สวัสดีค่ะน้อง ๆ ชาว Dek-D ทุกคน ช่วงนี้อากาศเย็น ๆ มีฝนพรำ ๆ กับหนังสือกองโตทำให้หลายคนเกิดอาการ "เหงา" , "เปลี่ยว" , "เบื่อ" ไปตาม ๆ กัน แต่จะมีอะไรทำให้หัวใจพองโตไปกว่าการที่ได้ทำตามความฝันของตัวเองล่ะคะ พี่แป้ง ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พี่คนหนึ่งที่เขารู้ตัวว่าชอบอะไร แต่เดินตามฝันตัวเอง แต่ว่าระหว่างทางก็ หลงระเริงจนเกือบพลาดมาแล้ว!!! เพราะอะไรเขาถึงประสบความสำเร็จได้ ไปฟัง(อ่าน)กันเลยค่ะ

พี่เอก
วาริชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
พี่แป้ง : แนะนำตัวเองให้น้อง ๆ รู้จักก่อนเลยค่ะ
พี่เอก : สวัสดีครับ ผมชื่อกนกศักดิ์ วิริยากุลภัทร์ ครับ ชื่อเล่น เอก จบการศึกษาจากภาควิชาวาริชศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ครับ
พี่แป้ง : ไม่ทราบว่า ตอนนี้ทำงานอะไรอยู่คะ?
พี่เอก : ตั้งแต่จบมา อาชีพที่ได้ทำก็วนเวียนอยู่ในเรื่องที่ผมสนใจส่วนตัวน่ะครับ มีทั้งงานเลี้ยงกุ้งเศรษฐกิจ งานดำน้ำ งานเลี้ยงปลาสวยงาม งานนักเขียนคอลัมน์ปลาสวยงาม หรือแม้แต่งานอนุรักษ์โลมา วาฬ พะยูน สัตว์ทะเลหายากต่างๆ ออกทะเล ไปลอยเรือ ไปอยู่เกาะ ดำน้ำกับวาฬ กับโลมา เป็นอะไรที่มีความสุขมาก แต่คิดว่ายังไม่พอ ก็ลองไปเรื่อยๆ ประมาณว่าชอบงานไหนก็ลองดูหมดครับ เพื่อหาตัวตนด้วยว่าอะไรคือสิ่งที่ใช่สำหรับผม ก็ทำให้ได้ทั้งประสบการณ์และความรู้ ทั้งได้รับและได้นำไปใช้ สุดท้ายก็ทำงานอควาเรี่ยมและคิดว่าชอบจนถึงปัจจุบัน
ปัจจุบันทำงานเป็นผู้จัดการแผนกดูแลสัตว์น้ำ เชียงใหม่ซูอควาเรียมครับ งานในสายอควาเรียมนี้มีทั้ง ดำน้ำ ไปดูแลปลาและตู้ ทำความสะอาด ให้อาหาร ติดตั้งทำงานใต้น้ำ ไปจนถึงงานเลี้ยงปลาทั่วไป งานระบบบำบัดน้ำ งานตรวจวัดคุณภาพน้ำ เรียกว่า วิชาที่เรียนมาได้ใช้หมดและเมื่อเลี้ยงสัตว์เยอะมากขึ้นทุกวันต้องหาความรู้เข้ามาให้มากเพียงพอทุกวันด้วยครับ
พี่แป้ง : ทำไม ณ ตอนนั้นถึงเลือกเรียน "วาริชศาสตร์" คะ?
พี่เอก : ในวันที่ตัดสินใจเลือกคณะจากการเอนทรานส์ สมัยผมมีการสอบตรงเข้ามหาวิทยาลัยในภูมิภาคไม่แน่ใจว่าสมัยนี้น้องๆ ยังมีเช่นนี้รึเปล่า? ผมเลือกอันดับแรกคือวาริชศาสตร์ เพราะผมตั้งใจว่าเรียนจบจะไปเป็นนักทำสารคดีแบบที่ผมเห็นในโทรทัศน์ทุกวัน และคณะอันดับรองลงมาเป็นสาขาที่คะแนนสูงกว่าทั้งนั้น ช่วงนั้นทั้งครูและครอบครัวที่บ้านผมต่างก็งง และ คิดว่าผมสับสนทั้งนั้นที่เลือกคณะไปแบบนั้นครับ ผมไม่ได้เลือกผิดครับ ผมตั้งใจจะเรียนสาขานี้จริง ๆ
พี่แป้ง : ช่วยเล่าบรรยากาศตอนสมัยเรียนให้ฟังด้วยได้ไหมคะ?
พี่เอก : ช่วงปีหนึ่งที่เข้าเรียนเป็นอะไรที่รู้สึกอิสระมาก ไม่มีออดเข้าเรียน เวลาเรียนอิสระ แตกต่างจากสมัยมัธยมที่ผ่านมามาก ทำให้ผมลืมตัวว่ากำลังทำอะไร หลังจากผลการเรียนปี 1 เทอม 2 ออกมาว่าผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ อาจจะไม่ได้เรียนอีกต่อไป จำได้ว่า วันที่เห็นผลการเรียนนึกถึงแม่มากๆครับ ทำให้ผมแน่วแน่ในการเรียนมากขึ้น ตั้งใจ ทบทวนบทเรียนใหม่ตั้งแต่หลักสูตรมัธยมปลายที่ผ่านมาทุกวิชาเลยครับ เพราะเชื่อว่า จะสร้างตึกสูงฐานต้องแน่น พลิกผลการเรียนจาก 1.xx ไปเป็น 3.xx มาตลอดจนจบปี 4 ภูมิใจครับที่ผมยังคิดได้ ไม่เสียคนไปซะก่อน 555 อยากบอกน้องๆที่กำลังเรียนอยู่ครับ นึกถึงพ่อแม่เราที่ท่านหวังและสนับสนุนเรา เป็นกำลังให้เราครับ อย่าให้ท่านเสียใจ
ระหว่างเรียนผมทำกิจกรรมชมรมด้วยตลอด เป็นชมรมศิลปะป้องกันตัวครับ ในปี 2-3 ได้เป็นประธานชมรม และเรียนด้วยหนักมาก ยิ่งลงเรียนเกินหน่วยกิตเพื่อดึงเกรดให้ขึ้นด้วยยิ่งหนัก แต่ยังผ่านมาได้เชื่อว่าอีกหลายๆคนและน้องๆ เก่งและมีความสามารถมากกว่าผมก็ต้องผ่านไปได้ ถ้าพยายามครับ
พี่แป้ง : เคยทำกิจกรรมอื่นอีกบ้างไหม (นอกจากศิลปะป้องกันตัว)?
พี่เอก : นอกจากชมรมศิลปะป้องกันตัวที่ทำ ยังมีการหาอาชีพเสริมไปด้วยครับ เพื่อลดภาระจากทางบ้าน แม้จะไม่ได้เงินมากมายแต่ก็คิดว่าดีกว่าปล่อยเวลาไหลผ่านไปเปล่าๆ เที่ยวเล่นสนุกสนานกับเพื่อนๆตามประสาบ้าง แต่ไม่เคยเลยเถิดขนาดเสียการเรียน เสียนิสัยครับ สำคัญอยู่ที่ใจเราเองครับ
พี่แป้ง : มีความประทับใจอะไรบ้างเกี่ยวกับ วาริชศาสตร์ ?
พี่เอก : ภาควิชาวาริชศาสตร์ หลายคนไม่รู้จักว่าคืออะไร บางคนคิดว่าเหมือนกับประมง แต่มองดีๆในรายละเอียดเป็นสาขาที่ปูพื้นฐานไว้ให้กว้างมากครับ ซึ่งคนที่เรียนหากค้นหาสิ่งที่ชอบได้ตั้งแต่ตอนเรียนจะดีมากๆ เพราะมีอาจารย์และวิชาเอกที่อยากเรียนรองรับไว้ค่อนข้างพร้อม หรือถ้าค้นหาไม่เจอว่าอยากลงลึกเกี่ยวกับอะไร ก็เรียนตามหลักสูตร จบมาก็ไม่สาย เพราะจะสามารถประยุกต์ความรู้ที่มีได้กับงานที่หลากหลายครับ

พี่แป้ง : สุดท้ายนี้อยากฝากอะไรถึงน้อง ๆ Dek-D บ้างคะ?
พี่เอก : น้องๆ สมัยนี้ ความรู้ไปเร็วมาก และสภาพการดำเนินชีวิตเปลี่ยนไปมาก อาจจะมีลักษณะการเข้าสังคมเพื่อนฝูงที่เปิดกว้าง และไม่มีขอบเขต ซึ่งจริงๆเป็นเรื่องที่ดี แต่หากน้องๆไม่มีเกราะ ไม่มีขอบเขตในการระวังตัวในการใช้ชีวิต อาจจะพลาดพลั้งได้ น้องๆฟังผมในตอนนี้อาจจะยังนึกภาพไม่ออก แต่เชื่อว่าวันนึง จุดนึง น้องจะเข้าใจ ถ้าน้องลองเอาใจเป็นที่ตั้งแล้วนึกถึงพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ท่านหวังดีกับเรา คอยบอกเตือนเรา นั่นแหละครับ ขอบเขตที่เราควรระวังตัวในการใช้ชีวิต ไม่มีใครเสียใจหากเราพลาดพลั้งมากเท่าพ่อแม่และตัวเราเองนะครับ ส่วนเรื่องการเรียนเชื่อว่าการแข่งขันขนาดนี้ในสมัยนี้น้องๆย่อมรู้ตัวดีอยู่แล้วครับว่า ต้องเต็มที่กับมันแค่ไหน
อ่านจบแล้วก็ปลื้มใจแทนคุณแม่ของพี่เอกจริง ๆ ด้วยความที่รักคุณแม่จึงทำให้พี่เอกพยายามไม่ถอย และทำตามความฝันของตัวเองได้ไปไกลถึงเชียงใหม่ ใครไปเที่ยวเชียงใหม่ก็แวะไปหาพี่เขาได้นะคะ ไม่อยู่ในบนบกก็อยู่ในน้ำ (เอ๊ะ! ยังไง)
ช่วงนี้ก็เป็นเทศกาลวันแม่ อย่าลืมบอกรักคุณแม่ด้วยนะคะ บางทีสิ่งของก็ไม่สำคัญเท่ากับที่ลูกบอกรักคุณแม่และมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จให้คุณแม่ภาคภูมิใจ สำคัญอยู่ที่ความตั้งใจ พี่แป้ง เชื่อว่า น้อง ๆ ทุกคนจะประสบความสำเร็จได้ ถึงแม้วันนี้จะไม่เห็นภาพ แต่มันต้องมีสักวันที่เราจะสามารถยืนอยู่ ณ จุดที่เราใฝ่ฝัน อย่าท้อ นะคะ สู้ตาย!!!!!!!!! (ดีกว่าไม่พยายามนะเออ)
