บทความล่าสุดของงานอดิเรก/พัฒนาสมอง

ดูทั้งหมด

เรื่องอื่นๆที่ี Tag ใกล้เคียง

ยังไม่มีเรื่องอื่น ๆ ที่มี Tag ใกล้เคียง

งานอดิเรก/พัฒนาสมอง

กดที่นี่เพื่อเยี่ยมชม บทความที่ พี่เกียรติ โพสทั้งหมด บทความนี้ โพสโดย

พี่เกียรติ

ความคิดระดับสูง ที่ผู้ใหญ่อยากให้เด็กไทยมี

 ความคิดระดับสูง ที่ผู้ใหญ่อยากให้เด็กไทยมี



        น้องๆ ชาว Dek-D คงทราบดีว่ามีการทดสอบมากมายที่เด็กไทยต้องฝ่าฟันผ่านไปเพื่อเรียนต่อในระดับสูงขึ้น ข้อสอบเหล่านี้มีเนื้อหาที่แต่ละปีก็ออกมาในแบบที่นักเรียนไทยทั้งประเทศคาดไม่ถึง ที่มาเป็นความรู้ก็อยู่ที่ความจำ แต่ที่มาเป็นให้คิดให้วิเคราะห์นี่ต้องคิดอย่างไร แล้วทำไมต้องออกให้คิด คิดได้แต่คำตอบก็ไม่เหมือนเฉลย ข้อสอบเหล่านี้ทำให้เด็กไทยหลายคนทั้งฮาทั้งปวดหัวไปทั่วประเทศ แต่จริงๆ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องฮาหรอกนะคะ เพราะในชีวิตจริงคนเราไม่ได้นำความรู้ที่ร่ำเรียนมาใช้กับชีวิตประจำวันทั้งหมด ล้วนต้องนำมาประยุกต์ใช้ให้เป็นจ้า เจ้าประยุกต์นี่แหละค่ะที่เป็นหลักใหญ่ของชีวิต และเจ้าหลักที่ว่านี้อยู่ที่การฝึกฝนกระบวนการคิดค่ะ ทางโรงเรียนก็ต้องมีวิธีการสอนให้นักเรียนคิดเป็น  เขาบรรจุไว้ในหลักสูตรแกนกลาง หลักสูตรกลางของชาติที่ทุกโรงเรียนต้องนำไปใช้ในการจัดการสอนให้บรรลุผลสำเร็จเดียวกันทุกสาระวิชาค่ะ                                                        

       พี่เกียรติก็ไปนำตัวอย่างมาให้ดู ในสาระประวัติศาสตร์ที่ระบุไว้ว่า "นักเรียนสามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ" คือ ทุกระดับชั้นจะต้องนำความรู้ไปใช้จริงได้ทั้งสิ้น 

เด็กดีดอทคอม :: ความคิดระดับสูง ที่ผู้ใหญ่อยากให้เด็กไทยมี

      พี่เกียรติขึ้นต้นมาตามนี้ ไม่ได้จะชวนน้องๆ ไปถกเถียงประเด็นทางการศึกษาชาตินะคะ พูดเรื่องนี้ยาวสามอาทิตย์ก็ไม่จบ ส่งข้อความลับมาถกกันดีกว่า ฮ่าๆๆ  แต่ทั้งนี้ก็เพื่อให้น้องๆ เห็นว่า ที่ข้อสอบระดับชาติหรือแม้แต่ในโรงเรียนเราทั้งหลาย ต้องออกให้คิดเยอะๆ มากขึ้น เพราะจริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่คิดไว้เพื่อให้เราเยาวชนทั้งหลายนำความรู้ไปใช้ในการทำงานได้จริงในอนาคต และการจะนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ เราก็ต้องรู้จักการคิดค่ะ 



      ไหนๆ เราก็ต้องคิดแล้ว พี่เกียรติก็เลยนำความรู้เกี่ยวกับ "การคิด" มาให้น้องๆ รู้จัก จะได้เข้าใจว่าสมองของเราทำงานในรูปแบบการใช้ความคิดได้ในลักษณะไหนบ้าง ตามนี้เลยค่ะ

     
   เด็กดีดอทคอม :: ความคิดระดับสูง ที่ผู้ใหญ่อยากให้เด็กไทยมี
    การคิดเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในสมองโดยมีการจัดระบบความรู้ ข้อมูล ข่าวสารทั้งในรูปแบบธรรมดาและสลับซับซ้อน โดยเริ่มจากสิ่งเร้ามากระตุ้นทำให้ใส่ใจ และสมองนำข้อมูลหรือความรู้ที่มีอยู่มาประมวล เพื่อให้ได้ผลของการคิดออกมา

          แต่กว่าที่สมองเราจะประมวลข้อมูลใดออกมาให้ได้สักข้อมูลหนึ่งต้องผ่านการคิดหลายขั้นตอนมากๆ แต่โดยหลักแล้วก็พอจะจำแนกความคิดออกได้เป็น 3 กลุ่ม  คือ (1)ความคิดสร้างสรรค์ (2)ความคิดเชิงวิจารณญาณ และ(3)การแก้ปัญหา ซึ่งเจ้ารูปแบบความคิดทั้งสามนี้จะนำไปสู่การตัดสินใจ (Decision Making) ในเรื่องราวต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเพื่อแก้ปัญหาชีวิต คิดเงินค่าของ หรือแม้แต่ตอบข้อสอบอัตนัยยาวสามหน้ากระดาษก็ตาม ว่าแล้วพี่เกียรติก็ขออธิบายรายละเอียดทั้ง 3 ส่วนค่ะ




        1.ความคิดสร้างสรรค์: Creative Thinking เป็นกระบวนการทางสมองที่ต้องคิด และแสดงออกในลักษณะอเนกนัย คือ คิดได้หลายแง่มุมในสถานการณ์หนึ่งๆ และคิดได้ผลที่รวดเร็ว ตรงประเด็น หรือได้แนวทางใหม่ๆ หลายหลาย ความคิดสร้างสรรค์นี้นำไปสู่การคิดค้นสิ่งแปลกใหม่ให้เกิดขึ้น ทั้งที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือเกิดจากการดัดแปลงสิ่งเดิมที่มีอยู่แล้วให้เป็นประโยชน์มากขึ้น มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ คือ ความคิดคล่องแคล่ว: Fluency คิดได้เร็ว ความคิดยืดหยุ่น: Flexibility คิดได้หลากหลาย กล้าเปลี่ยนแปลง ความคิดริเริ่ม: Originality คิดได้แปลกใหม่ ต่างไปจากแบบเดิมๆ ไม่ซ้ำซาก  ความคิดละเอียดละออ: Elaboration มองประเด็นของเรื่องได้รอบด้าน 
        แต่สิ่งสำคัญของการที่จะเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ คือการยอมรับฟังผู้อื่น และนำเรื่องที่ผู้อื่นพูดนั้นมาคิดอย่างจริงจังด้วยค่ะ โดยสรุปคือ เป็๋นกระบวนการคิดที่ทำให้เราสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาได้นั่นเอง


เด็กดีดอทคอม :: ความคิดระดับสูง ที่ผู้ใหญ่อยากให้เด็กไทยมี



        2. ความคิดเชิงวิจารณญาณ: Critical Thinking หมายถึง กระบวนการคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบเกี่ยวกับข้อมูลที่เป็นปัญหา หรือข้อมูลที่คลุมเครือ นำไปสู่การสรุปอย่างสมเหตุสมผลทั้งในเชิงอนุมาน(Deductive Thinking)คือ หาคำตอบจากหลักเกณฑ์ที่มีอยู่แล้วมาเป็นคำตอบ และแบบอุปมาน(Inductive Thinking)คือ สรุปผลหรือหาคำตอบมาจากการสังเกตและเก็บข้อมูล ประกอบด้วย สิ่งที่คิด จุดมุ่งหมายในการคิด และกระบวนการคิด พูดง่ายๆ ก็คือ หาคำตอบของเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างมีเหตุมีผลนี่แหละค่ะ


             3. การแก้ปัญหา: Problem solving เป็นทักษะกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนของสมองที่ต้องอาศัยสติปัญญา ทักษะ ความรู้ ความเข้าใจ ความคิด ความชำนาญ จากประสบการณ์เดิมทั้งที่เจอเองหรือเรียนผ่านสื่อต่าง หรือคำบอกเล่าก็ตาม การพิจารณาต่างๆ ที่ต้องใช้การสังเกต วิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ มีเหตุผล มีจินตนาการ เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้ บรรลุตามเป้าหมายที่ต้องการ  ซึ่งสิ่งที่จะทำให้เราแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็คือ ประสบการณ์นี่เอง ถ้ายิ่งมีประสบการณ์ในเรื่องที่เป็นปัญหา ก็จะทำให้เราเห็นมุมมองและวิธีแก้ปัญหาที่ชัดเจนขึ้น ว่าแล้วเราก็ต้องไปสร้างปัญหากันเยอะๆ จะได้แก้ปัญหากันเก่งๆ ดีไหม ฮ่าๆๆ (ไม่ดีนะ เป็นไปได้เรียนรู้จากผู้อื่นดีกว่าเนอะ)


เด็กดีดอทคอม :: ความคิดระดับสูง ที่ผู้ใหญ่อยากให้เด็กไทยมี



      อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นเลยจ้า ทั้งสามข้อนี้จะนำไปสู่ความคิดระดับสูง คือ คิดเป็น คิดได้ นำไปประยุกต์ใช้ได้เกิดประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวันและในการงานอนาคต ให้เป็นคนที่คิดสิ่งใหม่ได้ ตัดสินได้อย่างยุติธรรม แก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมดังหลักสูตรการศึกษาวางไว้ค่ะ รู้จักกันในเบื้องต้นก่อนค่ะ ส่วนวิธีการให้คิดเป็นได้นั้น ค่อยๆ ติดตามกันต่อไปในเว็บ Dek-D เรานี่แหละ แต่พี่เกียรติก็เชื่อว่าโรงเรียนของน้องๆ ต้องแอบสอนเรื่องการคิดนี้ผ่านทุกๆ วิชาอยู่แล้วล่ะ ที่สำคัญอย่าลืมว่าคิดเป็นก็เจ๋งแล้ว แต่ต้องคิดดีให้เป็นซูเปอร์พลเมืองของชาติด้วยนะคะ เอาล่ะ สู้กันเถอะ พี่่น้อง Dek-D ชาวไทย!




 
เด็กดีดอทคอม :: ความคิดระดับสูง ที่ผู้ใหญ่อยากให้เด็กไทยมี





เด็กดีดอทคอม :: ความคิดระดับสูง ที่ผู้ใหญ่อยากให้เด็กไทยมี
แหล่งข้อมูล: 
    http://www.curriculum51.net
หรือ ช่วยกันโปรโมต 3 วิธีง่าย ๆ

1 ป่าวประกาศ Voice

ประกาศให้เพื่อนใน List ของคุณรู้ว่าคุณชอบกระทู้นี้


2 บอกต่อ ๆ กัน

คัดลอกข้อความไปส่งต่อใน Messengerหรือในอีเมล์สิ!

URL/Link สำหรับเข้ามาอ่านหน้านี้
Embed Code สำหรับนำหน้านี้ไปแปะ
3 ส่งหรือเก็บบทความ
ผ่านช่องทางอื่น ๆ

แค่คลิกเดียวก็โปรโมตผลงานคุณยิงตรงถึง Social Network ที่คุณใช้บ่อย ๆ

  • อีเมลล์
  • Facebook
  • Twitter
  • Hi5
  • Live

    มาดูความคิดเห็นดีๆที่ต้อง ปักหมุดไว้หน่อย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวที่น่าสนใจ หรือจะช่วยเพิ่มเติมเสริมเนื้อหาของบทความนี้ก็ได้ทั้งนั้น อย่ารอช้า! เว็บมาสเตอร์ จะรีบปักหมุด ติดดาวให้เลย!

  • ความเห็นที่ 19

    คิดเป็นมันก็เท่านั้น ถ้าไม่ลงมือทำอะไรเลย จริงมั้ยล่ะ
    หรือต่อให้คิดเป็น ก็เอาไปทำอะไรไม่ได้ 
    pabo na.thExtra Member
    • Name : pabo na.th < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ pabo na.th [ IP : 115.87.142.247 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2555 / 08:14
  • ความเห็นที่ 21

    เห็นด้วยเหมือนกันนะอาเจ้เกียรติ
    เช่นดอกกุหลาบประดิษฐ์ กลีบต้องเป็นรูปนี้  ขนาดเท่านี้เท่านั้น...
    บางอย่างมันควรจะพลิกแพลงได้นะคะ

    มันปิดกั้นนะคะ หนูจะพลิกแพลงไม่ได้เลย(แม้เรื่องเอาฟิวเจอร์บอร์ดมาต่อกัน) เพราะเด็กไทยต้องทำตามเพื่อน ทำตามครูหมด คนที่ทำผิดแบบจะเสี่ยงมาก คนที่ทำแหวกแนวจะมีสองคำพูดคือ เก่งมาก กับ แย่มาก

    หนูอยากให้การศึกษาไทยไร้ขอบเขตจังเลยค่ะ
    FC.wan wan [Mr.Mr.]Superb Member
    • Name : FC.wan wan [Mr.Mr.] < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ FC.wan wan [Mr.Mr.] [ IP : 223.207.176.137 ]
    • Email / Msn: zsljane(แอท)hotmail.com
    • วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2555 / 22:38
Page 1 of 2 1 2 
  • ความคิดเห็นที่ 1

    ความจริง...
    สังคมและการเรียนการสอนของไทยเป็นสิ่งที่สกัดกั้นความคิดเหล่านี้ของเด็กเองนั่นแหละ

    เช่น "เด็กต้องเคารพผู้ใหญ่" ซึ่งมันก็กลายเป็น "เด็กห้ามเถียงผู้ใหญ่"
    แล้วจนท้ายที่สุดก็กลายเป็น "ผู้ใหญ่ถูกเสมอเด็กผิดตลอด"

    ลองดูได้ในสังคม สิ่งที่พ่อแม่คิดว่าเราทำผิด แล้วพวกท่านยอมให้เราอธิบายไหม ?
    ถ้าไม่ นี่แหละสิ่งที่สกัดกั้นความคิดของเด็ก

    หรือไม่ก็ครูที่โรงเรียน เขายอมรับไหมเวลาที่เราไปท้วงว่าเขาผิด หรือแสดงความรู้ที่ไม่ได้สอน
    ถ้าไม่ นี่แหละสิ่งที่สกัดกั้นความคิดของเด็ก

    แม้กระทั่งตัวข้อสอบเอง มีบ้างไหมที่เป็นข้อเขียนแบบให้อธิบายอย่างเปิดกว้าง ?
    มีบ้างไหมช้อยส์ตัวเลือกที่ไม่จำเป็นต้องเลือกช้อยส์แบบนั้นเพียงอย่างเดียวแล้วก็ยังถูก ?
    (ฮามากกับข้อสอบผ้าปูโต๊ะ มีวิธีกาช้อยส์เป็นร้อย แต่ท้ายสุดที่ถูกก็ดันมีแค่แบบเดียว
    แล้วมันเปิดให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ตรงไหน ? ยิ่งบีบความคิดเด็กสิไม่ว่า)



    สิ่งที่ยกมาเหล่านี้พบได้ยากมากในสังคม มันจึงเป็นการสั่งสอนให้เด็กไทยดีแต่เชื่อตามผู้อื่น
    ไม่สามารถที่จะคิดแหวกแนว นอกกรอบหรือขั้นสูงอื่นแบบในบทความเหล่านี้ได้
    และลองดูให้ดี
    8 ข้อนิสัยที่สกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์ มันเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่โดยทั่วไปโดยปรกติในสังคมเป็น
    ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้มันครอบงำมายังเด็กในที่อยู่ในสังคมด้วย


    ซึ่งค่านิยมเหล่านี้สมควรจะหายไปจากสังคมไทยได้ตั้งนานแล้ว
    ทว่าใครพูดขึ้นมาก็จะถูกหาว่าเป็นคนไม่รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน หรือไม่ก็อกตัญญู
    ซึ่งก็ตลกดี การอ่อนน้อมหรือกตัญญูมันเกี่ยวกับการต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่เสียทุกอย่างซะที่ไหนล่ะ
    เด็กมีบ้างก็สมควร แต่ผู้ใหญ่ต้องตะหนักด้วยว่าตนเองไม่ใช่พระเจ้าที่ทำถูกทุกอย่างเสียสักหน่อย

    ซ่อนนาม VIP Member
    • Name : ซ่อนนาม < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ซ่อนนาม [ IP : 125.24.31.105 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2555 / 15:27
  • ความคิดเห็นที่ 2

    ที่คุณซ่อนนามกล่าวมาเห็นด้วยค่ะ แต่นี่คือระบบการศึกษาเราเนอะ จริงๆ แม่บทของการศึกษาชาติเราก็ไม่ใช่ไม่ดีนะ กลับกันเสียอีกเปิดกว้างมากทีเดียว แต่กว้างมากถ้าจะทำมันให้ดีจริงๆ (ด้วยหลายๆปัจจัย) เมื่อเราเอาสิ่งที่ต้องการมาเขียนเป็นหลักการ ยิ่งเขียนให้ภาษาสวยงามมากขนาดไหน ยิ่งนำไปใช้ได้ยากมากขึ้น บางทีอ่านไปก็ไม่เข้าใจสิ่งที่ต้องการสื่อจริงๆ ด้วยซ้ำ

    ผู้ใหญ่เป็นคนที่มีประสบการณ์ ดังนั้นจึงมีเกราะความเคยชิน มีความคิดแบบข้าถูก ก็เพราะเคยผ่านและศึกษาเรื่องต่างๆ มามากแล้ว บางครั้งเลยปิดกั้นตัวเองเกินไป ไม่ต้องมองที่ใครหรอกค่ะ ดูที่ตัวเราเองก็ได้ ยิ่งเราโตขึ้นมากเท่าไหร่ เราก็จะมีแนวอะไรสักอย่างมากำหนดตัวเองไว้ เช่น ต้องเป็นคนระเบียบจัด ต้องเป็นคนคิดต่างมากๆ ต้องเป็นคนดูยากๆ ฯลฯ 


    แต่ในฐานะพี่เว็บก็อยากจะขอแนะนำน้องๆ ชาว Dek-D ให้ได้พอเข้าใจว่าผู้ใหญ่ต้องการสื่ออะไรบ้าง อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด (ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ แต่ก็ยังหัวใจเด็ก ฮ่าๆๆ) อย่างน้อยก็จะพอเป็นสื่อกลางให้น้องๆ ได้เข้าใจว่า สิ่งที่ผู้ใหญ่ทำมันอาจดูตลก ดูแปลกในสายตา แต่จริงๆ ก็มีข้อดีของมันอยู่นะ ถ้าเราเข้าใจ เราก็จะเป็นอีกคนที่สามารถเสนอ หรือคิดหาวิธีการทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องการให้มันดีด้วยวิธีการที่ดีกว่าเนอะ  

