ยวใหม่นะจ๊ะ” เมื่อจะพ้นจากกลุ่มผู้หญิงสวยๆ เธอเสียดายอยากเหลียวไปดูอีก ก็ถูกคนนำพา ที่ลอยมาเร็วพอกับนกบินขู่ว่า “อย่าเหลียวกลับไปดูนะ ขืนเหลียวจะแทงให้ตาย” จากนั้นก็ถึงบ้าน เขาบอกว่า “เอ้าถึงแล้ว” เธอลงจากหลังนก ด้วยความกลัว รีบวิ่งเข้าบ้าน ปากก็ร้องว่า “หนูกลัวแล้ว อย่าทำหนูเลย” ต่อแต่นั้นเธอก็ฟื้น เหตุการณ์ก็เป็นดังกล่าวมาแต่ต้น.....


ก่อนจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เด็กหญิงผู้นี้มิได้ป่วยไข้แต่อย่างใด ไม่เคยอ่านหนังสือมาลัยสูตร หรือเนมิราชชาดกหรือฟังเทศน์ฟังธรรม จึงไม่มีความรู้เป็นพื้นฐานจนสามารถจะผูกนิยายแบบคัมภีร์ศาสนาราวกับนักเทศน์ผู้วชาญอย่างนี้ ถ้าเช่นนั้นประสบการณ์จากสัญญาประหลาดนี้ จะเกิดจากอุปาทานได้อย่างไร ? ทั้งวัยของเธอก็เรียกได้ว่า เริ่มจะเดียงสาเท่านั้น


คัมภีร์พระศาสนาได้ช่วยอบรมให้มนุษย์ เกลียดนรกรักสวรรค์ จนกลายเป็นนิสัยกระแสหนึ่งของคนไทย ใครจะคิดทำชั่วขึ้นมา แม้ตำรวจจะไม่จับ หรือไม่ถูกนินทา แต่ก็ยังมีความอายและความกลัวนรกคอยหักห้ามเอาไว้ เมื่อจะทำความดี ก็ไม่ต้องกังวลว่าคนจะไม่เห็น ไม่ยกย่องสรรเสริญเพราะมีความมั่นใจว่า “แม้คนจะไม่เห็นแต่ผีสางเทวดารู้”


นี่แหละที่มาของความอายชั่วกลัวบาป ทั้งที่ลับและที่แจ้ง และรากฐานของจรรยามนุษย์แต่ดั้งเดิม ซึ่งรักษาชาติคุ้มครองสังคม ให้ปลอดจากอันตรายและก่อให้เกิดจารีตประเพณี อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ช่วยให้เกิดสง่าราศี เราจะมารื้อนรกสวรรค์ทิ้งเสีย ด้วยความรู้อันทันสมัยที่นิยมกันในปัจจุบันนี้ละหรือ ?


บางทีเรื่องของเด็กหญิงลัดดา อินทรวิจิตร ที่หลวงตาเรียบเรียงขึ้น จะช่วยทำให้พวกเราพากันเสียดายเรื่องนรกสวรรค์ขึ้นมาบ้างกระมัง ? ความโง่ ที่คอยกีดกันคนไม่ให้กระทำชั่ว จะไม่มีประโยชน์บ้างเจียวหรือ ?




เครดิต :: http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=919

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 23 ธันวาคม 2554 เวลา 09:49 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

14

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
5

คนที่ดูกระทู้นี้มักจะดูกระทู้เหล่านี้ต่อ

ซ่อน
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

หน้า 1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว

    คตินี้สอนได้ทุกคนและทุกสมัย
  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    โอยอ่านแล้วขนลุกเลย

    ...............................
  3. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เราไม่เชื่อหรอกนะว่านรกสวรรค์มีจริง มันเป็นอาการทางวิทยาศาสตร์อ๊ะป่าว คล้ายความฝันอะ เราเรียนวิทย์มาเคยดูพวกสารคดีก็เยอะ เขาบอกว่ามันเป็นความฝันที่เกิดจากจิตใต้สำนึกนะ ไม่เชื่อก็ลองไปดูพวกฝรั่งดิ เวลามันฝันว่าตกนรก มันไม่เห็นเหมือนนรกบ้านเราเลยแม้แต่น้อยเลย ประเทศหนึ่งก็แบบหนึ่ง ถ้ามันมีจริงก็ต้องเหมือนกันทั้งโลกดิ
  4. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    มันอยู่ที่จินตนาการของแต่ละคนครับ

