|
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com .... มาเจอกับ พี่เป้ และคอลัมน์เล่าประสบการณ์เด็กนอกทุกๆ วันพฤหัสเหมือนเดิม ช่วงนี้หลายๆ คนคงกำลังเตรียมตัวให้พร้อมกับการสอบชิงทุนนักเรียนแลกเปลี่ยน งั้นเราก็ต้องมาอ่านเรื่องราวดีๆ จากรุ่นพี่กันดีกว่าเนาะ ^^ สำหรับเรื่องที่นำมาฝากวันนี้ ส่งมาจาก "ประเทศเยอรมัน" ค่ะ เรียกได้ว่าเป็นประเทศนึงที่ฮอตมาก เพราะหลายๆ คนแอบเล็งไว้แล้วว่าอยากเลือกที่นี่ใช่มั้ยล่ะ 555 แต่เนื้อหาอาจจะแอบหดหู่นิดนึงนะคะ ถ้าอยากรู้ว่าจะเป็นยังไง ก็ไปอ่านกันเลย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ผมชื่อณัฐกิตต์ สายภัทรานุสรณ์ ชื่อเล่น "ภูมิ" เรียนอยู่ชั้นม.6 อังกฤษ-ฝรั่งเศส โรงเรียนอัสสัมชัญ ไปแลกเปลี่ยนโครงการ 1 ปี AFS ประเทศเยอรมนี (SH) รุ่น 49 ครับ ตอนนี้อยู่เมืองไทยแล้วครับ รูปนี้สมัยยังผอม 555555555+ ตอนอยู่เยอรมันมาได้ 4 เดือน
เมืองที่ผมอยู่คือ Schwarzenberg (Erzgeb.) รัฐ Saxnoy (Sachsen) ไม่น่าจะมีใครรู้จักเพราะบ้านนอกมากๆ O_o อยู่ตอนใต้ของเมือง Leipzig และ Dresden ซึ่งรัฐที่ผมอยู่คนไทยน้อยมากๆ หาร้านอาหารไทยที่คนไทยขายแทบจะไม่ได้ เพราะคนเวียดนามกับคนจีนอยู่เยอะ (แต่สุดท้ายผมก็หาเจอจนได้ใน 3 เดือนสุดท้ายก่อนกลับ -*-) รัฐที่ผมอยู่เคยเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมันตะวันออกมาก่อนครับ !!! ถ้าพูดถึงเยอรมัน เพื่อนๆ หลายคนคงนึกถึงไส้กรอก ขาหมู เบียร์ หรือรถ Benz, BMW, Volk ฯลฯ อยากจะบอกว่าตั้งแต่มาจนกลับไทยแล้ว ยังไม่เคยกินขาหมูเลย 5555+ เบียร์ก็เคยดื่มแล้ว แต่ไม่ชอบเลย ไม่อร่อย -*- ชอบเบียร์ผสมโคล่ามากกว่า ฮ่าๆ
 Opera House เมือง Dresden เมืองหลวงรัฐ Saxony
