พี่เป้ : ไม่เจอกันนานมากๆ โด่งแนะนำตัวเองอีกทีซิ ^^
หมอโด่ง : สวัสดีคร้าบ ชื่อ ชนม์พิสิฐ มณฑล (โด่ง) เป็นขุนพล admission reality รุ่นแรก ตอนนี้อยู่ปีสอง คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลครับ
พี่เป้ : คำถามนี้ถามแล้วก็ถามอีก งั้นขอถามอีกทีละกัน อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้โด่งอยากเรียนหมอ
หมอโด่ง : มีหลายอย่างเลยครับ มันเริ่มจากที่แม่ของผมมีโรคประจำตัวก็เลยต้องไปโรงพยาบาลบ่อยๆ (โรงพยาบาลรามาเนี่ยล่ะ) ผมก็ติดสอยห้อยตามแม่ไปทุกครั้ง แล้วเห็นพี่หมอ อาจารย์หมอที่มาตรวจแม่ นอกจากเท่แล้วยังทำงานหนักด้วย มีครั้งนึงไปเป็นคนไข้เสียเอง ฮ่าๆ เห็นหมอคนเดียววิ่งตรวจคนไข้ตั้งสามสี่ห้อง เลยคิดว่าถ้าตัวเองทำได้ นอกจากทำให้ที่บ้านภูมิใจแล้วก็คงได้ช่วยคนอีกเยอะแยะเลย

พี่เป้ : เวลาผ่านไปเร็วมากเลย จากเด็กม.ปลายสายวิทย์จนมาเป็นนักศึกษาปีสอง รู้สึกยังไงบ้างที่ทำฝันเป็นจริง
หมอโด่ง : มีหลายๆ ครั้งที่พูดกับตัวเองว่า ตอนนี้มันเป็นความจริงอยู่หรือเปล่า ไม่ได้หยิกแก้มตัวเองไปด้วยเหมือนในการ์ตูนนะครับ มันเหมือนเด็กๆ ฝันอยากเป็นซุปเปอร์แมน แล้ววันนึงก็บินได้จริงๆ แล้วชอบคิดว่าตัวเองฝันไป
ภูมิใจในตัวเองครับ รู้สึกว่าที่เราพยายามมาตลอดมันคุ้มค่า พอย้อนนึกไปถึงตอนที่เตรียมตัวสอบแล้วก็ยังตื่นเต้นแล้วก็ดีใจทุกครั้งเลยที่ผ่านมันมาได้
พี่เป้ : แล้วตอนปีหนึ่งที่ผ่านมา โด่งเรียนอะไรบ้าง อยากให้เล่าคร่าวๆ วิชาไหนยากสุดง่ายสุด
หมอโด่ง : วิชาเรียนปีหนึ่งของนักศึกษาแพทย์ที่มหิดลไม่ต่างจากมัธยมปลายเลยครับ มีภาษาไทย สังคม ภาษาอังกฤษ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คณิตศาสตร์เหมือนกันเป๊ะ (อย่าคิดว่ามาเรียนหมอแล้วจะรอดไปได้) แต่จะลึกแล้วก็เนื้อหาอัดแน่นกว่าครับ สอบกลางภาคเหมือนสอบเอนท์ครั้งนึง แต่ก็มีวิชาพื้นฐานแพทย์เป็นพรีคลินิคเข้ามาบ้างอย่างเช่น ไบโอเคมี แล้วก็ฝึกวินิจฉัยคนไข้เบื้องต้นครับ เรียกว่า PBL (Problem Base Learning) คือมีสมมติคนไข้มาหาเราแล้วเราต้องทำอย่างไรต่อไปเบื้องต้นครับ เป็นวิชาที่ทำให้รู้สึกว่าได้มาเรียนหมอแล้วจริงๆ

พี่เป้ : แล้วขึ้นปีสองมาหมาดๆ ได้ยินว่าต้องเรียนกับร่างอาจารย์ใหญ่ อยากให้เล่าบรรยากาศการเรียนให้ฟังหน่อย
หมอโด่ง : คนส่วนใหญ่จะคิดว่าอาจารย์ใหญ่ท่านน่ากลัวครับ แต่ไม่หรอกครับ ท่านก็เหมือนอาจารย์เราคนหนึ่งที่ทำให้เรามีความรู้ แรกๆ บางคนก็จะรู้สึกถึงกลิ่นฟอร์มาลีนที่แรงเกินไปหน่อย หรือไขมันที่ทำให้กินข้าวไม่ลงไปเลยก็ได้ แต่พอเรียนไปเรื่อยๆ ก็ชินเอง
การทำ Lab gross anatomy (มหกายวิภาคศาสตร์) ที่นี่ อาจารย์ใหญ่ท่านนึงก็จะมีนักศึกษาหกถึงเจ็ดคนครับ แล้วก็มีอุปกรณ์คล้ายๆ อุปกรณ์ผ่าตัดสี่อย่างคือ blade(ใช้ผ่า) probe(ใช้ clean fat กับหาพวกเส้นเลือดหรือเส้นประสาท) forceps(ใช้คีบ) แล้วก็กรรไกรครับ ขอบอกว่าหลายๆ ครั้งฟอร์มาลีนก็ระเหยขึ้นมาจนแสบตาเลย T^T
การเรียน anatomy ของคณะแพทย์ที่นี่ เราจะเรียนเป็นส่วนครับ เช่น เริ่มแรกมาก็จะเรียน back แล้วก็ upper limb(รยางค์บน) lower limb (รยางค์ล่าง) คอ ศีรษะไปเรื่อยๆ เป็นส่วนๆ ครับ เรียกว่าเป็น block แต่ในบาง block ก็จะมี Histology(เนื้อเยื่อวิทยา) Embryology(คัพภะวิทยาหรือการเติบโตของตัวอ่อน) Pathology (พยาธิสภาพหรือความผิดปกติ) ปะปนกันไปครับ
พี่เป้ : เห็นโด่งแอบบ่นใน facebook บ่อยๆ ว่าสอบเยอะมากและบ่อยมาก ทำไมเรียนหมอต้องสอบบ่อยขนาดนี้
หมอโด่ง : จริงๆ แล้วบางที่ก็ไม่ได้สอบบ่อยขนาดนี้นะครับ แต่เขาสอบครั้งหนึ่งก็จะเยอะมาก อย่างเรียนกับอาจารย์ใหญ่เป็น block แล้วพอจบ block นึงก็จะสอบเลยครับ ก็เลยต้องสอบทุกสองอาทิตย์เป็นอย่างน้อย แต่สอบแค่วันเดียวครับ แล้วเนื้อหาก็อัดแน่นมากๆ เลย มีทั้งแล็บกริ๊ง แล้วก็ข้อสอบปรนัย ทำให้นักศึกษาแพทย์ปีสองที่นี่มีแค่สองอาทิตย์ครับ คือ อาทิตย์ก่อนสอบ กับ อาทิตย์ที่สอบ ฮ่าๆๆ

พี่เป้ : โด่งเป็นคนหนึ่งที่สามารถแอดติดในคณะและสถาบันที่อยากเรียน จนถึงตอนนี้มีความประทับใจอะไรต่อคณะและสถาบันบ้าง
หมอโด่ง : ก่อนที่จะได้มาเป็นนักศึกษาของคณะนี้ก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นแล้วครับ ไม่ได้โม้นะ ฮ่าๆ เพราะผมเคยเข้าค่ายรามาปณิธาน ที่เป็นค่ายแนะนำเด็กมัธยมปลายเกี่ยวกับคณะแล้วก็สถาบันครับ ก็รู้สึกว่าพี่ๆ ที่ทำค่ายน่ารักทั้งหน้าตาแล้วก็นิสัยเลยทีเดียว ฮ่าๆ ล้อเล่นๆ แต่พอเข้ามาแล้วก็รู้สึกได้จริงๆ ครับ ว่าเราไม่ได้แค่เข้ามาเป็น นักศึกษาแพทย์ แต่เราเข้ามาเป็น ครอบครัวรามาธิบดี จริงๆ
ใครหลายคนอาจจะได้ยินเรื่องระบบ Brotherhood ของรามา มันต้องเข้ามาสัมผัสถึงจะรู้สึกได้ครับว่ามันมีความเป็นพี่น้องกันจริงๆ
อีกอย่างหนึ่งที่ชอบมากๆเลยคือ นักศึกษาคณะอื่นหรือคนงานของโรงพยาบาลจะชอบเรียกเราว่า หมอ (อยากจะบอกว่า ผมยังรักษาใครไม่ได้เลยคร้าบ)
รู้สึกแปลกๆอยู่นะ
พี่เป้ : ช่วงนี้เป็นฤดูกาลสมัครสอบกสพท. อยากให้โด่งช่วยฝากถึงน้องๆ ที่ตั้งใจอยากเป็นหมอ
หมอโด่ง : อยากให้ลองคิดดูดีๆ ว่าชอบที่จะเรียนหมอจริงๆ หรือเปล่า ไม่ใช่เพราะได้สถานะทางสังคม ทำตามที่พ่อแม่บังคับ เพราะพอเข้ามาเรียนแล้ว คนที่ไม่ไหว ลาออกไปทั้งที่อยู่ปีสูงๆ แล้วก็มี เพราะไม่ได้ชอบแล้วก็ทนไม่ไหว เพราะการเรียนหมอมันเหนื่อยจริงๆ ครับ นอกจากเนื้อหาจะเยอะแล้วความรับผิดชอบยิ่งเยอะกว่า ใครที่คิดว่าอยากเป็นหมอ เพราะแค่รวย มีอาชีพอื่นอีกเยอะครับ
แต่ถ้าใครที่รู้ตัวเองแล้วว่าอยากเรียนจริงๆ ชีวิตมัธยมปลายไม่ใช่ว่าต้องอ่านหนังสืออย่างเดียวนะครับ มีเวลาที่แบ่งใช้ให้มีความสุขได้อีกเยอะ แต่เมื่อถึงเวลา อ่านหนังสือเถอะครับ
เชื่อพี่ พอติดแล้ว คุ้ม !!

ได้อ่านบทสัมภาษณ์และเห็นหน้าเห็นตากันหลังจากที่ไม่เจอกันนาน แฟนคลับหมอโด่งคงจะหายคิดถึงกันไปเยอะเลยเนาะ ^^ เอาล่ะ น้องๆ คนไหนที่ฝันอยากเรียนหมอ อย่าให้มันเป็นแค่ฝันค่ะ รีบทำฝันให้เป็นจริง โดยเฉพาะน้องๆ ม.6 (หรือเด็กซิ่ว) ที่เตรียมลุยกสพท. ปีนี้ พี่เป้ ขอเอาใจช่วยเต็มที่เลย !
ส่วนใครกำลังหาคู่มือแนะแนวเรียนหมอดีๆ ซักเล่ม เรคคอมเมนด์มากๆ กับหนังสือ "กว่าจะเป็นหมอ" ที่ตอนนี้ติด TOP 20 ของหนังสือขายดีประจำร้านซีเอ็ดไปแล้ว ใครอยากรู้ชีวิตการเรียนหมอแบบเจาะลึก ก็สามารถหาซื้อได้ที่ร้านซีเอ็ดและร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งซื้อได้ที่ www.dek-d.com/publishing/med รับประกันว่าคุ้มสุดๆ จ้า