    คห.3

  5. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เอ้า พี่คะ ขนาดสัตว์แต่ละประเทศยังร้องต่างกันเลย แล้วอีกอย่าง เราก้อต่างนับถือศาสนาต่างกัน ศาสดาก้อคนละศาสดากัน ที่เรามีเหมือนกันก้อคือ โลกเดียวกัน เป็นมนุษย์เหมือนกัน ก้อเท่านั้นเองงง
    แล้วนับภาษาอะไรกับนรก สวรรค์ล่ะคะ มันอยู่ที่ความเชื่อนะ หนูว่า แต่ละคนก็เชื่อต่างกัน จริงไม๊คะ
    ถึงจะวิทยาศาสตร์ก็วิทยาศาสน์เถอะ ถ้าแค่ทฤษฎีก็คงไม่ได้ จริงไม๊คะ มันต้องพิสูจน์ แล้วบังเอิญว่า
    คนที่ไปพิสูจน์เนี่ย จะกลับมาเล่าให้ฟังก้อไม่ได้อ่ะ
    PS.  ~รักดงบัง กิ๊กเอสเจ แฟนBATTLE เอ็นดู SS501 ชอบ PARAN ปลื้ม BABY VOX.~ รักนายที่สุดซางมิน & คิฮยอน
  6. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    จริงหรือไม่ เราไม่ทราบ

    แต่ที่ทราบและต้องทำก็ดี ความดีให้เยอะๆๆๆ
  7. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ช่วยเตือนสติ ให้คนเราหันมาทำความดีกันมากขึ้น  
  8. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เป็นเรื่องของจิตใต้สำนึกจ้า
    นรกสวรรค์ล้วนเกิดจาก จิต
    ใครคิดไม่ดี ทำไม่ดี ก็เกิดจิตแบบนรก
    ใครคิดดี ก็มีสวรรค์ในจิตใจแล้ว เพียงแต่เรายังไม่ตาย ยังอาศัยกายสังขารนี้อยู่ แต่ขณะที่เรามีชีวิตอยู่แล้วคิดไม่ดี จิตก็มีความรู้สึกทุกข์เหมือนตกนรกทั้งเป็น
    แต่หากละกายสังขารไปแล้ว ก็เหลือเพียงแต่จิตเท่านั้น ที่ได้บันทึกกุศล กับ อกุศลเอาไว้ นั่นเอง เพราะฉะนั้น จึงมีนรกคนตาย และนรกคนเป็น ทั้งสองมิติ

    มิติทางกายภาพ ก็คือ ที่เรายังมีชีวิตอยู่และก่อกรรมทำดี ทำชั่วนั่นแหละ
    ส่วนมิติทางพลังงาน ก็คือ มิติของพลังงาน เช่น วิญญาณ เป็นต้น

    ลองไปศึกษา จิตวิทยาได้จ้า จะเข้าใจเอง

    นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่ อยู่ที่ตัวท่านเอง เลือกที่จะทำดีหรือทำชั่วหล่ะ
  9. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    มันก็ดีนะเนี่ยให้ความรู้แก่พวกเราและยังอีกว่าที่คนอื่นๆ ที่เขายังไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับนรกและสวรรค์ คนที่ทำดีก็ได้ดีนะ แต่คนที่ทำชั่วก็ได้ชั่วนะ สิ่งที่เขียนมาทั้งหมด เด็กหญิงลัดดา อินทรวิจิตร นั้นก็ได้เห็นกับสิ่งที่ดีและไม่ดี เพราะฉะนั้นเราต้องควรทำแต่สิ่งที่ดีนะคะ เป็นคนดีและชอบช่วยผู้อื่นและไม่เห็นแก่ตัวนะคะ7
  10. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    นรกและสวรรค์มีจริง
    กฎแห่งกรรมมีจริง
  11. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ลองถามตัวคุณเองเถิดว่าคุณเกิดมาทำใม
    เกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนทุกข์มาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ
    สิ่งที่คุณควรรู้และควรทำคือ จะทำอย่างใรไม่ให้เกิดอีก

    นั้นก็คือพระนิพพาน

    ความหมายของพระนิพพานโดยสมเด็จองปฐม
    นิพพานคือภาษาปฏิบัติ ไม่ใช่ภาษาพูด ไม่ใช่ภาษาเขียน






    ทำดีได้ดีฉันได ทำชั่วได้ชั่วฉันนั้น
  12. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เราว่ามีจริงนะ มันแล้วแต่คนเชื่อ
    แต่ถึงจะมี หรือ ไม่มี
    ก็ขอให้ทำดีไปตลอด
  13. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เป็นปัจจัตตัง รู้ได้เฉพาะตน อยากได้ให้ปฏิบัติ (ลงมือทำ) ความคิดไม่ได้ช่วยอะไร
ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน
1. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้จัดสร้างโดยผู้ลงข้อมูลเอง ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้ลงข้อมูลโดยตรง
ห้ามคัดลอก/เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงข้อมูล
2. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้ทำการคัดลอกมาจากของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงข้อมูลต้องทำการขออนุญาต และอ้างอิงอย่างเหมาะสม
3. ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ เป็นการส่งข้อความโดยผู้ใช้ หากพบเห็นข้อความหรือรูปภาพที่ไม่เหมาะสม, ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการโดยเร็ว

ร้องเรียนปัญหากระทู้ภายใน
เว็บไซต์ Dek-D.com

board@dek-d.com
( ทุกวัน 24 ชม )
02-860-1142 ต่อ 140
( จ-ศ 09.00-18.00 พักเที่ยง 12.00-13.00 )
refer: