|
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com .... กลับมาเจอ พี่เป้ และเล่าประสบการณ์เด็กนอกทุกวันพฤหัสเช่นเคย ถ้าพูดถึงที่สิงสถิตสำหรับเด็กมัธยม น้องๆ ว่าคือที่ไหนคะ ??? ใช่แล้วค่ะ ต้องเป็นห้องสมุดแน่นอน น้องๆ บางคนก็ชอบแอบเข้าไปงีบกันใช่มั้ย ฮ่าๆๆ แต่วันนี้ พี่เป้ มีห้องสมุดรูปแบบใหม่มาแนะนำค่ะ เป็นห้องสมุดที่เราจะได้อ่าน "คน" เอ๊ะ สงสัยใช่มั้ยล่ะว่า ห้องสมุดนี้เป็นยังไง ... ถ้าอยากรู้จัก "Human Library" ล่ะก็ ก็มาอ่านเรื่องเล่าดีๆ จากแคนาดาได้เลยค่ะ

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาวเด็กดีทุกคน ก่อนอื่นก็ขอแนะนำตัวก่อนนะคะ "แจน" ณัฐกมล ลือสมบูรณ์ค่ะ ตอนนี้กำลังขึ้นปีหนึ่งที่มหาวิทยาลัย British Columbia ในแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดาค่ะ แจนมาอยู่แคนาดาได้ประมาณหนึ่งปีแล้ว อยู่ในเมือง Burnaby ในมณฑล British Columbia ได้มาเรียนที่นี่เพราะพ่อตัดสินใจส่งมาค่ะ มาอยู่ด้วยกันสามคน แจนกับแม่และน้องชาย (ข้อดีของการที่แม่มาอยู่ด้วยคือ การได้กินอาหารไทยเกือบทุกมื้อเลย) ในหนึ่งปีที่ผ่านมา แจนได้เข้าเรียนเกรด12 ซึ่งเทียบเท่ากับม.6 ที่ไทยเรา ที่โรงเรียน Moscrop Secondary ค่ะ

ที่โรงเรียน Moscrop มีนักเรียนตั้งแต่เกรด 8 ถึงเกรด 12 เข้าเรียนตั้งแต่ 8:40 ถึง 15:00 น. แจนเรียนแค่ 7 วิชา เพราะลงวิชาหนักๆ ไป 5 วิชา (ภาษาอังกฤษ เลข ชีวะ ประวัติศาสตร์ AP จิตวิทยา) วิชาเบาๆ อีกสอง (พละ กับ Child Development) กับคาบว่างอีกหนึ่งค่ะ เด็กนักเรียนที่ Moscrop มีประมาณพันห้าร้อยคน มีเด็กเอเชียประมาณเกือบครึ่งโรงเรียนได้ ส่วนใหญ่เป็นคนฟิลิปปินส์กับคนจีนค่ะ ถึงอย่างงั้นแจนก็มีเพื่อนมาจากประเทศอื่นเหมือนกันนะคะ ไม่ว่าจะเป็นแคนาดาเจ้าถิ่น เกาหลี ญี่ปุ่น อิหร่าน อินเดีย เม็กซิโก กรีซ อิตาลี โปรตุเกส รัสเซีย ไนจีเรีย (และอื่นๆ) แต่ไม่ว่าจะเป็นชาติไหนก็มีทั้งคนที่เกิดที่นี่และคนที่ย้ายมา เพื่อนที่นี่ทุกคนใจดีมาก เข้าเรียนคาบไหนเขาก็คุยกับแจนดีทุกคน แถมตื่นเต้นกันมากๆ ด้วย (บางคนถามถึงนิชคุณกับมาริโอ้ด้วย ฮ่าๆๆ) อันที่จริง ที่แคนาดานี่ห้ามเหยียดผิวหรือเพศเลย ผิดกฎหมายของเขานะคะ
เรื่องที่แจนอยากจะเล่าให้ทุกคนในวันนี้คือเรื่อง Human Library หรือห้องสมุดมนุษย์ค่ะ เพราะถึงคนที่นี่จะเป็นคนใจกว้างโดยธรรมชาติ แต่ก็มีบ้างที่จะตัดสินคนจากภายนอก คนเราเนี่ย พอได้รู้ว่าคนนั้นเป็นนักโทษเก่า คนนี้เป็นคนเคยติดยา ก็จะมีอคติ ตัดสินว่าเขาเป็นคนไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่แจนก็ไม่แปลกใจหรอกค่ะ ไม่ว่าคนชาติไหนก็มีอคติเป็นเครื่องป้องกันตัวเองกันทั้งนั้น

สำหรับโครงการ Human Library เป็นโครงการที่จัดขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้เราได้พูดคุยกับคนประเภทต่างๆ เพื่อลดอคติ และสร้างความเข้าใจต่อคนในสังคม โดยเปรียบคนเป็นหนังสือ และเราสามารถเลือกได้ว่าเราอยากอ่านหนังสือเล่มไหนหรืออยากคุยกับคนไหน โรงเรียนของแจนเป็น 1 ใน 7 โรงเรียนของแคนาดาที่มีกิจกรรมนี้ และแคนาดาเป็น 1 ใน 33 ประเทศทั่วโลกที่มีโครงการนี้ รู้สึกว่าตัวเองโชคดีอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ
ก่อนหน้าที่แจนกับเพื่อนๆ จะได้เข้า Human Library ครูวิชาอังกฤษก็ให้รายชื่อ "หนังสือ" กับพวกเราล่วงหน้าสองสามคาบ จะได้ตัดสินใจได้ว่าอยาก "อ่าน" เล่มไหนเป็นพิเศษ ชื่อหนังสือแต่ละเล่มน่าสนใจทั้งนั้น ตัดสินใจไม่ถูกเลยค่ะ แถมครูยังบอกว่าหนังสือเล่มเดียวอาจมีได้หลายเนื้อหา ยิ่งฟังก็ยิ่งตื่นเต้นขึ้นไปอีก
พอวันที่ได้เข้า Human Library จริงๆ ครูอังกฤษของห้องแจนยุ่งจนเกือบลืมพานักเรียนเข้าห้องสมุด เลยมีเวลาเหลือแค่ไม่ถึงชั่วโมง แจนก็เลยมีเวลาคุยกับหนังสือแค่สามเล่มเท่านั้นเอง แต่แค่สามเล่มนั้นก็ทำให้แจนได้รู้อะไรมากขึ้นเยอะเหมือนกันนะคะ

หนังสือ เล่มแรกหรือผู้หญิงคนแรกเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า/โรคคลั่งผอม/นักเคลื่อนไหวเพื่อสหพันธ์แรงงาน (เป็นไงคะ แค่เล่มเดียว ก็ปาไปหลายชื่อแล้ว) เธอชื่อแอนนาค่ะ คนเราพอได้ยินว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก็จะคิดถึงคนท่าทางเศร้าๆ ไม่พูดคุยกับผู้คนและการฆ่าตัวตายใช่มั้ยคะ แล้วผู้ป่วยโรคคลั่งผอมก็น่าจะผอมกะหร่องเป็นไม้เสียบผี แต่แอนนาคนเป็นผู้หญิงยุโรปตัวท้วมๆ แถมยังใจดีมากๆเลย แจนกับเพื่อนได้ฟังแอนนาเล่าให้ฟังว่า เธอมารู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคคลั่งผอมสมัยอยู่มัธยมต้น เธอกินอาหารน้อยมาก มื้อเช้าที่บ้านก็ไม่ค่อยแตะ อ้างว่าเพิ่งตื่น ยังไม่หิว พอต้องไปกินมื้อเที่ยงที่โรงเรียน แอนนาก็ไม่ซื้ออะไรกินเลยซักอย่าง เก็บเงินไว้ในกระเป๋าอย่างเดียว (เธอบอกว่าได้เป็นกอบเป็นกำเลยค่ะ) พอกลับบ้านมามื้อเย็นก็บอกที่บ้านว่าอิ่มมาจากโรงเรียนแล้ว ถ้าแม่บังคับให้กิน ไม่ว่าจะอะไรก็จะพยายามล้วงคอหมด วนไปวนมาอย่างนี้เป็นหลายปีเหมือนกันค่ะ
พออายุซักยี่สิบกว่าๆ เธอก็พบว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอีก แอนนาเล่าว่าเธอไม่อยากตื่น ไม่อยากลุกไปทำงาน อยากร้องไห้อยู่ตลอดเวลา ตอนเล่าไปเธอก็ร้องไห้ไปด้วยค่ะ แจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน แต่แล้ววันหนึ่ง เธอก็ได้จับพลัดจับผลูไปช่วยงานสหพันธ์แรงงานและได้ทำงานรณรงค์เป็นนักเคลื่อนไหว เรียกร้องสิทธิ ฟังดูคนละแนวกับคนป่วยทั้งสองโรคที่ว่ามาเลยนะคะ แอนนาก็ทำงานนี้อย่างเต็มใจและเต็มที่ ตอนที่เล่า เธอก็ยิ้มๆ ด้วยความภูมิใจอย่างที่สุดเลยค่ะ แต่ก็เพราะอย่างนี้แหละค่ะ แอนนาถึงได้เปลี่ยนวิถีชีวิต หลุดพ้นจากโรคคลั่งผอม และกำลังดูแลรักษาตัวเองให้ไม่ซึมเศร้ามากเกินไปค่ะ
เสร็จแล้วแจนกับเพื่อนก็ได้ไปนั่งอ่าน หนังสือ เล่มที่สอง เป็นแม่ของเด็กที่เป็นออทิสติก/อดีตวัยรุ่นที่ออกจากโรงเรียนกลางคัน/นักเคลื่อนไหวเพื่อการศึกษาภาครัฐ/เลสเบี้ยน (โอ้ว้าว) คนนี้ชื่อเจนค่ะ พอได้ยินคำว่าเลสเบี้ยน ใครหลายคนคงรู้สึกสยิวกิ้วขึ้นมาเหมือนกันใช่มั้ยคะ เจนเป็นผู้หญิงวัยกลางคน พูดจาห้วนๆ สั้นๆ แถมยังดูดุนิดๆ พวกเราก็เลยไม่กล้าถามอะไรมาก เจนก็เล่าให้ฟังว่า การที่เธอได้มาเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อการศึกษา นั่นเพราะว่าลูกชายที่เธออุปการะนั่นแหละค่ะ ลูกชายของเธอเป็นเด็กออทิสติก ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ การศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้ก็มีการจัดขึ้นหลายปีแล้วล่ะค่ะ เพียงแต่ว่าอาจจะยังไม่ดีเท่าที่คุณแม่เจนต้องการ เธอก็เลยจัดการเข้าไปคุยกับโรงเรียน (เป็นโรงเรียนในแวนคูเวอร์ค่ะ ไม่ใช่ที่ที่แจนเรียนอยู่) ซึ่งทางโรงเรียนก็ใจกว้างมากค่ะ รับฟังข้อเสนอแนะของเธออย่างเต็มที่ และแนะให้เธอเข้าไปคุยกับเขตการศึกษาโดยตรงเลย ทั้งๆ ที่เจนไม่ได้จบแม้แต่ชั้นมัธยมด้วยซ้ำ (เธอบอกว่าเพราะครูเอาแต่พูดอย่างเดียว ไม่ยอมให้นักเรียนมีส่วนร่วมเลยแม้แต่น้อย) แต่เธอก็ได้จัดการปรับปรุงอะไรหลายๆ อย่าง ตั้งแต่ผังที่นั่ง ระยะเวลาเรียน รวมไปถึงเนื้อหาที่นักเรียนกลุ่มความต้องการพิเศษใช้ในการเรียน ส่งผลให้ผู้ปกครองหลายคนรู้สึกพอใจกับระบบมากขึ้น ส่วนเรื่องที่เธอเป็นเลสเบี้ยน เธอก็บอกว่าไม่ได้มีผลกระทบต่อลูกชายของเธอเลย และการที่เขามีแม่สองคนนั้น ทำให้เขาอบอุ่นเป็นพิเศษเลยค่ะ

หลังจากนั้น แจนกับเพื่อนก็ได้มาเปิด หนังสือ เล่มที่สามและเล่มสุดท้ายของวันนั้น เป็นชาวไร่/นักดนตรีแจ๊ส/สมาชิกสภาท้องถิ่น/อดีตคนติดยา/อดีตวัยรุ่นที่หนีออกจากบ้าน เป็นไงคะ แค่อ่านชื่อก็รู้ว่าเนื้อหาเน้นๆ แน่นอนเลย คนนี้ชื่อชัคค่ะ ชัคเล่าให้พวกเราฟังว่า ตอนวัยรุ่น เขามีปัญหากับครอบครัว ก็เลยหนีออกจากบ้าน พอเจอเด็กกลุ่มหนึ่งระหว่างทาง ชัคก็ยอมให้ตามไปด้วย สุดท้ายเด็กกลุ่มนี้ก็ไปลงเอยในป่าค่ะ พวกเขาตกปลา ล่าสัตว์ ขโมยของบ้าง เป็นการประทังชีวิต (ทำให้แจนนึกถึงปีเตอร์แพนขึ้นมาได้) ระหว่างที่ตระเวนๆ หาของกินของใช้แถวชายป่า ชัคก็ได้เจอกับกลุ่มวัยรุ่นอีกกลุ่ม ที่เสนอทั้งเหล้า บุหรี่ กัญชา และยาบ้าให้ชัคกับเพื่อนๆ ของเขา ชัคก็ติดงอมแงมเลยค่ะ กว่าจะรู้ตัวอีกที เพื่อนสนิทก็เสียชีวิตเพราะฤทธิ์ยาซะแล้ว
หลังจากนั้นชัคก็เล่าว่าเขาเพลาๆ การเสพลงทุกอย่าง แต่ก็ยังไม่ยอมเลิก จนกระทั่งมีลูกสาวนั่นแหละค่ะ ชัคถึงมีความตั้งใจเลิกเหล้า บุหรี่ และยาได้อย่างจริงจัง พออายุยี่สิบกว่าๆ เขาก็ออกจากป่ามาทำงานในไร่ค่ะ ชัคเล่าว่าเขาทำงานหนักมากจนเก็บเงินหาที่อยู่ให้กับครอบครัวของตัวเองได้ แถมยังใช้เวลาว่างฝึกเล่นดนตรีแจ๊ส จนในที่สุดชัคกับวงของเขาก็ได้เป็นวงดนตรีประจำผับเล็กๆ แห่งหนึ่ง จนอยู่มาวันหนึ่ง ชัคก็ได้รับคำชักชวนจากเพื่อนของเขาให้สมัครสมาชิกสภาท้องถิ่น แจนก็จำไม่ได้เหมือนกันค่ะ ว่าทำไมจู่ๆ เขาถึงสนใจ แต่ชัคก็เล่าว่าเขารับปากเพื่อนไปนะคะ และสุดท้ายก็ได้รับเลือก ตอนนี้เขาก็ยังทำหน้าที่นี้อยู่ค่ะ แถมยังสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับท้องถิ่นของเขาพอสมควร แล้วก็มีความสุขกับชีวิตครอบครัวของตัวเองมากๆ แจนกับเพื่อนฟังแล้วตื่นเต้นมากๆ เลยค่ะ ใครจะเชื่อคะว่าอดีตเด็กวัยรุ่นที่เคยหนีออกจากบ้านแถมยังติดยา จะมีอนาคตที่ดีได้ขนาดนี้

