|
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com .... เจอกับ พี่เป้ และคณะในฝันทุกๆ วันพุธเช่นเคย ! ตอนนี้น้องๆ ทุกคนก็คงรู้แอดมิชชั่นกันหมดแล้ว ยังไงก็ขอแสดงความยินดีกับนิสิตนักศึกษาใหม่ทุกคนเลยนะคะ .... และคณะในฝันสัปดาห์นี้ เรายังอยู่กันที่ "คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาเกาหลี" เอกภาษาหนึ่งที่มาแรงมากในช่วง 2-3 ปีนี้ สาเหตุหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยนั่นก็มาจากกระแส K-POP ที่บูมอย่างมากในบ้านเรา แต่ขอบอกเลยค่ะว่า การจะเข้ามาเรียนเอกภาษาเกาหลีในระดับมหาวิทยาลัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ! ไม่ใช่แค่เพราะชอบดงบังชินกิแล้วจะมาเรียนได้นะ ! ถ้าอยากรู้ล้วงลับตับแตกชีวิตรุ่นพี่ที่เรียนเอกภาษาเกาหลีจริงๆ ล่ะก็ ตาม พี่เป้ มาโลดดดด

- ก่อนอื่นช่วยแนะนำตัวแก่น้องๆ หน่อยค่ะ
สวัสดีค่ะ ^ ^ ชื่อ ปิยะกุล บุญมี ชื่อเล่นแพร์ เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) คณะมนุษศาสตร์ เอกภาษาเกาหลี กำลังจะขึ้นปี 4 เทอมหน้านี้ค่ะ
- อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้แพร์เลือกเรียนเอกภาษาเกาหลีคะ
จริงๆ เลย ตอนแรกแพร์เรียนเอกเยอรมันที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ค่ะ แล้วก็ค้นพบว่าเราไปกันไม่ได้ ฮ่าๆๆ ช่วงเทอมสองเลยคิดว่าจะซิ่ว ก็เลยลองหาข้อมูลเกี่ยวมหาลัยวิทยาลัยอื่นๆ ค่ะ แล้วก็มาเจองานเขียนของรุ่นพี่เอกเกาหลี มศว ที่เว็บเด็กดีเนี่ยแหละค่ะ...ฮ่าๆๆ คือตอนนั้นยังไม่ได้เจาะจงค่ะว่าจะเรียนภาษาเกาหลี แค่อยากเรียนภาษาที่สามเฉยๆ แต่พอมาอ่านงานเขียนของรุ่นพี่เลยได้รู้ว่าตอนปี 3 ที่เอกเกาหลี มศว สามารถเลือกที่จะแลกเปลี่ยนไปเรียนที่ปูซานได้ก็เลือกเลยค่ะ แถมไม่ต้องกลับมาซ้ำปี 3 อีกรอบด้วย และถ้าได้ไปเรียนที่ประเทศเจ้าของภาษาเลยน่าจะได้ผลดีกว่า ตอนนั้นแพร์เลยตัดสินใจเลยค่ะว่าเอกนี้แหละ...

- ก่อนแอดมิชชั่นมีข้อมูลการเตรียมตัวยังไงบ้าง หรือรู้อะไรเกี่ยวกับภาษาเกาหลีบ้างมั้ย
รุ่นแพร์ใช้คะแนนโอเน็ตอย่างเดียวเลยค่ะ แล้วก็ยังไม่มีรับตรงค่ะ (แต่เห็นว่ารุ่นน้องปี 1 ปีนี้มีรับตรงแล้วค่ะ) ตอนก่อนแอดมิดชั่นก็มีไปเรียนพิเศษบ้างเหมือนคนอื่นๆ ค่ะ แล้วก็อ่านหนังสือเองช่วงก่อนนอนกับตอนเช้าบ้างนิดหน่อย เพราะเป็นคนอ่านตอนเช้าแล้วไม่ค่อยรู้เรื่อง สัปหงกตลอดค่ะ ฮ่าๆ ส่วนภาษาเกาหลีแพร์เคยเรียนพื้นฐานมาบ้างนิดหน่อย จริงๆ เรื่องที่ไม่เคยเรียนภาษาเกาหลีมาก่อนไม่ต้องกังวลเลยค่ะ เพราะอาจารย์จะสอนให้ตั้งแต่เริ่มต้นเลยค่ะ ทุกคนเข้ามาเริ่มต้นใหม่พร้อมกันหมด เพื่อนคนที่เคยเรียนมาแล้วก็อาจจะไปได้เร็วกว่าบ้าง แต่ไม่ต้องกังวลเลยเลยค่ะ เพราะอาจารย์ท่านจะสอนจนกว่าจะเข้าใจจริงๆ
- พอมาเรียนจริงๆ เกาหลียากหรือง่ายกว่าที่คิดคะ ยังไงบ้าง ความยากง่ายอยู่ตรงไหนเนี่ย
ตอนแรกๆ ก็ง่ายค่ะ เพราะพยัญชนะกับสระภาษาเกาหลีมีไม่มาก เรียนชั่วโมงเดียวก็รู้พยัญชนะสระครบแล้วค่ะ ตอนนั้นเราก็แบบ...เออดีนะที่เลือกภาษาเกาหลี ดูไม่ยากมาก เพศของคำศัพท์ก็ไม่มี (เข็ดกับภาษาเยอรมันค่ะ มีตั้งสามเพศ ฮ่าๆๆ) แต่พอเรียนไปเรื่อยๆ จะเริ่มสับสนค่ะ...อย่างแพร์จะชอบสับสนเรื่องไวยากรณ์ค่ะ แบบความหมายคล้ายๆ กันทำไมต้องมีหลายอันด้วย เช่น ไวยากรณ์ เพราะว่าของเกาหลีนี่มีเยอะมากเลยค่ะ แถมแต่ละอันก็มีกฎต่างอันอีก ทำเอามึนตึ๊บเลยค่ะ เช่น แค่จะใช้คำว่า "เพราะว่า" นี่มีให้เลือกหลายตัวมาก...ส่วนตัวแล้วแพร์คิดว่าความยากของภาษาเกาหลีอยู่ที่ความหลากหลายของไวยากรณ์กับคำศัพท์ค่ะ
.jpg)
- มีน้องๆ ถามมาเยอะว่า ก่อนเข้ามาเรียนเอกภาษาเกาหลีในระดับมหาวิทยาลัย ควรมีพื้นฐานระดับไหนถึงจะดีคะ
ไม่ต้องมีพื้นฐานมาก่อนก็เรียนได้ค่ะ แต่ถ้าช่วงปิดเทอมว่างๆ อยากเรียนก็ไปเรียนพวกพื้นฐานไว้ก่อนก็ได้ค่ะ แต่ถ้าไม่มีพื้นฐานก็ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ เข้ามาก็เริ่มใหม่พร้อมกันหมด ไม่ต้องกลัวว่าจะเรียนตามเพื่อนไม่ทัน บางคนไม่เคยเรียนมาก่อน แต่พอคะแนนสอบออกมาดีกว่าเพื่อนที่เคยเรียนมาแล้วก็มีค่ะ อยู่ที่ความพยายามแล้วก็ความขยันของเราค่ะ แต่ต้องเตรียมใจไว้ด้วยนะคะ เพราะเอกเราไม่ได้เรียนต่อยอดจากม.ปลายเหมือนเอกอื่นๆ เพราะฉะนั้นเนื้อหาที่เราจะเรียนใน 4 ปีก็ค่อนข้างหนักเลยค่ะ
- อยากให้ลองพูดถึงวิชาสนุกๆ ซัก 1 วิชาหน่อยค่ะ
ถ้าเป็นวิชาที่เรียนที่มศว แพร์ชอบ KOREAN READING ที่สุดค่ะ รุ่นแพร์เรียนกับอาจารย์สิทธินีค่ะ เป็นอาจารย์หัวหน้าภาคเอกภาษาเกาหลีค่ะ จริงๆ แล้วเพราะอาจารย์เนี่ยแหละค่ะก็เลยชอบวิชานี้ เพราะอาจารย์ท่านเป็นคนกระฉับกระเฉงตลอดเวลาค่ะ ทำให้เราตื่นตัวในการเรียนไปด้วย ไม่ง่วงไม่เบื่อเลยค่ะ แล้วอาจารย์ท่านเป็นกันเองกับลูกศิษย์มากๆ ค่ะ เวลาเรียนก็มีแซวกันได้บ้าง แต่แค่พอน่ารักนะคะ...ฮ่าๆๆ
และนอกจากเรื่องเรียนแล้วอาจารย์ยังสอนเรื่องอื่นๆ ให้อีกด้วยค่ะ อย่างเรื่องการเข้าสังคมกับคนรอบข้าง การทำงานร่วมกับคนอื่น บางทีก็เล่าประสบการณ์ตอนที่อาจารย์ไปเรียนที่เกาหลีให้ฟังค่ะ ทำให้เราเอาไปปรับใช้กับการเรียนของเราได้ด้วยค่ะ อาจารย์ไม่ใช่อาจารย์แบบครูระเบียบเป๊ะแบบลูกศิษย์ทุกคนจะต้องกลัวนะคะ แต่เป็นอาจารย์ที่ทุกคนให้ความเคารพค่ะ และอาจารย์ชอบให้ข้อคิดดีๆ เยอะแยะเลยค่ะ อย่างก่อนจะไปแลกเปลี่ยนที่เกาหลีอาจารย์ก็จะบอกไว้เลยค่ะว่า พวกเธอคิดดูนะ ถ้าพวกเธอไปนอนกลางวันที่นั่น พ่อแม่พวกเธอทำอะไรอยู่? เค้าทำงานหาเงินเพื่อส่งให้พวกเธอไปนอนกลางวันรึป่าว? ฝังติดสมองจนถึงทุกวันนี้เลยค่ะ...จะแอบนอนกลางวันที จะได้ยินเสียงอาจารย์ลอยมาในหัวเลยค่ะ ฮ่าๆๆๆ
.jpg)
แต่ถ้าเป็นวิชาตอนที่เรียนที่ปูซาน แพร์ชอบวิชาการแปลค่ะ วิชานี้จะได้เรียนกับนักศึกษาเกาหลีเอกภาษาไทยค่ะ ตอนเทอมแรกที่ไปเรายังปรับตัวไม่ได้ไงค่ะ...เลยรู้สึกว่าวิชานี้ยากมากกกกกกกก ใช้หนังสือเรียนภาษาไทยค่ะ แต่คือจะมีแต่ภาษาอังกฤษกับภาษาไทย นักศึกษาเกาหลีจะแปลจากอังกฤษเป็นไทย ส่วนเราก็จะแปลจากอังกฤษเป็นเกาหลีค่ะ แล้วคือต้องจดภาษาเกาหลีเอาเอง ตอนนั้นจดไม่ได้สักตัวเลยค่ะ ฟังไม่รู้เรื่องเลย จนอาจารย์ต้องให้จับคู่กับนักศึกษาเกาหลีค่ะ ให้พี่เค้าช่วยจดให้...ฮ่าๆๆ ทำให้เราได้คุยกับพวกพี่ๆ เค้ามากขึ้นด้วยค่ะ ตอนแรกๆ ยังมีเกร็งๆ กันบ้าง แต่พอเริ่มชินก็เริ่มมีคุยเล่นกันบ้างแกล้งกันบ้าง จนบางทีโดนอาจารย์ว่าเลยค่ะ...ฮ่าๆ
- แล้ววิชาไหนที่ยากบ้างล่ะ แบบหินสุดๆ