     อยากให้เด็กไทยทุกคนคิดเป็น คิดคล่อง คิดไว และเป็นประโยชน์ค่า อิอิ


    karin<f>e
    • Name : karin<f>e < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ karin<f>e [ IP : [hidden] ]
    • Email / Msn: kiatsuda(แอท)dek-d.com
    • วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2555 / 15:46
  • ความคิดเห็นที่ 3

    การศึกษาเป็นเรื่องราวของการแสวงหา ไม่ใช่เรื่องราวของความเชื่อครับ
    ถ้าไม่สอนให้แสวงหา ความรู้ที่ได้เรียนไปก็ไม่สามารถใช้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด
    ตอนนี้ระบบการศึกษาของไทย มันมีแต่ระบบถูกผิด จะต้องทำให้ถูกเท่านั้น
    ถูกในสายตาใครล่ะครับ? ผิดในสายตาใครล่ะครับ
    เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นให้ผู้เรียนเชื่อตามตำรา เชื่อตามผู้สอนอย่างนั้นหรือ
    เมื่อผู้เรียน เยาวชน กลัวผิด แล้วสิ่งใหม่ๆ มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไรล่ะครับ

    ผู้ใหญ่ในปัจจุบันในระบบที่ว่า ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้
    ทำให้เยาวชนขาดความมั่นใจ ในการทดลอง สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆที่ท้าความสามารถ

    ปัญหาเรื่องการศึกษายิ่งใหญ่กว่าที่หลายๆท่าน หลายๆคนคิด
    อาจเป็นการมองโลกในแง่ร้ายหน่อย แต่ผมว่ามันไม่ผิดเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์
    ลองคิดดูนะครับว่า สถาบันกวดวิชาในปัจจุบัน ทำไม ผุดขึ้นเหมือนดอกเห็ด
    ผมคิดว่า ผุดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความกลัวของนักเรียน
    กลัวไม่ทันเพื่อน กลัวเอ็นท์ไม่ติด กลัวสอบไม่ได้ กลัวได้คะแนนไม่ดี
    แต่สรุปแล้ว คือ...กลัวผิดครับ

    ทุกคนมีความกลัวในสันดานเป็นเรื่องธรรมดา การเรียนในโรงเรียนกวดวิชาเหล่านี้ 
    แน่นอนมีค่าใช้จ่าย บางทีก็สูง บางที่ก็ไม่สูง ขึ้นอยู่กับความนิยม
    มันเป็นการปิดกั้นความสามารถของนักเรียนที่เรียนดี แต่ยากจนนะครับ
    ปิดยังไงล่ะ ปิดความมั่นใจไงล่ะครับ
    ฉันไม่ได้เรียนพิเศษ.. ฉันจะเอาที่ไหนไปแข่งขันกับเพื่อน //ทั้งๆที่สมองตัวเองก็ดี
    เมื่อขาดความมั่นใจ ก็ขาดความกล้า
    บางคนตอบสนองความต้องการส่วนนี้ในทางที่ผิดครับ
    ยังไงบ้างคนไม่ต้องบอก.. กลายเป็นปัญหาสังคม


    นี่แหละครับระบบ...

    ~SubRock~ Superb Member
    • Name : ~SubRock~ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ~SubRock~ [ IP : 182.52.32.142 ]
    • Email / Msn: tp1996(แอท)live.com
    • วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2555 / 16:06
  • ความคิดเห็นที่ 4


    การศึกษาไทยเน้นทฤษฎีมากกว่าปฎิบัติ  เน้นความจำมากกว่าคิดวิเคราะห์
    Erica-JJ Popular Member
    • Name : Erica-JJ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Erica-JJ [ IP : 180.180.203.104 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2555 / 16:24
  • ความคิดเห็นที่ 5

    #2
    เคยได้ไปศึกษาต่อยังต่างประเทศมาบ้าง
    คือที่แคนาดานั่นแหละที่ได้ว่าเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในหารศึกษาของบทความก่อนหน้า
    ซึ่งเราคิดว่าก็น่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะจากการได้มีประสบการณ์กับตนเอง
    อะไรหลายอย่างของการศึกษาในแคนาดาชวนให้ผู้เรียนอยากพัฒนาตัวเองจริง ๆ


    อย่างแรกก็คือ ใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนอย่างแท้จริง
    ตอนชั่วโมงภาษาอังกฤษเขาให้เขียนจดหมายแนะนำตัวผ่านคอมพิวเตอร์
    โดยให้ตรวจสอบความถูกต้องของแกรมม่าที่ใช้ผ่าน MS Word
    แต่ในไทย สมัยที่เราเรียน ยังให้เรียนวิธีเขียนจดหมายหรือส่งโทรเลขอยู่เลย
    ซึ่งจะพบได้ว่ามีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดในจุดนี้
    ของไทยไม่ได้สอนอะไรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีอย่างแท้จริง ชั่วโมงคอมก็คอม ไทยก็ไทย
    ไม่มีการประยุกต์เอาคอมมาใช้ในไทยเลยแม้แต่น้อย


    ต่อมาคือเรื่องของการอัพเดทเนื้อหาของการเรียน
    ตอนที่เราเรียนวิธีการแต่งกลอนไฮคุ เขาก็เอาของคนที่แต่งในปีที่แล้วนั่นแหละมาให้วิจารณ์
    ทำให้เรารู้ข้อดีข้อเสียจากการใช้งานจริง ไม่ใช่แบบไทยฉบับปรับปรุงล่าสุด 2533
    ไม่ก็นำแต่กาพย์โคลงกลอนสมัย ร1 ร2 มาให้เรียน โดยไม่มีฉบับที่คนแต่งปัจจุบันมาให้รู้เลย
    ซึ่งตรงนี้ทำให้เด็กไทยตกเทรนด์ไม่ตามกระแส ขาดความร่วมสมัย ซึ่งไม่สามารถใช้กับชีวิตจริงได้


    ถัดมาคือเรื่องของการให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมกับเรื่องที่เรียนอย่างแท้จริง
    เช่นตอนแต่งกลอนไฮคุ แทนที่จะแต่งในห้องเรียน ก็ถึงกับพาเดินไปสวนญี่ปุ่น
    เพื่อให้ชมความงามจนมีอารมณ์ร่วมแล้วก็ให้แต่งกลอนไฮคุในภายหลัง
    หรือวิชาประวัติศาสตร์ ก็พาเดินไปยังพิพิฒภัณฑ์เพื่อให้เห็นภาพจริง
    มีการเอาโฆษณาที่ฉายอยู่ในประเทศของเขามาจับแปลทีละคำ
    มีการให้จับกลุ่มสนทนากับเพื่อนฝูงที่เป็นชาวต่างชาติเพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
    ไหนจะเรื่องการให้ค้นคว้าประวัติศาสตร์ของตัวเมือง ก็ให้ไปเดินและถามคนที่อยู่ในย่านร้านค้าเลย
    ซึ่งตรงนี้นอกจากจะกระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมกับเรื่องที่เรียน รู้ถึงสภาพจริง
    รรวมไปถึงมีความสนุกสนานกับสิ่งที่เรียนมากยิ่งขึ้น
    ทว่าในไทยมีแค่นั่งอยู่บนโต๊ะ หาอ่านสิ่งที่อยู่แต่ในหนังสือเท่านั้น ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย
    ทำให้ไม่อยากเรียน และไม่เปิดหูเปิดตากับความเป็นจริงที่อยู่ด้านนอกสักเท่าไหร่นัก


    เรื่องต่อมา การมีแหล่งการเรียนรู้มากมายและหลายหลาก
    ไม่ว่าจะห้องสมุดที่มีหนังสือครบ เว็บไซต์ที่มีข้อมูลในเมืองในประเทศมากเท่าที่ต้องการ
    การที่มีพิพิฒภัณฑ์ที่เข้าถึงได้ง่าย การเดินทางที่สะดวกรวดเร็ว
    ป่าไม้ที่รองรับต่อการท่องเที่ยวเรียนรู้ แต่กลับกันไม่ทำลายธรรมชาติลงไป
    ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยขาด
    ห้องสมุดที่หนังสือเก่าไม่ครบครัน เว็บไซต์ของคนไทยที่ให้ข้อมูลแน่นก็มีอยู่น้อย
    เดินทางยาก พิพัฒภัณฑ์ที่ไม่สะดวกแถมถูกซ่อนเร้น ธรรมชาติที่ถูกทำลายจนหาไม่ได้จริง
    สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กไทยไม่สามารถหาข้อมูลมาเรียนรู้เองได้โดยง่าย
    จนมีแต่ต้องให้ครูหรือหนังสือเรียนมาป้อนความรู้ให้เท่านั้น


    และที่สำคัญ แม้จะไม่ได้เรียนมากเท่าประเทศไทย แต่ก็เรียนรู้มากกว่าคนไทย
    เพราะการบ้านที่เขาให้ทำ อย่างที่บอกไปในข้อความด้านบน
    ให้ค้นคว้าหาประวัติศาสตร์ของตัวเมืองด้วยตนเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้บังคับให้หลังจากที่เลิกเรียนแล้ว
    ผู้เรียนจำเป็นที่จะต้องออกไปสำรวจเมืองด้วยตัวเองว่าตัวเมืองมีประวัติศาสตร์อย่างไร
    ผ่านทางเว็บไซต์บ้าง ย่านการค้าบ้าง หรือพิพิฒภัณฑ์ทั้งหลาย
    ซึ่งตรงจุดนี้จะทำให้ได้มากกว่าความรู้ที่จะใช้ในชั้นเรียน หากรู้จริงว่าสังคมเป็นอย่างไร

    บางทีการที่เด็กไทยไม่รู้ว่าจบไปจะเข้าคณะอะไรก็เพราะเหตุนี้
    เพราะเด็กไทยไม่เคยเข้าไปอยูในสังคมจริงเลยว่าสังคมจริงเขาทำอะไรกันบ้าง
    อีกทั้งนั่งอยู่หน้าโต๊ะเรียนและถูกบังคับให้เรียนยี่สิบสี่ชั่วโมง
    มันก็ไม่มีทางรู้หรอกว่าตัวเองน่ะ แท้จริงแล้วชอบอะไรหรืออยากทำอะไรกันแน่

    และคนเราที่ไม่ได้มีความชอบหรือจุดมุ่งหมายอะไรในชีวิต
    คิดหรือว่าจะสามารถทำสิ่งที่เป็นภาระหน้าที่ของตนได้อย่างดีที่สุดได้ ?