ผมเดินทางมาตอนปลายๆ เดือนกุมภาพันธ์ อากาศก็ยังหนาวอยู่ และคงหนาวมากๆ สำหรับคนไทย นั่นก็คือ -10 องศา ใส่เสื้อผ้า 3 ชั้นได้ครับ พอมาถึงวันแรกประมาณ 5 โมงเย็นกว่าๆ ใครที่บ้านอยู่ใกล้ๆ เมืองแฟรงค์เฟิร์ต โฮสท์จะขับรถมารับภายในวันนั้นเลย ส่วนใครที่อยู่ไกลๆ ก็จะไปนอนค้างที่โฮสเทลก่อน 1 คืน เจออาหารเยอรมันแทบอ้วกแน่ะ ฮ่าๆ หลังจากค้างที่โฮสเทล 1 คืนแล้ว วันต่อมาก็ไปที่สถานีรถไฟ การเดินทางคือ นั่งรถไฟ ICE (ความเร็วสูง) จากสนามบินแฟรงค์เฟิร์ต แล้วไปเปลี่ยนรถไฟที่ Braunschweig HBF แล้วก็นั่งรถไฟต่อไป Magdeburg HBF ใช้เวลาทั้งหมด 5 ชั่วโมงครับ นานนะ ฮ่าๆ จากใต้ขึ้นเหนือเลย
 รถไฟ ICE
ตอนแรกผมอยู่กับโฮสท์เวลคัมครับ แค่ 10 วันเท่านั้น เค้าไม่สะดวกรับถาวร เพราะเพราะพ่อของโฮสท์แม่ป่วยครับ เค้าเลยไม่มีอารมณ์ที่จะรับเด็กแลกเปลี่ยน เลยรับแค่ 10 วัน ค่อนข้างอึดอัดนิดนึงครับ เพราะโฮสท์พ่อค่อนข้างแก่ครับ อายุ 63 ดุๆ หน่อยด้วย ส่วนโฮสท์แม่อายุ 47 ใจดีมากๆ มีโฮสท์น้องชาย 1 คน อายุประมาณ 12-13 ขวบ เป็นเด็กดีน่ารักครับ เรื่องมันก็ไม่มีอะไรมากครับ จะมีการดื่มชากันตอนเย็นๆ หน่อย ผมก็ดื่มชาดำครับ ร้อนมากๆ คราวนี้ผมดื่มมีเสียงมั้งครับ เพราะมันร้อนๆ ต้องเป่าไรงี้ หรือค่อยจิบๆ แต่เสียงอาจจะดังเกินไป แต่ผมว่าการดื่มแบบนี่ในประเทศไทยก็ปกตินะครับ โฮสท์พ่อพูดออกมาเลยว่า ดื่มชาแบบนี้ กลับไปดื่มที่ไทยไป!! เอิ่มม แต่ก็ต้องเข้าใจว่าบ้านนี้ค่อนข้างผู้ดีครับ (มีมีดอายุ 100 กว่าปี ใช้หั่นขนมปัง บอกให้เราใช้ถนอมด้วย) ข้อดีของบ้านนี้คือ งานบ้านไม่ต้องทำ บ้านนี้มีคนใช้ - -‚ บอกตามตรงว่าถึงจะแค่ 10 วันแต่ก็อึดอัดจริงๆ พอตอนใกล้ๆ จะย้ายโฮสท์ เค้ามาคุยกับเราทั้งบ้าน บอกว่าเราเป็นเด็กดี พวกเขาอยากจะรับต่อ แต่ผมก็เฉยๆ ครับ เพราะยังไงก็อยากย้ายอยากไปเจออะไรใหม่ๆ ซึ่งผมก็ลองโทรไปปรึกษาพ่อแม่ที่ไทย แม่ก็บอกว่าจะย้ายทำไมครอบครัวนี้ก็ดีอยู่แล้ว ย้ายไปอาจจะไม่ดี แต่ยังไงผมก็ย้ายครับ 555+
 เมืองที่ย้ายมาอยู่ใหม่ Schwarzenberg (Erzgeb.)