สำหรับแพร์เป็นวิชา KORAE TODAY ค่ะ เป็นวิชาที่เรียนที่ปูซาน เรียนเกี่ยวกับเรื่องการดำรงชีวิตของคนเกาหลีค่ะ แทบเรียกได้ว่าเรียนเกือบทุกเรื่องเลยค่ะ อย่างคนเกาหลีเวลาว่างชอบทำอะไรกัน เศรษฐกิจ การศึกษา วิชานี้คำศัพท์ยากมากกกกกกกกก แบบเปิดมาไม่รู้เรื่องเลยสักคำอ่ะค่ะ ต้องเปิดพจนานุกรมแทบทุกคำ แถมเรียนกับนักเรียนจีนค่ะ คือพวกนักเรียนจีนนี่จะเก่งกันมากๆ ค่ะ บางคนเข้าเอกของมหาลัยที่นี่แล้วมาเรียนก็มี บางคนเค้าสามารถฟังข่าวเกาหลีได้แล้วอ่ะค่ะ ลมแทบจับ...ทำไมถึงได้เก่งกันขนาดนั้น ฮ่าๆๆ
นอกจากเรียนตามเนื้อหาในหนังสือแล้ว อาจารย์จะให้หาข่าวมาคนละข่าวค่ะ แล้วให้เอามาเล่าสรุปย่อๆ ให้เพื่อนในกลุ่มฟัง ศัพท์คำไหนเพื่อนไม่รู้ เราก็ต้องอธิบายให้เพื่อนเข้าใจให้ได้ค่ะ ก็เลยต้องเตรียมตัวมาก่อน หาความหมายศัพท์มาก่อนค่ะ อย่างแพร์จะหาความหมายศัพท์แบบเป็นภาษาเกาหลีง่ายๆ กับเรื่องย่อของข่าวเตรียมไว้เลยค่ะ เพราะเพื่อนที่ถามส่วนมากจะเป็นเพื่อนคนจีนค่ะ ไม่สามารถลักไก่บอกเป็นภาษาไทยได้ ฮ่าๆๆๆ
.jpg)
- ได้ยินว่าต้องมีไปแลกเปลี่ยน 1 ปีที่ปูซานด้วย อะไรยังไงบ้าง เม้าท์ๆ ให้ฟังหน่อยค่ะ ^^
รู้สึกดีใจมากค่ะที่ตอนนั้นตัดสินใจแอดมิดชั่นเข้าเอกนี้ เพราะ 1 ปีที่ไปแลกเปลี่ยนมาเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้ในห้องเรียนจริงๆ ค่ะ นอกการภาษาเกาหลีแล้ว ยังได้เรียนรู้อะไรอีกหลายๆ อย่างเลยค่ะ เรื่องไปเที่ยวนี่สำคัญที่สุดเลยค่ะ เพราะถ้ามัวแต่กลัวหลงทาง ก็จะไม่ได้ออกไปไหนเลยค่ะ เรื่องหลงทางนี่ไม่ต้องกลัวเลยค่ะ เพราะยังไงก็หลงอยู่แล้ว ฮ่าๆๆๆ แต่ถ้าหลงก็ถามคนแถวนั้นเลยค่ะ หาคนที่หน้าใจดีๆ เค้าพร้อมที่จะช่วยเราอยู่แล้วค่ะ คนเกาหลีเองยังเคยมาถามทางแพร์เลยค่ะ ขนาดเจ้าของประเทศเค้ายังหลง นับภาษาอะไรกับเรา ฮ่าๆๆ เพราะฉะนั้นไม่ต้องอายค่ะ ถามไปเลย นอกจากจะได้เที่ยวแล้วยังได้ฝึกภาษาอีกด้วยค่ะ
นอกจากเรื่องไปเที่ยวนะคะ ก็เรื่องเพื่อนคนเกาหลีค่ะ...มาเรียนถึงนี่ก็ควรจะต้องมีเพื่อนคนเกาหลีใช่มั้ยคะ คือตอนแรกเค้าจะไม่สนใจเราหรอกค่ะ เพราะถือว่าไม่รู้จัก เราต้องเข้าหาเค้าก่อนค่ะ ชวนคุย ถามนั่นถามนี่ ถามไปเถอะค่ะ ชวนไปกินข้าว ไปซื้อของด้วยกัน อะไรอย่างงี้อ่ะค่ะ พอเค้าเริ่มคุ้นกับเราแล้ว หลังๆ เค้าก็จะมาชวนเราเองค่ะ แล้วก็อันนี้ถือว่าเป็นเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ นะคะ คือคนเกาหลีเค้าชอบสังสรรค์กันมากค่ะ และก็ไม่พ้นดื่มเหล้า เรื่องดื่มเหล้านี่ที่ไทยจะดูไม่ค่อยดีใช่มั้ยคะ? แต่ที่เกาหลีเป็นเรื่องปกติค่ะ ถ้ารุ่นพี่ เพื่อน หรือรุ่นน้องมาชวนไปสังสรรค์ไปเลยค่ะ เพราะในวงเหล้าเนี่ยแหละค่ะที่เราจะได้ฝึกจริงๆ แต่ยังไงก็ควรมีเพื่อนไปด้วย ต้องให้ตัวเองปลอดภัยไว้ก่อนค่ะ วงเหล้าของเกาหลีเค้าไม่เอาแต่ชนกันเฉยๆ นะคะ ส่วนมากจะเล่นเกมกันค่ะ พอบรรยากาศสนุกสนานเราก็จะสามารถพูดคุยกันได้ง่ายขึ้นค่ะ แต่คนที่ดื่มเหล้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะคะ ชวนไปกินข้าวด้วยกันเฉยๆก็ได้ค่ะ ฮ่าๆๆ

- แล้วจากที่แพร์ไปมา รู้สึกว่าได้อะไรกลับมาบ้างจากการไปแลกเปลี่ยนครั้งนี้
เรื่องภาษาเกาหลีเนี่ยต้องได้มาบ้างอยู่แล้วค่ะ เพราะตั้งแต่ตื่นจนนอนจะได้ยินแต่ภาษาเกาหลีค่ะ ดูโทรทัศน์ก็เป็นภาษาเกาหลี ไปตอนแรกๆหงุดหงิดมากกกก...ดูอะไรก็ไม่รู้เรื่องสักอย่าง ฮ่าๆ แต่อย่างน้อยถึงจะขี้เกียจยังไง ถ้าเป็นเรื่องทั่วๆ ไปที่ไม่ใช่เรื่องเฉพาะทางที่มีศัพท์เฉพาะเยอะๆ ก็จะฟังรู้รื่องค่ะ แต่จะพูดเก่งไม่เก่ง คล่องไม่คล่อง อันนี้ขึ้นอยู่กับตัวเองค่ะ ถ้าเราเจอคนเกาหลีเยอะ เราก็จะได้ฝึกเยอะค่ะ แต่ที่ดีที่สุดคือประสบการณ์ค่ะ เพราะเรื่องนี้ไม่สามารถสอนหรือถ่ายทอดให้กันได้ ต้องไปเจอไปลองด้วยตัวเองถึงจะรู้ค่ะ เรื่องการใช้ชีวิตด้วยค่ะ เพราะตอนนั้นพ่อแม่ไม่ได้ตามเราไปเรียนด้วยใช่มั้ยคะ เราต้องรับผิดชอบตัวเราเองให้ได้ เรียนเป็นเรียน เล่นเป็นเล่น เต็มที่กับทุกอย่าง เพราะหนึ่งปีนี่สั้นมากนะคะ ในเมื่อเราได้โอกาสมาแล้วก็ควรทำให้เต็มที่ค่ะ แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ขึ้น มองโลกกว้างขึ้น
นอกจากประสบการณ์ก็เรื่องเพื่อนค่ะ ก็สนิทกับเพื่อนคนไทยที่ไปด้วยกันมากขึ้น เพราะผ่านอะไรที่ลำบากๆ มาด้วยกัน แล้วก็มีเพื่อนคนเกาหลีกับเพื่อนต่างชาติด้วยค่ะ อย่างของแพร์นี่พอจบจากที่ปูซาน ก็ไปลงคอร์สเพิ่มของที่มหาวิทยาลัยยอนเซที่โซลค่ะ ตอนนั้นมีเพื่อนต่างชาติเยอะมากๆ แล้วก็ค่อนข้างที่จะสนิทกันค่ะ ไปกินข้าว ไปเที่ยวเล่นด้วยกันบ่อย ถึงจะกลับไทยมาแล้ว ก็ยังติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ ค่ะ เพื่อนๆ จะชอบชวนให้ไปเที่ยวบ้าน แต่ที่อังกฤษงี้ ฝรั่งเศสงี้ ไปตอนนี้โดนพ่อตัดออกจากกองมรดกแน่ค่ะ ฮ่าๆๆ
.jpg)
- เคยมีคนพูดหรือถามมั้ยว่า เรียนไปทำไม บ้าดารารึเปล่า เรียนเพราะกระแส ... รู้สึกยังไงบ้าง
โอ๊ยยยยยยยยยย...เยอะมากค่ะ จริงๆ แล้วบ้าดาราก็ไม่ผิดนะคะ อย่างไปดูคอนเสิร์ตไปดูไลฟ์อะไรอย่างงี้ก็เป็นเรื่องปกติค่ะ แต่ควรจะอยู่ในความพอดี แพร์เองก็ชอบค่ะ...ฮ่าๆๆ อย่างนักร้องหรือรายการเกาหลีอ่ะค่ะ มันสนุกจริงๆ ถ้าเราชอบเค้า ก็จะติดตามผลงานเค้า หรือดูรายการที่เค้าไปออกใช่มั้ยคะ...อยากเข้าใจว่าเค้าขำอะไรกัน ก็จะพยายามฟังพยายามหาศัพท์ตรงนั้นแหละค่ะ...ที่เป็นการฝึกภาษาเกาหลีไปในตัว แต่ถ้ามากเกินไป...แบบไปนอนเฝ้า ไปยืนตากหิมะตากฝนรอเค้าก็ไม่ไหวค่ะ สุขภาพเราต้องมาก่อนค่ะ
- มาพูดถึงมหาวิทยาลัยบ้าง แพร์มีความประทับใจต่อคณะและมศวยังไงบ้างคะ
ประทับความเป็นกันเองของพี่ๆ เพื่อนๆ ในคณะค่ะ บางคนไม่รู้จักแต่เคยเห็นหน้า พอเดินผ่านสบตากันก็ยิ้มให้ค่ะ ฮ่าๆๆ อย่างรุ่นพี่ ถึงจะอยู่คนละเอกกัน แต่ถ้าเข้าไปขอความช่วยเหลือ พี่เค้าก็จะช่วยอย่างเต็มที่ค่ะ แล้วก็ประทับใจสโมสรนิสิตคณะมนุษศาสตร์ค่ะ แพร์เคยเป็นตัวแทนเอกไปช่วยงานสโมสรนิสิต เลยได้รู้ว่าพี่ๆ เพื่อนๆ เค้าทำงานกันหนักมากจริงๆ ค่ะ นอกจากเรื่องกิจกรรมที่ต้องคอยดูแลแล้ว ยังต้องคอยดูแลความปลอดภัยกับความเรียบร้อยอีก พวกเค้าเป็นคนที่ต้องมาถึงที่จัดงานก่อนและกลับเป็นกลุ่มสุดท้ายเสมอค่ะ น้องบางคนอาจจะบ่นว่าพี่เค้าเข้มงวดบ้าง ดุบ้าง แต่นั้นเพื่ออยากให้น้องๆ ใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยให้อย่างมีความสุขแล้วก็ปลอดภัยในช่วงเวลา 4 ปีค่ะ แล้วก็ขอบคุณในความเสียสละของพี่ๆ เพื่อนๆ ที่มารับหน้าที่สโมสรนิสิตด้วยค่ะ
.jpg)
- แล้วที่คณะหรือที่เอก มีกิจกรรมสนุกๆ อะไรให้ทำบ้างเอ่ย
ตอนปี 1 จะเป็นปีที่มีกิจกรรมมากสุดแล้วค่ะ แล้วก็สนุกที่สุดด้วย ปี 1 จะได้ไปเรียนที่วิทยาเขตองครักษ์กันค่ะ แล้วก็ต้องอยู่หอทุกคน ตอนไปตอนแรกๆ นี่ไม่ชอบเลยค่ะ ไกลก็ไกลร้อนก็ร้อน แต่พอเริ่มชินเริ่มสนิทกับเพื่อน คราวนี้พอถึงวันศุกร์ก็ไม่อยากกลับบ้านแล้วค่ะ ฮ่าๆๆๆ
กิจกรรมหลักๆ ของคณะมนุษยศาสตร์เลยก็จะมีงานวันสถาปนาคณะ แต่ละเอกจะจัดซุ้มเล่นเกมหรือขายของ แล้วก็มีการแสดงของแต่ละเอกค่ะ อย่างของพวกเราก็มีงานวัฒนธรรมเอเชีย งานนี้เฉพาะสาขาวิชาภาษาในแถบเอเชียค่ะ ก็มีจัดซุ้มแล้วก็การแสดงของแต่ละเอกค่ะ แล้วก็ที่สำคัญที่สุดงานสิบสามยอดมนุษย์ค่ะ (แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสิบห้ายอดมนุษย์แล้ว เพราะมีเอกเพิ่มเข้ามาสองเอกค่ะ) ก็เหมือนกับงานกีฬาสีอ่ะค่ะ มีแข่งกีฬา แข่งเชียร์ ใช้เวลาซ้อมกันพอสมควรเลยค่ะ
ตอนนั้นจำได้ว่าเหนื่อยมากกกกก เพราะตอนนั้นรุ่นแพร์มีแค่ยี่สิบคน ผู้ชายหนึ่งคน นอกนั้นผู้หญิงหมดเลยค่ะ คนที่ขึ้นแสตนด์ก็มีแค่สิบสองคน เพื่อนๆ ก็เลยต้องตะโกนร้องเพลงกันคอแทบแตกเลยค่ะ ฮ่าๆๆ ก่อนวันงานก็ซ้อมกันจนดึกเลยค่ะ ของแพร์นี่จะเป็นคนตีกลอง...จริงๆ แล้วเป็นคนที่มีทักษะทางด้านดนตรีน้อยมากกกก แต่เพราะเรามีคนน้อย เพื่อนเลยจำใจต้องให้เป็นคนตีกลองค่ะ...ฮ่าๆๆ ซ้อมจนปวดแขนไปหมดเลยค่ะ แต่ก็สนุกมาก กลายเป็นความทรงจำดีๆ อีกเรื่องนึงเลยค่ะ พอนึกถึงทีไรน้ำตาจะไหลทุกที ไม่ได้เว่อร์นะค่ะ ฮ่าๆๆ แต่เพราะตอนนั้นทุ่มกันสุดตัวจริงๆ ค่ะ
.jpg)
- แล้วอนาคตแพร์อยากทำงานอะไรเหรอคะ
ตอนแรกเลยอยากเป็นอาจารย์ค่ะ แต่พอลองไปทำงานพิเศษสอนภาษาไทยให้คนเกาหลี ก็รู้เลยค่ะว่าเป็นอาจารย์ไม่ได้ เพราะใจเย็นไม่พอค่ะ เคยพยายามลองสอนภาษาเกาหลีด้วยก็ได้ผลแบบเดียวกันค่ะ ฮ่าๆ ตอนนี้เลยอยากเป็นล่ามค่ะ...ไม่จำเป็นต้องเป็นล่ามดารานักร้องนะคะ ล่ามอะไรก็ได้ค่ะที่ไม่ต้องอยู่เฉยๆ ฮ่าๆๆ เพราะแพร์เคยลองแปลเอกสารค่ะ งานแปลเอกสารจะเป็นงานที่นั่งอยู่กับที่ค่ะ แต่แพร์เป็นพวกชอบเคลื่อนไหวมากกว่า เลยอยากเป็นล่ามค่ะ เคยฟังรุ่นพี่เล่าตอนพี่เค้าไปเป็นล่ามให้ช่างไฟในคอนเสิร์ต MBC ฟังดูน่าสนุกดีค่ะ เดินกันให้ขาแทบขวิด ฮ่าๆๆๆ
- ท้ายสุด อยากให้ฝากถึงน้องๆ ที่สนใจอยากเรียนภาษาเกาหลีด้วยค่ะ
อย่างแรกเลยคืออยากให้น้องๆ คิดทบทวนให้รอบคอบก่อนค่ะ ว่าเราจะเข้าเอกนี้แน่ๆ มั้ย...เพราะมีน้องบางคนที่ติดแล้วแต่สละสิทธิ์ ทำให้น้องที่อยากเข้าจริงๆ พลาดเอกที่เค้าอยากจะเข้า แล้วก็คิดให้ดีก่อนค่ะว่า เราทนที่จะอยู่กับภาษานี้ได้มั้ย? อย่าเรียนเพราะอารมณ์ชั่ววูบเพราะชอบดารา อยากตามกระแส มีขาขึ้นก็ต้องมีขาลงค่ะ ช่วงนี้อาจจะเป็นช่วงที่เกาหลีบูม ถ้าถ้าหมดช่วงนั้นแล้วล่ะคะ?
ถ้าน้องเข้ามาเรียนเพราะตั้งเป้าไว้ว่าอยากเป็นล่ามให้นักร้องคนนั้น อยากทำงานกับนักแสดงคนนี้ แต่น้องเลิกชอบไปซะก่อน หรือเกาหลีเลิกบูมไปซะก่อน ถึงจะยังบูมอยู่ แต่ในปัจจุบันนี้เราเลือกงานมากไม่ได้หรอกค่ะ อย่าคิดว่าเรียนเอกนี้แล้วจะต้องได้ทำงานเกี่ยวกับด้านบันเทิงอย่างเดียวนะคะ เพราะงานเกี่ยวกับภาษาเกาหลีมันกว้างกว่าที่คิดค่ะ...แล้วตอนเรียนจริงๆ ก็ไม่ชิลนะคะ ต้องปากกัดตีนถีบพอสมควร...อย่างตอนพี่เรียนปี 2 สอบกลางภาคเต็ม 40 แต่คะแนนมีนเกือบ 36 คะแนน ตอนนั้นพี่เองก็ตกใจ นี่มันไม่มีนแล้วนะ! ควรจะเป็นคะแนนท็อปมากกว่าป่ะ?!?! ฮ่าๆๆๆ

แต่เรื่องชอบดารานักร้องก็ไม่ใช่เรื่องผิดนะคะ ชอบไปเถอะ เพราะตรงนั้นจะเป็นแรงผลักดันในการเรียนรู้ภาษาเกาหลีในด้านนึง แต่ต้องให้อยู่ในความพอดีนะคะ อย่าให้ต้องลำบากคนอื่นหรือพ่อแม่ อย่าทำให้พ่อแม่ต้องเป็นห่วงเราเพราะคนที่เราไม่รู้จักเค้าดีเลยค่ะ
และสำหรับน้องๆ ที่อยากไปเรียนที่ปูซานตอนปี 3 พี่แนะนำว่าควรจะเตรียมตัวตั้งแต่ตอนขึ้นปี 2 เลยค่ะ ตอนปี 1 ยังไม่เป็นไร เต็มที่กับกิจกรรมแล้วก็ความเป็นเฟรชชี่ตอนนั้นก่อนดีกว่าค่ะ ฮ่าๆๆๆ เพราะพอขึ้นปี 2 น้องจะไม่มีโอกาสสนุกแบบตอนนั้นแล้วค่ะ การเตรียมตัวไปแลกเปลี่ยนที่ปูซานไม่ใช่เรื่องยากค่ะถ้าเราขยันและพยายาม (สำหรับคนที่จะสมัครทุนแลกเปลี่ยนได้ เกรดวิชาภาษาเกาหลีห้ามต่ำกว่า B ค่ะ) การไปแลกเปลี่ยนเราก็จะได้ประสบการณ์มากกว่าเพื่อนค่ะ แต่คนที่เรียนที่ไทยก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่เก่งนะคะ เพราะอาจารย์ท่านจะสอนให้เราอย่างเข้มข้นเหมือนไปเรียนที่โน่นเลยค่ะ ฮ่าๆๆ
และสุดท้ายในฐานะรุ่นพี่...ไม่เฉพาะรุ่นพี่เอกภาษาเกาหลีนะคะ แต่ในฐานะรุ่นพี่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พี่ๆ ทุกคนยินดีต้อนรับน้องนิสิตใหม่ทุกคนค่ะ ^ ^

โหยๆๆ อ่านแล้วอยากไปแลกเปลี่ยนที่ปูซานบ้างจัง >< ท่าทางจะสนุกและได้ประสบการณ์กลับมาไม่น้อย .... อ่านอย่างนี้แล้ว น้องๆ คงจะเห็นภาพมากขึ้นนะคะว่า ถ้าต้องเข้าไปเรียนในเอกนี้ จะต้องเจอกับอะไรบ้าง อย่ามองเพียงแค่ว่า หนูจะเรียนเพราะอยากใกล้ชิดดารานักร้อง เพราะภาษาเกาหลีมีอะไรมากกว่านั้นค่ะ คอนเฟิร์ม !

|
และเพราะตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าเราชอบอะไรเลย ตัดสินใจลำบาก ปีหน้าก็ต้องเอ็นแล้ว T_T