    และนี่แหละคือปัญหาของการศึกษาไทย ที่"บังคับ"ผู้เรียนให้เรียน ไม่ใช่"ชักชวน"ผู้เรียนให้อยาก

    ซ่อนนาม VIP Member
    • Name : ซ่อนนาม < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ซ่อนนาม [ IP : 125.24.31.105 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2555 / 16:33
  • ความคิดเห็นที่ 6

    เห็นด้วยค่ะ
    คือตอนเด็กๆ ถามอะไรครูก็ตอบใช่ไหมคะ
    พอโตมา เวลาสงสัยอะไรแล้วถามครู ครูมักจะหงุดหงิดและไม่ตอบแถมด่าซ้ำ
    ก็เลยทำตามคนอื่นๆเขาไป ไม่ต้องคิดอะไรเพิ่มแล้ว
    amuyumu Extra Member
    • Name : amuyumu < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ amuyumu [ IP : 125.24.85.62 ]
    • Email / Msn: ayumu301(แอท)gmail.com
    • วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2555 / 16:40
  • ความคิดเห็นที่ 7

     ก็แย่ลงเรื่อยๆ...


    มาตราฐานสังคมไทย...

    พวกสูงก็สูงเสียดฟ้า

    พวกไม่มีความคิดก็ช่าง...

    ต่ำเรี่ยดินเกินไป...
    SassY LadY Superb Member
    • Name : SassY LadY < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ SassY LadY [ IP : 203.158.141.254 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2555 / 16:43
  • ความคิดเห็นที่ 8

    สำหรับความคิดระดับสูง กับความคิดระดับพื้นฐาน
    หากจะให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็ขอยกตัวอย่างดังต่อไปนี้

    ความคิดระดับพื้นฐานเปรียบเสมือนเส้นตรง
    จากจุด A ไป B จาก B ไป C ไม่มีอะไรมากกว่านี้

    ความคิดระดับสูงเปรียบเสมือนต้นไม้ที่แตกกระจายไปทุกทิศทาง
    จาก A ไป B C D และ แต่ละ B C D ก็มีการแยกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

    ซึ่งคนที่มีความคิดระดับสูงจะสามารถล้ำลึกได้แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คิดครอบคลุมมากแค่ไหน
    บางคนความคิดแตกกระจายไปมากก็จริง ทว่าสิ่งที่แตกกระจายไปนั้นไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ต้องการ
    มันก็ทำให้ความคิดที่ได้ไม่มีประโยชน์อยู่ดี

    จะยกตัวอย่างก็ค่อนข้างยาก
    แต่พูดง่าย ๆ ว่าลองคิดให้หลายมิติ หลายมุมมอง อย่ายึดติดกับวิธีคิดเพียงรูปแบบเดียว
    หากฝึกฝนไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็จะได้ความคิดขั้นสูงกลับมาเอง


    บางทีอาจจะเริ่มจากการคิดมุกตลกก็ได้....

    เหมือนจะไม่เกี่ยว ? แต่นั่นเกี่ยวอย่างมากเลยนะ !

    เพราะมุกตลกไม่สามารถเกิดจากการคิดแบบตรงไปตรงมาได้
    หากเกิดจากการที่มันเชื่อมโยง ทว่าขัดแย้ง จึงทำให้เกิดมุกตลกขึ้นมา
    ลองดูให้ดีหลายมุกเราจะคิดว่า "มันก็ใช่ แต่มันไม่ใช่อ่า" เราถึงตลกขึ้นมาได้
    ดังนั้นการคิดมุกตลกบ่อย ๆ ก็ถือว่าเป็นการพัฒนาความคิดขั้นสูงแล้ว
    ทว่ามันยังเป็นเบื้องต้นที่ทำให้ความคิดฟุ้งอยู่
    ซึ่งถ้าบีบอีกหน่อยให้สามารถใช้ได้จริง ก็อาจกลายเป็นความคิดขั้นสูงที่อยู่ในบทความนี้เอง
    ซ่อนนาม VIP Member
    • Name : ซ่อนนาม < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ซ่อนนาม [ IP : 125.24.31.105 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2555 / 17:07
  • ความคิดเห็นที่ 9

    นั่นสิ เหมือนมันจะง่าย หรือแค่เล็กน้อย แต่จริงๆมันไม่ใช่นะคะ นิสัยที่สกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์  8 ข้อนี่ ก็จริงอยู่ที่มันเป็นตัวปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ แต่ถ้าถามหาเหตุที่มานั้น แต่ละคนก็มีปัจจัยต่างๆกัน อย่างข้อ 2 เห็นพ้องไปกับคนอื่นๆทั้งๆที่ไม่เห็นด้วย ข้อนี้เจอตลอด ถ้าไม่เห็นพ้องตามคนที่คนอื่นๆคิดว่าดีจะเกิดอะไรตามมา อย่างน้อยก็ พอความคิดไม่ตรงกัน คนอื่นๆจะเลือกเชื่อตามคนที่เรียนดี เก่ง หรือคนที่ชอบเป็นผู้นำกลุ่ม  ถ้าเกิดความคิดไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่ คนส่วนใหญ่ในกลุ่มจะแยกเราออกจากกลุ่มว่าเป็นแกะดำ แยกเราออกจากกลุ่ม แล้วตัวเราก็จะโดดเดี่ยว ไม่มีใครอยากจะทำงานร่วมด้วย หาว่าตัวถ่วง(จริงๆนะ ถ้าเราเห็นไม่ตรงกัน แล้วผู้นำกลุ่มไม่ยอมรับฟังความเห็นเรา เราจะโดนแยกจากกลุ่ม หน้าที่ในการทำงานเราจะไม่รู้ แล้วเราจะไม่ได้ทำ แล้วเพื่อนๆจะไม่ชอบเรา)

    เอ่อ เหมือนมันจะเว่อร์ แต่เราเป็นจริงๆ เวลาเสนอความคิดใหม่ๆ เพื่อนจะหาว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ ทั้งที่เราพยายามอธิบาย ก็ไม่มีใครยอมฟัง แล้วทำงานเหมือนแบบเดิมๆ
    อยากให้ฟังเราบ้าง ผู้เยี่ยมชม
    • Name : อยากให้ฟังเราบ้าง [ IP : 113.53.96.86 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2555 / 17:13
  • ความคิดเห็นที่ 10

    ความเป็น บนๆ เม้นเยอะเนอะ อยากรู้ แต่ไม่อยากอ่าน
    ilike ผู้เยี่ยมชม
    • Name : ilike [ IP : 110.168.79.13 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2555 / 17:20
  • ความคิดเห็นที่ 11

    ใช่ ทุกวันนี้ เราเรียนไปอย่างไม่รู้ทางเลย พอมีคนมาถามว่า อยากจะเป็นอะไรล่ะ? เราก็ไม่รู้จะตอบว่าอะไรเลย ได้แต่ยิ้มรับ ไม่ก็บอกชื่ออาชีพที่ผู้คนส่วนใหญ่อยากเป็นกัน บอกตอบไป แต่ตัวเรารู้ว่า จริงๆที่ตอบไปมันไม่ใช่ เราไม่ได้อยากจะทำ แต่จะทำอะไรล่ะ ...?
    นั่นสิเราทำอะไรได้ล่ะ ไม่รู้เลย เท่าที่เราจำความได้ โรงเรียน คือ ที่ที่เราไปเรียน ในห้องสี่เหลี่ยมๆ จ้องไปที่กระดาน มีครูพูดสอน เราก็จดตามที่ครูสอน ดูหนังสือ ทำการบ้าน วันๆมีแต่จ้องหน้ากระดาน กับจดตามไปในสมุด จนถึงทุกวันนี้ 10 กว่าปี มันก็เหมือนเดิม เราไม่รู้ว่าตัวเราสามารถทำอะไรได้บ้าง เราไม่รู้ว่าเราเหมาะกับสิ่งไหน แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราสนใจอะไร วันๆมีแต่จ้องหน้ากระดาน จ้องหนังสือ คุยกับครอบครัวแทบนับประโยคได้ในวันนึง สิ่งที่เราเรียนไป ก็แค่จำตามที่ครูสอน สักพักก็ลืม เราไม่มีจุดมั่งหมายเลย
    ..มีแต่จำ จำ จำ จำ จำไปทำไมล่ะ จำเพื่อไปสอบ สอบแล้วไปเรียนต่อ เรียนแล้วไปหางานทำ แล้วงานที่เราจะทำ มันใช้ที่เราเรียนมา 10 กว่าปีนี้หมดไหมละ
    ..สุดท้ายเราก็เหมือนไม่รู้อะไรเลย
    คนไร้หนทาง ผู้เยี่ยมชม
    • Name : คนไร้หนทาง [ IP : 113.53.96.86 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2555 / 17:25
  • ความคิดเห็นที่ 12

    อ่ะโห

    โดนซ่อนนามอธิบายระเอียดเกือบยิ๊บไปหมดล่ะ

    ผมก็เคยตั้งกระทู้เกี่ยวกับ การปิดกั้นทางความคิดของเด็กหรือคนทั่วๆไป

    ซึ่งอย่างที่บอกมาในกระทู้นี้มีอะไรบ้าง อย่าง


    1.ความคิดสร้างสรรค์
    2. ความคิดเชิงวิจารณญาณ
    3. การแก้ปัญหา

    ผมจะขอพูดแค่เกี่ยวกับประสบการ์ณที่เคยเจอมาทั้งหมดทั้งมวล เด็กไทยส่วนใหญ่มีแค่

    "ความคิดสร้างสรรค์"เท่านั้นแหละ แล้วก็ไม่ใช่ว่าจะมากหรือมีจนเต็มไปหมด ความคิดเชิงวิจารณญาณ หรือ การแก้ปัญหา ไม่ต้องพูดถึงเลย เด็กไทยไม่มีเลย หรืออาจจะมีแต่มีน้อยที่สุดเท่าที่มันจะน้อยได้ ถ้าคุณอยากฉลาดอยากมีความคิดระดับสูงอย่างที่กระทู้บอก

    เริ่มจาก
     
    1.คุณต้องสังเกตุ ถ้าคุณมีความสังเกตุ อยากรู้อยากเห็นทุกสิ่งทุกอย่างคำถามทั้งหมดทั้งมวลที่คุณคิดมันขึ้นมา มันจะตั้งคำถามกับสมองของคุณ
    2.ความมั่นใจ ถ้าคุณมีความกล้าแสดงออกคำถามเหล่านั้น คุณจะหาคำตอบจากคำถามในหัวคุณได้ไม่ยากเลย

    ถ้าคุณมี2อย่างนี้ก่อน อยากจะเป็นเด็กฉลาด อยากจะเป็นเด็กอัจฉริยะมันไม่ยากเลย ถ้าถามว่าสังเกตุได้จากไหนว่าคนนู้น คนนี้ เค้าฉลาดหรือไม่อะไรยังไง เรื่องใกล้ตัวมาก เวลาอยู่ในห้องเรียนถามจริง ถ้าคุณครูเขียนอะไรก็ได้บนกระดานแล้วมันผิด ทั้งๆที่ก็รู้กันทั้งห้องอยู่แล้วว่ามันผิด จะมีสักกี่คนที่กล้าพูดว่า นั่นมันผิดนะ!!

    อีกอย่างเรื่องการแข่งขันของการศึกษาไทย ทำไมมีค่านิยมอะไรกันผิดๆอย่างนี้ (ถ้าคุณคิดว่าตัวเองฉลาดแล้ว ผมว่าคุณคิดผิด!!!)

    ความฉลาด ความคิดระดับสูงสร้างได้ไม่ยากเลย แค่เริ่มจากตัวของตัวเองไม่จำเป็นหรอกคับที่ต้องไปติวแต่เรื่องเรียน ที่ต้องไปสนใจแต่ภายในบทเรียน หรือจะต้องเรียนกับอาจารย์เก่งๆ

    อยากฉลาด อยากคิดแบบอิจฉริยะ เริ่มต้นจากทุกสิ่งรอบๆตัว หลังจากนั้นสมองของเรามันก็จะเอาไปประยุกต์ใช้ในอัตโนมัติเองแหละคับ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องเรียน เรื่องสอบ การใช้ชีวิตประจำวัน หรืออย่างที่กระทู้นี้ได้บอกมา3อย่างคือ
    1.ความคิดสร้างสรรค์
    2. ความคิดเชิงวิจารณญาณ
    3. การแก้ปัญหา


    ถ้าถามว่าจะบริหารความคิด ความฉลาดยังไง ผมจะบอกให้

    1.บอกปัญหาทุกอย่างที่คุณเคยว่า..มันเป็นเรื่องเล็ก ถ้าคุณมองมันใหญ่คุณก็จะแก้ไขมันได้ยาก
    2.คิดแบบเชื่อมโยง ก็เหมือนกับที่คุณใช้ปากกาเขียนลงในกระดาษแหละคับ
    3.สร้างจิตนาการ จิตนาการไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่มันคือความคิดสร้างสรรค์
    4.ทำตัวเองให้เป็นคนที่อยากรู้อยากเห็น (ภาษาชาวบ้านเรื่องว่า ส.เสือ ใส่เกือก นั้นเอง555) ขี้สงสัย และหาคำตอบ
    5.คิดแบบง่ายๆ แต่ยอดเยี่ยม
    6.เพิ่มความสนใจ ในสิ่งที่คุณสนใจอยู่แล้ว
    7.เปลี่ยนความคิดให้เป็นการกระทำ หรือเปลี่ยนจาก นามธรรมเป็นรูปธรรม


    แค่นี้เองแล้วคุณก็จะมีความคิดอย่างที่พวกที่สอบได้ ที่1 จบเกียรตินิยมยังต้องอาย



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2555 / 18:11
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2555 / 18:11
    skyocean Popular Member
    • Name : skyocean < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ skyocean [ IP : 171.98.122.107 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2555 / 18:02
  • ความคิดเห็นที่ 13

     สังคมตัวใครตัวมัน รอไม่นานได้เจอเเน่นอน


    Hoshisora Extra Member
    • Name : Hoshisora < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Hoshisora [ IP : 182.53.195.89 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2555 / 19:29
  • ความคิดเห็นที่ 14

    ให้พวกพวกใหญ่มีก่อนแล้วค่อยมาสอนเด็ก  ดี่ป่ะ 
    รูกะเปี้ยน Extra Member
    • Name : รูกะเปี้ยน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ รูกะเปี้ยน [ IP : 58.8.38.16 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2555 / 20:59
  • ความคิดเห็นที่ 15

    เห็นด้วยกับความเห็นที่ 1,14 นะ
    อยากให้เด็กมี แต่ก็ไม่เคยเปิดโอกาสให้เด็กอธิบาย
    พออธิบาย ก็หาว่าเถียง บางทียังโดนด่ากลับมา
    ทำให้เด็กไม่กล้าอธิบาย 

    ครูบางคนบอกว่าถ้าไม่เข้าใจให้ 'ถาม'
    แต่พอถาม กลับบอกว่า "ไม่ได้ฟังตอนที่ครูสอนหรือไง"
    แล้วก็จะด่าเราอีกสารพัด
    ทั้งๆที่เราก็ตั้งใจฟัง แต่แค่มันไม่เข้าใจ 

    **นี่แหละ ทำให้เด็กไทยไม่กล้าออกความคิดเห็น
    เพราะถูกปลูกฝังทางอ้อมมาจากผู้ใหญ่ทั้งนั้น !!
    Me'z Superb Member
    • Name : Me'z < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Me'z [ IP : 118.173.129.90 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2555 / 21:43
  • ความคิดเห็นที่ 16

    อยากกดLike ให้ทุกความเห็นจริงงๆนะ

    เด็กสมัยนี้มันอยู่ในกรอบมากเกินไป
    เรายังได้ความรู้ตอนที่เราทำนู้นทำนี้ในบ้านมากกว่าในห้องเรียนเป็นไหนๆ

    ถ้าเอาเข้าจริงๆแล้ว จะให้ครูสอนด้วยคอมไปตามบ้านยังได้เลย

    เพราะความรู้ส่วนใหญ่ก็มีในเน็ตเกลื่อน อยู่ที่ว่าเด็กจะกลั่นกรองเอามาได้แค่ไหน
    แล้วการสอนที่โรงเรียนก็ไม่ค่อยต่างจากการดูทีวีที่สถาบันกวดวิชานัก

    เด็กไม่ได้ค้นคว้ามากเท่าที่ควร คำตอบต้องตามตำรา

    ความคิดร้างสรรค์นั้น ตามที่ ค.ห.12 บอก
    ใช่ เด็กไทยมี

    ความจริงการใช้วิจารณญานก็มีเหมือนกัน
    แต่เหมือนจะใช้ไม่เป็นกันซะมากกว่า

    เพราะเด็กไม่ได้รรับการฝึกในจุดนั้นอย่างเพียงพอ

    การศึกษาไทยอยู่ในกรอบเสมอ
    เน้นปริมาณ
    และความจำ

    ประธานจอมแสบซูยายะ เซน Superstar Member
    • Name : ประธานจอมแสบซูยายะ เซน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ประธานจอมแสบซูยายะ เซน [ IP : 124.120.71.151 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2555 / 22:45
  • ความคิดเห็นที่ 17

    #16
    ความรู้"ทั่วไป"น่ะมีอยู่ในเน็ตเกลื่อนก็จริง

    แต่ความรู้ที่เกี่ยวกับไทยแท้ ๆ แบบมาก และลงลึก
    เมื่อเทียบกับต่างประเทศแล้วของคนไทยยังขาดแคลนอยู่มากนะ

    พูดตามตรงบางเรื่องไม่อาจจะสามารถหาข้อมูลที่เป็นภาษาไทยได้เลย
    กลับกันเรื่องของประเทศไทยเอง ดันมีในภาษาต่างประเทศมากกว่าของไทยอีก
    ดังนั้นจึงนับได้ว่าข้อมูลของประเทศไทยนั้นมีน้อย

    หรือไม่ก็เว็บของราชการเอง ข้อมูลของเว็บราชการที่ควรจะมี
    เช่นกฎหมาย ข้อมูลภูมิประเทศ ภูมิศาสตร์ สภาพอากาศ นโยบาบ
    ยังนับว่ามีน้อยมากเมื่อเทียบกับวิกิหรือเว็บของต่างประเทศ
    เว็บที่ลงหนังสือทั้งเล่มก็ยิ่งนับได้ว่ามีน้อยกว่าน้อย

