|
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะคะว่า คนไทย ได้ชื่อว่ามีพฤติกรรมซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์มากที่สุดในโลก ซึ่งจากข้อมูลของเว็บไซต์ช้อปปิ้งออนไลน์ชื่อดัง อีเบย์ ระบุว่าคนไทย มีดีเอ็นเอการช้อปปิ้งอยู่ในตัว โดยจะเห็นได้จากอัตราการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านอีเบย์สูงเป็นอันดับสองของโลก รองจากคนฮอ่งกง และสหรัฐอเมริกา ว้าววววว!!!
ซึ่งก็อย่างที่พี่เหมี่ยวเคยเล่าให้น้องๆ ฟังว่า การซื้อสินค้าออนไลน์ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ในตัว นักช้อปเองก็จำเป็นต้องใส่ใจและระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัยไว้ให้มาก เพราะแม้ว่าการช้อปปิ้งออนไลน์ จะดีในแง่สะดวกรวดเร็ว และประหยัดเวลา
เคล็ดลับช้อปปิ้ง : รู้ก่อนจะช้อปปิ้งออนไลน์
แต่ผู้ใช้หลายคนก็ยังไม่ทันได้ระวังถึงภัยร้ายที่จะตามมากับการซื้อสินค้าออนไลน์ ดังนั้นพี่เหมี่ยวก็เลยมีข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ให้นักช้อปออนไลน์เก็บไว้เป็นตัวช่วยช่วยลดความเสี่ยงจากการช้อปปิ้งออนไลน์ค่ะ
1. ตรวจสอบระบบผ่าน เพราะถึงแม้จะมีรูปกุญแจปรากฏที่ด้านล่างของบราวเซอร์ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัย สำหรับการเข้าหน้าเว็บไซต์ที่ต้องใส่ชื่อ ข้อมูลส่วนตัว รวมทั้งข้อมูลบัตรเครดิตของเรา ขอให้แน่ใจว่า URL Address ในหน้านั้นต้องทำผ่านหรือเป็น Address ที่ขึ้นต้นด้วย https เท่านั้น
ในกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์นั้นๆ เราสามารถดับเบิลคลิ๊กที่ไอคอนรูปกุญแจที่ด้านล่างของเบราเซอร์เพื่อเพื่อดูว่าเว็บนั้นๆ มีรายละเอียดเกี่ยวกับประกาศนียบัตรทางด้านความปลอดภัย (Security Certificate) หรือไม่และประกาศนียบัตรนั้นเป็นของเว็บไซต์นั้นจริงหรือเปล่า
2. ไม่ใช้บัตรเดบิต ในการซื้อของผ่านทางออนไลน์ การใช้บัตรเครดิตจะมีข้อได้เปรียบกว่าการใช้บัตรเดบิตโดยที่เจ้าของบัตรสามารถร้องเรียนกับทางธนาคารเจ้าของบัตรได้ในกรณีที่พบรายการผิดปกติในใบ แจ้งยอดประจำเดือนนั้น และสามารถจัดการกับรายการผิดปกตินั้น ก่อนการการำธุรกรรมใดๆ ก็ตาม จะเป็นการหักเงินจากบัญชีทันทีซึ่งการร้องเรียนกับธนาคารเจ้าของบัตรในกรณี ที่มีการพบรายการผิดปกติจะทำได้ยากกว่า
เคล็ดลับช้อปปิ้ง : รู้ก่อนจะช้อปปิ้งออนไลน์ |
3. อย่าคลิก Link ที่มากับอีเมล เพราะอีเมลที่ดูเหมือนว่าจะส่งมาจากร้านค้าออนไลน์ ในช่วงใกล้เทศกาลสำคัญ หรือจากการทำโปรโมชั่นต่างๆ เราอาจได้รับอีเมลมากมายที่ชักชวนให้จับจ่ายซื้อของผ่านเว็บไซต์ต่างๆ แต่สิ่งที่สำคัญคือจะทราบได้อย่างไรว่า อีเมลนั้นส่งมาจากร้านค้าที่มีตัวตนจริง หรือเป็นอีเมลปลอมกันแน่
