บทความนี้โพสโดย
 
 
อ่านข้อมูลนี้ พร้อมความเห็นจากทางบ้านได้ที่
http://www.dek-d.com/content/view.php?id=699

 

สวัสดีจ้าน้องๆ เป็นไงกันบ้างเปิดเทอมมาได้ครึ่งเดือนแล้วเนาะ ยังคงร่าเริงกันเหมือนเดิมรึเปล่า : D
วันนี้พี่มีเรื่องราวเกี่ยวกับวันสำคัญวันหนึ่งของประเทศออสเตรเลียมาเล่าให้ฟังจ้า สังเกตกันบ้างมั้ยเอ่ยว่าพวกวันสำคัญเนี่ย สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ เป็นวันแห่งการเฉลิมฉลอง รำลึกถึงความดี คุณค่าทางด้านบวก และอีกกลุ่มก็คือ วันแห่งความเสียใจ ทำให้เราต้องระลึกถึงการสูญเสียที่เกิดขึ้นในอดีต ...วันสำคัญที่พี่จะพูดถึงในวันนี้...อยู่ในกลุ่มที่สองค่ะ

ก่อนจะพูดถึง "Sorry day" พี่ขอย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาหนึ่งในออสเตรเลียที่เค้าเรียกกันว่า "Stolen generation" กันก่อน อย่างที่น้องๆอาจจะเคยเรียนกันมาก่อนว่าชาวออสเตรเลียโดยแท้จริง ก็คือ "ชนเผ่าอะบอริจิ้นส์ (Aborigins)"  เหมือนกับอินเดียนแดงที่อยู่บนแผ่นดินอเมริกามาก่อน พวกเขาอยู่อย่างสงบ ด้วยวิถีชีวิตเรียบง่าย อาศัยในป่า จับปลาล่าสัตว์เป็นอาหาร อพยพย้ายถิ่นฐานเรื่อยไปไม่เป็นหลักแหล่ง อะบอริจิ้นส์มีผิวคล้ำ หน้าตาเหมือนมนุษย์ยุคหินโบราณคือโหนกแก้มสูง ตาลึก ดูเหมือนคนดุ แต่จริงๆ แล้วเป็นมิตรและใจดี



กระทั่งกัปตันเจมส์ คุก เดินทางมาพบเกาะทัสมาเนียและล่วงมาถึงดินแดนออสเตรเลีย ชาวอะบอริจิ้นส์ให้การต้อนรับอย่างดีโดยหารู้ไม่ว่าศัตรูกำลังเข้าบ้าน หลังจากนั้นไม่นานประเทศอังกฤษ ซึ่งกำลังล่าประเทศต่างๆ ในแถบเอเชียเป็นอาณานิคม ก็ได้ปักธงบนแผ่นดิน ประกาศว่านี่คือดินแดนของอังกฤษ

นักโทษคดีอุกฉกรรจ์คือคนกลุ่มแรกที่รัฐบาลอังกฤษนำมาปล่อยบนเกาะทัสมาเนีย เพื่อให้มีชีวิตอยู่แบบไม่รู้เป็นรู้ตาย จากนั้นเริ่มมีคนผิวขาวชาวอังกฤษอพยพเข้ามาอยู่มากขึ้น ดินแดนเสรีแห่งใหม่ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องน่าเศร้าอันแสนโหดร้ายของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอะบอริจิ้นส์ก็เริ่มขึ้น

เมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อน วิชาประวัติศาสตร์ออสเตรเลียถูกยกเลิกไม่ให้สอนในโรงเรียน เพราะความโหดร้ายของชาวอังกฤษที่กระทำต่ออะบอริจิ้นส์ชัดเจนเกินกว่าที่จะ บิดเบือน หรือเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นสิ่งงดงามและจรรโลงใจขึ้นมาได้ สิ่งที่ง่ายที่สุดคือยกวิชานี้ออกไปจากระบบการศึกษา แต่หันไปเรียนประวัติศาสตร์อังกฤษและอเมริกา

หากเห็นชาวอะบอริจิ้นส์ที่กลายเป็นเหมือนพลเมืองชั้นสอง ไม่มีอาชีพ ติดเหล้าติดยา อย่าเพิ่งรังเกียจหรือดูถูก พวกเขาเป็นแบบนั้นก็เพราะเรื่องร้ายในอดีต ทำให้ชนชาติเจ้าของแผ่นดินโดยแท้ ต้องกลายเป็นบุคคลที่ถูกลืม