    เราจึงถือว่าประเทศไทยยังขาดแหล่งข้อมูลในเน็ตอย่างแท้จริง

    ซึ่งบางทีอาจจะเป็นเพราะนิสัยของคนไทยที่ไม่ค่อยชอบจดบันทึกให้คนอื่นรู้ก็ได้
    (เรื่องนี้ก็เป็นตั้งแต่โบราณแล้ว ภูมิปัญญาบางอย่างจะถูกเก็บงำให้รู้แค่ในครอบครัวหรือชุมชน
    โดยไม่ยอมเปิดเผยให้แพร่หลายเป็นที่รู้อย่างทั่วกัน คนไทยสมัยใหม่เลยติดนิสัยนี้มาด้วย)


    ...ตัวอย่างง่าย ๆ ที่เราเคยเจอตอนทำวิทยานิพนธ์คือ
    ข้อมูลวิทยานิพนธ์ของไทยในเน็ตหาได้ยากมาก กลับกันของต่างประเทศมีให้เข้าถึงได้โดยง่าย
    มีทางเดียวที่จะได้ข้อมูลวิทยานิพนธ์ก็คือการไปห้องสมุดของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ
    หรือไม่ก็ไปศูนย์รวบรวมงานวิจัยพวกนี้ที่แถวเกษตรโดยตรง
    ซ่อนนาม VIP Member
    • Name : ซ่อนนาม < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ซ่อนนาม [ IP : 125.24.31.105 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2555 / 23:54
  • ความคิดเห็นที่ 18

    เข้ามาอ่านความคิดเห็นยามดึก...เลือกปักหมุดความคิดเห็นดีๆ ไม่ถูกเลยทีเดียว ทุกคนมีความคิดที่ดีทั้งนั้นเลย นี่ไงใครว่าเด็กไทยคิดไม่ ถ้าเปิดโอกาส ไม่มีการตราหน้า และไม่จำเป็นต้องเสริมแรง ก็ยังมีอีกหลายๆ คนอยากแสดงความคิด และเห็นได้ดี น่าพูดคุยกันต่อไป...

     
    karin<f>e
    • Name : karin<f>e < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ karin<f>e [ IP : [hidden] ]
    • Email / Msn: kiatsuda(แอท)dek-d.com
    • วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2555 / 00:22
  • ความคิดเห็นที่ 19

    คิดเป็นมันก็เท่านั้น ถ้าไม่ลงมือทำอะไรเลย จริงมั้ยล่ะ
    หรือต่อให้คิดเป็น ก็เอาไปทำอะไรไม่ได้ 
    pabo na.th Extra Member
    • Name : pabo na.th < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ pabo na.th [ IP : 115.87.142.247 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2555 / 08:14
  • ความคิดเห็นที่ 20

     แต่บางครั้งข้อมูลที่เด็กถูกยัดเยียดมานี่มันมีเยอะเลยนะที่ได้ได้ใช้ในชีวิตประจำวันมั่นๆอ่ะ

    บางครั้งหนูว่ามันสอนข้อมูลที่ดูไม่ค่อยมีความจำเป็นต่อเด็กเท่าไหร่เลยอ่ะ
    ผมอยากบิน~ Superb Member
    • Name : ผมอยากบิน~ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ผมอยากบิน~ [ IP : 118.172.0.38 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2555 / 20:56
  • ความคิดเห็นที่ 21

    เห็นด้วยเหมือนกันนะอาเจ้เกียรติ
    เช่นดอกกุหลาบประดิษฐ์ กลีบต้องเป็นรูปนี้  ขนาดเท่านี้เท่านั้น...
    บางอย่างมันควรจะพลิกแพลงได้นะคะ

    มันปิดกั้นนะคะ หนูจะพลิกแพลงไม่ได้เลย(แม้เรื่องเอาฟิวเจอร์บอร์ดมาต่อกัน) เพราะเด็กไทยต้องทำตามเพื่อน ทำตามครูหมด คนที่ทำผิดแบบจะเสี่ยงมาก คนที่ทำแหวกแนวจะมีสองคำพูดคือ เก่งมาก กับ แย่มาก

    หนูอยากให้การศึกษาไทยไร้ขอบเขตจังเลยค่ะ
    FC.wan wan [Mr.Mr.] Superb Member
    • Name : FC.wan wan [Mr.Mr.] < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ FC.wan wan [Mr.Mr.] [ IP : 223.207.176.137 ]
    • Email / Msn: zsljane(แอท)hotmail.com
    • วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2555 / 22:38
  • ความคิดเห็นที่ 22

    การศึกษาไทย เน้นแต่ทฤษฎีที่ต้องถูกต้องเป๊ะและต้องอยู่ในกรอบเสมอ
    ถ้าเราตอบแหวกแนวหน่อย เราจะถูกมองว่าตลก ทำให้เวลามีคำถามอะไร เด็กไทยส่วนใหญ่ต้องตอบแต่แนวเดิมๆ ทั้งที่ในใจอาจจะมีคำตอบที่สร้างสรรค์ก็ได้ เวลาครูสั่งงานก็ต้องทำตามที่ครูบอกเป๊ะๆ ทำผิดนิดหน่อยครูก็ดุ :(

    โดยส่วนตัว ไม่ชอบข้อสอบที่เป็นช้อยส์ ให้เลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเลย เพราะ คิดว่าการเรียนแบบนี้มันปิดกั้นความคิดเด็กมากเลยค่ะ อยากให้เป็นคำถามพวกปลายเปิดมากกว่าค่ะ

    อีกอย่างเด็กไทยไม่ค่อยชอบถาม-ตอบกัน บางเรื่องอยากรู้แต่ก็ไม่ถามครู หรือพอถามครู ครูก็ไม่มีคำตอบให้ ทำให้ไม่ค่อยได้พัฒนาและแลกเปลี่ยนความคิดกัน

    อยากให้ระบบการศึกษาไทยดีกว่านี้ค่ะ แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนเนอะ เพราะคนไทยไม่ค่อยชอบการเปลี่ยนแปลง การปรับเปลี่ยน อยากได้เด็กที่มีความรู้ความสามารถดี แต่ระบบการศึกษายังไม่ดีเท่าที่ควรเลย

    ۩۞۩ ยั€*จูน*ซ่าส์* New Member
    • Name : ۩۞۩ ยั€*จูน*ซ่าส์* < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ۩۞۩ ยั€*จูน*ซ่าส์* [ IP : 101.109.96.248 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2555 / 23:32
  • ความคิดเห็นที่ 23

     เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่6มากๆเลยคับ
    WhaT WheN WherE WhY New Member
    • Name : WhaT WheN WherE WhY < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ WhaT WheN WherE WhY [ IP : 58.11.182.175 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2555 / 20:15
  • ความคิดเห็นที่ 24

    เห็นด้วยกับทุกความเห็นเลย

    ทำไมผู้ใหญ่ถึงว่าเราผิด?  ทำไมไม่ฟังเราอธิบายอะไรเลย?  ทำไมถึงคิดว่าตัวเองถูกตลอด?

    พวกผู้ใหญ่รบกวนช่วยคิดกันด้วยนะคะ ว่าด็กก็มีสมอง  มีจิตใจเหมือนกับพวกผู้ใหญ่นั่นแหละ
    คิดได้ ผิดได้ ถูกได้ เหมือนกัน

    ทั้งที่เหมือนกันแท้ๆ  ทำไมถึงคิดว่าตัวเองถูก  แล้วไม่รับฟังอะไรเลย?

    แบบนี้มันส่งผลต่อสังคม  และประเทศชาตินะคะ =*=

    ถ้าปิดกั้นความคิดเด็กแล้วจะมีบุคลากรดีๆมาพัฒนาประเทศในอนาคตได้ไง?....
    _Victorika_rika_ Extra Member
    • Name : _Victorika_rika_ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ _Victorika_rika_ [ IP : 61.19.65.17 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2555 / 22:30
  • ความคิดเห็นที่ 26

     เค้าอยากให้การศึกษาของประเทศไทยเป็นการศึกษาแบบไร้ขอบเขตจังเลย เพราะเค้าคิดว่าถ้ายึดแต่หลักเดิมๆแนวเดิมๆ มันก็เหมือนกบในกะลานั่นแหละ ความคิดสร้างสรรค์ล่ะ?มันหายไปไหนหมด? 
     อยากจะบอกคุณผู้ใหญ่หลายๆคนทั้งนักวิชาการและคุณครู ไม่สิ ทุกคนเลย ว่า เด็กสมัยใหม่น่ะที่เค้าไม่อยากจะเรียนกันก็เพราะมัวแต่อยู่ในกรอบกันนั่นแหละ 
    L_SKSschool New Member
    • Name : L_SKSschool < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ L_SKSschool [ IP : 223.207.101.74 ]
    • Email / Msn: lek_sksschool(แอท)hotmail.co.th
    • วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2555 / 10:58
  • ความคิดเห็นที่ 27

    ปัญหาของเด็กคือไม่รู้ว่าการเป็นผู้ใหญ่เป็นยังไง

    ส่วนปัญหาของผู้ใหญ่คือลืมไปว่าการเป็นเด็กมันเป็นยังไง
    งิงิ ผู้เยี่ยมชม
    • Name : งิงิ [ IP : 118.172.69.36 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2555 / 17:20
  • ความคิดเห็นที่ 29

    ทุกอย่างเริ่มต้นที่ว่า

    ผู้ใหญ่ 'ไม่ให้' โอกาสเด็ก

    โอกาสที่เด็กจะคิด
    โอกาสที่เด็กจะทำ
     
    ไปๆมาๆ เด็กก็เลย 'ไม่คิด' และ 'ไม่ทำ'

    แล้วแบบนี้ จะ 'โทษ' ใคร?

    'เด็ก' 'ผู้ใหญ่' หรือ 'ทุกคน'?

