|
รุ่นพี่ คนที่ 1 ปารัชญ์ โพธิ์เนียม (เล็ก) คณะสัตวแพทยศาสตร์ ปี 3 มหาวิทยาลัยมหิดล พี่เป้ : แนะนำตัวหน่อยค่ะ พี่เล็ก : ค่า สวัสดีค่ะ ชื่อ เล็กค่ะ นางสาวปารัชญ์ โพธิ์เนียม อยู่ชั้นปีที่ 3 คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
พี่เป้ : เล็กเข้ามาเรียนคณะนี้โดยวิธีไหนคะ แล้วเตรียมตัวยังไงบ้าง พี่เล็ก : เข้ามาเรียนโดยการสอบโควต้าเข้ามาค่ะ ที่นี่ครึ่งนึงจะเป็นเด็กโควต้า การสอบจะจัดสอบราวๆ เดือน พฤศจิกายน - ธันวาคม เริ่มประกาศรับสมัครช่วงเดือนสิงหาคม การสอบก็จะสอบ 7 วิชา 4 ชุดข้อสอบ คือ คณิตศาสตร์ ชีววิทยา เคมี-ฟิสิกส์ ไทยสังคม-อังกฤษ จะมีโควต้าวิทยาเขต ( 4 วิทยาเขต สอบได้เฉพาะจังหวัดที่กำหนดใน วิทยาเขตนั้นๆ) กับโควต้าความถนัดทางวิชาชีพ(รับทั่วประเทศ) เกณฑ์ผ่านคือคะแนนรวมทุกวิชาต้องเกิน 30 % พอผ่านก็ต้องมา สอบ ความถนัดทางวิชาชีพและสอบสัมภาษณ์ต่อไป
วิธีเตรียมตัวตอนม.6 นี่จะไม่เรียนพิเศษแล้วอะค่ะ ใช้วิธีอ่านเองที่บ้าน จะได้มีเวลาอ่านทบทวนเยอะ การอ่านก็จะใช้วิธีเขียน แพลนไว้ว่าจะอ่านอะไรยังไง บทนี้ วิชานี้ ต้องจบวันไหน จะเลือก อ่านวิชาที่ตัวเองไม่ถนัดก่อน จะได้มีเวลาทบทวนเยอะๆ อ่านหนังสือ จริงๆราวๆสามเดือน (น้อยเนอะ ^ ^) แต่อ่านทุกวัน 3 ทุ่มถึง ราวๆ ตี 2 ก็จะอ่านวิชาที่กำหนดไว้แล้ว ก็จะอ่าน reading ทุกวันวันละ 1 เรื่อง เพราะอ่อนด้อยภาษาอังกฤษมากมาย แหะๆ - -" ที่สำคัญที่สุด คือ เราต้องพื้นฐานในห้องเรียนมาแล้ว เวลาทบทวนก็จะได้ใช้เวลาน้อยกว่า เข้าใจในสิ่งที่อ่านง่ายกว่า
พี่เป้ : บรรยากาศในคณะเป็นยังไงบ้างคะ เฮฮา อบอุ่นอะไรยังไงบ้าง พี่เล็ก : คณะสัตวแพทย์จะเรียนที่ศาลายา (ศาลายาไม่ใช่วิทยาเขตนะ ^ ^) ตลอด 6 ปีค่ะ อาจจะมีไปที่อื่นบ้างแต่ไม่ได้อยู่ถาวร อ้อ เรามีคณะที่วิทยาเขตกาญจนบุรีด้วย มีโรงพยาบาลสำหรับการเรียนการสอน ทั้งที่ศาลายาและกาญฯ ที่กาญฯ อากาศดีมากกกก ร้อนตับแตก ไม่ก็หนาวจนไม่อยากอาบน้ำ เหอะๆ แต่บรรยากาศดี อยู่บนเขา ตอนปีหนึ่งจะเรียนรวมที่คณะวิทย์ เป็นเตรียมสัตวแพทย์(น้องๆ บางคนอาจไม่รู้แต่ข้อสอบจั่วหัวยังงี้จริงๆนะ ^ ^) ก็จะเรียนและตัดเกรดกับคณะในกลุ่มหมอๆ ด้วยกัน เรียนวิชาคำนวณด้วยนะ (ใครไม่ชอบต้องทำใจ) เทอมแรกมีเรียน Calculus and Systems of Ordinary Differential Equations กับ Basic Physics for Medical Science เทอมสองเรียน Statistics for Medical Science และ Physics for Medical Science ก็จะแอบยากเพราะหมอทั้งหลายเก่งมากกกกก ปีหนึ่งจะเป็นปีที่มีเพื่อนเยอะ หลายคณะมากๆ เพราะมีเรียนวิชาศึกษาทั่วไป(MUGE) เด็กๆ อาจไม่ค่อยชอบเพราะจะอารมณ์ประมาณการเรียนวิชาสังคมแต่เรียนตั้ง 3 ตัว ถือว่าเยอะมากแต่เกรดดีน้อ ปีหนึ่งถ้าใครติดเอฟก็ต้องไปเรียน summer ที่พญาไท อยากจะแอบบอกว่าคณะสัตวแพทย์เราไปเรียนเยอะสุดแล้ว ในบรรดาหมอๆทั้งหมด แหะๆ - - พอขึ้นปีสองก็จะเริ่มเป็นการเรียนสัตวแพทย์จริงๆ จังๆ แล้ว ก็จะย้ายมาเรียนที่ตึกคณะ เป็นการตัดขาดจากโลกภายนอก เหอะๆ พอขึ้นปีสองการเรียนก็จะหนักขึ้น บางวันเรียนตั้งแต่แปดโมงครึ่ง ไปเลิกเอาตอนห้าโมงเย็นกันเลยทีเดียว การเรียนในปีหลังๆจะขึ้นกับความตั้งใจของเราเป็นหลัก เพราะเป็นวิชาใหม่ที่ไม่เคยเรียน แถมสไลด์อาจารย์ก็ภาษาอังกฤษ หนังสือให้อ่านก็ภาษาอังกฤษอีก แล้วอีกอย่างที่มหิดล คณะสัตวแพทย์ คือ veterinary science ไม่ใช่ veterinary medicine น้องอาจจะงงว่ามันต่างกันยังไง vet sci จะเน้นในด้านการทำวิจัย ควบคู่ไปกับการเรียน ที่มหิดลก็เลยจะมีวิชาที่เกี่ยวกับการทำวิจัยเยอะมากราวๆ 20 หน่วยกิต มีการทำ research ในตอน ปี 4 และ ปี 6 มีวิชาที่เกี่ยวกับสัตว์ป่าและการอนุรักษ์เยอะ นอกจากนี้เรามีสอนเกี่ยวกับสัตว์ทดลองด้วยนะ การเรียนก็จะเป็น class เล็กๆ มีนักศึกษาราวๆ 40-50 คนต่อชั้นปี การมีคนต่อชั้นปีน้อยจะมีประโยชน์เวลาเรียนเพราะเราจะได้ทำจริงๆจังๆทุกคน รวมแล้วทั้งคณะก็จะมีราวๆ 200-300 คนเอง เป็นคณะเล็กที่อบอุ่น แทบจะจำกันได้หมด เวลาทำกิจกรรมก็จะปวดหัวนิดหน่อย เพราะคนนึงก็จะทำหลายงานมาก จะเป็นคณะที่รวมของแปลก แปลกยังไงน้องๆ ต้องเข้ามาสัมผัสเอง
พี่เป้ : ลองพูดถึงอาจารย์ซักท่านที่ประทับใจ แล้วทำไมถึงประทับใจท่าน พี่เล็ก : อาจารย์ที่ประทับใจก็อาจารย์สัตวแพทย์หญิง วันทนีย์ รัตนศักดิ์ค่ะ อาจารย์เป็นคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหิดล อาจารย์เป็นสัตวแพทย์สัตวทดลองรุ่นบุกเบิกเลยค่ะ มีส่วนช่วยในการพัฒนาการเลี้ยงและผลิตสัตว์ทดลองในเมืองไทยให้มีมาตรฐาน ท่านสอนให้เราเห็นความสำคัญของสัตว์ ทดลองต่องานวิจัย ท่านเคยเป็นผู้อำนวยการสำนักสัตว์ทดลองแห่งชาติด้วย (สำนักเนี่ยก็ตั้งอยู่ข้างๆ คณะนี่แหละค่ะ)
พี่เป้ : ที่มหิดลมีแบ่งสาขามั้ยคะ แล้วแบ่งเป็นอะไรบ้าง พี่เล็ก : มหิดลไม่มีแบ่งสาขาค่ะ เราจะเรียนทฤษฎีทั้งหลายจบภายในปี 5 แล้วพอปี 6 ก็จะออกฝึกงานทั้งปี ทุกคนต้องทำได้ทุกอย่าง ดังนั้นเราก็เลยจะไม่ค่อยเห็นหน้าพี่ปี 6 กันซักเท่าไหร่
พี่เป้ :คิดว่าคนที่จะมาเรียนคณะนี้ นอกจากรักสัตว์แล้ว ควรมีคุณสมบัติอะไร เป็นพิเศษมั้ย พี่เล็ก : ต้องเป็นคนที่มีความขยันและอดทนค่ะ เพราะการเรียนในห้อง ะหนักมาก มีวิชาให้จำเยอะแยะ พอออกไปทำงานงานก็ลำบาก บางทีก็ต้องออกไปตากแดดตากลม หรือไม่ก็มานั่งขัดบ่อกบ(อันนี้พี่เค้า ทำกันมาจริงๆนะ ^ ^) นอกจากนี้ต้องเป็นคนละเอียดอ่อน ที่สำคัญต้องไม่กลัวเลือดและตาบอดสีนะ ไม่งั้นเวลาเรียนผ่าตัดจะทำไม่ได้
พี่เป้ : ลองมองสังคมไทยในปัจจุบัน คิดว่าปัญหาสัตว์อะไรควรได้รับ การแก้ไขมากที่สุด พี่เล็ก : ปัญหาสุนัขจรจัดค่ะ ตรงนี้มันเป็นปัญหามานานแล้ว ที่คนเอาสุนัข มาปล่อย จะขอยกตัวอย่างที่มหิดลศาลายานะคะ ก่อนที่จะมีบ้านรักษ์หมาเนี่ย จะมีสุนัขจรจัดเต็มไปหมดเลย เพราะมีคนเอามาปล่อย พอมีคนเอามาปล่อย ก็มีคนใจบุญเอาอาหารมาเลี้ยง นานวันเข้ามันก็เยอะจนกลายเป็นปัญหาหลายๆ อย่าง ทั้งความสกปรก กัดกัน และบางทีก็ทำร้ายคน สุนัขที่ศาลายายังได้รับการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้านะคะ แต่ถ้าเป็นข้างนอกล่ะ? พอคณะมีการตั้งบ้านรักษ์หมาขึ้นมาเพื่อรวบรวมสุนัขจรจัดเหล่านี้ให้มีที่อยู่และทำการฝึกนิสัยเพื่อหาเจ้าของให้ต่อไป ก็มีคนเอาสุนัขมาปล่อยเยอะขึ้น บางคนก็คิดว่ามันเป็นการทารุณกรรม ก็ไปแอบปล่อยออกมาก็มี ทั้งๆที่บางตัวมันป่วยต้องกินยา พอมาปล่อยมันออกไปก็เกิดปัญหา ต้องไปตามหา
พี่เป้ : แล้วที่มหิดลจะมีการจัดค่ายให้แก่น้องๆ ที่อยากเข้าคณะนี้ ด้วยหรือเปล่าคะ จัดเมื่อไรยังไง พี่เล็ก : มีค่ะ ชื่อค่ายฟ้าหม่น...คนดี ค่ายจะจัดราวๆ ปลายเดือนมกรา-กุมภา ของปีนี้มีการติดประกาศรับสมัครแล้ว โหลดใบสมัครใน http://www.vetmu.com/index.php รีบๆ สมัครนะคะ รับน้อย เพราะคนทำงานน้อย แล้วมาเจอกันค่ะ
พี่เป้ : สุดท้ายอยากให้ฝากถึงน้องๆ ที่อยากเข้าคณะนี้ พี่เล็ก : การเรียนที่คณะสัตวแพทย์ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม ต้องใช้ความพยายามและอดทนมากๆ จบมาแล้วงานก็ไม่ได้สบาย เป็นวิชาชีพที่ต้องใช้ความรับผิดชอบสูงมาก อยากให้น้องๆ ลองถามตัวเองดูดีๆ ว่าแน่ใจแล้วรึยังที่จะเข้ามาเรียน ไม่อยากให้เลือกเพราะชั้นไม่ชอบคำนวณ(เพราะมันต้องใช้นะ) หรืออยากเรียนหมอแต่ไม่ได้ ที่มหิดล ตอนปีหนึ่งเกรดน้องจะแย่จนถึงขั้นติดโปร นอกจากนี้พอขึ้นปีสูงๆ ก็จะเรียนหนักมาก ไม่ค่อยมีเวลาเป็นของตัวเองเท่าไหร่ น้องรับได้รึเปล่า พี่ไม่อยากให้น้องเสียเวลาหนึ่งปีไปเปล่าๆ หรือเข้ามาเรียนแล้วไปไม่ไหว การจะสอบเข้ามาไม่ยากหรอกค่ะ ถ้าเทียบกับการเรียนในคณะ สู้ๆ นะคะ แล้วเจอกันที่บ้านสีฟ้าหม่นค่ะ |