คุณค่าของหนังสืออยู่ที่ไหน?

ความคิดเห็น

73

ติดตามกระทู้

1

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด


เคยถามตัวเองไหมครับว่า คุณค่าหนังสืออยู่ที่ไหน จริงๆ แล้วตัวผมไม่เคยคิดถึงตรงนี้มาก่อนเลยครับ เมื่อก่อนการเลือกหนังสือสักเล่มขึ้นมากอ่านก็เพราะ "เขาว่ามันสนุก" ก็เลยอ่านบ้าง บางเรื่องซื้อมาก็สนุกจริงๆ ครับ แต่บางเรื่องอ่านแล้วก็ไม่ประทับใจนัก เคยคิดไปว่าหนังสือเล่มหนึ่งจะเกิดคุณค่าและความประทับใจกับคนอ่านนั่น อาจเป็นที่ตัวคนอ่านเองก็ได้

ผมเป็นคนไม่ค่อยชอบซื้อหนังสือเท่าไหร่ครับ เพราะทรัพค่อนข้างน้อย หนังสือเล่มไหนก็ตามที่ผมซื้อมือหนึ่งไว้ก็คือมันเป็นสุดยอดหนังสือที่ผมอยากอ่านแล้วจริงๆ

ดังนั้นผมจึงหันไปซื้อหนังสือมือสองมาอ่านแทน

แต่ว่าครับใครบอกว่าหนังสือมือสองเป็นของเก่า เศษจากคนอื่น ผมขอเถียงว่าหนังสือมือสองเดี๋ยวนี้สภาพดีเท่าหนังสือมือใหม่เลยครับ คือบางทีผมเข้าไปร้านหนังสือมือสองนี่ เจอหนังสือออกใหม่ที่เพิ่งออกไปไม่นานมาวางแป้นแล้นลดราคา50% กับเขาแล้ว จนความคิดที่อยากจะซื้อหนังสือมือหนึ่งลดลงเรื่อยๆ (ไม่รู้ว่าเขาจะเรียกว่าอุดหนุนหนังสือผี นิยายเถื่อนหรือเปล่านะ แต่หนังสือมือสองมันก็ของถูกลิขสิทธิ์นี่หว่าไม่ใช่ก๊อบบี้สักหน่อย หย่วนๆ น่า)

ผมชอบอ่านนิยายไทยเก่าๆ มากๆ เลยครับ บางเล่มเลิกพิมพ์ไปแล้วหายากมาก พอได้มาแล้วจะเกิดความรู้สึกภูมิใจมากๆ เลย บางเล่มแม้จะพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ผมก็ยังไปหาเล่มที่พิมพ์ครั้งแรกมาเก็บไว้อยู่ดี เพราะว่าครั้งแรกที่เขาพิมพ์มันจะมีอะไรหลายๆ อย่างที่เล่มล่าสุดไม่มีครับ

จนมีคนถามว่าซื้อไว้ทำไมเก่าก็ก็เก่า ขาดก็ขาด ผมเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันนอกจากบอกว่า นี่แหละคือคุณค่าของมัน ผมไม่เคยมีอคติกับหนังสือเสียเท่าไหร่ แต่ที่จะมีอคติบ้างก็คือผู้ผลิต

ส่วนที่ทำให้เกิดตัวอคติขึ้นมาก็อาจเพราะว่าเมื่อก่อนนั้นหนังสือที่ทำออกมาเต็มเปียมไปด้วยคุณค่าจริงๆ แต่เดี๋ยวนี้ผมกลับรู้สึกว่าคุณค่าของมันลดลง อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนเขียน (ผมไม่นับรวมเรื่องส่วนตัวของเขานะครับ นับเฉพาะความคิดต่อเขาที่สื่อออกมาทางผลงานเท่านั้น) เดี๋ยวนี้พอไปเดินตามแผงหนังสือแล้วอดทำหน้านิ่ว คิ้วเหลือแค่นิ้วเดียวไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าผู้ผลิต ล่วงๆ ออกมาขายกันจริงๆ ผมข้อนข้างจะยึดถือเรื่องลิขสิทธิ์ทางปัญญามากพอสมควรครับเห็นอะไรถูกลอกจะทนไม่ค่อยได้ แต่หน้าปกหนังสือบางเล่มไปก๊อบผลงานต่างชาติมาแยะนะผมว่า (ไม่กล่าวถึงนะจ๊ะไปดูตามแผงกันเอง)