    - - *คนเดินผ่านมา* - - Superb Member
    • Name : - - *คนเดินผ่านมา* - - < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ - - *คนเดินผ่านมา* - - [ IP : 171.5.41.151 ]
    • Email / Msn: mimoza_may112(แอท)windowslive.com
    • วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2555 / 00:13
  • ความคิดเห็นที่ 32

    น่าจะมี หัวข้อ
    ""ความคิดระดับสูง ที่เด็กอยากให้ผู้ใหญ่มี "" บ้างนะครับ
    555555555555
    ผู้ใหญ่ ชอบดูถูก เด็ก อย่างโน้น อย่างนี้
    ทั้งๆ ที่ บ้างที่ เด็กก็ ทำตามผู้ใหญ่มาทั้ง นั้น 55555
    อีก ความเห็นนึงเนาะ คิคิ
    อิอิ ผู้เยี่ยมชม
    • Name : อิอิ [ IP : 223.205.90.145 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2555 / 13:12
  • ความคิดเห็นที่ 34

    ที่กวดวิชายิ่งนักข้อมาก  สอนให้จำๆ ให้ลัดสูตรนั้น สูตรนี่ ช่างไม่เป็นระบบส่ะเลย สรุป ก็แค่อาความรู้ไปสอบๆให้เสร็จเท่านั้น เพราะสูตรลัดบางอย่างมันใช้กับทุกโจทย์ไม่ได้ 

    เราเรียนวันล่ะ แปดถึงเก้าชั่วโมง แต่ล่ะวิชาที่จัดให้เรียนหนักมาก ทั้งๆที่เรียนนักขนาดนี่กับไม่กระเตื้องเลย เมื่อเทียบกับชาติอื่นหรือนานาชาติในบ้านเราก็ได้ ซึ่งเขาเรียนครึ่งหนึ่งกิจกรรมครึ่งหนึ่งก็ทำให้เขาพัฒนากว่าเรามาก

    ขออภัยรู้สึกว่าเราจะพิมพ์นอกประเด็นไปหน่อย
    Sacho Superb Member
    • Name : Sacho < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Sacho [ IP : 168.120.244.223 ]
    • Email / Msn: dearmeepooh(แอท)hotmail.com
    • วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2555 / 03:18
  • ความคิดเห็นที่ 35

    ขอแอบวนออกนอกประเด็นนิดนึง พอดีรูปข้างบนมันใช้วิชาประวัติศาสตร์

    การศึกษาประวัติศาสตร์ในไทยถือว่าปัญญาอ่อนมาก
    เรียนออกมาแทบจะไม่ได้มีความรู้อะไรเลย

    ตอน ม.ปลายผมไปต่อนอกมา ที่โน้นเค้าจะมีวิชาบังคับคือ US history
    หลังจากจบมา ผมกล้าพูดได้ว่า ผมมีความรู้ในประวัติศาสตร์ชาติมันมากกว่าชาติเราอีก
    คิดดูละกันบ้านเรามีประวัติศาสตร์หลายร้อยปีเรากลับแทบไม่รู้ไรเลย
    ของเค้ามีแค่ 200กว่าปี กลับมีเนื้อหามากกว่าอีก
    (ถ้าไม่เชื่อให้ลองถามคนที่ไปhigh schoolมาแล้วเจอวิชานี้ จะพูดเหมือนกันแทบทุกคน)
    เนื้อหาผมลองดูละ มันแทบจะซ้ำๆกันตลอด สมมุติ ป.3 เรียนบุคคลนี้ ป.6 เพิ่มรายละเอียดมาอีกหน่อย
    ม.ต้น ปลาย ก็แค่เจาะลึกลงไปอีก
    สรุปเรียนแบบนี้เพื่อ
    ที่นั้นเค้าเรียนไล่ลำดับประธานาธิบดีมาเลย
    แล้วบ้านเราอ่ะ กษัตริย์องอื่นๆจะไม่เรียนเลยหรอ
    ชั่วโมงเรียนก็มากกว่า แต่ทำไมดันเรียนน้อยกว่า งงมาก

    ที่สำคันคือเค้าไม่ได้สอนแบบกิ็กก๊อกบ้านเรา
    เขาสอนให้รู้ถึงว่า ทำไมคนนี้ถึงทำแบบนี้ ถ้าทำอีกแบบจะเกิดไรขึ้น ....
    สิ่งที่คนๆนี้ทำมันสำคันมั้ย....

    บ้านเรายังถามโง่ๆอยู่เลย เช่น
    เหตุกานนี้เกิดเมื่อ....
    ถ้าไม่ใช่โรงเรียนดีๆแทบจะไม่มีออกวิเคราะห์เลย

    โทดทีทีออกนอกประเด็นไปหน่อย เห็นตารางในรูปข้างบนกับความเป็นจิงแล้วมันขัดกันมาก

    ปล. บุคคลกลุ่มเดียวที่เรียนประวัติศาสตร์เป็นคือคนชั่ว
    ประวัติศาสตร์จะสอนให้คนชั่วทำอย่างไรแล้วไม่โดนจับ ทำไงให้โกงได้มากกว่าเดิม
    ส่วนคนดีก็คงไล่ตามคนชั่วต่อไป
    สรุปถ้าอยากเจริญคงต้องเผาประวัติศาสตร์ทิ้งให้หมดซะ
    เพื่อคนชั่วมันจะได้ไม่เก่งไปกว่านี้ 55555555
    เบื่อ ผู้เยี่ยมชม
    • Name : เบื่อ [ IP : 125.25.129.46 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2555 / 04:43
  • ความคิดเห็นที่ 36

     หลักสูตร วัตถุประสงค์ ทำออกมาดีเนาะ!!
     แต่ความจริงเป็นยังไงก็รู้กันอยู่
     เพลียยย
    lovetiny New Member
    • Name : lovetiny < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ lovetiny [ IP : 202.28.27.2 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2555 / 19:31
  • ความคิดเห็นที่ 37

    อยากจะกดไลท์ให้ถูกความเห็นมาก  มันตรงจริงๆ ที่ทุกคนพูดมา

    ประเทศเรามีแต่อะไรที่ซ้ำ้ซาก สอนแต่อะไรเดิมๆ แล้วอย่างนี้เด็กมันจะไปเก่งได้ไง

    ผู้ใหญ่ชอบตีกรอบให้เด็ก ทำให้เด็กคิดอะไรนอกกรอบไม่เป็นและไม่กล้าทำ เพราะถูกสอนมาว่าอย่างนี้สิถึงจะดี อย่างนั้นถึงจะดี

    ในเมื่อมันเป็นซะแบบนี้ แล้วเมื่อไหร่ประเทศเราจะพัฒนาซักทีล่ะเนี่ย - -*
    P.Jotwins <3 Extra Member
    • Name : P.Jotwins <3 < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ P.Jotwins <3 [ IP : 110.49.249.116 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2555 / 20:11
  • ความคิดเห็นที่ 38

    วันนี้นั่งเรียนพิเศษคณิต

    เห็นพี่เค้าทำโจทย์คณิตกัน คิดไปคิดมา เรียนไปแล้วเอาไปทำมาหากินอะไรได้ในอนาคต (ในบางเรื่องน๊ะ เพราะ บวก ลบ คูณ หาร ก้อยังใช้ได้อยู่555)

    นอกจาำกจะไปเป็นคุณครูสอนคณิตศาสตร์ ก้อยังคิดไม่ออก สมองมีแค่นี้แระ 55 ต้องเข้าใจ

    ป.ล. คอมเม้นต์นี้ ไม่มีจุดประสงค์ใดใดทั้งสิ้น นอกจากมาระบาย หุหุ!


    __Ai Noon__ New Member
    • Name : __Ai Noon__ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ __Ai Noon__ [ IP : 223.205.91.158 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2555 / 20:42
  • ความคิดเห็นที่ 39

     คือขนาดโรงเรียนเรามีกิจกรรมครูยัง(ครูคณิต)ไม่เว้นที่จะให้การบ้านเราทั้งๆที่วันนั้นเป็นวันที่มีกิจกรรมทั้งวัน คือแบบสอนก็ไม่ได้สอนเราต้องไปอ่านตัวอย่างแล้วทำความเข้าใจและก็ขอให้เข้าใจด้วยว่าหนังสือเรียนมันมีความคิดแบบตรงๆไม่มีพลิกแพลง แล้วเวลาสอบเราก็ต้องคิดแบบตรงๆใช่มะ เลยใช้เวลานานมากกว่าจะคิดออกแต่ละข้อ และเวลาทำการบ้านครูก็บอกอีกว่าให้ทำเหมือนตัวอย่างเป๊ะๆห้ามขาดห้ามเกิน คือครูไม่คิดหน่อยเหรอว่าจะทำยังไงให้วิธีทำมันน้อยที่สุดและคำตอบถูกต้องที่สุดอ่ะคือถ้าผิดครูแกสั่งทำใหม่
    และก็นะถ้าการบ้านมี4ข้อใหญ่10ข้อย่อยเนี่ยครูของเราสั่งหมดและส่งภายในวันพรุ่งนี้คิดูสิว่าจะทำกันทันไหมไหนจะมีวิชาประวัติศาสตร์ที่การบ้านเยอะรองลงมาอีกไหนจะภาษาไทยที่ครูเข้ามาสั่งงานแบบมึนๆเราต้องมาวิเคราะว่าครูให้ทำอะไรอีก
    มันไม่เกี่ยวอะไรหรอกค่ะแค่อยากมาระบายว่าการศึกษาไทยมันล้มเหลว


    กระต่ายนิลกาฬอาบเลือด New Member
    • Name : กระต่ายนิลกาฬอาบเลือด < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ กระต่ายนิลกาฬอาบเลือด [ IP : 118.172.217.233 ]
    • Email / Msn: ing2510(แอท)hotmail.com
    • วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2555 / 21:01
  • ความคิดเห็นที่ 40