แต่แล้วเวลาของการเข้าห้องสมุดก็หมดลง เพราะออดบอกเวลาพักเที่ยงดังขึ้นซะก่อน แจนเสียดายจริงๆ ที่ไม่ได้เข้าไปคุยกับคนอื่นๆ อย่างเช่น อดีตนักโทษ ชาวไร่/ครู/นักสเก๊ตลีลา/เกย์ นักเดินทางรอบโลกราคาประหยัด และช่างทำผมดาราภาพยนตร์ ถ้ามีโอกาส แจนก็คงขอเข้าไปนั่งฟังประสบการณ์ชีวิตของ หนังสือ หลายเล่มที่ว่ามานี้อย่างไม่ลังเลเลยค่ะ เพราะมันทำให้โลกทัศน์ของแจนกับเพื่อนๆ กว้างขึ้นกว่าเดิมจริงๆ
จากโครงการนี้ทำให้แจนเห็นว่า การเปิดใจให้กว้างเพื่อยอมรับคนอื่นเป็นข้อดีของคนแคนาดาจริงๆ ต่อให้ไม่มีกฎหมาย แจนว่าคนที่นี่เขาก็ยังคงเป็นคนใจดี ใจกว้าง และต้อนรับคนต่างชาติต่างภาษาด้วยความอบอุ่นเหมือนเดิมล่ะค่ะ วันนี้แจนก็คงมีเรื่องมาเล่าให้ทุกคนฟังแค่นี้ หวังว่าหลายๆคนคงจะเริ่มอยากตามมาอยู่ที่นี่บ้าง (ตอนนี้ที่โรงเรียน Moscrop เหลือน้องชายของแจนเป็นคนไทยคนเดียวในโรงเรียนแล้วค่ะ ฮ่าๆๆ) ยินดีต้อนรับทุกคนเลยค่ะ ยังไงก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน คนไทยทุกคนอย่าลืมพกความน่ารักแบบไทยๆ (ที่หลายชาติประทับใจ) ติดตัวไว้เสมอนะคะ โชคดีค่ะทุกๆ คน :D

โหหหหหหหห บอกได้คำเดียวว่าเจ๋งมากกกกับห้องสมุดมนุษย์ ขนาดอ่านแล้วยังรู้สึกว่าน่าสนใจมากๆ จริงๆ แล้วในไทยก็เริ่มมีบางสถาบันทำ Human Library เหมือนกันนะคะ แต่เหมือนยังไม่ค่อยมีคนรู้จักมากเท่าไหร่ แต่ต้องขอบอกเลยว่าเป็นห้องสมุดที่มีประโยชน์มากจริงๆ ^^ ส่วนน้องๆ คนไหนมีประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ อยากแบ่งปันเพื่อนๆ บ้าง ก็ส่งมาได้ที่ pay@dek-d.com เลยค่ะ แล้วไว้เจอกันนะ

|

จากเมืองไทย บินไปไกลถึง "อเมริกา"
ในโรงเรียนเล็กๆ ที่มีนักเรียนแค่ 115 คน !! และกว่าครึ่ง เป็นเด็กแลกเปลี่ยนทั้งหมด !!
Available on Dek-D.com, Study Abroad Thursday 1 Sep 2011.
|
|
อยากไปห้องสมุดแบบนี้บ้าง
ได้เรียนรู้จากผู้ที่มีประสบการณ์ตรงที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้ด้วย
ชอบจัง