นักเขียนใหม่ที่เกิดขึ้นมามักถูกผู้ใหญ่สอนให้รู้เกี่ยวกับลิขสิทธิ์ตลอด พูดเลยว่าชีวิตนี้มีลิขสิทธิ์กันแล้ว แต่พอไปดูผลงานที่ผู้ผลิตทำออกไป เอ๊ะ ทำไมไปก๊อบเขามาละนั่น เห็นแล้วอายแทนครับ เกมบางเกมที่ผมเล่นมาตั้งแต่จำความได้ถูกเอาไปขึ้นหน้าปกเปลี่ยนชื่อเกมเป็นชื่อนิยายซะแล้ว เห็นแล้วถามว่าผมอยากอ่านไหม? ผมอาจจะเดินไปเปิดดูครับ แต่คงไม่ซื้อหรอก เพราะผมรู้สึกว่าคุณค่าของมันหายไปตั้งแต่ที่สายตามองเห็นแล้ว แม้จะยอมรับว่าในจำนวนนั้นมีหนังสือที่น่าอ่านที่มีคุณค่ารวมอยู่ก็ตาม ผมก็อธิบายไม่ถูกแฮะ แต่มันทำให้สงสัยว่าผู้ผลิตเขาใสใจตรงนี้หรือเปล่า เขามีความเป็นมืออาชีพจริงไหม? ทำไมแค่ทำให้เป็นตัวของตัวเองทำไม่ได้ต้องไปเอาของเขามา หรือคิดเพียงว่าประชากรในประเทศมีหกสิบล้านฉันพิมพ์ออกมาสามพันเล่มขายไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป

ผมเชื่อว่านักเขียนทุกคนอยากให้หนังสือของตัวเอง อยู่นานๆ  นั่นคือมีคนอ่านตลอด มีจนจดจำได้ ไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพียงสามปีห้าปีแล้วหายไปกับสายลม กว่าจะเขียนหนังสือได้เล่มหนึ่งไม่ใช่แค่เดือนสองเดือนแต่อาจเป็นปี สิ่งที่ถูกกลั่นกรองออกมาจากความคิดนั่นมีคุณค่า แต่การผลิตที่ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจแบบนี้ผมเลยสงสัยว่า ผู้ผลิตมีความรู้สึกเช่นนั่นหรือไม? มีความรู้สึกอยากที่จะ "คง" หนังสือที่ท่านเชื่อมั่นว่าสนุก มีสาระ(ในวันนี้) ให้คงอยู่ได้นานที่สุด ด้วยการทำให้มันมีคุณค่าที่สุด และคงคุณค่าเช่นนั้นเรื่อยไปไหม ด้วยการใส่ใจกับขั้นตลอดการผลิตอีกนิด อย่างน้อยก็อย่าให้พี่หยุ่น พี่เกา หรือพี่กา เขามาหัวเราะส่ายหน้าเวลาหยิบหนังสือขึ้นมา "โอ ไอจำได้นี่เป็นผลงานของไอนี่ โอ้โนวทำไมไทยแลนด์ทามจั๊งซี่"

บางคนอาจแย้งว่าแกไปยุงอะไรกับเขาละนั่น อันนี้ผมว่าหันมายุ่งหน่อยก็ดีนะครับ เพราะผู้ใหญ่สอนให้เราไม่เลียนแบบไม่ลอก ไม่ขโมย แต่ทำไมทำเองเสียละ แล้วแบบนี้จะมาหวังอะไรกับเด็กที่กำลังนั่งมองอยู่จริงไหม? หนังสือหนึ่งเล่มเนื้อในของหนังสือคือการแสดงปัญญาของคนเขียนซึ่งบางครั้งก็ถูกต่อว่าบ้าง ถูกเปลี่ยนแปลงบ้างกว่าจะออกมาเป็นตัวหนังสือได้ ส่วนภายนอกทั้งหมดคือปัญญาของผู้ผลิต ตั้งแต่การทำ การขายและความซื่อสัตย์ ถ้าแสดงปัญญาด้วยการไปลอกเขามา บางทีอาจมีสักวันที่เจอคนถามว่า "มีปัญญาแค่นี่เองหรือ?" การสร้างหนังสือเล่มหนึ่งให้งดงามและมีคุณค่าได้คงต้องอาศัยทั้งสองฝ่ายไม่ใช่เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแน่นอนครับ

คุณค่าของหนังสือสำหรับผมคือ การที่หยิบหนังสือเล่มนั่นขึ้นมาอ่านได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าวันนี้ ปีหน้า หรืออีกสิบปีข้างหน้า มันก็ยังให้อะไรเราได้เสมอ ผมไม่ใช่คนที่จะเลือกอ่านหนังสือเพราะหน้าปกนะครับ แน่นอนอยู่แล้วว่าอันดับหนึ่งก็คืออ่านเพราะสนุก แต่การผลิตที่ เอาใจใส ก็เพิ่มโอกาสในการหยิบหนังสือนั่นๆ ขึ้นมาอ่านได้ง่ายขึ้นด้วยครับ

มีน้องคนหนึ่งบอกว่าผมว่าเธอเลือกอ่านหนังสือเพราะสำนักพิมพ์ ถ้าเป็นสนพ นี้จะไม่อ่านจะอ่านแต่สนพ.นี้ สำหรับผมผมคิดว่า เสียดายครับ ผมมักจะกอบโกยทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใด ขอแค่กอบแล้วมันเป็นประโยชน์กับชีวิตผมก็จะกอบมาให้หมด แต่ถ้ามันไม่ได้อะไรผมก็ค่อยโกยหนี ผมเชื่อเสมอว่าหนังสือทุกเล่มมีคุณค่า แต่ปริมาณของคุณค่าอาจต่างกันและขึ้นอยู่กับว่าคนอ่านมองเห็นและเข้าใจมันไหม

ผมคิดว่าการอ่านหนังสือไม่ได้ต่างกับการร้องเพลงชาติไทย

ถามตัวเองไหมครับเวลาร้องเพลงชาติไทยรู้สึกอย่างไร ถ้าร้องโดยไม่รู้สึกอะไรเลยก็เหมือนการอ่านหนังสือที่ไม่ได้ซึมซับเอาประโยชน์จากมันนั่นแหละครับ แต่ถ้าร้องแล้วคิดตาม

ประเทศไทย...รวมเลือด เนื้อ...ชาติเชื้อไทย...เป็นประชา...รัฐ

ลองคิดตามสิครับว่าในข้อความนั้นมีอะไรอยู่บ้าง มันไม่ใช่แค่คำที่จับมารวมๆ กันให้มีความหมาย  แต่มีทั้งประเทศ มีทั้งความเป็นไทย มีทั้งเลือดเนื้อและประชาชนอยู่ในนั้น

อ่านหนังสือแล้วก็ลองกอบและโกยคุณค่าของมันดูนะครับแล้วจะรู้ว่าบางทีแล้ว คีย์ ของชีวิตอาจอยู่ใกล้แค่สายตาเราเองก็ได้



แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 28 มิถุนายน 2550 / 11:16
แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 28 มิถุนายน 2550 / 11:18

PS.   It might be the destiny But I hope this dream for eternity.

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 30 มิถุนายน 2550 เวลา 23:23 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

73

ติดตามกระทู้

1

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

1

ความคิดเห็นที่ 1 - 50

  1. ยังไม่มีความคิดเห็น

2

ความคิดเห็นที่ 51 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    หนังสือจะมีดีทุกเล่ม
    ฝากนิยายด้วยนะครับออกแนวผจญภัยโจรสลัด
    http://my.dek-d.com/wtp7427018/story/view.php?id=311047

  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    โห.... อ่านมาตั้งนาน  พึ่งจะรู้ว่าท่านพี่จิ้งเป็นคนตั้งกระทู้!!  


    ขอคารวะท่านพี่ที่แนะนำ   พึ่งจะนึกออกว่ามีร้านหนังสือมือสองให้ซื้อหนังสือที่อยากอ่านมาอ่านดูก่อน   ปกติซื้อแต่มือหนึ่งตลอดเลย   บางครั้งซื้อมาแล้วอ่านไม่สนุกจนอยากจะขว้างทิ้งก็มีเหมือนกัน แต่ทำไม่ลงเพราะมันเป็นเงินเป็นทอง (กว่าจะเก็บเงินได้แทบตาย)  โดยเฉพาะพวกหนังสือที่เอาเรื่องหรือความคิดของคนอื่นมายำให้มั่ว แล้วจับมาเขียนเป็นของตัวเองนี่ น่าทิ้งที่สุด 

    ปกติแล้วถ้าซื้อหนังสือมาแล้วเรื่องนั้นสนุกจริงๆก็จะคอยอ่านซ้ำเรื่อยๆเหมือนกัน   เป็นแนวทางเรียนรู้วิธีเล่าเรื่องผ่านปลายปากกาด้วย  และอ่านเอาความรู้กับสิ่งดีๆที่ตัวเราคาดไม่ถึงด้วย  จะว่าไป มันก็จริงที่หนังสือแต่ละเล่มให้อะไรไม่เหมือนกัน เพราะคนที่เขียนไม่ได้เป็นคนเดียวกันหมดทุกคนซะหน่อยนี่นะ  ต่างคนก็ต่างความคิด  สิ่งนี้แหล่ะที่สำคัญที่สุด


    ทุกวันนี้ ก็ยังคงติดนิยายติดหนังสือเป็นหนอนหนังสือเหมือนเดิม  ไม่ได้อ่านวันไหนรู้สึกเหมือนอยากจะลงไปนอนดิ้นวันนั้น  ต้องอ่านให้ได้แม้ถึงว่าเรื่องนั้นจะอ่านไปแล้วกี่รอบก็ตาม   ก็เลยอยากให้หนังสือทุกเล่มที่ซื้อทนทานอยู่ให้เราได้อ่านนานๆ และอยู่จนให้คนอื่นได้มาอ่านต่อด้วย  แต่หาสำนักพิมพ์ที่จะทำอย่างนี้ก็แทบไม่มีเลย 

    เหมือนที่ท่านพี่จิ้งบอกนั่นแหล่ะ   ก็คงจะมีอยู่แค่สำนักพิมพ์ผีเสื้อเท่านั้นล่ะมั้ง ที่ยังคงดำเนินตามแนวทางถนอมหนังสือไว้อยู่   ต้องขอยกย่องเค้าเลยค่ะ   ของเค้าดีจริงๆ  หนังสืออยู่ได้ทนมากๆ   ขนาดซื้อมาไม่ต่ำกว่า10ปีแล้ว แถมอ่านหลายรอบด้วย  ถึงตอนนี้หนังสือยังอยู่ดีเป็นเล่มเหมือนเดิม  ซูฮกเลยค่ะ


    PS.  #==--ถึงแม้เส้นทางจะยาวไกล เราก็ยังคงเดินไปด้วยกัน--==#
  3. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อา...เฮีย แจ่มอย่างแรง
  4. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    โวตห้ายค่ะ


    PS.  ให้ฉันได้อยู่เคียงข้าง ในวันที่เธออ้างว้างได้ไหม แม้ไม่มีคำปลอบโยนใดใด แต่มีมือที่คอยซับน้ำตาให้อย่างอาทร
  5. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    หนังสือส่วนใหญ่ ที่เขาว่าดี ไม่รู้นะ ผมอ่านละไม่ค่อยประทับใจกับหนังสือดังๆเลยอะ
    PS.  Thirteen point Six - A Member of Intaraphong 's Brothels Alliance (TPS@AMIBA)
  6. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เห็นด้วยคะกับท่านจิ้งคะ ^^

    เพราะเราก็เป็นคนหนึ่งที่นิยมชมชอบหนังสือมือสอง เพราะถ้าซื้อมือหนึ่งขึ้นมา แล้วไม่สนุก ก็จะรู้สึกเสียดายเงิน และอีกอย่างเดี๋ยวนี้หนังสือมือสองสภาพดียิ่งกว่าหนังสือใหม่บางเล่มในร้านหนังสือที่มีคนหยิบจับ จน งอ ยับ ดูแล้วเหมือนหนังสือเก่าๆเล่นหนึ่ง และหนังสือมือสอง ก็ไม่ใช่เป็นหนังสือที่ออกมานานแล้วด้วย เดี๋ยวนี้ร้านที่ไปประจำ มัก update หนังสือบ่อยๆ อย่างเช่น หนังสือกำหนดวางแผงวันนี้ พรุ่งนี้มีขายละ โหวตให้นะคะ

    ปล.อยากอ่านดิเอน -[]-
  7. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เห็นด้วยกะ คห.3 นะ
    ที่ว่าหนังสือบางเล่ม ซื้อมาอ่านแล้ว พออ่านจบ
    ก็คือ จบแล้วจบเลย ไม่คิดอยากจะหยิบมาอ่านอีก
    เพราะว่าบางเรื่องอ่ะ หน้าปกหรือปกหลัง เกริ่นนำซะดิบดี
    เหมือนจะสนุก (ก็เปิดอ่านข้างในไม่ได้นี่หว่า)
    แต่พอยอมซื้อมาอ่านแล้ว...มันตะหงิดๆ
    เหมือนว่า มันไม่ดีเท่าที่เราคาดหวังไว้
    อ่านแล้วก็ไม่ถึงกับผิดหวัง ... แต่ก็ไม่ได้รู้สึกดีเท่าที่ควรหลังจากอ่านจบ