    การศึกษาไทยนะ มั้นมองได้สองด้านนะ จะบอกว่าดี ก็ดี จะบอกว่าไม่ดี ห่วยมันก็ห่วยอะ การเรียนผลที่ได้ออกมาของเด็กไทยนะ ไม่ค่อยน่าพอใจ สะส่วนมาก  แต่ก็ยังมีที่ดี  คือถ้าเก่งก็เก่งไปเลย ถ้าห่วยแล้วไม่มีแรงจูงใจ ก็จะตกเหวแบบเอาไม่ขึ้นเลย  คือต้องสร้างแรงจูงใจให้เด็ก อย่าบีบคั้น กดดัน เพราะแต่ละคนนะ เก่งไม่เหมือนกันสภาวะจิตใจก็ไม่เหมือนกัน ต้องส่งเสิมมากกว่านี้ทั้งเก่งและไม่เก่งอย่าปิดกั้นเด็กที่ไม่กล้าแสดงออก แล้วควรให้เหตุผลกับสิ่งที่เขาทำผิด เพราะเขาอาจจะไม่รู้จริง ต้องชี้แนะ    แล้วคนที่เป็นแม่บทนะ ทำตัวให้มันสมกับที่เป็นแม่บทที่ดีและมีเหตุผลหน่อยจะดีมาก ไม่เลือกปฎิบัติเด็กด้วยนะ  แล้วก้หลักสูตรไทยควรปรับปรุงนะ ลองไปศึกษางานที่ต่างประเทศดูก็ได้ว่า สิ่งใหนดีก็ลองเอามาปฎิบัติ ปรับปรุงดูนะ  และก็ควรสนับสนุนเด็กที่มีความสามารถหรือไม่มีโอกาสนะ จะดีมากๆเลย

    ป.ล. เราก็เป็นเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่มองเห็นว่ากาศึกษาไทยไม่ได้ห่วย แต่คนเขียนหลักสูตรดูเหมือนยังจับจุดไม่ได้ว่าควรจะเขียนหลักสูตรยังไงให้มันดี อ้อ แล้วถ้าอยากรู้นะว่าเด็กมีความสามารถหรือว่าใครที่หนึ่งของประเทศทำไมไม่เขียนหลักสูตรเดียวกันแล้วใช้ทั้งประเทศเลยละที่งเอกชนแล้วก้รัฐบาล แล้วก็ไม่ควรเอาเกรฑมาตัดสินว่าควรอยู่แผนไหนเหมือนเป็นการปิดกั้นโอกาส ลองให้ น.ร.ลองลงเรียนเองสั้ดเทอมนึงแล้วเขาคงรู้สักญภาพของตัวเองเเหละว่าต้องทำยังไงถึงจะอยู่รอดหรือไม่สามารถที่จะเรียนที่ไม่ใช่เราไได้  อีกอย่าง พ่อแม่อะตัวดีเลย อยากให้ลูกเป็นนู่นเป็นนี้ พวกคุณนะควรชี้แนะและสนับสนุนเท่านั้นไม่ใช่วางแผนชีวิตให้ตั้งแต่เกิดยังตาย ไม่ไหวนะ โตแล้วก็ยัดสินใจเองเพราะคนที่ใช้ชีวิตนั้นไม่ใช่คุณแต่เป็นลูกคุณ
    [:BlUE RaBBit  sHAdO :] Popular Member
    • Name : [:BlUE RaBBit sHAdO :] < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ [:BlUE RaBBit  sHAdO :] [ IP : 27.130.111.69 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2555 / 22:35
  • ความคิดเห็นที่ 42

    อดทนครับบอกได้คำเดียวไม่ว่าจะโอเน็ตแกทแพทเจ็ดวิชาไล่สอบตามมหาลัยสอบในโรงเรียน แถมน้ำท่วมอีก  เสียตังก็ไปเป็นหมื่นแล้วครับสำหรับค่าสมัครสอบ  แต่ชีวิตก็ต้องสู้ต่อไปครับ คนมีอำนาจเขาต้องการให้เราเจอแบบนี้เราก็ต้องเจอครับ ส่วนพวกไม่มีอำนาจอย่างเราก็ต้องตามยถากรรมครับ
    อย่าพึ่งท้อครับพูดได้คำเดียว
    light01 New Member
    • Name : light01 < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ light01 [ IP : 113.53.98.97 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2555 / 21:35
  • ความคิดเห็นที่ 43

     สั่งแต่การบ้านในหนังสือเฉลยตามคีย์ซื้อคีย์มาลอกซะเลยการเรียนน่าเบื่อจริงๆ...เฮ้อออออ...
    wangling Extra Member
    • Name : wangling < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ wangling [ IP : 118.172.198.42 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2555 / 02:01
  • ความคิดเห็นที่ 44

    ทำไมไม่ทำข้อสอบที่เป็นข้อเขียนให้หมดเลยล่ะคับ
    เด็กจะได้ใช้ความคิดเต็มอย่างเต็มที่ เหมือนที่อังกฤษและประเทศอื่นๆเค้าใช้กัน
    เด็กฝรั่งเค้ามีความคิดเป็นของตัวเองก็เพราะอย่างนี้แหละคับ
    ระบบการศึกษาออกแบบมาดี
    ผมก็เรียนต่างประเทศ แม้จะอยู่ในเอเชีย แต่หลักสูตรเค้าไม่มีช้อยเลย
    มีน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นข้อเขียนที่เราต้องตอบโดยใช้ความคิด ใครตอบตรงตามหนังสือแบบท่องมาเปะๆโดนหักคะแนนแน่นอน
    อยากให้ไทยเป็นอย่างงี้บ้าง
    ประเทศเราจะได้พัฒนา
    wee ผู้เยี่ยมชม
    • Name : wee [ IP : 120.140.18.236 ]
    • Email / Msn: j-i_joe(แอท)hotmail.com
    • วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2555 / 08:30
  • ความคิดเห็นที่ 45

     ครูคณิตที่โรงเรียนเรา สอนว่าต้องทำอย่างงี้นะ เป๊ะๆ
    ขาดไม่ได้ เกินไม่ได้
    ทั้งๆที่มันมีวิธีที่ดีกว่าครู แต่เด็กก็ไม่สามารถที่จะทำได้
    เพราะถ้าทำแล้ว โดน!!!
    ปลาร้าตัวน้อย Popular Member
    • Name : ปลาร้าตัวน้อย < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ปลาร้าตัวน้อย [ IP : 49.49.80.162 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2555 / 23:52
  • ความคิดเห็นที่ 46

    จากคห.43 ประสบการณ์ตรงเหมือนกัน ครูชอบออกข้อสอบตามคีย์ เเล้วเพื่อนก็ไปหาซื้อคีย์มาใช้ เราเเรกๆก็ไม่ได้ซื้อคีย์== ข้อสอบเฉลย90ข้อ ตรงซะ60-70 เราตก- - หลังๆเริ่มซื้อมั่ง เลยผ่าน เเต่บอกตามตรงทำข้อสอบ เเค่จำโจทย์มา คุ้นกาๆไม่ต้องอ่านเนื้อหาก็ทำได้==
    tvxq&sj Superb Member
    • Name : tvxq&sj < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ tvxq&sj [ IP : 182.52.68.33 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2555 / 04:26
  • ความคิดเห็นที่ 47

    การศึกษาไทย ถ้ายึดติดแต่แบบเดิม ๆอย่างนี้ อีกกี่ ชาติก็ไม่ทัน ประเทศอื่น เพราะยัดความรู้ให้เด็กเยอะแยะไปหมด เคยทำบ้างไหมว่าเด็ก ต้องการ ยังไง ต้องการรู้อะไร เป็นเด็กโตมา ก็ โดนบังคับให้ เรียน ๆๆ ตั้งแต่ อนุบาล หัวจะระเบิด อยู่แล้ว คน สมอง มันดีก็ดีเกิน คน สมองไม่ดีก็ โคตร คิดอะไรไม่ออก คนเราสมองมันไม่เท่ากัน แล้วยังจะมาว่า คนส่วนนี้ หัวสมองไม่ได้ โง่ ได้ยังไง
    อยากให้เปลี่ยน แต่คงเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อ สังคมไทยยัง ยึดติดแต่สิ่งเดิม ๆ.

    ข้อความไหนที่พูดผิดไปก็ขออภัย ณ ที่นี้ด้วย*

    ZZzzzZZZzzzZz
    K'arann ผู้เยี่ยมชม
    • Name : K'arann [ IP : 183.88.31.40 ]
    • Email / Msn: satan9900(แอท)hotmail.com
    • วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2555 / 13:09
  • ความคิดเห็นที่ 48

    เรื่องแบบนี้อ่ะ ให้ผู้ใหญ่บอกกับตัวเองก่อน ดีกว่าม่ะ
    แป่วววว ผู้เยี่ยมชม
    • Name : แป่วววว [ IP : 70.251.116.121 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2555 / 03:28
  • ความคิดเห็นที่ 49

     คุณซ่อนนามพูดได้ดีมากค่ะ กดไลท์เลย! อยากให้ผู้ใหญ่ที่มาอ่านในนี้ลองเอาไปพิจารณาใหม่นะคะ อิอิ
    เจ้าหญิงแห่งดาบ Superb Member
    • Name : เจ้าหญิงแห่งดาบ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ เจ้าหญิงแห่งดาบ [ IP : 58.9.14.11 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2555 / 16:01
Page 1 of 2 1 2 

กฏการตั้งกระทู้
แสดงความคิดเห็น
Login *

Password *
ชื่อ Email รูปตัวแทน

โปรดใส่รหัสตามรูป