ดังนั้น หากเราต้องการเข้าเว็บไซต์จาก link ที่แนบมากับอีเมลขอแนะนำให้เปิดบราวเซอร์ขึ้นมาใหม่ และเอา URL Address นั้นมพิมพ์ที่ชิ่งใส่ URL ด้วยตนเอง แต่ในกรณีที่ URL Address ยาวมาก และเราไม่มีเวลาอาจใช้วิธีพิมพ์โดเมนเนมของเว็บไซต์นั้น และคลิกที่ link ที่ท่านต้องการจะเข้าจากหน้า Home ของเว็บไซต์นั้นๆ แทนก็ได้ |
4. อย่าไว้ใจอะไรง่ายๆ ถ้ารู้สึกว่าเริ่มไม่ไว้ใจเว็บไซต์นั้นๆ ที่เข้าไปเยี่ยมชมหรือเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลกับข้อเสนอที่ให้มา ให้เปลี่ยนไปเข้าเว็บอื่นแทนจะดีกว่า เพราะเราอาจจะถูกหลอกกับข้อเสนอที่ดีเกินความเป็นจริงหรือโดนเว็บนั้นแอบทำมิดีมิร้าย เช่น แอบเอามัลแวร์ (Malware ย่อมาจาก "Malicious Software" ซึ่งหมายถึง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกชนิดที่มีจุดประสงค์ร้ายต่อคอมพิวเตอร์และเครือข่ายที่บุกรุกเข้าไปติดอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้ และสร้างความเสียหายให้กับระบบคอมพิวเตอร์นั้นๆ) มาลงกับเครื่องของเราผ่านทางบราวเซอร์ โดยที่เราไม่รู้ตัวก็เป็นได้
5. ระมัดระวังการให้ข้อมูลส่วนตัว โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับการจ่ายเงิน โดยปกติข้อมูลที่เกี่ยวกับการจ่ายเงิน โดยปกติข้อมูลที่เว็บไซต์ช้อปปิ้งทั่วไปต้องการจากผู้ซื้อก็จะเป็นแค่ ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ ที่จะจัดส่งใบแจ้งหนี้ หมายเลขบัตรเครดิต วันหมดอายุของบัตร และโค้ด CCV2 ด้านหลังบัตร นอกจากนี้ บางเว็บไซต์อาจต้องการข้อมูลเพิ่มเติม เช่น อีเมลแอดเดรส หรือเบอร์โทรศัพท์ของผู้ซื้อ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการการจัดส่งของ แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะให้ข้อมูลดังกล่าวควรตรวจสอบในเงื่อนไขว่าเว็บไซต์นั้นจะเก็บข้อมูลส่วนตัวของเราเป็นความลับหรือไม่
นอกจากข้อมูลต่างๆ เหล่านี้แล้ว ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องให้ข้อมูลอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นรหัสส่วนตัวของบัตร (PIN) หรือข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ เพราะเว็บไซต์ที่ทำธุรกิจอย่างถุกต้องจะไม่ถามข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ หากพบเว็บไซต์ต่างๆ ที่ถามข้อมูลเกินพอดีเหล่านี้ให้หยุดการทำธุรกรรมกับเว็บไซต์นั้นทันที และแจ้งธนาคารหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รับทราบทันที
อาจจะดูซีเรียสไปซักนิดแต่พี่เหมี่ยวว่าถ้าน้องๆ กำลังคิดจะทำการช้อปปิ้งออนไลน์ล่ะก็ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่จะต้องรู้ไว้นะคะ จะได้ไม่หลงกลพวกผู้ที่ไม่ประสงค์ดียังไงล่ะคะ

พี่เหมี่ยวขอขอบคุณ : ข้อมูลประกอบจากสำนักข่าว inn และ จุลสารก๊าซไลน์ ค่ะ |