ออสเตรเลียมีวัน Sorry day เพื่อรำลึกถึงชาวอะบอริจิ้นส์ที่เกิดในยุค Stolen generation ...เมื่อ 40 กว่าปีก่อน รัฐบาลอังกฤษต้องการให้ชนชาติพื้นเมืองในประเทศอาณานิคมได้เรียนรู้วัฒนธรรม และภาษาในแบบคนอังกฤษ พวกเขาจึงพรากเด็กจากพ่อแม่ให้มาอยู่ในค่าย ต้องใช้คำว่า "พราก" เพราะเด็กๆ ไม่เคยได้เจอหน้าพ่อแม่อีกเลย รัฐต้องการให้พวกเขาลืมชาติกำเนิด ภาษา วัฒนธรรมของตนเอง แต่รับเอาสิ่งที่เป็นแบบฉบับของอังกฤษเข้าไปแทน

ผลที่ตามมาก็คือเด็กเหล่านี้เติบโตมาด้วยความสับสน พ่อแม่เป็นใคร บ้านอยู่ที่ไหน แล้วทำไมจึงมีผิวสี พวกเขากลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีความสุข ไม่เคยรู้ว่าความรักจากพ่อแม่และความอบอุ่นของครอบครัวเป็นอย่างไร ใช้ชีวิตอยู่อย่างเคว้งคว้าง สุดท้ายชีวิตก็จบลงที่เหล้าและยาเสพติด

คนออสเตรเลียในปัจจุบันอยากแสดงความเสียใจต่อชาวอะบอริจิ้นส์สำหรับ เหตุการณ์ที่ผ่านมา เลยพากันเดินขบวนเพื่อให้รัฐบาลออกมากล่าวขอโทษ โดยทำเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ได้รับการปฏิเสธ บอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับออสเตรเลีย แต่รัฐบาลอังกฤษต่างหากที่ควรจะขอโทษ

วันนั้นจึงมีความหมายสำหรับทุกคน อย่างน้อยชาวอะบอริจิ้นส์ที่เหลืออยู่ ได้รู้ว่ายังมีคนทั้งประเทศที่อยู่เคียงข้างพวกเขาและรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น

"ประวัติศาสตร์ถูกนำมาเขียนเป็นตำรา ไม่มีการบิดเบือน เพราะการยอมรับอดีตอันขมขื่นและโหดร้าย จะช่วยให้ทุกคนทำปัจจุบันให้ดี"

ดังนั้นนักเรียนต่างชาติที่มาเรียนภาษาอังกฤษที่ออสเตรเลีย จะได้เรียนประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของประเทศควบคู่ไปด้วย ...

เป็นไงกันบ้างจ๊ะน้องๆ ตอนพี่อ่านจบ พี่ก็รู้สึกเห็นด้วยกับคนเขียนนะ ตรงช่วงที่เค้าพูดถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์ไง จำได้ว่าตอนเด็กๆพี่จำไม่เคยได้เลย เพราะว่าประวัติศาสตร์ของไทยเรา ซับซ้อนและก็ยาวนานเหลือเกิน แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เป็นความภาคภูมิใจของประเทศเรานะ : )

ว่าแล้วก็... ได้ดู "ก้านกล้วย" กันยังจ๊ะ หรือว่ามัวแต่ไปดู "The Da Vinci Code" กันหมด - -" ... ไปก่อนดีกว่า ไว้เจอกันใหม่นะจ๊ะ...สวัสดีจ้า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ @TASTE ฉบับวันที่ 26 พฤษภาคม 2549
และภาพประกอบจาก
http://www.acn.net.au
http://www.danitadelimont.com

อ่านบทความสนุกๆอีกเพียบที่ Dek-D.com

โปรดทราบ
ข้อมูลที่พิมพ์มานี้เป็นข้อมูลที่นำเสนอบนเว็บ Dek-D.com ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลที่ได้รับการแต่งขึ้นมาใหม่ หรือเกิดจากการอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อเป็นการเคารพสิทธิ์เจ้าของข้อมูล โปรดตรวจสอบแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง