พุทธประวัติของพระพุทธเจ้า ด่วน!!!!

ความคิดเห็น

14

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
guest
ภัทรวัทน์
  • ภัทรวัทน์
  • 168.120.27.165
  • poom_0079hotmail.com

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

ขอให้ทุกคนที่เข้ามาในกระทู้นี้โปรดร่วมด้วยช่วยกันหาเว็บที่เกี่ยวกับพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าเพราะจะเปิดเว็บที่ทุกคนเสนอมา ณ ที่นี้เเละจะเอาไปทำรายงานวิชาสังคมมีเวลาจำกัดขอให้บอกชื่อเว็บมาที่ไม่ใช่ google นะครับ โปรดใช้คำพูดที่สุภาพและอย่าตอบนอกเรื่องเป็นอันเด็ดขาด ด่วน!!!    ขอบพระคุณและรบกวน ณ ที่นี้ด้วย

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 22 มิถุนายน 2553 เวลา 14:48 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

14

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    www.dmc.tv  น่ะ   เป็นเวบที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา

    (ว่างๆคุยคุยกันทางเมลบ้างน่ะแต่ต้องเป็นsommanat009@hotmal.com )

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 9 กรกฏาคม 2550 / 21:27
  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    google ก็หาได้นะคะ ทำไมไม่หาดูล่ะ
  3. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เห็นด้วย  กับคุณจอมซนฯ
  4. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    พระพุทธศาสนา

    .........ศาสนาพุทธ เกิดจากความกลัวแก่ กลัวเจ็บ กลัวตาย ต้องการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง และต้องการเข้าถึงสุขแท้สุขถาวรที่ไม่ต้องกลับมาทุกข์อีก (1)
                    เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมายุ ๒๙ พรรษาพระองค์เสด็จออกประพาสอุทยาน ขณะที่กำลังเพลิดเพลินอยู่นั้น พระองค์ได้พบกับสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตนั่นคือ คนแก่ คนเจ็บและคนตาย ทำให้พระองค์ทรงหวั่นวิตกว่า “อีกไม่นานเราเองก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายอย่างนี้เหมือนกัน ทำอย่างไรหนอ เราจะรอดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้? เมื่อมีร้อนก็มีหนาวแก้ เมื่อมีมืดก็มีสว่างแก้ เมื่อมีความแก่ความเจ็บและความตาย ก็ต้องมีวิธีแก้อย่างแน่นอน เราจะหาวิธีการนั้นให้พบให้จงได้” จากนั้นพระองค์จึงตัดสินพระทัยทิ้งราชสมบัติ ทิ้งกองเงินกองทองออกจากพระราชวังไปนั่งให้ยุงกัดอยู่กลางป่า(2)


    พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร?
    ......พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งกฎธรรมชาติว่า สัตว์ทุกชีวิตเคยเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน(3) ผู้ที่ไม่เคยเกิดเป็นพ่อแม่กันมาก่อนหาได้ยาก(4) บางชาติเกิดเป็นเทวดา บางชาติเป็นมนุษย์ บางชาติเป็นสัตว์เดรัจฉาน บางชาติเกิดเป็นเปรต/อสุรกาย บางชาติต้องตกนรก ต้องเวียนว่ายตาย-เกิดอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ตามอำนาจบุญและบาปที่ตนเองได้ทำไว้ เหตุการณ์ทุกอย่างที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่มีคำว่าโชคหรือบังเอิญ ทุกอย่างเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำของเราในอดีตทั้งสิ้น(5)

    เมื่อเรายังต้องเกิดอีก สิ่งที่จะตามมาด้วย คือ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์กายทุกข์ใจ ดั่งพระจาลาภิกษุณีกล่าวว่า “ ความตายย่อมมีแก่ผู้ที่เกิดมาแล้ว ผู้ที่เกิดมาแล้วย่อมประสบทุกข์ เพราะเหตุนี้แลเราจึงไม่ชอบความ เกิด”(6)

    ฉะนั้น วิธีที่จะรอดพ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์ทั้ง ปวงได้ ก็มีอยู่เพียงวิธีเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ“การไม่เกิดอีก” เพราะเมื่อไม่เกิดอีก เราก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย และไม่ต้องทุกข์อีกต่อไป(7)

    จุดมุ่งหมายพระพุทธศาสนา

    เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือ เจริญวิปัสสนาภาวนาจนบรรลุเข้าสู่ มรรค ผล นิพพาน ตัดกระแสธรรมชาติให้ขาดสะบั้นลงได้อย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง กำจัดสาเหตุที่ก่อให้เกิดการถือกำเนิดในภพใหม่(8) สิ่งที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องเกิดอีกไม่มีที่สิ้นสุดก็คือความต้องการของสรรพสัตว์เองหรือที่เรียกว่า “กิเลสตัณหา”(9)
                    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า “ อานนท์ กรรมชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาชื่อว่ายางเหนียวในเมล็ดพืช วิญญานดำรงอยู่ได้ เพราะธาตุหยาบของสัตว์ มีความหลงไม่รู้ความจริงเป็นเครื่องปิดกั้น มีตัณหา เป็นเชื้อเครื่องผูกเหนี่ยวใจไว้ การเกิดใหม่จึงมีต่อไปอีก(10) ตัณหาทำให้สัตว์ต้องเกิดอีก จิตของสัตว์ย่อมแล่นไป สัตว์ที่ยังต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ย่อมไม่อาจ หลุดพ้นจากทุกไปได้”(11)

    เมื่อมนุษย์เจริญวิปัสสนาจนเกิดมรรคจิตครบ ๔ ครั้ง ก็จะกำจัดกิเลสตัณหา ในจิตของตนเองให้หมดสิ้นไปได้อย่างสิ้นเชิง(12) เขาจะไม่ต้องเกิดใหม่อีกต่อไป เปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์มะม่วงที่มียางเหนียวอยู่ภายใน ถ้านำไปปลูกจะงอกเป็น ต้นมะม่วงได้อีก แต่ถ้านำไปต้มกำจัดยางเหนียวให้หมดไป จากนั้นนำไปปลูกโดย วิธีใดก็ตามจะไม่งอกอีกแล้ว กิเลสตัณหาในดวงจิตของเราก็เช่นกัน
                    แต่ถ้าหากไม่สามารถทำมรรคจิตให้เกิดครบ ๔ ครั้งได้ แม้เกิดเพียงครั้งเดียวก็จัดว่าเข้าสู่กระแสแล้ว(โสดาบัน) ก็ไม่ต้องตกนรก/ทุกข์ในอบายอีกต่อไป และจะบรรลุอรหันต์ได้เองโดยอัตโนมัติภายในระยะเวลาไม่เกิน ๗ ชาติ(13)

    กรรมฐาน

    กรรมฐาน เป็นศาสตร์หนึ่งที่มีอยู่ในจักรวาลเหมือนกับวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ต่างกันแต่ศาสตร์นี้ต้องศึกษาวิจัยในห้องแลปร์คือจิตล้วน ๆ และ มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ความหลุดพ้นจากทุกทั้งปวง ศาสตร์นี้เป็นกลไกที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ยากที่มนุษย์จะเข้าถึงได้ สิ่งที่สามารถเข้าถึงและแทงตลอดกฏเกณฑนี้ได้มีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือจิตที่ทรงพลานุภาพ  ตามธรรมดาแล้วมนุษย์ล้วนมีจิตกันทุกคน แต่จิตธรรมดาจะกลายเป็นจิตที่ทรงพลานุภาพได้นั้นต้องอาศัยการบ่มเพาะเป็นเวลานาน    คัมภีร์อรรถกถาบอกว่า ต้องใช้เวลานานถึง ๔ อสงไขยกับแสนกัปเลยทีเดียว(14)  ด้วยเหตุนี้ นาน ๆ จึงจะมีดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิสักครั้งหนึ่ง โลกใบนี้อุบัติขึ้นประมาณ ๔,๕๐๐ ล้านปีมาแล้ว  ซึ่งเป็นเวลาที่ยาวนานมาก  แต่ดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิแค่เพียง ๔ ครั้งเท่านั้น(15)    ครั้งสุดท้ายมาปฏิสนธิ เมื่อ ๒๖๒๗ ปีก่อนนี้เอง ผู้นั้นเราเรียกกันว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”
                    เรื่องกรรมฐานนี้ มนุษย์ทั่วโลกได้พยายามค้นคว้าและเข้าถึงมานานแล้ว แต่เนื่องด้วยบารมีไม่เพียงพอจึงเข้าถึงได้เพียงครึ่งเดียว    คนกลุ่มนั้นก็คือพวกฤษีและศาสดาต่าง ๆ พวกท่านสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้  มีฤทธิ์เดชมากมาย  แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดกิเลสในจิตตนเองให้หมดสิ้นไปได้(16)   ยังมีความโลภ โกรธ เกลียดอยู่  ท่านเหล่านี้เข้าถึงได้เพียงแค่ระดับฌานสมาบัติเท่านั้น  ยังไม่สามารถเข้าถึงวิปัสสนาปัญญา บรรลุมรรค ผล นิพพานได้(17)
                    สมถกรรมฐาน (18) คือ การกำหนดจิตอยู่กับสิ่งใด สิ่งหนึ่งที่เหมาะสม เช่น ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เป็นต้น(19) ใส่ใจแต่เฉพาะอาการเข้า อาการออกของลมหายใจเท่านั้น โดยไม่สนใจสิ่งอื่น แม้แต่ความคิดก็ไม่สนใจหายใจเข้า หายใจออกตามปกติธรรมด่า มีสติระลึกรู้อยู่ในขณะปัจจุบัน มีสติระลึกรู้อยู่อย่างนี้นับร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้งจนจิตตั้งมั่น แนบแน่นอยู่ กับลมหายใจนิ่งเป็นสมาธิ แล้วกำหนดรู้อาการนิ่งสงบของจิต จนนิ่งเป็นอุเบกขา เมื่อถึงขั้นนี้จะน้อมจิตไปทำสิ่งใดก็จะสำเร็จได้ดั่งใจหมาย เช่น สามารถ กำหนด รู้ความคิดของคนอื่นได้เป็นต้น(20)
                    เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช พระองค์ได้ไปศึกษาศาสตร์นี้จากสำนักฤษีต่างๆ ที่มีอยู่ในสมัยนั้นจนหมดความรู้อาจารย์ แต่เมื่อออกจากสมาธิ กิเลสตัณหาก็ยังมีอยู่เท่าเดิม ยังมีความกลัวความกังวลอยู่ พระองค์จึงตัดสินพระทัยศึกษาค้นคว้าหาวิธีดับทุกข์ด้วยพระ องค์เอง ด้วยการเจริญวิปัสสนา(21)
                    เมื่อเกิดวิปัสสนาปัญญญารู้แจ้งอยู่ไปตามลำดับครบ ๑๖ขั้นจะบรรลุ โสดาบัน เที่ยวที่ ๒ บรรลุสกทาคามี เที่ยวที่ ๓ บรรลุอนาคามี เที่ยวที่ ๔บรรลุพระอรหันต์เข้าถึงพระนิพพาน(22) ดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิงไม่ต้องเกิดใหม่อีกต่อไป เมื่อไม่ต้องเกิดอีกก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย และไม่ต้องทุกข์ กายทุกข์ใจอีกต่อไป การตายอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย จึงเรียกว่าดับขันธปรินิพพาน ดับทั้งกายดับทั้งจิต ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

    อ้างอิง..พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(เล่มที่ / หน้าที่)
    1. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก. ๒๕/๔๗๖,๓๑/๔๐๐
    2. ดูรายละเอียดใน ไตรปิฎก. ๑๐/๑-๑๐
    3. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก. ๑๖/๒๒๓
    4. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๖/๒๒๗
    5. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๔/๓๕๐-๓๖๕
    6. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๕/๒๒๓
    7. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๙/๕๓๔
    8. ดูรายละเอียดพระไตรปิฎก.๑๑/๒๒๒ ,อรรถกถาอังคุตตรนิกาย(บาลี)๑/๑๖๔
    9. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๕/๖๘
    10. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๒๐/๓๐๑
    11. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก๑๕/๗๐
    12. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๓๑/๙๗
    13. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๑๙/๕๔๔, ๑๔/๑๘๖, ๒๐/๓๑๕, ๒๕/๑๒
    14. ดูรายละเอียด ในวิสุทฺธชนวิลาสินี(บาลี)๑/๑๒๐
    15. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๓๓/๗๒๓
    16. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๒๐/๓๘๐ , ๒๕/๒๙๒
    17. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๑๓/๓๙๖,อรรถกถามัชฌิมนิกาย(บาลี) ๑/๑๙๙
    18. ดูรายละเอียด ในวิสุทฺธิมรรค(บาลี)๑/๑๓๒-๑๔๙
    19. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๑๒/๑๐๑
    20. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๑๐/๑๔๒, ๒๒/๓๖
    21. ดูรายละเอียดพระไตรปิฎก.๑๙/๔๖๑,อรรถกถาอังคุตตรนิกาย(บาลี)๑/๘๑๓๓
    22. ดูรายละเอียด ในพระไตรปิฎก.๓๑/๑-๑๖,๒๕/๗๒๐
    http://dungtrin.com/

    พระไตรปิฏกเชื่อถือได้แค่ไหน...??