การย้ายมาอยู่กับโฮสท์ใหม่เป็นอะไรที่สนุกมากๆ ปนเหนื่อย เนื่ิองจากผมย้ายรัฐเลยครับ นั่งรถไฟมาคนเดียว ครั้งแรกในชีวิตเลย ต้องถือลากกระเป๋าเอง อากาศก็หนาวมากๆ พอมาเจอโฮสท์ใหม่ เป็นซิงเกิลโฮสท์ครับ คือเค้าอยู่คนเดียว พูดง่ายๆ ก็คือมีแค่โฮสท์พ่อคนเดียว พูดแล้วแอบกลัว 5555 พอเอาไปเล่าให้เพื่อนๆฟั ง เพื่อนบอกระวังตัวนะเว่ย 555 แรกๆ ก็ขำนะครับ หลังๆ เริ่มเครียด บ้านที่อยู่ก็จะเป็นแฟลตครับ ไม่ได้อยู่เป็นบ้านหลังๆ เหมือนก่อน ผมก็ชอบมากๆ เลยครับ เล็กดี และเนื่องจากมีโฮสท์พ่อแค่คนเดียว ปัญหาก็เลยไม่ค่อยมีครับ โฮสท์นี้ใจดีมากๆ พาผมไปซื้อซิมการ์ด (ซึ่งโฮสท์แรกไม่ยอมพาไป) เค้าก็ถามอีกครับว่าเอาโน้ตบุ๊คมารึเปล่า เด็ดตรงนี้แหละครับ (พ่อกับแม่ที่ไทยไม่ให้เอามา เพราะกลัวผมจะเล่นเยอะเกินไป) แต่โฮสท์นี้บอกว่าโน้ตบุ๊คมันจำเป็นนะ เค้าเลยซื้อใหม่ให้ผมครับ!!!! อยู่ในห้องนอนเลยอะ ราคาประมาณ 600 กว่ายูโรได้ ผมก็ดีใจสิครับ เหอๆๆ 5555 โชคดีที่ได้โฮสท์ใจดีและไม่เคร่งกฎระเบียบมากด้วย แต่โฮสท์นี้เค้ากินยากนะครับผมว่า ไม่กินอาหารเอเชียเลยอะ 5555+ กินแต่อาหารฝรั่ง พวกขนมปังไรงี้ เคยทำอาหารไทยหลายครั้งมากๆ แต่เค้าไม่กิน ก็ดีครับ ทำกินคนเดียวไปเลย น้ำหนักลดไป 6 โลแน่ะ เพราะหลังๆ เบื่อขนมปัง -*-
 โรงเรียนที่ไปเรียน
มาพูดถึงเรื่องโรงเรียนกันบ้างดีกว่า ผมอยู่โรงเรียนที่มีชื่อว่า Bertolt Brecht Gymnasium ครับ อย่าคิดว่าเมืองนอกเรียนสบายนะครับ อย่างโรงเรียนผม โรงเรียนเข้า 7.20!! เลิกเรียนแล้วแต่วันครับ ประมาณ 13.50 วันศุกร์เลิก 12.40 ครับ นับดูก็พอๆ กับไทย เรียนวันละ 7 คาบ พอผมมาถึงโรงเรียนวันแรกๆ รู้สึกตื่นเต้นมากๆ ออกมาแนะนำตัวหน้าชั้นเรียน เพื่อนๆ สนใจกันมากๆ แม้แต่ห้องข้างๆ ก็ออกมาดู 5555 ผมก็แอบหลงดีใจ หวังว่าเราคงจะหาเพื่อนได้และสนุกกับการใช้ชีวิตที่โรงเรียน ต้องขอบอกว่าช่วงแรกเหมือนจะดี มีคนรอกลับบ้านเป็นเพื่อน ผมก็เรียนไปเรื่อยๆ ครับ ประมาณ 3 อาทิตย์ได้ แล้วก็มีวันหยุดเทศกาลอีสเตอร์อาทิตย์กว่าๆ พอเปิดเรียนมา เริ่มรู้สึกว่าหลายๆ อย่างมันเปลี่ยนไป เพื่อนไม่สนใจเราเหมือนก่อน ไม่มีคนรอกลับบ้านเป็นเพื่อน ทักทายไปก็ถามคำตอบคำ เครียดเลยครับ กลับมาจากบ้านวันนั้น ร้องไห้ในห้องนอน มานึกแล้วก็ขำ

แต่ก็มีเหตุการณ์มาทำให้ผมดีใจอีกครั้ง เมื่อเพื่อนในห้องชวนผมไปเที่ยวบ้านครับ เค้าบอกว่าอยากให้เราทำอาหารไทยให้อะไรแบบนี้ ตอนนั้นดีใจมากๆ ผมก็ไปบ้านเค้า ทำสุดฝีมือเลย วันนั้นเป็นวันสนุกสุดๆ ชีวิตก็เริ่มมีความสุขอีกครั้ง ผมเลยคิดว่า เพื่อนคนนี้แหละผมจะต้องสนิทให้ได้ พยายามทำทุกอย่าง เสนอหน้า เดินตาม ทักทาย ชวนเค้าคุยทุกวัน เหตุการณ์เริ่มจะซ้ำรอยเดิม ผมก็เดินไปทักทายเค้าปกติ เค้าทำหน้าเบื่อใส่ผม!!! ผมรู้สึกตกใจมากๆ แล้วที่ผ่านมาคือ??
หลังจากนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไปครับ เพื่อนในห้องทุกคน เหมือนไม่อยากจะรับชาวต่างชาติเท่าไหร่ เย็นชามากๆ เลยอะ ถามคำตอบคำ พอมีงานกลุ่ม ผมก็จะเป็นเศษทุกครั้ง ไม่มีใครให้อยู่กลุ่มด้วย ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผมก็คิดถึงเพื่อนที่ไทยขึ้นมา ถ้าอยู่ไทยคงจะไม่เจออะไรแบบนี้ หลังเลิกเรียนไปกินข้าวกัน ไปดูหนังกัน แต่ที่นี่มันไม่ใช่ เราต้องอยู่ด้วยตัวเอง อย่าให้ความหวังกับเพื่อนชาวเยอรมันจริงๆ เราให้เค้าไปเต็มร้อย แต่เค้าไม่เคยให้เรากลับมาอะ เพื่อนไทยยังไงก็ดีกว่าเพื่อนต่างชาติแน่นอนครับ ผมคิดว่ามันอาจจะแล้วแต่คน คนเยอรมันบางคนอาจจะไม่เย็นชาแบบนี้ เพราะเพื่อนผมที่ไปเมืองอื่นก็ได้เพื่อนที่ดีครับ แต่ผมเนี่ย ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมก็ยังไม่มีเพื่อนครับ กินขนมปังอะไรก็กินคนเดียวตลอด ผมพยายามจะไม่เอาเรื่องที่ไทยมาเปรียบเทียบ เพราะผมเคยคิดไว้ว่า ถ้าเป็นเมืองไทย มีนักเรียนแลกเปลี่ยนมา เราควรจะดูแลเค้าให้ดี ชวนคุย ชวนไปเที่ยว เพราะเค้าใหม่สำหรับเราจริงปะครับ? ฯลฯ แต่คนเยอรมัน เค้าไม่คิดแบบคนไทยครับ นั่นแหละครับ สิ่งที่เราต้องเรียนรู้และปรับตัว
 ไม่รู้ชาติอื่นเป็นมั้ย แต่คนเยอรมันที่ผมเจอถ่ายรูปห่วยมากทุกคน 555 เบลอซะ
เมื่ออยู่ไปได้ไปครึ่งทางแล้ว จะมีจดหมายจาก AFS เรื่องการไปมิดสเตย์แคมป์ ไม่รุ้ว่าประเทศอื่นมีหรือไม่ แต่ที่เยอรมันจะมีมาให้เลือก ซึ่งเหมือนกับการไปทำกิจกรรมประมาณ 2-3 อาทิตย์ เลือกได้ว่าอยากจะอยู่แบบมีโฮสท์หรือเป็นแคมป์ แต่ผมแนะนำแคมป์นะ ออกแนว Work Camp สนุกมากๆ แต่อาจจะไม่ได้ภาษาเยอรมัน เพราะมันเป็นแคมป์นานาชาติคือต้องพูดอังกฤษ เด็กที่มาแคมป์อาจจะเป็นชาวต่างชาติที่มาแคมป์ และเมื่อแคมป์จบ เค้าก็จะกลับประเทศที่เค้ามา ซึ่งการไปแคมป์นี้ทำให้ผมสนิทกับเพื่อนคนเอเชียเยอะมากๆ จนตอนนี้เราก็ยังติดต่อกันอยู่ มีเพื่อนไทยที่เป็นเด็ก AFS ด้วยกัน 1 คน แล้วก็มีเพื่อนชาวมาเลย์เป็น AFS เหมือนกัน เพื่อนชาวญี่ปุ่น 1 คน ตอนนี้เขาจบมหาาลัยแล้ว กำลังสอบบรรจุครูสอนภาษาอังกฤษอยู่ที่ญี่ปุ่น และเพื่อนเกาหลีใต้อีก 2 คน คนนึงเป็นพยาบาลแล้ว และอีกคนกำลังเรียนพยาบาลอยู่ที่เกาหลี