    แล้วก็อย่างที่ จขกท. ว่าอ่ะ
    หน้าปกหนังสือบางเล่มไปเหมือนหรือคล้ายของต่างประเทศ
    หรือไปเลียนแบบอะไรมาก็ตาม
    เราก็ไม่เห็นด้วยเหมือนกัน ที่เราเห็นชัดเจนก็คือ
    เรื่อง หัวขโมยแห่งบารามอส
    อืมมม์ ((กลัวแฟนพันธุ์แท้หัวขโมยแห่งบารามอสไม่พอใจจัง ^^"))
    เราชอบเนื้อเรื่องๆ นี้มากนะ
    แต่ว่า หน้าปกหัวขโมยแห่งบารามอสรุ่นใหม่อ่ะ
    ที่มันเป็นการ์ตูนแนวๆ  ญี่ปุ่นหน่อย
    ทำให้หนังสือมันดูติงต๊อง ไม่น่าอ่านไปเลยอ่ะ
    เทียบกับหน้าปกรุ่นเก่าที่เราได้ซื้อมา
    คือเป็นรูป (อย่างตอนแรก มงกุฎแห่งใจ) เงาหัวขโมยวิ่งไปข้างหน้าอ่ะ
    (ในที่นี้คือด้านซ้าย ในมุมมองของหนังสือ)
    อยากรู้ว่ามีใครได้ซื้อหน้าปกรุ่นนี้บ้าง เราว่าสวยกว่ารุ่นใหม่อ่ะ
    (ขออภัยหากว่า ความเห็นนี้จะไม่ตรงใจใครหลายๆ คน)
    อาจจะมีบางคนแย้งว่า หน้าปกไม่เกี่ยวกับเนื้อหาซะหน่อย
    การซื้อหนังสือไม่ควรเลือกที่หน้าปก แต่ให้อ่านเนื้อหาข้างในของมัน
    แต่บางที การที่หน้าปกออกมาอย่างนั้น ในสภาพที่คุณไม่มีเวลามาอ่านมันก่อนซื้อ
    คุณจะเลือกซื้อเหรอ ถ้าหน้าปกหนังสือมันชวนให้คิดว่า เป็นหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นน้ำเน่าอย่างนั้น
    (ซึ่งบางคนอาจจะชอบ ตามรสนิยมนะคับ แต่เราไม่ชอบอ่ะ ^^")

    อืมมม์ ก็ไม่รู้ว่า ที่เราแสดงความคิดเห็นไปจะถูกใจหรือไม่ถูกใจใครบ้าง
    บางคนอาจจะไม่พอใจ (ข้าพเจ้าคิดว่ามีแน่นอน)
    ก็ขอโทษด้วยนะคับ แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่เราคิดแบบนี้
    ^^" เอาเป็นว่า...ขอเป็นคนไทยคนนึงที่มีสิทธิ์ออกเสียงแสดงความคิดเห็นแล้วกันคับ
  8. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ทุกอย่างจะมีค่าหรือไม่  อยู่ที่ใจของเรา   หนังสือทุกเล่มมีค่านะ  อย่างน้องก็เอาไปขายมือ 2 ได้  อิอิ
  9. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    สดยอดเลยคับ เพิงเคยเห็นคงมีฟามคิดแบบเนี้ย
  10. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ตามจริงคุณค่าของหนังสือไม่ได้อยู่ที่ทั้งราคา สภาพหนังสือหรือแม้แต่ความเป็นเจ้าของด้วยซ้ำ
    ส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบอ่านหนังสือมากค่ะ แต่ก็ไม่ค่อยได้ซื้อเท่าไรนัก เพราะทั้งงบน้อยและในบ้านไม่มีพื้นที่เก็บ(แบบว่าบ้านแคบล่ะ) ดังนั้นเลยจะยืมเพื่อนอ่านเสียส่วนใหญ่ แต่ก็มีเล่มนึงนะที่ชอบมากๆถึงขั้นต้องซื้อเลยก็คงจะเป็นเรื่อง 'เชอร์ลอค โฮล์ม' ล่ะมั้ง พอซื้อมาก็เก็บรักษาเป็นอย่างดี อ้อ จะว่าไปพูดถึงคุณค่าของหนังสือ
    เรื่องของหนังสือเรียนก็เริ่มมีคุณค่าน้อยลงสำหรับเด็กทั่วไปเหมือนกันนะ เราไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องรักษาหนังสือนิยายหรือหนังสือทั่วๆไปน่ะ ให้มากกว่าหนังสือเรียน หนังสืออย่างแรกที่เราควรจะรักและถนอมมันไว้ควรจะเป็นหนังสือเรียนเสียมากกว่า
    ไม่รู้นะ แล้วแต่คนจะคิดกัน เราก็คิดในแง่มุมหนึ่งของเราแบบนี้ และคนอื่นๆก็คงมีแง่มุมหนึ่งในความคิดของตนเอง ใช่ไหมล่ะ ^^
  11. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เห็นด้วยอย่างมาก
  12. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เห็นด้วยค่ะ
    ถ้าจะซื้อหนังสือ เราจะเลือกที่เนื้อหาค่ะ
    ไม่เกี่ยงสนพ.หรือคนเขียน
    ขอให้หนังสือนั้นๆ เป็นแนวที่ชอบ
    ฝึกจินตนาการและความคิดได้ดีก็พอ

    PS.   มีข้อความดีๆให้อ่านกันนะค๊า http://my.dek-d.com/ammy_pari/story/view.php?id=265284
  13. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ไม่ว่าจะหนังสือมือสองหรือมือแรก หรือมือสาม มือสี่

    สำหรับข้าน้อยแล้ว หนังสือก็ยังคงเป็นหนังสือ

    เป็นสิ่งมีค่า เป็นโลกที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว


    PS.  ความตาย เป็นของฟรี.....ใครดีใครได้.....อยากได้ก็เอาไป.....แต่ใครละที่ต้องการมัน.....คุณ หรือ ฉัน.....
  14. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เราชอบกระทู้นี่มากๆเลยโดนๆๆ
    แต่หนังสือมือ2หาซื้อที่ไหนหรอ
    ไม่เคยซื้อเลยอ่า
    PS.  เราคือผู้อยู่เบื้องหลังความตายทั้งปวงไม่ว่าท่านจะทุกข์สุขหรือไม่ว่าจะเปงอย่างไรก็ตามโปรดเข้ามาดูที่MY.IDของเราแล้วชีวิตของท่านจะเปงสุขถ้าท่านไม่ปฏิบัติตามชีวิตของท่านจะมีแต่เรื่องเดือดร้อน(ล้อเล่นน่า)
  15. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อืมๆๆๆ
  16. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    (ของเราเป็นปกใหม่ มีเล่ม1 2 4 (ส่วนเล่ม3 อ่านของห้องสมุด เดี๋ยวมีงบก็ซื้อ)
    ก็มันไม่มีปกเก่าตอนที่ไปซื้อตอนแรกๆ ก็ดูสวยดี  นานวันเข้ากลับคิดถึงปกเก่า)

    ก่อนเราเลือกซื้อหนังสือเลือกนานมาก  จุกจิกเรื่องนี้มาก  แต่ไม่วายได้ของห่วยมา
    จะเก่าจะใหม่มิสน  มาอยู่กับเราแล้วเล่มไหนชอบมากก็รักมาก

    คุณค่ามีอยู่ในหนังสือทุกเล่ม
    ได้ประสบการณ์โดยไม่ต้องเสียค่าน้ำมันออกตะลอนไปเอง
    ได้คำพูดที่สละสลวยที่คนข้างตัวหรือที่เดินสวนกันไม่พูดให้ได้ยิน
    ได้รอยหยักประดับให้หัวสมอง
    อีกร้อยแปดพันอย่าง  แล้วแต่ว่าใครจะพบเจอบนกระดาษแผ่นบางๆ ตรงหน้า
    --------แม้แต่เล่มที่ห่วยที่สุด  ไร้สาระที่สุด  ก็ยังเพิ่มสีสันให้ชีวิต  ได้เรียนรู้ได้เกิดการคิดวิเคราะห์ว่าเหตุอะไรที่ทำให้มันเป็นเล่มที่ห่วย เพิ่มรอยหยักให้สมองอีกแนะ

    ถึงหนังสือจะมีคุณค่าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  แต่ถ้าคนอ่านไม่ใช้สมองอ่าน  ที่เสียเงินซื้อไปมันก็ขยะรกบ้านดีๆ นี้เอง  โดนแม่ด่าฟรีอีก(จะซื้อมาทำไม เปลืองเงินเปลืองทอง : แม่เราเอง)

    เพื่อนคนหนึ่งเคยพูดว่า "เราไม่ไปเสียเวลากับหนังสือพวกนี้หรอก"  เราก็นึกเสียใจกับเธอด้วยน่ะ  เป็นกบน้อยในกะลาครอบต่อไปเถอะ
    จะบอกว่า "ทำไมไม่ชี้ให้เธอเห็นคุณค่าของมันล่ะ"  ก็น้ำเสียงของเธอดูเหยียดหยามหนังสือจำพวกนี้เหลือเกิน  เราเลยจุกเหมือนโดนกระทุ้งแรงๆ ที่หน้าท้อง  แต่เธอก็ได้รับบทเรียนจากการที่เธอไม่อ่านหนังสือพวกนี้แล้ว  โฮะๆๆ สะใจ

    เวลาซื้อ
    ไม่เลือกสำนัก  ไม่เลือกชื่อคนเขียน  ทฤษฎีการเลือกจากสำนักพิมพ์เคยทำเราช้ำใจ  แล้วใช่ว่าสำนักพิมพ์ที่ทำเราช้ำใจ  จะไม่มีหนังสือดีๆ เข้าสเป็กเรา  
    ผลสุดท้ายจากการที่เราเลือกรูปร่างภายนอกแล้วก็ต้องกลับไปดูเนื้อหาอีกที  นั้นคือขั้นตอนสำคัญ  ป้องกันการช้ำใจ
    --------
    ป.ล.อ่านหัวขโมยฯแล้วได้ข้อคิดมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันด้วย
  17. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อ่านแล้วรู้สึกเห็นด้วยมากๆเลยค่ะ

    เพราะหนังสือบางเล่มนี่..ปกมันคุ้นตาจน...เฮ้อ

    แต่หนังสือเก่าๆแบบนั้นจะไม่ค่อยมีโอกาสได้ซื้อ

    คงเพราะไม่รู้แหล่งล่ะมั้งคะ  แล้วอีกอย่างหนังสือเก่าจะฝุ่นเยอะ

    แล้วแม่แพ้ฝุ่น...จะซื้อต้องแอบแม่หน่อยล่ะ..ไม่งั้นแย่

    แต่ดีที่บ้านยายจะมีหนังสือนิยายไทยเก่าๆเยอะ

    อ่านแล้วรู้สึกว่าได้อะไรมากกว่านิยายตามกระแสบางเรื่องในตอนนี้

    จำได้ว่าอาจารย์เคยให้ออกไปพูดเรื่องหนังสือที่เพิ่งอ่านเล่มล่าสุด

    เพื่อนๆก็พูดถึงนิยายไทยบ้าง เกาหลีบ้าง แต่ตอนนั้นจำได้แม่นมาก

    บอกอาจารย์ว่าล่าสุดที่อ่านไปคือ "ปุลากง" ของ คุณ โสภี พรรณราย

    อาจารย์อึ้งไปเลย (ตอนนั้นอยู่ ป. 5 อ่ะ) แล้วถามว่า

    หามาจากไหน  เพราะของห้องสมุดโรงเรียนมันขาดไปแล้ว

    เปิดมาหน้าแรกคือหน้า 23 แล้ว..มันเก่ามาก

    และเนื้อหาหนัก  ไม่คิดว่าเด็กสมัยนี้จะอ่าน

    ใครไม่เคยอ่านน่าจะลองอ่านดูนะคะ

    เรื่องนี้ดีมากๆเลย ^^

    แล้วก็หนังสือเก่า...ไม่ใช่ของมือสองนะคะ

    เราไม่ชอบให้ใช้คำว่ามือสองกับหนังสือเลย

    เพราะจะอย่างไร คุณค่า มันไม่เคยลดไปนี่คะ

    อย่างรถมือสอง  มันจะพังง่ายอะไรแบบนั้น  คือ คุณค่ามันลดลงไป

    แต่ของหนังสือมันไม่ลดน่ะค่ะ

    อย่าเรียกว่าหนังสือมือสองเลยนะ<!--PS-->
    <hr width=80% size=1 align=left color=#9E9E9E>
    <font color=#6F6F6F>PS. &nbsp;Think Higher 'N Try Your Best !!! -*-  โคดเครียดเลยช้าน</font>
  18. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เห็นด้วยอย่างแรงค่ะ...
  19. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    คุณค่าของมัน อยู่ที่อ่านแล้วเรามีความสุข และได้ประโยชน์
  20. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    คุณค่าของหนังสืออยู่ท่ไหน?