     

                    ก่อนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะดับขันธปรินิพพาน พระอานนท์ทูลถามพระองค์ว่า  “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หลังจากพระองค์ปรินิพพานแล้ว พระองค์จะทรงตั้งใครเป็นศาสดาแทนพระเจ้าข้า”

                    พระพุทธเจ้าตรัสตอบเป็นภาษาบาฬีว่า “โย   โว   อานนฺท   มยา   ธมฺโม จ   วินโย จ   เทสิโต ปญฺญตฺโต  โส  โว  มมจฺจเยน  สตฺถา” 

                    แปลว่า.   ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใดที่เรา ได้แสดงแล้วและบัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย  ธรรมและวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย ในเมื่อเราล่วงลับไป   

    หมายความว่า  พระพุทธเจ้าตรัสสั่งให้คำสั่ง สอนของพระองค์ เป็นศาสดาแทนพระองค์

                     

                    หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ๓ เดือน พระอรหันตสาวก ๕๐๐ รูป  นำโดยพระมหากัสสปะเถระได้ร่วมกัน ประชุมทำสังคายนา  คือ ดำเนินการรวบรวมพระดำรัสของ พระพุทธเจ้า จัดเป็นหมวดหมู่  คัมภีร์ที่รวบรวมพุทธพจน์ บรรจุพระธรรมวินัยนั้นไว้  เรียกว่า พระไตรปิฎก

    คัมภีร์ที่บันทึกหลักธรรมคำสั่งสอนของพุทธศาสนานั้นเรียกว่าพระไตรปิฎก   ซึ่งถือว่าเป็นคัมภีร์ที่สำคัญที่สุดของพุทธศาสนา เพราะเป็นคัมภีร์ที่จารึกคำสอนของพระพุทธเจ้าและของพระอรหันตสาวกไว้โดยมีกระบวนการสืบทอดคำสอนของพระพุทธองค์ไว้ในรูปแบบของการสังคายนาอย่างระมัดระวังและรัดกุมที่สุด  ตั้งแต่สมัยที่พระพุทธองค์ทรงพระชนม์ชีพอยู่  จนถึงการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ ๑, ๒, ๓, ๔, ๕, ๖ มาตามลำดับ

                    หลักธรรมคำสั่งสอนทางพุทธศาสนาได้มีการสืบทอดกันมาโดยมุขปาฐะ คือ การท่อง จำสืบๆ กันมา (Oral Tradition) การท่องจำนี้ ได้กระทำมาจนถึงสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ ๕ ในลังกาทวีป    การจารึกเป็นคัมภีร์ครั้งแรกเมื่อคราวสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๔๕๐   บางตำราว่า พ.ศ. ๔๓๓  (ถ้านับเฉพาะที่ทำสังคายนาในศรีลังกาก็เป็นครั้งที่ ๒ )ในรัชสมัยของพระเจ้าวัฏฏคามณีอภัย  โดยมีพระรักขิตมหาเถระเป็นประธาน   ทำที่อาโลกเลณสถาน ณ มตเล ชนบทหรือที่เรียกว่า มลัยชนบท  สาเหตุของการจารึกพระพุทธวจนะลงในใบลาน ก็เพราะว่าถ้าจะใช้วิธีท่องจำพระพุทธวจนะต่อไป ก็อาจมีข้อวิปริตผิดพลาดได้ง่าย เพราะปัญญาในการท่องจำของกุลบุตรเสื่อมถอยลง  นอกจากนั้นพระสงฆ์ยังได้รับความกระทบกระเทือนจากภัยธรรมชาติและภัยสงครามอยู่เนืองๆทำให้ไม่มีเวลาท่องจำพระพุทธวจนะ  จะทำให้ช่วงการสืบต่อขาดลงได้ และในการจารึกครั้งนี้ได้จารึกอรรถกถาลงไว้ด้วย

    มีผู้สงสัยว่า สมัยพุทธกาลคนไม่รู้จักการเขียนหนังสือหรืออย่างไร?   จึงไม่ปรากฏว่ามีตำรับตำราจารึกไว้เป็นหลักฐาน    พระมหาเสฐียรพงษ์ ปุณฺณวณฺโณได้ประมวลทัศนะนี้ไว้ในหนังสือภาษาศาสตร์ภาษาบาลี ไว้ว่า

                    "ความจริงการเขียนหนังสือน่าจะมีมาก่อนพุทธกาลแล้ว ในพระไตรปิฎกเองก็มีข้อ ความเอ่ยถึงการขีดเขียนเป็นครั้งคราว เช่น ตอนหนึ่ง ห้ามภิกษุเล่นเกม "อักขริกา" ได้แก่ การทายอักษรในอากาศหรือบนหลังเพื่อนภิกษุ วิชาเขียนหนังสือ(เลขา) ได้รับยกย่องว่าเป็นศิลปะพิเศษอย่างหนึ่ง สิกขาบทบางข้อห้ามภิกษุณีเรียนศิลปะทางโลก หนึ่งในศิลปะเหล่านี้คือวิชาเขียนหนังสือ ในบทสนทนาภายในครอบครัว พ่อแม่ปรารภว่าจะให้บุตรเรียนวิชาอะไรดี ถ้าจะให้เรียนเขียนหนังสือ บุตรก็อาจยังชีพอยู่ได้อย่างสบาย แต่ก็อาจเจ็บนิ้วมือ ถ้าภิกษุเขียนหนังสือพรรณนาคุณของอัตตวินิบาตกรรม (การฆ่าตัวตายเอง) ปรับทุกกฎทุกตัวอักษร ถ้ามีผู้อ่านพบข้อความนั้นเข้าเห็นดีเห็นงามด้วย แล้วฆ่าตัวตายตามนั้น ปรับอาบัติปาราชิก หลักฐานเหล่านี้แสดงว่าอักษรหรือการเขียนมีมาก่อนสมัยพระพุทธเจ้าแล้ว แต่ที่พระพุทธองค์ไม่นิยมใช้ หันมาใช้วิธีมุขปาฐะแทน น่าจะทรงเห็นประโยชน์อานิสงส์บางสิ่งบางอย่างกระมัง หรือว่าระบบการขีดเขียนยังไม่เป็นที่แพร่หลายเท่าที่ควร ทั้งยังไม่มีอุปกรณ์การขีดการเขียนเพียงพอ ก็ยากที่จะทราบได้ แต่ข้อที่น่าคิดอยู่อย่างคือ วิธีเรียนด้วยมุขปาฐะนี้ นอกจากจะสร้างสัมพันธภาพอย่างใกล้ชิดระหว่างผู้เรียนและผู้สอนแล้ว ยังเป็นการสร้างสมาธิฝึกจิตของผู้เรียนไปในตัวด้วย นักปราชญ์ยุคก่อนที่มีความคิดเช่นนี้ก็มีไม่น้อย เปลโต้เคยกล่าวไว้ว่า "การคิดอักษรขึ้นใช้ แทนการท่องจำ ทำให้มนุษย์ขาดอานุภาพแห่งความทรงจำ คือแทนที่จะจดจำจากอินทรีย์ภายใน ต้องอาศัยสัญลักษณ์นอกเข้าช่วย"

    อ้างอิง..พระมหาเสฐียรพงษ์ ปุณณวณโณ ภาษาศาสตร์ภาษาบาลี, ชุดวรรณไวทยากร, กรุงเทพฯไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๑๔)

                    ในตอนต้นครั้งพุทธกาล คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามิได้เรียกว่า “พระไตรปิฎก”     แต่เรียกว่าพระธรรมวินัยบ้าง  พระสัทธรรมบ้าง  ปาพจน์บ้าง  สัตถุศาสน์บ้าง พระ บาลีบ้าง สุตตะบ้าง      แม้หลังพุทธปรินิพพานก็ยังไม่เรียกว่าพระไตรปิฎก   คงเรียก ว่าพระธรรมวินัย   เช่น  การสังคายนาชำระคำสอน    ครั้งที่ ๑-๔ ยังคงเรียกว่าสังคายนา พระธรรมวินัย   และได้เรียกว่า “พระไตรปิฎก”   เมื่อการสังคายนาครั้งที่ ๕  พ.ศ. ๔๕๐  ณ ประเทศศรีลังกา โดยได้จารึกลงในใบลาน ซึ่งได้แบ่งพระธรรมวินัยเป็น ๓ หมวด  จึงได้เรียกว่า “พระไตรปิฎก” ตั้งแต่บัดนั้น

     

                   พระไตรปิฎกมีความสำคัญดังนี้

                    . เป็นที่รวบรวมพระพุทธพจน์ คือ พระดำรัสของพระพุทธเจ้า

                    . เป็นที่สถิตของพระศาสดาของพุทธศาสนิกชน เพราะเป็นที่บรรจุพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ให้ เป็นศาสดาแทนพระองค์

                    . เป็นแหล่งต้นเดิมของคำสั่งสอนในพุทธศาสนา                   

    .เป็นหลักฐานอ้างอิงหรือยืนยันหลักการที่กล่าว ว่า เป็นพระพุทธศาสนา

                    . เป็นมาตฐานตรวจสอบความเชื่อและข้อปฏิบัติ ในพระพุทธศาสนา  จะวินิจฉัยสิ่งใดว่าถูกต้องหรือผิดพลาด เป็นพระพุทธศาสนาหรือไม่ ก็โดยอาศัยพระธรรมวินัยที่มีมาในพระไตรปิฎกเป็นเครื่องตัดสิน             

                    . พระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์ที่น่าเชื่อถือที่สุด กว่าหนังสือใดๆ บนพื้นพิภพ ที่ยืนยันให้คนยุคปัจจุบันได้รับรู้ ว่าเมื่อ ๒๕๐๐ปีก่อน พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนอะไรไว้บ้าง   

                    ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ การศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก จึงเป็นกิจสำคัญยิ่งของชาวพุทธ  ถือว่าเป็นการสืบต่ออายุ พระพุทธศาสนาหรือเป็นความดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนากล่าวคือ  ถ้ายังมีการศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกเพื่อนำไปปฏิบัติ  พระพุทธศาสนาก็จะยังดำรงอยู่   แต่ถ้าไม่มีการศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก แม้มีการปฏิบัติก็จะไม่เป็น ไปตามหลักการของพระพุทธศาสนา  พระพุทธศาสนาก็จะ ไม่ดำรงอยู่  คือ จะเสื่อมสูญไปในที่สุด

     

    ถาม...     เป็นไปได้หรือไม่ที่พระไตรปิฏกอาจจะถูกสาวกรุ่นหลังๆ แก้ไขเพิ่มเติม

    ตอบ       “เป็นไปไม่ได้” ด้วยเหตุผลดังนี้

    ๑.  พระไตรปิฎกสืบทอดกันมาด้วยภาษาบาลี ที่มีหลักไวยากรณ์เฉพาะ มีกฎตายตัวไว้เฉพาะภาษาบาลี โดยปฏิเสธกฎไวยากรณ์หลายประการของสันสกฤต เพื่อไว้ให้เป็นหลักเกณฑ์ของไวยากรณ์บาลีโดยเฉพาะ  เช่น พระบาลีมี ๒วจนะเท่านั้น คือ เอกวจนะ และพหุวจนะ ไม่มีทวิวจนะ  

    ...อ้างอิง ดูรายละเอียด  พระอัครวงศาจารย์ , สทฺทนีติปฺปกรณํ (ปทมาลา) ฉบับภูมิพโลภิกขุ . โรงพิมพ์มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ, วัดสระเกศ  กรุงเทพฯ:พ.ศ. ๒๕๒๑  .หน้า ๑๕๖

                    ๒.  แม้บางช่วงของประวัติศาสตร์เกิดภัยต่าง ๆ ทำให้คัมภีร์พระไตรปิฎกขาดหายหรือเลอะเลือนไป  แต่เมื่อสังคายนาใหม่อีกครั้งก็ได้เปรียบเทียบ ตรวจสอบดูกัพระไตรปิฎกของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จนหมดข้อสงสัย  จึงทำให้เชื่อได้ว่าเป็นพระไตรปิฎกที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งโลก ตรงกับพระไตรปิฎกที่ได้รับการสังคายนาครั้งก่อน ๆ ทุกประการ

                    ๓. มีข้อความในคัมภีร์รุ่นหลังกล่าวอ้างถึงข้อความคัมภีร์พระไตรปิฎก แต่เมื่อตรวจสอบในบาลีพระไตรปิฎกแล้วกลับไม่มีข้อความนั้น ทั้งที่เมื่อพิจารณาข้อความนั้นแล้วมีอรรถเข้ากันได้กับพระไตรปิฎก เช่น  บาลีสังยุตตนิกาย มหาวรรคว่า  “จตฺตารีมานิ   ภิกฺขเว   อริยสจฺจานิ     กตมานิ   จตฺตาริ ฯ     ทุกฺข    อริยสจฺจ    ทุกฺขสมุทโย    อริยสจฺจ    ทุกฺขนิโรโธ   อริยสจฺจ   ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา   อริยสจฺจ      อิมานิ  โข   ภิกฺขเว    จตฺตาริ   อริยสจฺจานิ     ตถานิ    อวิตถานิ   อนฺถานิ   ตสฺมาอริยสจฺจานีติ   วุจฺจนฺติ”   ( อ้างอิง.... ส.ม.๑๙/๑๐๙๗/๓๘๐)

                    แต่คัมภีร์วิสุทธิมรรค นำไปอ้างโดยเพิ่มข้อความว่า  “จตฺตารีมานิ    ภิกฺขเว   อริยสจฺจานิ ฯ  กตมานิ  จตฺตาริ       ทุกฺข     อริยสจฺจ    ทุกฺขสมุทโย    อริยสจฺจ    ทุกฺขนิโรโธ   อริยสจฺจ   ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา   อริยสจฺจ      อิมานิ   โข  ภิกฺขเว  จตฺตาริ  อริยสจฺจานิ   อริยา  อิมานิ  ปฏิวิชฺฌนฺติ  ตสฺมา   อริยสจฺจานีติ   วุจฺจนฺตีติ ฯ   อปิจ   อริยสฺส   สจฺจานีติปิ  อริยสจฺจานิ ฯ   ยถาห ฯ   สเทวเก   โลเก ฯเปฯ  มนุสฺสา    ตถาคโต   อริโย   ตสฺมา   อริยสจฺจานีติ    วุจฺจนฺตีติ    อถวา  เอเตส   อภิสมฺพุทฺธตฺตา  อริยภาวสิทฺธิโตปิ  อริยสจฺจานิ ฯ  ยถาห ฯ  อิเมส  โข   ภิกฺขเว  จตุนฺน   อริยสจฺจาน  ยถาภูต    อภิสมฺพุทฺธตฺตา    ตถาคโต    อรห   สมฺมาสมฺพุทฺโธ    อริโยติ     วุจฺจตีติ      อปิจ    โข    ปน    อริยานิ     สจฺจานีติปิ  อริยสจฺจานิ    อริยานีติ   ตถานิ   อวิตถานิ    อวิสวาทกานีติ    อตฺโถ ฯ  ยถาห     อิมานิ   โข   ภิกฺขเว   จตฺตาริ   อริยสจฺจานิ    ตถานิ     อวิตถานิ     อนฺถานิ     ตสฺมา   อริยสจฺจานีติ   วุจฺจนฺตีติ     เอวเมตฺถ   นิพฺพจนโต   วินิจฺฉโต   เวทิตพฺโพ ฯ

    ( อ้างอิง... วิสุทฺธิ.๒/๑๔๐-๑๔๑ )(อักษรตำหนา เป็นข้อความที่คัมภีร์วิสุทธิมรรคเพิ่มเข้ามา โดยอ้างว่านำมาจากพระไตรปิฎก)

                    ดังข้อมูลที่เสนอมานี้ก็หมายความว่า     พระไตรปิฎกภาษาบาลีไม่ถูกแก้ไขเพิ่มเติมอย่างแน่นอน      เพราะทั้งที่ปรากฏข้อความที่ตกหล่นปรากฏอยู่ในคัมภีร์น่าเชื่อถือเป็นที่สุดอย่างเช่น     วิสุทธิมรรค ข้อความนั้นก็มิได้ถูกบรรจุไว้ในคัมภีร์พระไตรปิฎก 

                    สรุปว่า คัมภีร์พระไตรปิฎกภาษาบาลีย่อมเป็นไปได้ที่มีการตกหล่นบ้าง คำกล่าวอ้างที่ว่าถูกสาวกรุ่นหลังแก้ไขเพิ่มเติมย่อมเป็นไปไม่ได้เลย 

     

     

     

     

     

    ชาติหน้ามีจริงหรือ? 

                    พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งกฎธรรมชาติว่า   สัตว์ทุกชีวิตเคยเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน(1)    ผู้ที่ไม่เคยเกิดเป็นพ่อแม่กันมาก่อนหาได้ยาก(2)     บางชาติเกิดเป็นเทวดา   บางชาติเป็นมนุษย์     บางชาติเป็นสัตว์เดรัจฉาน  บางชาติเกิดเป็นเปรต/อสุรกาย  บางชาติต้องตกนรก   ต้องเวียนว่ายตาย-เกิดอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ตามอำนาจบุญและบาปที่ตนเองได้ทำไว้    เหตุการณ์ทุกอย่างที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่มีคำว่าโชคหรือบังเอิญทุกอย่างเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำของเราในอดีตทั้งสิ้น(3)

    ......อ้างอิง...ดูรายละเอียดใน พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงการราชิวิทยาลัย (เล่มที่ / หน้าที่ )

    1. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ หน้า ๒๒๓ 
    2. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ หน้า ๒๒๗ 
    3. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ หน้าที่ ๓๕๐-๓๖๕

     

    ตายแล้วไปไหน

                    พระพุทธเจ้าตรัสว่า“ จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา  จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ  สุคติ ปาฏิกงฺขา”          แปลว่า..เมื่อจิตผ่องใส สุคติเป็นอันหวังได้  เมื่อจิตเศร้าหมองทุคติเป็นอันหวังได้.. 

                    หมายความว่า …ขณะที่เราตาย ถ้าจิตผ่องใสพอตายปุ๊ป จะไปเกิดในสุคติทันที จะเกิดเป็นมนุษย์เทวดาหรือพรหมตามกำลังความผ่องใสของจิตขณะสุดท้าย...แต่ถ้าขณะที่จะตายมีจิตเศร้าหมอง  พอตายปุ๊ปก็จะไปเกิดในทุคติทันที  จะเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน  เปรต/อสุรกาย หรือตกนรก  ตามกำลังความเศร้าหมองของจิตขณะสุดท้าย

    ....อ้างอิง..ดูรายละเอียดใน พระไตรปิฎก(มจร.)เล่มที่ ๑๒ หน้า ๖๓ ,และคัมภีร์อรรถกถา หน้า๑๘๐

     

    นรกเป็นเช่นไร?    

                    นรก  คือ  ภพที่มีแต่ความร้อนรนทุกข์ทรมานหลบหนีไม่ได้   พระเถระท่านหนึ่งกล่าวเปรียบไว้น่าฟังว่า  “ ท่านเคยฝันร้ายที่ต้องถึงกับสะดุ้งตื่นหรือเปล่า? ความรู้สึกในนรกก็เหมือนกันกับฝันร้ายอย่างสุดๆ  ต่างกันแต่ในนรกไม่มีโอกาศผวาตื่นเท่านั้นเอง  (ดูรายละเอียดได้ในพระไตรปิฎก(มจร.)เล่มที่ ๑๔ หน้า ๒๔๒)

                    นรกมี ๒ ประเภท คือ

                    . นรกบนดิน เช่น คุก ตาราง ซ่องบางแห่ง ค่าย กักกันนักโทษสงครามบางที่ เป็นต้น

                    . นรกหลังตาย  เป็นภพของสัตว์ที่ต้องมาชดใช้กรรมชั่วที่ตนเองได้เคยทำไว้   มีแต่ความทุกข์ทรมาน และเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา หาระหว่างคั่นมิได้

                    ปัจจุบันเป็นยุคประชาธิปไตย  คนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์  และมีสิทธิเสรีภาพในการเชื่อหรือไม่เชื่อไม่มีใครมาบีบบังคับได้  หลักคำสอนในพระพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน พระพุทธเจ้าไม่อาจบังคับหรือเสกเป่าให้ใครมาเชื่อคำสอนของพระองค์ได้ พระองค์เป็นเพียงผู้ชี้ทางว่า ทางนี้เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ควรเดิน ทางนี้เป็นไปเพื่อทุกข์ เป็นทางเศร้าหมองควรละ  เราจะเชื่อและปฏิบัติตามพระองค์หรือไม่เป็นสิทธิของเรา

                    พระพุทธเจ้าตรัสว่า เรื่องนรกสวรรค์  ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เราไม่อาจบังคับได้ แต่ถ้าเชื่อจะมีผลดี ๒ ประการ คือ

                    . จะทำให้ชีวิตของเขามีแต่ความสุขความเจริญ เพราะไม่กล้าทำความชั่ว กลัวว่าตายแล้วจะไปตกนรก  แล้วหันมามุ่งทำแต่คุณงามความดีเพื่อจะได้ไปเกิดในสวรรค์ในชาติหน้า

                    . ถ้าเกิดนรกมีจริง เขาก็ไม่ต้องไปตกนรกเพราะมุ่งทำคุณงามความดีมาโดยตลอด

                    แต่ถ้าไม่เชื่อจะได้รับผลเสีย ๒ ประการเช่นกัน คือ

    . ชีวิตในชาติปัจจุบันไม่มีความสุข เพราะสร้างแต่ความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่นอยู่เสมอ ที่สุดก็ต้องไปอยู่ในคุก ตาราง ตกเป็นทาสของยาเสพติด

                                    . ถ้าหากนรกมีจริง เขาก็จะต้องตกนรกอย่างแน่นอน

                    สรุปว่า  ถ้าเชื่อจะมีแต่กำไรและเสมอทุน  แต่ถ้าไม่เชื่อจะมีแต่ขาดทุนกับขาดทุน

    ดูรายละเอียดใน พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๓ หน้า ๙๘

                    คัมภีร์พระไตรปิฎก ได้บรรทึกเรื่องนรกสวรรค์ไว้ให้พุทธศาสนิกชนหรือผู้สนใจได้ศึกษาค้นคว้าดังต่อไปนี้

                    . เทวทูตสูตร       เล่มที่ ๑๔  หน้าที่ ๒๕๙

                    . นรก  เล่มที่ ๑๙   หน้าที่ ๖๒๕

                    . เปรต เล่มที่ ๒๖  หน้าที่๑๖๘

                     . นรกใหญ่ ๘ ขุม  เล่มที่ ๒๘  หน้าที่ ๔๗

                    . เทพบุตร เทพธิดา  เล่มที่ ๒๖ หน้า ๘-๑๕๐

     

    เนื่องจากปัจจุบันเป็นยุควิทยาศาสตร์  ความรู้หรือหลักวิชาการทุกอย่างต้องผ่านการทดสอบทดลองทางวิทยาศาสตร์เสียก่อนจึงจะเชื่อถือได้   อย่างน้อยก็ต้องให้คนจบปริญญาเอกสักคนช่วยค้ำประกันให้  ฉะนั้น จึงขอเสนอรายชื่อหนังสือที่เขียนโดยศาสตราจารย์ของฝรั่ง มีเนื้อหายืนยัน ว่าชาติหน้ามีจริงดังนี้    

    . 23 ผู้กลับชาติมาเกิด  โดย  Ian Stevenson, M.D. (ศาสตราจารย์ น..เอียน สตีเวนสัน)   มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย  พิมพ์โดย อภิธรรมมูลนิธิ หน้าพุทธมณฑล อ. พุทธมณฑล  จ. นครปฐม 73170

    http://www.questbooks.net/author.cfm?authornum=237

    Ian Stevenson, M.D. is known for his groundbreaking research into the phenomena of children who remember previous lives. From 1967-2001, Dr. Stevenson was the Director of the Division of Personality Studies at the University of Virginia. Ian Stevenson’s research into cases of children who claim to remember previous lives has taken him around the world. He employs rigorous scientific methods in his research into such cases. His Twenty Cases Suggestive of Reincarnation, published in 1966, documented 20 cases in which reincarnation was offered as the most plausible explanation for the phenomena. Dr. Stevenson is the author of many other books, including Unlearned Language (1984), Children Who Remember Previous Lives:  A Question of Reincarnation (1987), Where Reincarnation and Biology Intersect (1997), and European Cases of the Reincarnation Type (2003). Available titles by Ian Stevenson:

    http://www.questbooks.net/author.cfm?authornum=237

     

    . ชาติภพ   โดย Brian L.Weiss,M.D.   ( มหาวิทยาลัยไมอามี่)   จุไรรัตน์ อารยะกิตติพงศ์  แปล สำนักพิมพ์มติชน ๑๒ ถ.เทศบาลนฤมาล ประชาชื่น๑ กทม.  ๑๐๙๐๐

    http://www.matichonbook.com/images/cover/L470426102702.jpg
    ชื่อหนังสือ : ชีวิตระหว่างภพ (
    Life between Life)
    หมวด : สารคดี -- สิ่งลี้ลับ/ความเชื่อ
    ผู้แต่ง : อรทัย เจริญชาติ
    จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
    พิมพ์ครั้งที่ 4 : สำนักพิมพ์มติชน กันยายน 2548
    กระดาษปอนด์เหลือง ปกอ่อน
    จำนวนหน้า : 267 หน้า
    ขนาดหนังสือ : 14.6
    cm. x 25 cm.

    ISBN : 974-322-433-5

     

    . ประจักษ์พยานตายแล้วเกิด โดย   ดร. บุณย์ นิบเกษ โรงพิมพ์สหมิตรออฟเซท ๔๘ /๕๔  ถนนพระสุเมรุ   บ้านพานถม  พระนคร กทม. ๑๐๒๐๐โทร.๒๘๒๒๒๐๘  พิมพ์ครั้งที่ ๓

    . จิตใต้สำนึกกับการระลึกชาติ  โดย Jess Stearn  “ทศยุทธ์” แปล สำนักพิมพ์เรืองบุญ ๑๐/  .๗ ต.บางกระสอ   .พระประแดง จ.สมุทรปราการ       

    . ๒๕ ผู้ระลึกชาติ   โดย  นที ลานโพธิ   และคณะ    สำนัก พิมพ์ธารบัวแก้ว    ๒๕//๕๔ ซ.หมู่บ้านเจริญรัตน์ ถ.ประชาราษฏร์ ๑๖  .ตลาดขวัญ   .นนทบุรี 

    . แว่นส่องจักรวาฬ  โดย พ...ชลอ อุทกภาชน์ ธ.. โรงพิมพ์รุ่งเรืองรัตน์ ๔๗  .เฟื่องนคร พระนคร       กรุงเทพฯ ๒๕๐๒ (นายรวล รุ่งเรืองธรรม)

     

                    เนื้อหาของหนังสือทั้ง ๖ เล่มนี้จะบอกให้รู้ว่า เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด นรก สวรรค์ มิใช่เป็นความเชื่อของชาวพุทธ  แต่เป็นกฏธรรมชาติที่มีอยู่คู่โลกและจักรวาล  ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะเชื่อหรือไม่เชื่อ  จะนับถือศาสนา/ศาสดาองค์ใดก็ตาม  ถ้าหากเขายังมีกิเลสตัณหาในจิตใจอยู่   เขาก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภูมิทั้ง ๓๑ ไม่มีที่สิ้นสุด ต้องเวียนสุขเวียนทุกข์  เป็นเทพบ้าง  เป็นมนุษย์บ้าง  เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง   ตกนรกบ้าง   ตามอำนาจบุญและบาปที่ตนเองได้ทำไว้ไม่มีที่สิ้นสุด

     

    ชาติหน้ามีจริงหรือ? 

                    พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งกฎธรรมชาติว่า   สัตว์ทุกชีวิตเคยเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน(1)    ผู้ที่ไม่เคยเกิดเป็นพ่อแม่กันมาก่อนหาได้ยาก(2)     บางชาติเกิดเป็นเทวดา   บางชาติเป็นมนุษย์     บางชาติเป็นสัตว์เดรัจฉาน  บางชาติเกิดเป็นเปรต/อสุรกาย  บางชาติต้องตกนรก   ต้องเวียนว่ายตาย-เกิดอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ตามอำนาจบุญและบาปที่ตนเองได้ทำไว้    เหตุการณ์ทุกอย่างที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่มีคำว่าโชคหรือบังเอิญทุกอย่างเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำของเราในอดีตทั้งสิ้น(3)

    ......อ้างอิง...ดูรายละเอียดใน พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงการราชิวิทยาลัย (เล่มที่ / หน้าที่ )

    1. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ หน้า ๒๒๓ 
    2. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ หน้า ๒๒๗ 
    3. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ หน้าที่ ๓๕๐-๓๖๕

     

    ตายแล้วไปไหน

                    พระพุทธเจ้าตรัสว่า“ จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา  จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ  สุคติ ปาฏิกงฺขา”          แปลว่า..เมื่อจิตผ่องใส สุคติเป็นอันหวังได้  เมื่อจิตเศร้าหมองทุคติเป็นอันหวังได้.. 

                    หมายความว่า …ขณะที่เราตาย ถ้าจิตผ่องใสพอตายปุ๊ป จะไปเกิดในสุคติทันที จะเกิดเป็นมนุษย์เทวดาหรือพรหมตามกำลังความผ่องใสของจิตขณะสุดท้าย...แต่ถ้าขณะที่จะตายมีจิตเศร้าหมอง  พอตายปุ๊ปก็จะไปเกิดในทุคติทันที  จะเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน  เปรต/อสุรกาย หรือตกนรก  ตามกำลังความเศร้าหมองของจิตขณะสุดท้าย

    ....อ้างอิง..ดูรายละเอียดใน พระไตรปิฎก(มจร.)เล่มที่ ๑๒ หน้า ๖๓ ,และคัมภีร์อรรถกถา หน้า๑๘๐

     

    นรกเป็นเช่นไร?    

                    นรก  คือ  ภพที่มีแต่ความร้อนรนทุกข์ทรมานหลบหนีไม่ได้   พระเถระท่านหนึ่งกล่าวเปรียบไว้น่าฟังว่า  “ ท่านเคยฝันร้ายที่ต้องถึงกับสะดุ้งตื่นหรือเปล่า? ความรู้สึกในนรกก็เหมือนกันกับฝันร้ายอย่างสุดๆ  ต่างกันแต่ในนรกไม่มีโอกาศผวาตื่นเท่านั้นเอง  (ดูรายละเอียดได้ในพระไตรปิฎก(มจร.)เล่มที่ ๑๔ หน้า ๒๔๒)

                    นรกมี ๒ ประเภท คือ

                    . นรกบนดิน เช่น คุก ตาราง ซ่องบางแห่ง ค่าย กักกันนักโทษสงครามบางที่ เป็นต้น

                    . นรกหลังตาย  เป็นภพของสัตว์ที่ต้องมาชดใช้กรรมชั่วที่ตนเองได้เคยทำไว้   มีแต่ความทุกข์ทรมาน และเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา หาระหว่างคั่นมิได้

                    ปัจจุบันเป็นยุคประชาธิปไตย  คนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์  และมีสิทธิเสรีภาพในการเชื่อหรือไม่เชื่อไม่มีใครมาบีบบังคับได้  หลักคำสอนในพระพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน พระพุทธเจ้าไม่อาจบังคับหรือเสกเป่าให้ใครมาเชื่อคำสอนของพระองค์ได้ พระองค์เป็นเพียงผู้ชี้ทางว่า ทางนี้เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ควรเดิน ทางนี้เป็นไปเพื่อทุกข์ เป็นทางเศร้าหมองควรละ  เราจะเชื่อและปฏิบัติตามพระองค์หรือไม่เป็นสิทธิของเรา

                    พระพุทธเจ้าตรัสว่า เรื่องนรกสวรรค์  ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เราไม่อาจบังคับได้ แต่ถ้าเชื่อจะมีผลดี ๒ ประการ คือ

                    . จะทำให้ชีวิตของเขามีแต่ความสุขความเจริญ เพราะไม่กล้าทำความชั่ว กลัวว่าตายแล้วจะไปตกนรก  แล้วหันมามุ่งทำแต่คุณงามความดีเพื่อจะได้ไปเกิดในสวรรค์ในชาติหน้า

                    . ถ้าเกิดนรกมีจริง เขาก็ไม่ต้องไปตกนรกเพราะมุ่งทำคุณงามความดีมาโดยตลอด

                    แต่ถ้าไม่เชื่อจะได้รับผลเสีย ๒ ประการเช่นกัน คือ

    . ชีวิตในชาติปัจจุบันไม่มีความสุข เพราะสร้างแต่ความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่นอยู่เสมอ ที่สุดก็ต้องไปอยู่ในคุก ตาราง ตกเป็นทาสของยาเสพติด

                                    . ถ้าหากนรกมีจริง เขาก็จะต้องตกนรกอย่างแน่นอน

                    สรุปว่า  ถ้าเชื่อจะมีแต่กำไรและเสมอทุน  แต่ถ้าไม่เชื่อจะมีแต่ขาดทุนกับขาดทุน

    ดูรายละเอียดใน พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๓ หน้า ๙๘

                    คัมภีร์พระไตรปิฎก ได้บรรทึกเรื่องนรกสวรรค์ไว้ให้พุทธศาสนิกชนหรือผู้สนใจได้ศึกษาค้นคว้าดังต่อไปนี้

                    . เทวทูตสูตร       เล่มที่ ๑๔  หน้าที่ ๒๕๙

                    . นรก  เล่มที่ ๑๙   หน้าที่ ๖๒๕

                    . เปรต เล่มที่ ๒๖  หน้าที่๑๖๘

                     . นรกใหญ่ ๘ ขุม  เล่มที่ ๒๘  หน้าที่ ๔๗

                    . เทพบุตร เทพธิดา  เล่มที่ ๒๖ หน้า ๘-๑๕๐

     

    เนื่องจากปัจจุบันเป็นยุควิทยาศาสตร์  ความรู้หรือหลักวิชาการทุกอย่างต้องผ่านการทดสอบทดลองทางวิทยาศาสตร์เสียก่อนจึงจะเชื่อถือได้   อย่างน้อยก็ต้องให้คนจบปริญญาเอกสักคนช่วยค้ำประกันให้  ฉะนั้น จึงขอเสนอรายชื่อหนังสือที่เขียนโดยศาสตราจารย์ของฝรั่ง มีเนื้อหายืนยัน ว่าชาติหน้ามีจริงดังนี้    

    . 23 ผู้กลับชาติมาเกิด  โดย  Ian Stevenson, M.D. (ศาสตราจารย์ น..เอียน สตีเวนสัน)   มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย  พิมพ์โดย อภิธรรมมูลนิธิ หน้าพุทธมณฑล อ. พุทธมณฑล  จ. นครปฐม 73170

    http://www.questbooks.net/author.cfm?authornum=237

    Ian Stevenson, M.D. is known for his groundbreaking research into the phenomena of children who remember previous lives. From 1967-2001, Dr. Stevenson was the Director of the Division of Personality Studies at the University of Virginia. Ian Stevenson’s research into cases of children who claim to remember previous lives has taken him around the world. He employs rigorous scientific methods in his research into such cases. His Twenty Cases Suggestive of Reincarnation, published in 1966, documented 20 cases in which reincarnation was offered as the most plausible explanation for the phenomena. Dr. Stevenson is the author of many other books, including Unlearned Language (1984), Children Who Remember Previous Lives:  A Question of Reincarnation (1987), Where Reincarnation and Biology Intersect (1997), and European Cases of the Reincarnation Type (2003). Available titles by Ian Stevenson:

    http://www.questbooks.net/author.cfm?authornum=237

     

    . ชาติภพ   โดย Brian L.Weiss,M.D.   ( มหาวิทยาลัยไมอามี่)   จุไรรัตน์ อารยะกิตติพงศ์  แปล สำนักพิมพ์มติชน ๑๒ ถ.เทศบาลนฤมาล ประชาชื่น๑ กทม.  ๑๐๙๐๐

    http://www.matichonbook.com/images/cover/L470426102702.jpg
    ชื่อหนังสือ : ชีวิตระหว่างภพ (
    Life between Life)
    หมวด : สารคดี -- สิ่งลี้ลับ/ความเชื่อ
    ผู้แต่ง : อรทัย เจริญชาติ
    จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
    พิมพ์ครั้งที่ 4 : สำนักพิมพ์มติชน กันยายน 2548
    กระดาษปอนด์เหลือง ปกอ่อน
    จำนวนหน้า : 267 หน้า
    ขนาดหนังสือ : 14.6
    cm. x 25 cm.

    ISBN : 974-322-433-5

     

    . ประจักษ์พยานตายแล้วเกิด โดย   ดร. บุณย์ นิบเกษ โรงพิมพ์สหมิตรออฟเซท ๔๘ /๕๔  ถนนพระสุเมรุ   บ้านพานถม  พระนคร กทม. ๑๐๒๐๐โทร.๒๘๒๒๒๐๘  พิมพ์ครั้งที่ ๓

    . จิตใต้สำนึกกับการระลึกชาติ  โดย Jess Stearn  “ทศยุทธ์” แปล สำนักพิมพ์เรืองบุญ ๑๐/  .๗ ต.บางกระสอ   .พระประแดง จ.สมุทรปราการ       

    . ๒๕ ผู้ระลึกชาติ   โดย  นที ลานโพธิ   และคณะ    สำนัก พิมพ์ธารบัวแก้ว    ๒๕//๕๔ ซ.หมู่บ้านเจริญรัตน์ ถ.ประชาราษฏร์ ๑๖  .ตลาดขวัญ   .นนทบุรี 

    . แว่นส่องจักรวาฬ  โดย พ...ชลอ อุทกภาชน์ ธ.. โรงพิมพ์รุ่งเรืองรัตน์ ๔๗  .เฟื่องนคร พระนคร       กรุงเทพฯ ๒๕๐๒ (นายรวล รุ่งเรืองธรรม)

     

                    เนื้อหาของหนังสือทั้ง ๖ เล่มนี้จะบอกให้รู้ว่า เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด นรก สวรรค์ มิใช่เป็นความเชื่อของชาวพุทธ  แต่เป็นกฏธรรมชาติที่มีอยู่คู่โลกและจักรวาล  ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะเชื่อหรือไม่เชื่อ  จะนับถือศาสนา/ศาสดาองค์ใดก็ตาม  ถ้าหากเขายังมีกิเลสตัณหาในจิตใจอยู่   เขาก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภูมิทั้ง ๓๑ ไม่มีที่สิ้นสุด ต้องเวียนสุขเวียนทุกข์  เป็นเทพบ้าง  เป็นมนุษย์บ้าง  เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง   ตกนรกบ้าง   ตามอำนาจบุญและบาปที่ตนเองได้ทำไว้ไม่มีที่สิ้นสุด

     

  5. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    7
    guest
    เกเกอร์ โจฮัน   เมลเดล
    เกเกอร์ โจฮัน เมลเดล 222.123.238.135
    ทษฤดีนี้ไม่ดีเลยครับ
  6. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ดีจังเย้ย.....1
  7. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    สุดยอด8
  8. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    สุดยอดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด3
  9. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    มีแฟนเป็นเด็กไม่ดีเลย110
  10. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    รักแสตมป์ ป.5/3จาก แก๊งกุหลาบไฟ เด็กกฤตศิลป์วิทยา
  11. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    รัก ด.ช. ธีระรัช เสริงรมย์ ป.5/3จาก แก็งกุหลาบไฟ เด็กกฤตศิลป์
  12. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เปนสิ่งที่ดีมีความรู้มากกกกกกกกกกกกกกกกก
ซ่อน

แสดงความคิดเห็น