ก่อนจะกลับนั้น ผมรู้สึกทั้งดีใจและเซ็ง สิ่งที่ดีใจก็คือได้ไปเที่ยวมาเยอะแล้ว ตรงตามเป้าหมาย ฮ่าๆ ยกเว้นตอนใต้ ยังไม่เคยไปซักที แต่ก็ไม่เป็นไร พอใจแล้ว โฮสท์แรกพาไป Magdeburg เป็นเมืองใหญ่ครับ และโฮสท์ที่สองพาไป Dresden, Leipzig Zoo, Berlin แล้วเมืองที่ผมไปเที่ยวอื่นๆ ก็เช่น Bremen, Cologne, Hamburg, Amsterdam(Nederland), Tampere(Finland) ฯลฯ การไปเที่ยวก็ถือว่าเป็นการเปิดโลกกว้างหาประสบการณ์อย่างนึง แต่เพื่อนๆ ก็ควรรู้เวลานะครับ ไปเที่ยวในช่วงปิดเทอม ไม่ควรไปเวลามีเรียนหนังสือ เพราะเพื่อนๆ ที่โรงเรียนอาจจะมองเราแปลกๆ ได้ ส่วนสิ่งที่เซ็งคือเรื่องเพื่อนที่โรงเรียน ทำยังไงก็ไม่มี คงต้องทำใจอย่างเดียว

ขอฝากไว้สำหรับเพื่อนๆ ที่จะมาแลกเปลี่ยนนะครับ เวลาเรามีปัญหาอะไร เราควรตั้งสติดีๆ แล้วค่อยๆ แก้ปัญหา ถ้าเราชอบหรือไม่ชอบหรือมีปัญหาอะไร ควรคุยกับเค้าไปตรงๆ เลย ช่วงแรกอาจจะไม่กล้า แต่ต่อๆ ไปเราก็จะชินเอง แล้วเค้าจะชอบมากที่เราพูดอะไรตรงๆ แล้วก็มีเหตุผลที่ดีนะครับ :-)
 Tschüs!! Deutschland!!
โอย อ่านแล้วแอบหดหู่ตามน้องภูมิไปด้วย ถึงขนาดกลับมาแอบนอนร้องไห้นี่ พี่เป้ ว่าคงจะต้องรู้สึกแย่จริงๆ ล่ะเนาะ TT แต่ปัญหาเรื่องเพื่อนนี่ถือเป็นเรื่องใหญ่เลยนะคะ แต่ก็อย่างที่บอกแหละว่า ยังไงเราก็ต้องอยู่ด้วยตัวเองให้ได้ ดังนั้นถ้าใครกำลังมีปัญหาเรื่องเพื่อนอยู่ไม่ว่าจะเพื่อนไทยหรือเพื่อนต่างชาติ พี่เป้ ก็ขอเอาใจช่วยนะคะ ส่วนใครมีประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ อยากแบ่งปันเพื่อนๆ บ้าง ก็ส่งมาได้เหมือนเดิมที่ pay@dek-d.com แล้วเจอกัน !

|

ชีวิตเด็กนอก ในประเทศแห่งเสรีภาพ ... USA ในรัฐที่ไม่ต้องเสียภาษี ... โอเรกอน
รัฐอะไรก็ไม่รู้ แต่น่าอยู่สุดๆ !!
Available on Dek-D.com, Study AbroadThursday 2 June 2011.
|
|
เราไปแลกเปลี่ยนที่เยอรมันมาเหมือนกัน เพื่อนห้องแรกเราอ่ะ ไม่ค่อยสนใจเราเลย
เราแอบผิดหวังมากจริงๆอ่ะ คือเค้าไม่แม้แต่จะทักเราเลย น้อยคนมากที่คุยด้วย
แต่เพื่อนอีกห้องนึงอ่ะ สนใจแล้วก้อเทคแคร์เราดีมากอ่ะ แต่เสียดายที่ได้มารู้จักกันตอนที่เราจะกลับแล้ว
ยังไงใครที่กำลังจะไปแลกเปลี่ยนก็สู้ๆนะ แล้วก็อดทนด้วยจ้า