    ....อ่านหัวกระทู้แล้วรู้สึกเสียดแทงใจอย่างแรง แต่พออ่านเนื้อหาแล้ว คิดว่าเป็นคนละเรื่องกับที่เราคิดแฮะ

    มองมุมกลับ แม้มันจะไม่ใช่หนังสือ แต่คุณค่าของนิยายเราอยู่ที่ไหนกันนะ?


    PS.  มาเยี่ยมกันบ้างน้า~Magic Summoner โรงเรียนมนตรา มายาสัตว์อสูร http://my.dek-d.com/MillJung/story/view.php?id=263460
  21. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อ้างจากความคิดเห็นที่ 29:

    ว่ากันมั้ย
    ว่าพวกหนังสือนิยาย ยังแพงก่าหนังสือเรียนอีก
    ทั้งที่ความจริงแล้ว หนังสือเรียนควรจะแพงกว่า เพราะให้คุณค่ามากก่า
    เด๋วนี้ สิ่งที่มีคุณค่ามักจะไม่มีไคมองเหน มองข้ามกันไปตลอด
    เอาแต่สิ่งบันเทิงใจ สนองตัณหา
    เพราะแบบนี้ไทยถึงไม่ค่อยเจริญ

    ---------------------------------------------------
    ไม่ค่อยอยากเบี่ยงประเด็นเท่าไหร่อ่ะนะ แต่ว่าเห็นแล้วตะงิดๆจนทนไม่ไหว >x<

    อยากถามคห.29 ว่า ความเจริญที่ว่านั่นเปรียบเทียบกับอะไรหรอครับ? และคุณค่าที่ให้นั้นมันมีเกณวัดด้วยหรอ?

    ทุกอย่างล้วนมีคุณค่า ของเสียที่มาจากร่างกายของคุณหลังอาหารก็อาจจะมีคุณค่ากับต้นไม้ รองเท้าที่คุณใช้แล้วทิ้งก็อาจะมีคุณค่ากับเด็กยากไร้

    หนังสือทุกเล่มก็มีคุณค่าในตัวมันเอง ถึงจะไร้สาระแค่ไหน ถึงจะหาประโยชน์ใส่สมองไม่ได้ สนองแต่ตัณหา แต่ก็มีคุณค่าทางจิตใจ ถึงน้ำเน่าแต่ก็ช่วยให้ผู้คนสนุกสนาน วันๆก็ทำแต่งาน เรียนหนังสือ ... เครียดใส้ปริ้นกันอยู่แล้วครับ

    ผมลองนั่งนึกถึงวันๆมีคนทั้งประเทศถือหนังสือเรียน Quantum Physics เดินไปมา หมกอยู่กับการแก้สมการ อาหารเช้าคือแซนวิส อาหารเที่ยงคือแฮมเบอร์เกอ อาหารเย้นคือพิซซ่า โอ้.... นั่นหรือประเทศเจริญ!?

    แล้วประเทศเราไม่เจริญหรอครับ?

    พอถามไปดังนั้นผมก็สดุ้งร้องเอะ... ผมว่ามันก็จริงน่ะที่ตอนนี้มันไม่เจริญ (ในความคิดผมน่ะ)

    นานมาแล้วมีเวลาหนึ่ง ที่เพื่อนบ้านเดือดร้อนก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเสมอ ไม่มีข้าวกินก็แบ่งปันตามกำลังความสามารถ ทว่าสมัยนี้เดินผ่านหน้าผ่านตา โดยไม่ใส่ใจกันสักนิด ทั้งๆที่เพื่อนบ้านมันกำลังนอนเมาสลบอยู่หน้าบ้านก็มี (โอ้ววว)

    นั่นแหละที่ผมว่าคือความเจริญ เป็นความเจริญทางจิตใจของผู้คน ความเจริญของสังคม ผมชอยมันครับ ^_^

    อาจจะว่าผมหัวโบราณ แต่ก็ยอมรับครับถ้ามันจะเป็นเช่นนั้น ผมไม่ชอบใจนักที่เมื่อใดก็ตาม คนในชาติสักคนที่ผมรู้จักกำลังด่าประเทศตัวเองว่าต่ำต้อยกว่าระเทศอื่น เพราะที่อื่นเค้ามีพิซซ่า หรือเพราะเค้ามีจานดาวเทียมในขณะที่เราไม่มี บัดนั้นเลือดรักชาติมันพุ่งกระฉุ้ดเสมอ (เว้นไว้คำพูดนักการเมืองแล้วกัน พวกนั้นยวนๆน่ะ อิอิ =__=V)

    /me เบี่ยงประเด็นกระทู้จนโดนเตะออกจากกระทู้
ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

refer: